เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วจนถึงปลายเดือนมกราคม หากนับตามปฏิทินจันทรคติก็คือวันที่ยี่สิบเดือนสิบสองแล้ว เผลอแป๊บเดียว 'การตายของแวนโก๊ะ' ก็ตีพิมพ์ใน 'คอนเทมโพราเรีย' มาได้ครึ่งเดือนกว่าแล้ว
ในฐานะนิตยสารฉบับแรกที่เปลี่ยนจากรายไตรมาสมาเป็นรายสองเดือน 'คอนเทมโพราเรีย' ฉบับเปิดศักราชปี 1981 จึงได้รับความสำคัญจากทุกคนในกองบรรณาธิการรวมถึงระดับผู้นำของสำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชน
การปรับปรุงรูปแบบนิตยสาร แม้ว่ายอดขายในแต่ละฉบับจะเท่าเดิม แต่มูลค่ารวมของหนังสือที่นำมาสู่สำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชนก็ยังเพิ่มขึ้นอีกครึ่งหนึ่ง
เช้าวันนั้น การประชุมก่อนบรรณาธิกรของสำนักพิมพ์เพิ่งจะจบลง เว่ยกวินอี๋ก็เรียกถานเฉาหยางไว้
"เรื่องกระดาษจัดการเรียบร้อยหรือยัง"
"จัดการเรียบร้อยแล้วครับ เมื่อวานทางโรงพิมพ์เริ่มพิมพ์แล้ว" ถานเฉาหยางตอบ
เว่ยกวินอี๋พยักหน้า "งั้นก็ดี"
ตั้งแต่ช่วงปลายยุคเจ็ดศูนย์เป็นต้นมา ปริมาณการผลิตกระดาษพิมพ์ที่มีจำกัดถือเป็นปัญหาใหญ่ที่สร้างความหนักใจให้กับอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ของประเทศเรามาโดยตลอด
ประจวบเหมาะกับช่วงไม่กี่ปีมานี้ที่อุตสาหกรรมวัฒนธรรมในประเทศมีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ปริมาณกระดาษพิมพ์ที่ต้องการเพิ่มขึ้นในแต่ละปีจึงต้องก้าวข้ามขั้นบันไดใหญ่ สำนักพิมพ์หลายแห่งมักจะต้องเผชิญกับปัญหาขาดแคลนกระดาษอยู่บ่อยครั้ง
แม้สำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชนจะมีฐานะเป็นถึงสำนักพิมพ์ระดับชาติ แต่ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องเจอกับปัญหาเช่นนี้เหมือนกัน
นับตั้งแต่ 'คอนเทมโพราเรีย' ฉบับแรกของปี 81 วางแผง ก็ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากผู้อ่านจำนวนมาก ยอดขายทำสถิติสูงสุดใหม่อีกครั้ง
ใช้เวลาเพียงแค่สิบสองวัน นิตยสารที่พิมพ์ครั้งแรกจำนวนสามแสนห้าหมื่นเล่มก็ถูกขายจนหมดเกลี้ยง
ความเร็วที่น่ากลัวเช่นนี้อยู่เหนือความคาดหมายของกองบรรณาธิการ 'คอนเทมโพราเรีย' ไปอย่างสิ้นเชิง ก่อนหน้านี้ตอนที่ 'ฤดูร้อนของไหลจื่อ' ของหลินเฉาหยางตีพิมพ์ ได้ดันยอดขายของ 'คอนเทมโพราเรีย' จากหนึ่งแสนสามหมื่นเล่มพุ่งพรวดไปถึงห้าแสนสามหมื่นเล่มในคราวเดียว คนในกองบรรณาธิการก็รู้สึกว่ามันเกินจริงมากพอแล้ว
แต่ตอนนี้ 'คอนเทมโพราเรีย' ฉบับใหม่วางแผงเพียงสิบสองวัน สามแสนห้าหมื่นเล่มก็ขายหมดเกลี้ยง นี่มันคือแนวคิดแบบไหนกัน
ยอดขายสูงสุดก่อนหน้านี้คือสามเดือนขายได้ห้าแสนสามหมื่นเล่ม ตอนนี้สิบสองวันขายได้สามแสนห้าหมื่นเล่ม หากเป็นไปตามความเร็วนี้ ยอดขายของ 'คอนเทมโพราเรีย' ฉบับนี้จะไม่ทะยานสู่หลักล้านเล่มเลยหรือ
การเปลี่ยนแปลงของยอดขายที่รุนแรงเช่นนี้ทำให้บรรณาธิการของ 'คอนเทมโพราเรีย' ทุกคนต่างจมดิ่งอยู่ในความสุขมหาศาล ทว่ามันก็นำมาซึ่งความทุกข์ใจในความสุขเช่นกัน
เนื่องจากกระดาษพิมพ์มีปริมาณจำกัด ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นหนังสือหรือนิตยสารต่างก็มีโควตากระดาษพิมพ์ที่กำหนดไว้ หากเกินโควตาก็ต้องทำเรื่องขออนุมัติ
ตามการประเมินของกองบรรณาธิการ ยอดขายของ 'คอนเทมโพราเรีย' ฉบับแรกหลังการปรับเปลี่ยนรูปแบบคงจะสร้างปรากฏการณ์สั่นสะเทือนครั้งใหญ่ ความต้องการใช้กระดาษเพิ่มขึ้นอย่างมาก ถานเฉาหยางจึงรีบรายงานปัญหานี้ให้ทางสำนักพิมพ์ทราบทันที
อันที่จริงตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง 'คอนเทมโพราเรีย' มา ยอดขายก็เติบโตอย่างมั่นคงมาตลอด การใช้กระดาษเพิ่มขึ้นจึงเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล
แต่จู่ๆ ก็เพิ่มขึ้นมากขนาดนี้ จากปริมาณการใช้เดิมที่มากอยู่แล้วยังต้องเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว สำหรับสำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชนแล้ว นี่ก็ถือเป็นปัญหาที่ไม่ได้เล็กและไม่ได้ใหญ่จนเกินไป
หลังจากเจรจาประสานงานกันอยู่สองวัน ในที่สุดทางสำนักพิมพ์ก็เจียดกระดาษพิมพ์ส่วนหนึ่งมาให้ 'คอนเทมโพราเรีย' ได้
การรับประกันปริมาณการพิมพ์ของ 'คอนเทมโพราเรีย' ในฉบับนี้ ก็เท่ากับการรับประกันยอดขาย และรับประกันผลกำไรของสำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชน
ฉบับเดียวขายได้เพิ่มขึ้นห้าแสนเล่ม บวกกับผลกระทบที่จะตามมา ยอดขายของ 'คอนเทมโพราเรีย' ในปี 81 อย่างน้อยก็น่าจะเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งล้านเล่ม 'คอนเทมโพราเรีย' จึงมีความหวังที่จะก้าวขึ้นไปทัดเทียมกับ 'วรรณกรรมประชาชน' และ 'การเก็บเกี่ยว' ซึ่งเป็นนิตยสารวรรณกรรมระดับแนวหน้าทั้งสองฉบับนี้ได้
ต้องรู้ก่อนว่านิตยสารทั้งสองฉบับนี้ก่อตั้งมาตั้งแต่ยุคห้าศูนย์ ฉบับหนึ่งคือนิตยสารวรรณกรรมระดับชาติที่มีคำว่า "ประชาชน" นำหน้า ส่วนอีกฉบับก็มีปรมาจารย์แห่งวงการวรรณกรรมคอยคุมบังเหียนอยู่
เมื่อเทียบกันแล้ว 'คอนเทมโพราเรีย' ที่เพิ่งก่อตั้งมาได้เพียงปีกว่าๆ แม้จะมีสำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชนหนุนหลัง แต่การที่สามารถสร้างกระแสตอบรับได้ขนาดนี้ในเวลาอันสั้น นับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
"นักเขียนที่ชื่อหลินเฉาหยางคนนี้ พวกคุณทาง 'คอนเทมโพราเรีย' ต้องรักษาความสัมพันธ์ให้ดี หมั่นติดต่อเขาไว้ ตอนนี้เขาดังเป็นพลุแตกแล้ว นิตยสารข้างนอกตั้งกองเป็นภูเขาต่างก็อยากจะขอต้นฉบับจากเขากันทั้งนั้น" เว่ยกวินอี๋กำชับถานเฉาหยาง
การก้าวกระโดดของยอดขายครั้งใหญ่ทั้งสองครั้งของ 'คอนเทมโพราเรีย' ล้วนเป็นเพราะได้ตีพิมพ์ผลงานของหลินเฉาหยาง เรียกได้ว่าหลินเฉาหยางได้สร้างคุณูปการที่ไม่อาจทำลายได้ต่อการพัฒนาของ 'คอนเทมโพราเรีย'
ไม่ต้องรอให้เว่ยกวินอี๋เตือน ทาง 'คอนเทมโพราเรีย' ก็ได้เลื่อนระดับความร่วมมือกับหลินเฉาหยางให้อยู่ในระดับความสำคัญสูงสุดไปตั้งนานแล้ว
"แน่นอนอยู่แล้วครับ ตอนนี้เขาเป็นผู้มีพระคุณรายใหญ่ของ 'คอนเทมโพราเรีย' ของเราเลยนะ" ถานเฉาหยางพูดพลางหัวเราะฮ่าๆ
หลังประชุมเสร็จ ขณะเดินจากตึกหน้ากลับมายังตึกหลัง พอมาถึงหน้าประตูกองบรรณาธิการ ถานเฉาหยางก็ได้ยินเสียงหัวเราะหยอกล้อดังมาจากในออฟฟิศเป็นระลอก
เขาเดินเข้าไปแล้วถามด้วยน้ำเสียงสบายๆ "มีเรื่องอะไรถึงได้ดีใจกันขนาดนี้"
แม้ถานเฉาหยางจะเป็นบรรณาธิการบริหาร แต่ปกติแล้วเขาไม่เคยวางมาดเลย เมื่อเห็นเขาเดินเข้ามา ทุกคนในกองบรรณาธิการจึงมีสีหน้าเป็นปกติ
หลิ่วอินตอบด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า "ไม่มีอะไรค่ะ แค่เมื่อกี้อ่านจดหมายจากผู้อ่านไปสองสามฉบับ ล้วนแต่ชม 'การตายของแวนโก๊ะ' ทั้งนั้นเลย"
"ผู้อ่านว่ายังไงกันบ้างล่ะ" ถานเฉาหยางถามด้วยความอยากรู้
"จะว่ายังไงได้ล่ะคะ ก็ชมกันสุดๆ ไปเลย เรียกได้ว่าเสียงตอบรับดีเยี่ยมล้นหลาม!"
จู้ชางเซิ่งที่อยู่ด้านข้างพูดขึ้น "หลิ่วอิน คุณนี่พูดเว่อร์ไปแล้ว ทำไมยิ่งพูดยิ่งเหมือนเหล่าหรงเข้าไปทุกทีล่ะ"
คำพูดประโยคเดียวของเขาเหน็บแนมคนถึงสองคน ทำให้หรงซื่อฮุยและหลิ่วอินต้องโต้กลับ ทุกคนต่างก็เป็นสหายเก่าแก่ ปกติก็พูดคุยหยอกล้อกันโดยไม่ต้องเกรงใจอะไร
"ฉันพูดเว่อร์ตรงไหน แค่จดหมายจากผู้อ่านที่เป็นนักศึกษาวิทยาลัยครูเจียงซีเมื่อกี้ เขาว่ายังไงล่ะ"
"ก่อนจะอ่าน 'การตายของแวนโก๊ะ' เขาไม่รู้จักแวนโก๊ะเลยแม้แต่น้อย แต่หลังจากอ่านนิยายจบ เขาก็ถูกพรสวรรค์และบุคลิกของแวนโก๊ะในนิยายประทับใจอย่างลึกซึ้ง ทำให้เข้าใจถึงความโดดเดี่ยวและความขมขื่นแบบที่ไม่ได้รับการยอมรับจากผู้คนบนโลกของเขา
และยังได้เข้าใจอย่างแท้จริงว่าสิ่งที่เรียกว่าศิลปะ ไม่ใช่การหยิ่งยโสอวดดี ทำตัวเหลวแหลกโดยไม่เห็นหัวใคร แต่ต้องเบ่งบานอยู่ท่ามกลางความโดดเดี่ยวที่ลึกซึ้งที่สุด
ฟังดูสิ นักศึกษามหาวิทยาลัยสมัยนี้ ความคิดลึกซึ้งขนาดไหน!"
ถานเฉาหยางฟังเธอเล่าซ้ำ แววตาก็ฉายแววยิ้มแย้ม "เข้าใจได้ลึกซึ้งจริงๆ การมีผู้อ่านแบบนี้ถือเป็นความโชคดีสำหรับนิตยสารของเรา พวกคุณก็อย่าลืมตอบจดหมายเขาด้วยล่ะ"
พอเขาพูดถึงเรื่องนี้ เสี่ยวเหยาที่รับหน้าที่แกะอ่านจดหมายจากผู้อ่านของกองบรรณาธิการก็บ่นขึ้นมา "บรรณาธิการบริหารคะ ช่วงนี้จดหมายจากผู้อ่านเยอะเกินไปจริงๆ อย่าว่าแต่ตอบจดหมายเลยค่ะ แค่ฉันรับจดหมาย แกะจดหมายทุกวันก็เสียเวลาไปไม่น้อยแล้ว"
ความกระตือรือร้นในการเขียนจดหมายถึงหนังสือพิมพ์และนิตยสารของผู้อ่านในยุคนี้เป็นสิ่งที่คนรุ่นหลังยากจะจินตนาการได้ สำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชนเป็นสำนักพิมพ์ระดับชาติ แม้ 'คอนเทมโพราเรีย' จะเพิ่งก่อตั้งมาได้ปีกว่า แต่ชื่อเสียงในวงการวรรณกรรมก็พุ่งกระฉูดไปแล้ว จำนวนจดหมายจากผู้อ่านในวันปกติย่อมไม่น้อยอยู่แล้ว
ทุกวันอังคารและวันศุกร์ พอเสี่ยวเหยามาทำงาน ก็ต้องไปแบกจดหมายจากผู้อ่านกระสอบหนึ่งจากห้องยามรักษาการณ์หน้าประตู แล้วขนมาที่กองบรรณาธิการ 'คอนเทมโพราเรีย' บนชั้นสองของตึกหลัง
ซองจดหมายเล็กๆ ซองหนึ่งไม่ได้หนักอะไร แต่พอรวมเป็นซองจดหมายหนึ่งกระสอบ น้ำหนักก็ไม่เบาเลย มีน้ำหนักถึงสี่ห้าสิบชั่ง
โชคดีที่สหายหญิงในยุคนี้ไม่ได้บอบบาง แถมในหัวยังฝังรากลึกด้วยแนวคิด "สตรีก็แบกรับภาระได้ครึ่งฟ้า" เสี่ยวเหยาจึงแบกแบบนี้มาปีกว่าแล้ว
ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นมา พร้อมกับยอดขายของ 'คอนเทมโพราเรีย' ที่พุ่งทะยาน จำนวนจดหมายจากผู้อ่านก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน
เดิมทีเธอแบกจดหมายสัปดาห์ละสองกระสอบ แต่ในช่วงสองเดือนหลังจาก 'ฤดูร้อนของไหลจื่อ' ตีพิมพ์ แทบจะทุกวันเธอต้องมาแบกกระสอบ
สองเดือนนั้นเสี่ยวเหยาแบกกระสอบจนจิตใจเริ่มเลื่อนลอย บางครั้งเธอยังอดสงสัยไม่ได้ว่า ตกลงที่ตัวเองมาสำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชนนี่มาเป็นบรรณาธิการ หรือมาเป็นกรรมกรแบกหามกันแน่
โชคดีที่หลังจากผ่านช่วงพีกสองเดือนนั้นมาได้ พอถึงช่วงครึ่งปีหลัง จดหมายจากผู้อ่านของ 'คอนเทมโพราเรีย' ก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ยังถือว่ามากกว่าเมื่อก่อนไม่น้อย ปริมาณจดหมายสัปดาห์ละสามถึงสี่กระสอบ เธอยังพอแบ่งแบกขึ้นตึกเป็นสองรอบได้ ถือว่าพอรับไหว
แต่ใครจะรู้ว่าช่วงเวลาดีๆ จะอยู่ได้ไม่นาน ในเดือนมกราคมนี้ 'การตายของแวนโก๊ะ' ของหลินเฉาหยางได้ตีพิมพ์ใน 'คอนเทมโพราเรีย' อีกครั้ง
หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วัน จำนวนจดหมายจากผู้อ่านที่ห้องยามก็เด้งกลับไปอยู่ในระดับเดียวกับตอนหลังตีพิมพ์ 'ฤดูร้อนของไหลจื่อ' ในช่วงครึ่งปีแรก แถมในอีกไม่กี่วันต่อมาก็ยังพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ
ตอนนี้ทุกวันที่เสี่ยวเหยาปั่นจักรยานมาทำงาน สิ่งที่เธอกลัวที่สุดก็คือคุณปู่ไจ๋เปิดหน้าต่างชะโงกหัวออกมาตะโกนว่า "เสี่ยวเหยา มาเอาจดหมาย!"
จากสัปดาห์ละสองครั้ง ครั้งละหนึ่งกระสอบ กลายเป็นวันละหนึ่งครั้ง ครั้งละสองกระสอบ เพียงแค่ตีพิมพ์ 'การตายของแวนโก๊ะ' แค่เรื่องเดียว
และนี่ก็เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น จดหมายมาถึงกองบรรณาธิการ ก็ต้องแกะใช่ไหม แกะเสร็จก็ต้องอ่านใช่ไหม อ่านเสร็จก็ต้องตอบใช่ไหม
ความเจ็บปวดของเสี่ยวเหยาไม่มีใครเข้าใจ และไม่มีใครเห็นใจ ใครใช้ให้เธอเป็นเด็กใหม่ที่เพิ่งเข้ามาในกองบรรณาธิการล่ะ
ทุกคนก็ผ่านจุดนี้มาแบบนี้เหมือนกัน ตัวเองเคยตากฝนมาแล้ว ก็อย่าหวังว่าคนอื่นจะได้กางร่มงั้นหรือ
ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เนื่องจากนิตยสารฉบับใหม่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ภายในกองบรรณาธิการจึงเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะเฮฮา ทุกคนล้วนจมดิ่งอยู่ในความปีติยินดี มีเพียงเสี่ยวเหยาคนเดียวที่มักจะทำหน้ามุ่ยและถอนหายใจอยู่เสมอ
เมื่อฟังคำบ่นของเสี่ยวเหยา ถานเฉาหยางก็ถามว่า "จดหมายเยอะเกินไปเหรอ"
ปกติเขาไม่ค่อยให้ความสนใจเรื่องจดหมายจากผู้อ่านเท่าไหร่ และไม่รู้ปริมาณจดหมายที่แน่ชัด ผู้นำจะเป็นกันเองก็ส่วนเป็นกันเอง แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะต้องมาใส่ใจเรื่องเล็กน้อยยิบย่อยแบบนี้ไปซะทุกเรื่อง
จู้ชางเซิ่งตอบกลับว่า "ก็ช่วงนี้กระแสตอบรับของ 'การตายของแวนโก๊ะ' มันดีเกินไปนี่นา ผู้อ่านเลยกระตือรือร้นส่งจดหมายกันมาเยอะมาก"
ถานเฉาหยางพยักหน้า "เสี่ยวเหยาลำบากหน่อยนะ เหล่าจู้ พวกคุณมีเวลาก็ช่วยเสี่ยวเหยาแบ่งเบางานบ้างสิ"
"ได้ครับ"
คำพูดลอยๆ ประโยคเดียวของถานเฉาหยาง ทำให้จู้ชางเซิ่งหัวเราะไม่ออก คนอื่นๆ ในกองบรรณาธิการยิ่งพากันสะใจหลังจากที่ถานเฉาหยางเดินจากไป
แม้เมื่อกี้ถานเฉาหยางจะพูดว่า "พวกคุณ" แต่คนที่ถูกเรียกชื่อกลับมีแค่จู้ชางเซิ่งคนเดียว
เสียง "ปัง" ดังขึ้น เสี่ยวเหยาวางจดหมายจากผู้อ่านครึ่งกระสอบที่ยังไม่ได้แกะลงบนโต๊ะของเขา
"เหล่าจู้ ลำบากหน่อยนะคะ!"
ตอนที่พูดประโยคนี้ มุมปากของเสี่ยวเหยาเผยรอยยิ้มที่ปิดไม่มิดออกมา
"เสี่ยวเหยา ฉันยังมีต้นฉบับอีกตั้งเยอะที่ยังไม่ได้ตรวจ จะเอาเวลาที่ไหนไปอ่านจดหมายพวกนี้ล่ะ!"
"ก็หาเวลาว่างอ่านสิคะ อ่านผ่านๆ ตาสักสองสามทีก็พอ ไม่เสียเวลาเท่าไหร่หรอก เห็นจดหมายฉบับไหนเนื้อหาน่าสนใจ คุณก็ตอบกลับไปสักสองสามประโยคสิ"
ปากเสี่ยวเหยายิ่งพูดอย่างสบายใจ จู้ชางเซิ่งก็ยิ่งกลุ้มใจ เรื่องนี้ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยทำ ถ้ามันง่ายขนาดนั้นก็ดีสิ
"ถ้าสำนักพิมพ์ของเรามีฝ่ายประสานงานก็คงดีสิ!" จู้ชางเซิ่งถอนหายใจ
สิ่งที่เรียกว่าฝ่ายประสานงาน โดยทั่วไปเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ซึ่งสำนักพิมพ์หนังสือพิมพ์ตั้งขึ้น รับผิดชอบหลักในการสื่อสารและประสานงานกับหน่วยงานต้นสังกัดระดับบน จัดอบรมผู้สื่อข่าวระดับล่าง และติดต่อกับมวลชน
ฝ่ายประสานงานมีเนื้อหางานที่สำคัญมากอย่างหนึ่งก็คือการจัดการจดหมายจากผู้อ่าน เพราะจดหมายจากผู้อ่านของหนังสือพิมพ์โดยพื้นฐานแล้วล้วนเป็นการสะท้อนปัญหา ซึ่งหลายเรื่องก็เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ส่วนได้ส่วนเสียของประชาชนตาดำๆ
สำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชนเป็นสำนักพิมพ์ จดหมายจากผู้อ่านส่วนใหญ่เป็นการวิจารณ์หนังสือและนิตยสารที่ตีพิมพ์ ปริมาณงานไม่ถือว่ามาก ดังนั้นจึงไม่มีแผนกที่รับผิดชอบจัดการจดหมายจากผู้อ่านโดยเฉพาะ ล้วนให้บรรณาธิการหนุ่มสาวเป็นคนรับผิดชอบ
"อยากให้จัดเลขาให้คุณเพิ่มอีกสักคนไหมล่ะ" หลิ่วอินพูดประชดประชันอย่างไม่ไว้หน้า
"ถ้าได้งั้นก็ดีเลยสิ ขอเป็นเลขาผู้หญิงยิ่งดี" จู้ชางเซิ่งพูดติดตลก
"ฝันไปเถอะ!"
หลังพูดหยอกล้อกันจบ จู้ชางเซิ่งมองจดหมายจากผู้อ่านเหล่านี้แล้วก็เริ่มกลุ้มใจ
เขารู้ว่าจดหมายตรงหน้านี้ยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของปริมาณจดหมายที่กองบรรณาธิการได้รับในแต่ละวันช่วงนี้เลยด้วยซ้ำ
ให้เขาอ่านต้นฉบับนิดหน่อยน่ะได้ แต่ถ้าให้อ่านจดหมาย เขาทนทำไม่ไหวหรอก
จู้ชางเซิ่งครุ่นคิดในใจ ไม่นานก็เกิดไอเดียหนึ่งขึ้นมา
"เสี่ยวเหยา ในจดหมายพวกนี้มีสักเท่าไหร่ที่เขียนถึงหลินเฉาหยาง"
"ไม่น้อยเลยนะคะ อย่างน้อยก็มีสักหนึ่งในสาม"
"งั้นเราคัดจดหมายพวกนี้ออกมาให้หมด แล้วส่งไปให้เขาดีกว่า"
เสี่ยวเหยาประหลาดใจเล็กน้อย จึงถามว่า "เขาบอกว่าไม่เอาไม่ใช่เหรอคะ"
เดือนเมษายน 'คอนเทมโพราเรีย' ตีพิมพ์ 'ฤดูร้อนของไหลจื่อ' เสียงตอบรับจากผู้อ่านรุนแรงมาก จดหมายปลิวว่อนเข้ามาในกองบรรณาธิการราวกับเกล็ดหิมะ ตอนนั้นกองบรรณาธิการก็อยากจะส่งมอบจดหมายหลายฉบับที่เขียนถึงหลินเฉาหยางโดยเฉพาะไปให้เขา แต่หลินเฉาหยางปฏิเสธโดยอ้างว่าที่บ้านไม่มีที่เก็บ
"เขาบอกว่าไม่เอาก็คือไม่เอาเหรอ นี่มันน้ำใจของผู้อ่านทั้งนั้นเลยนะ!"
สีหน้าของจู้ชางเซิ่งดูขึงขังจริงจัง จนเสี่ยวเหยามองตาปริบๆ
เธออยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ไม่รู้จะเริ่มพูดจากตรงไหนดี
หลักการและเส้นตายของสหายเก่าแก่นี่ช่างยืดหยุ่นได้ดีจริงๆ







