“ซี๊ด—เจ็บจัง.......”
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน สวีหยุนใช้มือข้างหนึ่งนวดคลึงหน้าผาก ส่วนมืออีกข้างยันตัวลุกขึ้นตื่นจากเตียงอย่างช้าๆ
เดี๋ยวก่อน เตียงงั้นเหรอ?
สวีหยุนที่ตระหนักถึงอะไรบางอย่างได้รีบก้มมองใต้ร่างตัวเองทันที—ใช่แล้ว เขากำลังนอนอยู่บนเตียง
มันเป็นเตียงเดี่ยวธรรมดาๆ โครงสร้างทำจากไม้ทั้งหมด ด้านบนปูด้วยผ้าห่มขนสัตว์สีเทา
จากนั้นเขาก็เงยหน้าขึ้นมองไปรอบๆ
เขาอยู่ในอาคารไม้ที่ขนาดไม่ใหญ่นักแต่มีแสงสว่างส่องถึงเป็นอย่างดี พื้นที่ไม่กว้างขวางนัก น่าจะประมาณสามสิบกว่าตารางเมตร
ภายในห้องนอกจากเตียงไม้ที่เขานอนอยู่ ก็ยังมีตู้เสื้อผ้าไม้ โต๊ะหนังสือหนึ่งตัว ม้านั่งสองตัว เก้าอี้เอนหลังหนึ่งตัว และโคมไฟอีกสองสามดวง บนเก้าอี้เอนหลังมีเสื้อผ้ากองระเกะระกะอยู่
ในบรรดาเสื้อผ้าเหล่านั้น มีของที่เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งคือ กางเกงที่ดูคล้ายถุงเท้ายาวหรือกางเกงรัดรูป สวีหยุนเคยเรียนเรื่องนี้ตอนเรียนวิชาเลือกประวัติศาสตร์ตะวันตก มันเรียกว่ากางเกงฮอส (Hose)
กางเกงฮอสตัวนั้นพาดกลับหัวอยู่บนเก้าอี้ เผยให้เห็นวัสดุด้านใน สามารถมองเห็นเศษผ้าและขนแกะสีคล้ำดำ—สภาพแบบนี้เป็นเรื่องปกติมากในศตวรรษที่สิบเจ็ด กางเกงฮอสเป็นตัวแทนของความหรูหราภายนอกแต่ภายในเละเทะ หรือที่เรียกกันว่ากางเกงสร้างภาพ
บางครอบครัวที่ฐานะการเงินไม่ค่อยดีแต่ให้ความสำคัญกับ 'หน้าตา' ถึงขั้นยัดหญ้าแห้งและแกลบไว้ข้างในด้วยซ้ำ
อย่าถาม ถ้าถามก็คือความเป็นสุภาพบุรุษ
นอกเหนือจากนี้
พืชผลทางการเกษตรและเสารั้วนอกหน้าต่างบ่งบอกว่าห้องนี้อยู่ชั้นหนึ่ง เมื่อประกอบกับโครงสร้างชายคาเหนือหัวก็เดาได้ไม่ยากว่า นี่คือกระท่อมชั้นเดียวที่แบ่งกั้นเป็นห้องเล็กๆ
จากนั้นสวีหยุนก็จับจุดที่ปวดที่สุดบนหัว พบว่าตรงนั้นถูกพันด้วยผ้าพันแผลไว้อย่างลวกๆ หนึ่งรอบแล้ว
ตอนนี้ความทรงจำของสวีหยุนยังหยุดอยู่ตรงปกหนังสือสีดำที่ฟาดเข้าใส่หน้า แต่เมื่อเดาจากสถานการณ์ตรงหน้า เขาคงได้รับการช่วยเหลือจากใครสักคน—เป็นไปได้เจ็ดส่วนว่าคือนิวตัน อีกสามส่วนอาจจะเป็นคนแปลกหน้าที่ผ่านมา
เพราะท้ายที่สุดแล้ว นิสัยของปู่นิวตันนั้นเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้ว ต่อให้ตอนนี้จะเป็นแค่เวอร์ชันวัยรุ่น แต่เวลาทำอะไรก็ยังคงสุดโต่งอยู่บ้าง
ดังนั้นจึงไม่อาจตัดความเป็นไปได้ที่ว่า เขาเป็นผู้ชายเฮงซวยที่ตีคนจนสลบแล้วไม่รับผิดชอบ
แต่ดูจากอายุและการแต่งกายของนิวตันในตอนนี้ เป็นไปได้มากว่ายังไม่ใช่ช่วงหลังจากที่ได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกของราชสมาคมในปี 1672—ก่อนหน้านี้สวีหยุนยังเห็นเข็มกลัดตราสถาบันบนอกของนิวตันอยู่เลย
นั่นหมายความว่าโอกาสที่เทพคนนี้จะเริ่มเปิดศึกฉะกับฮุกนั้นยังมีน้อยมาก เปรียบกับนิยายในยุคปัจจุบันก็คือตัวเอกยังไม่ได้ต่อสู้ข้ามขั้น ถือว่ายังไม่ถึงขั้นหยิ่งผยองท้าทายสวรรค์รังแกคนไปทั่วแบบพวกตัวเอกเทพทรู
ในขณะเดียวกัน ในใจของสวีหยุนก็อดไม่ได้ที่จะผุดความสงสัยขึ้นมามากมาย:
ชัดเจนเลยว่า ที่นี่น่าจะอยู่ในช่วงปี 1660-1670
เรื่องเกิดใหม่แบบนี้ยังเกิดขึ้นได้ รัศมีลึกลับนั่นจะส่งเขามายังยุคนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะรับไม่ได้
แต่ปัญหาคือ.......
ตอนนี้มันปีอะไรกันแน่?
ประตูบานนั้นส่งเขามายังช่วงเวลานี้ด้วยจุดประสงค์อะไร?
ชาตินี้เขาเรียนชีววิทยามาแท้ๆ แล้วทำไมถึงถูกส่งมาอยู่ข้างกายเทพสายฟิสิกส์ล่ะ?
สิ่งที่เขาทำจะส่งผลกระทบต่ออนาคตไหม? อย่างเช่น เอามีดแทงนิวตันสักแผล?
นอกจากนี้......
แล้วเขาจะกลับไปยังไง?
ขณะที่สวีหยุนกำลังสับสนอยู่ในใจ จู่ๆ ตรงหน้าเขาก็ปรากฏหน้าจอแสงขึ้นมา:
【ภารกิจมือใหม่: ได้ยินว่าคุณมีเรื่องให้กังวลมากมาย? เป็นคนต้องทำตัวให้สบายๆ หน่อย!】
【ระดับความยากของภารกิจ: ★☆☆☆☆】
【เงื่อนไขภารกิจ: เป็นเพื่อนกับไอแซก นิวตันในวัยหนุ่มไม่ว่าจะในความหมายใดก็ตาม ห้ามเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ใดๆ ที่เจ้าตัวไม่ได้มีส่วนร่วมโดยเด็ดขาด】
【ระยะเวลาภารกิจ: สองเดือน】
【รางวัลภารกิจ: ขึ้นอยู่กับคะแนนประเมิน】
【บทลงโทษหากทำภารกิจไม่สำเร็จ: ค่าความประทับใจจากผู้หญิงทุกคนในโลกแห่งความเป็นจริง -1】
【คำอธิบายเพิ่มเติม: โลกนี้เป็นโลกคู่ขนาน ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับโลกแห่งความเป็นจริง แต่ก็เหมือนกับความฝันในฤดูใบไม้ผลิที่อาจทิ้งร่องรอยไว้บนที่นอน สิ่งที่คุณทำอาจทิ้งร่องรอยบางอย่างข้ามกาลเวลาเอาไว้......】
สวีหยุน: “......?”
โลกคู่ขนาน ไม่เกี่ยวข้องกับโลกความจริงงั้นเหรอ?
นั่นก็หมายความว่า ประตูกาลเวลาที่เขาเดินเข้ามานับเป็นดันเจี้ยนดันหนึ่งงั้นสิ?
เหตุผลน่ะผมเข้าใจนะ แต่ทำไมรู้สึกว่าคำใบ้นี้มันดูเกย์ๆ ยังไงชอบกล?
ไอ้นี่คงไม่ได้มาจากเมืองหลวงแห่งสายวายหรอกนะ?
จากนั้นเมื่อมองดูรายละเอียดของภารกิจนี้ ในใจของสวีหยุนก็ผุดความคิดอีกอย่างขึ้นมา:
ในเมื่อบทลงโทษของการทำภารกิจไม่สำเร็จไม่ได้มีอะไรหนักหนา แล้วถ้าเขาหนีกลับไปที่ประเทศจีนในยุคนี้ล่ะจะเป็นยังไง?
แต่ความคิดนี้เพิ่งผุดขึ้นมาได้ไม่ถึงครึ่งวินาที สวีหยุนก็ปฏิเสธมันด้วยตัวเอง:
อย่างแรกคือเวลาที่ภารกิจให้มานั้นสั้นเกินไป อย่างที่สองคือตัวเขาไม่มีอำนาจหรืออิทธิพลใดๆ ในแผ่นดินเกิด การจะสร้างเรื่องใหญ่โตคงเป็นไปได้ยากเกินไป
แต่จะว่าไปแล้ว
การปรากฏตัวของภารกิจถือว่าให้ข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ แก่สวีหยุน แต่เห็นได้ชัดว่ายังมีความลับอีกมากมายที่รอให้สวีหยุนไปค้นหาด้วยตัวเอง
อย่างเช่น สิ่งที่เรียกว่ากลไกการตัดสินคะแนนนั้นเป็นอย่างไรกันแน่ เกี่ยวข้องกับตัวบุคคล? เวลา? หรืออย่างอื่น?
สรุปก็คือ
ความจริงเรื่องการเกิดใหม่ ทำให้สวีหยุนมีความสามารถในการยอมรับแนวคิดเหนือจริงอย่างการทะลุมิติได้ในระดับหนึ่งตั้งแต่แรก ในขณะเดียวกันความตกใจที่ควรจะมี ก็ค่อยๆ หายไปในระหว่างที่รอให้นิวตันฟื้นขึ้นมา
ดังนั้นเวลาผ่านไปไม่นาน ในใจของเขาก็ค่อยๆ เกิดความสนใจอย่างแรงกล้าขึ้นมา
เพราะอีกฝ่ายคือปู่นิวตันเชียวนะ......
ไม่เห็นหรือไงว่าชาติที่แล้วมีคนตั้งเท่าไหร่ที่คาดหวังอยากจะกดฝาโลงของเขาเอาไว้?
และหากต้องการทำภารกิจนี้ให้สำเร็จ สิ่งที่สำคัญมากอย่างหนึ่งก็คือ......
ระบุเวลาปัจจุบันให้แน่ชัด!
เบาะแสต่างๆ ในตอนนี้สามารถบ่งบอกได้ว่า ปัจจุบันต้องเป็นช่วงก่อนปี 1672 แน่นอน—ปี 1672 นิวตันเข้าสู่ราชสมาคมแห่งอังกฤษอย่างเป็นทางการ และเกิดความบาดหมางกับฮุกเรื่องกล้องโทรทรรศน์สะท้อนแสง ตั้งแต่นั้นมานิสัยของเขาก็เปลี่ยนจากหยิ่งยโสกลายเป็นดื้อรั้นและถึงขั้นโหดร้ายอย่างสิ้นเชิง
ดังนั้นนิวตันในเวลานี้จึงยังเป็นเพียงชายหนุ่มผู้หยิ่งทะนงที่มีนิสัยชอบเก็บตัว แต่ก็ยังห่างไกลจากการเป็นพวกมาเฟียวิชาการอยู่มาก
แต่การระบุเวลาได้แค่คร่าวๆ ยังไม่พอ เพราะในช่วงวัยหนุ่มของนิวตันนั้น แทบจะเรียกได้ว่าเปลี่ยนนิสัยและสร้างความสำเร็จใหม่ๆ แบบปีต่อปีเลยทีเดียว
โดยเฉพาะในช่วง 18 เดือนอันแสนพิเศษนั้น......
ส่วนเรื่องเวลาที่แน่ชัดน่ะเหรอ......
จู่ๆ สวีหยุนก็นึกถึงต้นแอปเปิลที่เขาตกลงมา
ในระหว่างที่รอให้นิวตันฟื้น สวีหยุนเคยสำรวจสภาพแวดล้อมรอบๆ อย่างคร่าวๆ แล้ว
เขาพบว่าที่นี่เป็นหมู่บ้านเล็กๆ อย่างชัดเจน และต้นแอปเปิลรอบๆ ก็ออกผลจนสุกงอมกันหมดแล้ว
เป็นที่รู้กันดีว่า
ประเทศอังกฤษมีความพิเศษมากในเรื่องการปลูกแอปเปิล ตลอดหลายพันปีที่ผ่านมาพวกเขาปลูกแอปเปิลสำหรับทำอาหารที่ชื่อว่า 'บรามลีย์' (Bramley) เพียงสายพันธุ์เดียว
แอปเปิลชนิดนี้มีความเข้มข้นของกรดมาลิกสูงกว่าปริมาณน้ำตาลมาก ดังนั้นแม้จะผ่านการปรุงสุกแล้ว มันก็ยังคงรักษารสชาติของแอปเปิลที่เข้มข้นเอาไว้ได้
ช่วงเวลาที่แอปเปิลชนิดนี้จะสุกงอมคือประมาณปลายเดือนตุลาคม ซึ่งช้ากว่าช่วงเวลาสุกของแอปเปิลในประเทศจีนที่มักจะอยู่ในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายนมาก
ในขณะเดียวกันก็บังเอิญมากที่ชาติก่อนสวีหยุนเคยไปเรียนที่เคมบริดจ์เป็นเวลาหนึ่งปี จึงรู้กฎระเบียบวันหยุดของวิทยาลัยทรินิตี:
วิทยาลัยทรินิตีจะเริ่มปิดเทอมฤดูร้อนตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงสิงหาคมของทุกปี ปิดช่วงวันหยุดคริสต์มาสตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคมถึง 15 มกราคมอย่างไม่มีการเปลี่ยนแปลง จากนั้นในเดือนมีนาคมก็จะมีวันหยุดอีกช่วงหนึ่งซึ่งยืดหยุ่นได้ประมาณสามสัปดาห์
ดังนั้นช่วงเวลาที่แอปเปิลบรามลีย์สุก จึงเป็นช่วงที่วิทยาลัยทรินิตียังเปิดภาคเรียนอยู่อย่างแน่นอน
ประกอบกับการที่นิวตันเป็นสุดยอดเด็กเรียน เขาไม่เคยขาดเรียนเลยแม้แต่วันเดียวในช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัย—อันที่จริงสาเหตุหลักของเรื่องนี้ก็คือ ก่อนที่ปู่นิวตันจะเข้าไปทำงานในโรงกษาปณ์ เขายากจนข้นแค้นมาตลอด.....
แม้แต่ในช่วงปลายปี 1667 ถึงปี 1669 ที่เขาได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์คณิตศาสตร์ลูเคเชียน เขาก็ยังคงมุ่งมั่นศึกษาด้านเทววิทยาที่วิทยาลัยทรินิตี เคมบริดจ์
ดังนั้นเมื่อดูจากประวัติของนิวตันหลังจากเข้ามหาวิทยาลัยจนถึงช่วงก่อนปี 1672 สิ่งที่จะทำให้เขาออกจากลอนดอนในเดือนสิงหาคมได้นั้นมีเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น:
กาฬโรคระบาดในลอนดอน หรือก็คือความตายสีดำ!
และในช่วงสิบแปดเดือนที่นิวตันออกจากลอนดอนนั้น ครึ่งหลังของช่วงเวลาดังกล่าวเขาใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านของฮัมฟรีย์ บาบิงตัน—ที่นั่นเป็นไร่ฝ้าย ไม่ได้ปลูกแอปเปิล
ดังนั้นช่วงเวลาที่ตรงตามเงื่อนไขในตอนนี้จึงมีเพียงหนึ่งเดียว.....
เดือนตุลาคม ปี 1665 แปดเดือนหลังจากเกิดกาฬโรคระบาด!
ความสำเร็จของนิวตันในช่วงเวลานี้ก็คือ.......
เรื่องนี้เราค่อยมาว่ากันในบทหน้า