ในประวัติศาสตร์ฟิสิกส์อันยาวนาน นิวตันเป็นบุคคลที่มีประเด็นให้พูดถึงอยู่เสมอ
ประเด็นที่พูดถึงในที่นี้ ไม่ใช่คำถามชวนปวดสมองในเว็บบอร์ดทำนองว่า 'ถ้านิวตันมาอยู่ในยุคปัจจุบันจะเรียนจบปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยชั้นนำได้หรือไม่' แต่เป็นเพราะเส้นทางชีวิตของเขานั้นช่างเหนือจริงเกินไปต่างหาก
หลายคนคงเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า
ความสำเร็จกว่า 70% ของนิวตันเกิดขึ้นในช่วงปี 1665-1667
คำกล่าวนี้ไม่ได้ผิดไปจากความจริงนัก
ในช่วง 18 เดือนที่หลบหนีโรคระบาด นิวตันราวกับเปิดโปรแกรมโกง เขาคิดค้นทฤษฎีบททวินาม การกระจายอนุกรมอนันต์ ประดิษฐ์แคลคูลัส สร้างกล้องโทรทรรศน์สะท้อนแสง และค้นพบสเปกตรัมเจ็ดสีของแสงอาทิตย์ ทั้งยังวางรากฐานแนวคิดของกฎข้อที่หนึ่งและข้อที่สองของนิวตัน รวมถึงกฎแรงโน้มถ่วงอีกด้วย
สิ่งเหล่านี้ได้วางรากฐานให้กับฟิสิกส์ยุคคลาสสิกทั้งหมดในคราวเดียว
หากหักลบผลงานวิชาการในช่วง 18 เดือนนี้ออกไป หลังจากล่วงเข้าสู่วัยกลางคน นิวตันก็หันเหความสนใจไปสู่แวดวงการเมืองและเศรษฐกิจ—ใช่แล้ว การเมืองและเศรษฐกิจ ไม่มีเทววิทยา
เพราะนิวตันเป็นคริสต์ศาสนิกชนที่เคร่งครัดมาโดยตลอด ไม่ใช่ว่าเพิ่งมาสมองเพี้ยนเปลี่ยนฝั่งเอาตอนบั้นปลายชีวิต
นอกจากนี้ ผลงานในช่วงวัยกลางคนจนถึงบั้นปลายชีวิตของเขาก็ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว
ตัวอย่างเช่น ในปี 1717 เขาใช้พระราชบัญญัติของสมเด็จพระราชินีนาถแอนน์สร้างความเชื่อมโยงระหว่างเหรียญทองและเหรียญเงิน ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนระบบเงินตราปอนด์จากมาตรฐานเงินมาเป็นมาตรฐานทองคำอย่างไม่เป็นทางการ และเขายังเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงกษาปณ์แห่งชาติอีกด้วย
ตำแหน่งผู้อำนวยการโรงกษาปณ์ เทียบได้กับผู้ว่าการธนาคารกลางในปัจจุบัน สำหรับคนยุคใหม่ร้อยละ 99 นี่ถือเป็นความสำเร็จที่เชิดหน้าชูตาแก่วงศ์ตระกูลได้อย่างเต็มภาคภูมิ
เพียงแต่สิ่งที่ปู่นิวตันทำไว้ก่อนวัยกลางคนนั้นเจิดจรัสเกินไป ช่วงบั้นปลายชีวิตของเขาจึงถูกพวกเพจเรียกยอดไลก์หรือพวกแอนตี้ตราหน้าว่าไม่เป็นโล้เป็นพาย
เอาล่ะ เรื่องราวช่วงบั้นปลายชีวิตของนิวตันพักไว้แค่นี้ก่อน กลับมาที่กระท่อมหลังนั้นกันต่อ
อย่างที่กล่าวไปข้างต้น
ในช่วง 18 เดือนที่หลบหนีโรคระบาด นิวตันได้สร้างผลงานไว้มากมาย
และนี่ก็คือเหตุผลที่สวีหยุนต้องระบุเวลาที่แน่ชัดให้ได้ก่อนเป็นอันดับแรก เพราะถ้าอีกฝ่ายคิดค้นแคลคูลัสขึ้นมาแล้ว แล้วเขาดันเซ่อซ่าไปอวดอ้างเรื่องระเบียบวิธีฟลักชันต่อหน้า คงจะคุยกันรู้เรื่องหรอก
“ปลายเดือนตุลาคม ปี 1665 สินะ...”
สวีหยุนเกาหัวเบาๆ พึมพำว่า
“ถ้าจำไม่ผิด กาฬโรคในปี 1665 น่าจะพบผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันรายแรกอย่างเป็นทางการในเดือนเมษายน และราชวงศ์ก็ลี้ภัยออกไปในเดือนกรกฎาคม...
ปู่นิวตันกลับไปที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ในเดือนเมษายน ปี 1667 เขาอยู่ที่บ้านเกิดเป็นเวลาสิบแปดเดือน ดังนั้นเวลาที่เขาหนีออกจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์น่าจะเป็นช่วงเดือนเจ็ดถึงเดือนแปด...
อืม ถ้าคำนวณตามเวลาที่ตึงสุดๆ...
ตอนนี้เขาน่าจะกลับมาอยู่บ้านเกิดได้ราวๆ สี่เดือนแล้ว?”
กาฬโรคในลอนดอน หรือก็คือกาฬโรคต่อมน้ำเหลือง
นี่คือการระบาดของกาฬโรคในวงกว้างครั้งสุดท้ายบนแผ่นดินของจอห์นบูล (อังกฤษ) ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปกว่าแปดหมื่นคน นับเป็นจุดสำคัญและจุดเปลี่ยนในประวัติศาสตร์โรคระบาดของจอห์นบูลเลยทีเดียว
อันที่จริงกาฬโรคครั้งนี้เริ่มระบาดตั้งแต่เดือนมกราคมแล้ว บริเวณท่าเรือรอบนอกลอนดอนและเขตแพริชเซนต์ไจล์สต้องเผชิญเคราะห์กรรมเป็นที่แรก คนงานยากจนที่อาศัยอยู่ในสองพื้นที่นี้กลายเป็นเหยื่อกลุ่มแรกที่ถูกกาฬโรคพรากชีวิต
ทว่าเนื่องจากคนงานในพื้นที่เหล่านี้มีสถานะทางสังคมต่ำต้อยมาก จึงแทบไม่ได้รับความสนใจและไม่มีการบันทึกไว้
ดังนั้นผู้ป่วยยืนยันรายแรกอย่างเป็นทางการของโรคระบาดครั้งใหญ่ในลอนดอน จึงถูกบันทึกไว้ที่หญิงสาวชื่อรีเบกกา แอนดรูส์ เมื่อวันที่ 12 เมษายน ปี 1665
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมหลังจากกาฬโรคระบาดได้สามเดือน แม้แต่ราชวงศ์จอห์นบูลยังต้องหนีเอาตัวรอด เพราะมันอยู่เหนือการควบคุมไปแล้วนั่นเอง
ก็เหมือนกับแมลงสาบนั่นแหละ เวลาที่คุณเห็นแมลงสาบตัวหนึ่งในบ้าน นั่นหมายความว่ามีแมลงสาบนับร้อยตัวมาตั้งรกรากอยู่ในบ้านคุณเรียบร้อยแล้ว
และหากตอนนี้เพิ่งผ่านไปเพียงสี่เดือนนับตั้งแต่ปู่นิวตันกลับมายังบ้านเกิด เขาก็น่าจะกำลังครุ่นคิดถึง...
“ปัญหาการลดรูปทวินาม (P+PQ)^m/n อยู่น่ะสิ?”
พอคิดได้ดังนี้ ดวงตาของสวีหยุนก็เป็นประกายขึ้นมาทันที
แน่นอนว่าคำว่า 'การลดรูป' ในที่นี้เป็นคำที่นิวตันใช้เรียกเองในต้นฉบับ แต่ปัจจุบันแวดวงวิชาการต่างใช้คำว่า 'การกระจาย' กันหมดแล้ว
ตอนนี้นิวตันน่าจะศึกษาจนได้ผลลัพธ์ในกรณีที่เลขชี้กำลังเป็นจำนวนเต็มบวกแล้ว และกำลังติดแหง็กอยู่ที่กรณีเป็นเศษส่วนหรือจำนวนลบ
รอจนเขาสามารถอนุมานข้อจำกัดของเลขชี้กำลังออกมาได้อย่างสมบูรณ์ ก้าวต่อไปก็คือการสรุปแนวคิดปริมาณกณิกนันต์แบบคงที่ และใช้วิธีการไหลของตัวแปรเพื่อสร้างระเบียบวิธีฟลักชัน—ซึ่งก็คือกรอบแนวคิดพื้นฐานของแคลคูลัสแบบนิวตัน
หลังจากนั้นนิวตันก็ใช้กรอบแนวคิดของระเบียบวิธีฟลักชัน ร่วมกับกฎการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์ข้อที่สามของเคปเลอร์ อนุมานออกมาเป็นกฎแรงโน้มถ่วงสากลอันโด่งดัง
ฉะนั้นต่อให้เวลาที่สวีหยุนคาดเดาไว้จะคลาดเคลื่อนไปบ้าง อย่างมากก็แค่ต่างกันในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ได้ตลอดเวลา
เมื่อคิดตกแล้ว สวีหยุนก็รู้สึกมั่นใจขึ้นมาบ้าง
จากนั้นเขาก็ลุกขึ้นนั่ง เตรียมตัวจะลงจากเตียง
แต่เมื่อเขาขยับตัวไปที่ขอบเตียงถึงได้พบว่า...
“รองเท้าฉัน... ไม่สิ ถุงเท้าฉันหายไปไหนเนี่ย??”
เมื่อมองดูฝ่าเท้าเปล่าเปลือยของตัวเอง ใบหน้าของสวีหยุนก็เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม—เมื่อครู่เขามัวแต่ครุ่นคิดเรื่องเวลา จึงไม่ทันสังเกตเลยว่าถุงเท้าของตัวเองถูกถอดออกไปแล้ว
ก่อนหน้านี้ไม่นาน หรือจะพูดให้ถูกคือก่อนที่เขาจะหมดสติ เขาเคยสำรวจร่างกายตัวเองคร่าวๆ แล้ว
ทำให้แน่ใจว่านอกจากโทรศัพท์มือถือและนาฬิกาข้อมือที่ไม่ได้ตามเขามาด้วยนั้น เสื้อผ้า รองเท้า และทรงผมของเขาล้วนเหมือนกับตอนอยู่บนโลกเดิมทุกประการ
ส่วนจะเป็นการรังสรรค์จิตสำนึกขึ้นใหม่หรือวิญญาณทะลุมิตินั้นยังไม่อาจทราบได้ แต่ที่แน่ๆ คือ 'อุปกรณ์สวมใส่' ของเขายังคงเหมือนกับตอนอยู่บนโลกเดิมเป็นส่วนใหญ่ ไม่ได้ถูกสวมทับด้วยเสื้อผ้าในยุคนี้อย่างเสื้อดับเบลตหรือกางเกงโฮส
แต่คิดไม่ถึงเลยว่าพอ 'ตื่น' ขึ้นมา เสื้อผ้าบนตัวยังอยู่ครบ ทว่าถุงเท้ากับรองเท้ากลับหายวับไปเสียแล้ว?
แน่นอนล่ะ
ตอนนี้ยังไม่อาจตัดความเป็นไปได้ที่ว่าเจ้าของบ้านอาจจะรักความสะอาด จึงถอดรองเท้าและถุงเท้าของเขาออกก่อนจะหามขึ้นเตียง
แต่ความเป็นไปได้ที่ว่านี้มันจะมีสักแค่ไหนกันเชียว...
และในขณะที่สวีหยุนกำลังคิดฟุ้งซ่านอยู่นั้น จู่ๆ นอกประตูไม้ทางซ้ายมือของห้องก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้น และค่อยๆ ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
ชัดเจนเลย
เจ้าของบ้านน่าจะสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวตอนที่เขาฟื้นขึ้นมาแล้ว
ตึก ตึก ตึก—
เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาทุกที ไม่นานลูกบิดประตูก็เริ่มขยับ
ครู่ต่อมา
ได้ยินเพียงเสียงดังกริ๊ก ประตูก็ถูกผลักเปิดออกจจากด้านนอก พร้อมกับร่างหนึ่งที่เดินเข้ามา
ผู้มาเยือนผู้นี้มีนัยน์ตาสีฟ้าทอประกายเย็นเยียบดุจดวงดาว คิ้วโก่งดั่งรอยพู่กันตวัดแยกเป็นรูปตัวแปด รูปร่างสูงเจ็ดฉื่อสง่างาม
คนผู้นี้คือนิวตันอย่างไม่ต้องสงสัย เวลานี้เขาสวมเสื้อดับเบลตแบบบริเตนใหญ่ คาดเอวด้วยสายไหมหลากสีจากอัมสเตอร์ดัมแห่งเนเธอร์แลนด์ ท่อนล่างสวมรองเท้าบูทหุ้มข้อกันหนาวคอลเลกชันฤดูหนาวปี 2021 ของแบรนด์อันท่า... เชี่ยเอ๊ย?
สวีหยุนขยี้ตาอย่างแรง ไม่ผิดแน่ รองเท้าของเขาถูกปรมาจารย์เวอร์ชันวัยรุ่นคนนี้สวมเข้าที่เท้าจริงๆ (ไม่ได้ตั้งใจวาดภาพให้ดูแย่หรือมโนไปเองนะ นิวตันมีนิสัยแบบนี้จริงๆ ไม่ใช่ว่าผมแต่งเติมเอาเอง...)
สวีหยุน “...”
บางทีอาจจะสังเกตเห็นสายตาของสวีหยุน นิวตันจึงเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าเรียบเฉยว่า
“ที่นี่คืออาณาเขตของตระกูลไอแซก ตาม 'พระราชบัญญัติบูล' ที่รัฐสภาประกาศใช้เมื่อ 14 ปีก่อน ในฐานะบุตรชายคนโตของตระกูล ฉันมีสิทธิ์เรียกเก็บค่าปรับจากผู้บุกรุกเป็นการส่วนตัวได้
ประกอบกับฉันช่วยชีวิตนายไว้ ดังนั้นขอแจ้งให้ทราบอย่างเป็นทางการว่า รองเท้าบูทของนายตกเป็นของฉันแล้ว—แน่นอนว่ารวมถึงค่ารักษาพยาบาลหลังจากนี้... และค่าอาหารในระยะสั้นด้วย”
จากนั้นนิวตันก็มองเขาด้วยสายตาแปลกๆ เล็กน้อย แล้วส่ายหน้าพูดว่า
“ไม่รู้ว่านายคิดอะไรอยู่ ถึงเอาผ้าดีๆ แบบนี้มาใส่ไว้ข้างนอก เดินออกไปเหยียบขี้เหยียบเยี่ยวไม่กี่ทีก็พังหมดแล้วไม่ใช่หรือไง?”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น สวีหยุนก็ชะงักไปอีกครั้ง—ไม่ใช่เพราะตกใจเรื่องค่าปรับและเรื่องผ้าที่นิวตันพูดถึงหรอก แต่เป็นเพราะ...
เขาฟังสิ่งที่นิวตันพูดเข้าใจทั้งหมดเลยงั้นเหรอ?
ต้องรู้ก่อนนะว่า
ภาษาอังกฤษสมัยใหม่โดยนับปี 1700 เป็นเส้นแบ่ง จะถูกแบ่งออกเป็นภาษาอังกฤษสมัยใหม่ตอนต้นและภาษาอังกฤษสมัยใหม่ตอนปลาย ซึ่งทั้งสองยุคมีความแตกต่างกันไม่ใช่น้อย
ภาษาอังกฤษในปี 1665 นั้นห่างไกลจากการเชื่อมต่อกับภาษาอังกฤษในยุคหลังได้อย่างไร้รอยต่อ หรือเรียกได้ว่ายังคงมีความแตกต่างกันอย่างมหาศาล
ดังนั้นในตอนแรกสวีหยุนจึงเตรียมใจไว้แล้วว่าจะต้องทำไม้ทำมือสื่อสารแบบงูๆ ปลาๆ ทว่ากลับนึกไม่ถึงเลยว่าตัวเองจะฟังนิวตันพูดรู้เรื่อง?
ชัดเจนเลยว่านี่น่าจะเป็นความสามารถบางอย่างที่ประตูมิติเวลาประทานให้
ส่วนเหตุผลที่นิวตันทำพฤติกรรมเช่นนั้น สวีหยุนก็ปะติดปะต่อเรื่องราวได้อย่างรวดเร็ว...