เฝิงเซี่ยวเฉินซึ่งเป็นพนักงานบริการในห้องประชุมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงได้วู่วามขนาดนั้น ถึงได้ฉวยโอกาสตอนพักเที่ยงที่ไม่มีคน เขียนหมายเลขแบบแปลนนี้ลงบนกระดาษโน้ตของหลัวเสียงเฟย พอเห็นสายตาของหลัวเสียงเฟยที่จ้องมองมาอย่างเฉียบคมราวกับเหล็กหมาด เขาก็พลันรู้สึกกระวนกระวายใจขึ้นมาบ้างแล้ว
การเปิดเผยตัวเองด้วยวิธีหุนหันพลันแล่นแบบนี้ มันเหมาะสมจริงๆ หรือ?
ตัวเขาพร้อมแล้วจริงๆ หรือที่จะพุ่งทะยานเข้าสู่เกลียวคลื่นแห่งยุคสมัยอันเชี่ยวกรากในตอนนี้?
เฝิงเซี่ยวเฉินเป็นคนงานชั่วคราวที่แผนกพลาธิการของกรมโลหะวิทยาจ้างมา เขาถูกรับเข้ามาตามข้อกำหนด "การดำเนินนโยบายให้เป็นจริง" ก่อนหน้านี้ พอเรียนจบมัธยมต้นเขาก็ไปเป็นปัญญาชนเยาวชน ถูกส่งไปใช้แรงงานในอำเภอยากจนแห่งหนึ่งในมณฑลหนานเจียง เขาต้องแบกจอบตรากตรำทำงานอยู่ถึงสามปีกว่า ถึงได้กลับมายังเมืองเอกของมณฑลตามกระแสปัญญาชนเยาวชนคืนถิ่น แล้วเข้าทำงานในกรมโลหะวิทยา เนื่องจากวุฒิการศึกษาต่ำและไม่มีทักษะวิชาชีพอะไร ประกอบกับหน่วยงานมีอคติกับปัญญาชนเยาวชนที่ไม่ใช่ "รุ่นเหลาสานเจี้ย" (นักเรียนมัธยมรุ่นปี 66-68) อยู่บ้าง เฝิงเซี่ยวเฉินจึงถูกจัดสรรให้ไปเป็นนักการภารโรงในแผนกพลาธิการ งานประจำวันคือ กวาดทางเดิน ต้มน้ำร้อน หรือไม่ก็ทำหน้าที่เป็นกรรมกรแบกหามทำนองนั้น
ครั้งนี้หลัวเสียงเฟยพาเจ้าหน้าที่จากเมืองหลวงหกเจ็ดคนมาที่กรมโลหะวิทยาเพื่อหารือเรื่องการปรับลดงบประมาณ เฝิงเซี่ยวเฉินถูกจัดให้มาทำหน้าที่บริการในห้องประชุม แบบแปลนกองนี้ก็คือสิ่งที่เขาและนักการภารโรงอีกหลายคนช่วยกันแบกมาจากโกดัง งานทำนองนี้ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา เขาทำมาเป็นสิบๆ ครั้งแล้ว
ทุกครั้งที่คนญี่ปุ่นมาเจรจา พวกเฝิงเซี่ยวเฉินจะต้องแบกแบบแปลนที่หนักหลายตันจากโกดังมาที่ห้องประชุม แล้วจัดเรียงแยกตามหมวดหมู่ให้เรียบร้อย ระหว่างการเจรจา พวกเฝิงเซี่ยวเฉินต้องผลัดเวรกันเฝ้าห้องประชุมตอนกลางคืน เพื่อป้องกันไฟไหม้ ป้องกันขโมย และป้องกันสายลับ... ถ้าหากมีสายลับน่ะนะ พอเจรจาเสร็จ เฝิงเซี่ยวเฉินก็ต้องรับผิดชอบขนแบบแปลนกลับไปเก็บรักษาที่โกดัง โดยต้องจัดเรียงตามหมวดหมู่เช่นกัน เพื่อให้เจ้าหน้าที่เทคนิคเบิกไปดูได้ตลอดเวลา อาจกล่าวได้ว่า พวกวิศวกรอย่างลู่เจี้ยนหย่งยังรู้เรื่องแบบแปลนกองนี้ไม่ลึกซึ้งเท่าเฝิงเซี่ยวเฉินด้วยซ้ำ
แน่นอนว่าเรื่องที่กล่าวมานั้นเป็นเรื่องของเฝิงเซี่ยวเฉินเมื่อสิบกว่าวันก่อน ส่วนคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าหลัวเสียงเฟยในตอนนี้ ไม่ใช่ปัญญาชนเยาวชนคืนถิ่นคนเดิมที่มีแค่วุฒิมัธยมต้นและเขียนแม้กระทั่ง ABC ไม่เป็นอีกต่อไปแล้ว ในร่างกายของเขาซุกซ่อนวิญญาณที่มาจาก 40 ปีให้หลังเอาไว้
เฝิงเซี่ยวเฉิน ผู้อำนวยการแผนกยุทธศาสตร์แห่งสำนักงานยุทโธปกรณ์และเครื่องจักรกลหนักแห่งชาติ ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นบุคลากรสำรองที่อายุน้อยที่สุด เก่งกาจที่สุด และมีอนาคตไกลที่สุด ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองเผลอไปแตะโดนกลไกอะไรเข้า ถึงได้ทะลุมิติข้ามผ่านกาลเวลาอันกว้างใหญ่ไพศาลมายังมณฑลหนานเจียงในปี 1980 อย่างควบคุมตัวเองไม่ได้ แล้วมาสิงอยู่ในร่างคนงานชั่วคราวของกรมโลหะวิทยาคนนี้ ตอนที่มาถึงห้วงมิตินี้ใหม่ๆ เขายังไม่ชินกับลวดลาย "ต้าถวนเจี๋ย" บนธนบัตรด้วยซ้ำ และทนไม่ได้กับที่ซุกหัวนอนแคบๆ ที่ไม่มีห้องน้ำ เวลาผ่านไปสิบกว่าวัน ในที่สุดเขาก็ซึมซับความทรงจำของวิญญาณดวงเดิมในร่างนี้ได้เกือบหมด สามารถเรียกพ่อแม่ของตัวเองได้อย่างสนิทใจ และเรียนรู้ที่จะคาบบุหรี่ราคาถูกพลางกอดคอเรียกพี่เรียกน้องกับพวกคนหนุ่มในแผนกพลาธิการได้แล้ว
การประชุมประสานงานครั้งนี้ถือเป็นการเข้าร่วมการประชุมระดับสูงครั้งแรกของเฝิงเซี่ยวเฉินหลังจากทะลุมิติมา แน่นอนว่าคำว่า "เข้าร่วม" นั้นออกจะยกย่องเขาเกินไปหน่อย ฐานะของเขาเป็นแค่พนักงานบริการที่คอยรินน้ำชาเท่านั้น ก่อนหน้านี้ หลัวเสียงเฟยไม่เคยมองเขาตรงๆ เลยสักครั้ง บางทีอาจจะไม่รู้ซึกถึงการมีอยู่ของเขาในห้องประชุมด้วยซ้ำ
คนอื่นมองเฝิงเซี่ยวเฉินที่ยืนอยู่มุมห้องเป็นเหมือนอากาศธาตุ แต่เฝิงเซี่ยวเฉินกลับรู้สึกเหมือนตัวเองจมลึกอยู่ท่ามกลางการประชุม พอฟังทุกคนพูดจาน้ำไหลไฟดับ แต่กลับไม่มีประโยคไหนเข้าเป้าตรงจุดสำคัญเลย หลายครั้งที่เขาแทบจะอดรนทนไม่ไหวอยากพุ่งไปที่โต๊ะประชุม ตบโต๊ะฉาดใหญ่ แล้วตวาดลั่นว่า "พวกคุณหุบปากให้หมด เรื่องมันไม่ใช่แบบนี้เลยสักนิด!"
ในชาติก่อน เฝิงเซี่ยวเฉินในฐานะผู้อำนวยการสำนักงานยุทโธปกรณ์ฯ เคยเข้าร่วมการประชุมประสานงานที่ระดับสูงกว่านี้มานับไม่ถ้วน และเคยเข้าร่วมการเจรจากับนักธุรกิจต่างชาติมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน เรื่องราวเกี่ยวกับอุปกรณ์เหล็กกล้าพวกนี้ เขารู้ทะลุปรุโปร่งเป็นอย่างดี ไม่มีอะไรหลอกตาเขาได้ ที่สำคัญกว่านั้นคือ สำหรับเครื่องรีดเหล็กร้อนขนาด 1780 มิลลิเมตรของโรงงานเหล็กกล้าหนานเจียงเครื่องนี้ เฝิงเซี่ยวเฉินเคยทำการศึกษามาโดยเฉพาะ เขาไม่เพียงแต่รู้เรื่องราวในอดีตของเครื่องรีดเหล็กเครื่องนี้เหมือนกับทุกคนในห้องประชุมเท่านั้น แต่เขายังรู้ซึ้งถึงอนาคตของมันเป็นอย่างดีอีกด้วย
ตอนที่เฝิงเซี่ยวเฉินเข้าไปทำงานในสำนักงานยุทโธปกรณ์ฯ เครื่องรีดเหล็กร้อน 1780 มิลลิเมตรของโรงงานเหล็กกล้าหนานเจียงยังคงใช้งานอยู่ เพียงแต่มันกำลังเผชิญกับชะตากรรมที่ใกล้จะถูกปลดระวางและรื้อถอนเต็มที การนำเข้าเครื่องรีดเหล็กร้อนสายการผลิตนี้เป็นเรื่องที่ฮือฮามากในช่วงต้นยุค 80 และในขณะเดียวกันก็เป็นหัวข้อที่อ่อนไหวมากในแวดวงเครื่องจักรกลหนัก เรื่องราวบางอย่างที่เกิดขึ้นระหว่างการนำเข้าเครื่องรีดเหล็กเครื่องนี้ หากอยู่ในที่สาธารณะ ทุกคนมักจะระมัดระวังและหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงมัน
เฝิงเซี่ยวเฉินเคยมีโอกาสบังเอิญได้ไปมอบของขวัญตามเทศกาลที่บ้านของอดีตผู้บังคับบัญชาระดับสูงที่เกษียณอายุไปหลายปีท่านหนึ่ง บนผนังบ้านของอดีตผู้บังคับบัญชา เขาเห็นแบบแปลนที่เก่าจนเหลืองแผ่นหนึ่ง ด้านบนมีตัวอักษรสีแดงเส้นหนาเขียนคำว่า "ความอัปยศ" เอาไว้ ตอนนั้นเฝิงเซี่ยวเฉินยังเป็นแค่ผู้น้อย ย่อมไม่กล้าเอ่ยปากถามถึงต้นสายปลายเหตุของเรื่องราวจากอดีตผู้บังคับบัญชา ภายหลัง เขาได้ลองเลียบเคียงถามจากเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ จนได้รู้ว่าแบบแปลนแผ่นนี้มาจากเครื่องรีดเหล็กร้อน 1780 ของหนานเจียง และอดีตผู้บังคับบัญชาท่านนั้นก็บังเอิญเป็นเจ้าหน้าที่ที่เข้าร่วมการเจรจานำเข้าเครื่องรีดเหล็กร้อนในปีนั้นพอดี
ตามที่เจ้าหน้าที่ซึ่งทำงานใกล้ชิดกับอดีตผู้บังคับบัญชาในตอนนั้นเปิดเผยว่า ในงานเลี้ยงฉลองความสำเร็จของการเดินเครื่องผลิตเครื่องรีดเหล็กร้อน อดีตผู้บังคับบัญชาดื่มจนเมามายไม่ได้สติ พอกลับถึงเรือนรับรองก็ร้องไห้โฮออกมาเสียงดัง บอกว่าการนำเข้าเครื่องรีดเหล็กร้อน 1780 คือความอัปยศชั่วชีวิตของเขา เขาอุทิศตนเพื่อการปฏิวัติมาค่อนชีวิต แต่ก่อนเกษียณกลับทำความผิดร้ายแรงต่อประเทศชาติและประชาชนขนาดนี้ ไม่มีหน้าไปพบวีรชนผู้ล่วงลับอีกแล้ว
เฝิงเซี่ยวเฉินจำได้อย่างชัดเจนว่า อดีตผู้บังคับบัญชาท่านนี้มีชื่อว่า หลัวเสียงเฟย และแบบแปลนที่แขวนอยู่บนผนังบ้านของเขา หมายเลขแบบแปลนก็คือ KBS-3720
หลัวเสียงเฟยในตอนนั้น กว่าจะได้เห็นแบบแปลนแผ่นนี้ก็ปาเข้าไปตอนที่โครงการเริ่มเดินเครื่องผลิตแล้ว หรือจะพูดให้ถูกก็คือ เขาจงใจไปตามหาแบบแปลนแผ่นนี้มาโดยเฉพาะ แต่ครั้งนี้ ด้วยการเตือนความจำของเฝิงเซี่ยวเฉิน แบบแปลนแผ่นนี้จึงได้มาปรากฏอยู่ตรงหน้าหลัวเสียงเฟยก่อนเวลาอันควร
"เสี่ยวโหว หัวหน้าวิศวกรลู่ พวกคุณหยุดมือไว้ก่อน รบกวนมาช่วยผมดูแบบแปลนแผ่นนี้หน่อย"
หลังจากที่หลัวเสียงเฟยจ้องมองแบบแปลนอยู่นานถึงห้านาทีเต็ม จู่ๆ เขาก็เอ่ยปากขึ้น ทุกคนหยุดชะงักและมองหลัวเสียงเฟยที่มีสีหน้าเขียวคล้ำด้วยความประหลาดใจ หลิวฮุ่ยหมินช่วยเคลียร์พื้นที่บนโต๊ะประชุมเพื่อให้หลัวเสียงเฟยวางแบบแปลนลง โหวโส่วเผิง วิศวกรจากสถาบันออกแบบโลหะวิทยาแห่งชาติ และลู่เจี้ยนหย่งพร้อมกับคนอื่นๆ ต่างพากันเดินเข้ามา ก้มหน้าลงบนโต๊ะและเริ่มพิจารณาแบบแปลนแผ่นนี้
"นี่คือบล็อกเลื่อนเพลาเชื่อมต่อใช่ไหม?"
"ผมว่าเป็นปลอกกรวยมากกว่าไหม?"
"อาจจะเป็นชิ้นส่วนของโครงเครื่อง ฐานรองทรงสามเหลี่ยม?"
"เฮ้อ ดูแปลนแผ่นเดียวโดดๆ แบบนี้ ใครจะไปเดาออก..."
ทุกคนต่างระดมสมอง พากันเชื่อมโยงไปยังชิ้นส่วนที่ตัวเองคุ้นเคย ชิ้นส่วนของเครื่องรีดเหล็กร้อนหนึ่งชุดมีเป็นหมื่นๆ ชิ้น แค่น้ำหนักอย่างเดียวก็ปาเข้าไปหลายหมื่นตันแล้ว การจะวิเคราะห์ว่าชิ้นส่วนนี้มาจากส่วนไหนโดยพึ่งพาแบบแปลนเพียงแผ่นเดียว มันไม่ง่ายเลยจริงๆ ในจำนวนนี้ยังมีเหตุผลสำคัญอีกข้อหนึ่ง นั่นคือเครื่องรีดเหล็กที่ประเทศจีนเคยใช้งานและสร้างขึ้นในอดีต ล้วนมีต้นแบบมาจากเครื่องรีดเหล็กขนาด 1700 มิลลิเมตรของโรงงานเหล็กอานซานที่สหภาพโซเวียตช่วยเหลือในการก่อสร้างเมื่อยุค 50 ซึ่งเครื่องรีดเหล็กของญี่ปุ่นในยุค 70 กับเครื่องรีดเหล็กของโซเวียตในยุค 50 นั้นแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว แค่ทุกคนจะดูโครงสร้างโดยรวมยังค่อนข้างลำบาก นับประสาอะไรกับชิ้นส่วนที่ถูกแยกส่วนออกมาเพียงชิ้นเดียว
ตอนแรกที่หลัวเสียงเฟยเห็นแบบแปลนแผ่นนี้ เขาก็มีความคิดแบบนี้เหมือนกัน จึงคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก แต่หลังจากนั้น เขาก็นึกขึ้นมาได้ว่ามีคนจงใจเขียนหมายเลขแบบแปลนนี้ลงบนกระดาษโน้ตของเขา เห็นได้ชัดว่ามันต้องมีอะไรทะแม่งๆ และไม่สามารถใช้ตรรกะทั่วไปมาตัดสินได้ พอคิดได้แบบนี้ ความคิดของเขาก็เปิดกว้างขึ้น และผลของการเปิดกว้างก็คือ เขาจำไอ้ของพรรค์นี้ได้ในทันที ไฟโทสะที่ไม่รู้ว่ามาจากไหนพลันลุกโชนขึ้นในใจ
"ทุกคนอย่ามัวตายตัวอยู่แค่เครื่องรีดเหล็ก ลองนึกเชื่อมโยงไปถึงที่อื่นดูบ้าง ลองคิดดูว่าในชีวิตประจำวันเคยเห็นของแบบนี้บ้างหรือเปล่า" หลัวเสียงเฟยหน้าดำคร่ำเครียด เอ่ยเตือนทุกคน
"ชีวิตประจำวัน?"
ทุกคนเริ่มงุนงง ในชีวิตประจำวันใครจะไปอยู่คลุกคลีกับอุปกรณ์ในโรงงานเหล็กกล้ากัน? แล้วอุปกรณ์ในโรงงานเหล็กกล้าจะไปเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันได้ยังไง
อย่างไรเสียลู่เจี้ยนหย่งก็เคยทุ่มเทเวลาศึกษาแบบแปลนชุดนี้มาบ้าง เขาพยายามนึกทบทวนภาพรวมของแบบแปลนทั้งชุดคร่าวๆ จากนั้นก็พิจารณา KBS-3720 แผ่นนี้อย่างละเอียด หลังจากเงียบไปหลายนาที จู่ๆ เขาก็สบถคำหยาบออกมา
"ไอ้พวกยุ่นบ้าเอ๊ย!"
"ไอ้พวกยุ่นนี่มันจะรังแกกันเกินไปแล้ว!" โหวโส่วเผิงก็เข้าใจแล้วเช่นกัน
"ไอ้พวกยุ่น!" มีคนผสมโรงด่าขึ้นมาอีก
"หมายความว่ายังไง?" คนที่ดูไม่ออกเริ่มหันไปถามเพื่อนร่วมงาน
"ที่บ้านคุณไม่เคยเห็น แล้วที่เรือนรับรองของกรมโลหะวิทยา คุณก็ไม่เคยเห็นเหรอ?" เพื่อนร่วมงานเตือนสติ
"เวรเอ๊ย! นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันวะเนี่ย!"
คนเริ่มเข้าใจกันมากขึ้นเรื่อยๆ ต่อให้คนส่วนใหญ่ในยุคนั้นจะมีค่านิยมเห่อของนอกอยู่บ้างไม่มากก็น้อย แต่ในวินาทีนี้ ทุกคนต่างก็ด่าทอออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยวจนสุดจะทน ไอ้พวกยุ่นพวกนี้ ตอนมาเจรจาก็แต่งตัวภูมิฐานดูเป็นผู้เป็นคน ยิ้มแย้มแจ่มใส ดูสมกับคำว่า "มิตรชาวต่างชาติ" เหลือเกิน แต่อุปกรณ์ที่พวกมันจัดหามาให้นี่มันหลอกลวงต้มตุ๋นกันชัดๆ
เมื่อกี้ทุกคนยังเถียงกันหน้าดำหน้าแดงเรื่องอุปกรณ์เสริมราคาหนึ่งแสนแปดแสน ไม่รู้จะเลือกหรือจะตัดทิ้งยังไงดี แต่ไอ้ของพรรค์นี้ที่อยู่ตรงหน้า มันคือการหลอกลวงคนจีนล้วนๆ แล้วทุกคนยังอุตส่าห์ช่วยพวกมันนับเงินอีก
"เกิดอะไรขึ้น? แบบแปลนแผ่นนี้มีปัญหาอะไรเหรอ?"
เฉียวจื่อหย่วนไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องเทคนิคมากนัก เมื่อครู่จึงไม่ได้เข้าไปมุงดูแบบแปลนด้วย ตอนนี้พอเห็นทุกคนมีอารมณ์พลุ่งพล่าน เขาก็ไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์นัก จึงรีบดึงตัวลู่เจี้ยนหย่งมาถาม
ลู่เจี้ยนหย่งชี้ไปที่แบบแปลน พลางกล่าวด้วยความเจ็บปวดใจว่า "อธิบดีเฉียว ผมต้องขอรับผิดต่อคุณ ผมดูไม่ออกจริงๆ ว่าคนญี่ปุ่นเล่นตุกติกอะไรในแบบแปลน แบบแปลนแผ่นที่อธิบดีหลัวเพิ่งเลือกออกมาเมื่อกี้ มันไม่ใช่ชิ้นส่วนของเครื่องรีดเหล็กเลยสักนิด"
"ไม่ใช่ชิ้นส่วนเครื่องรีดเหล็ก แล้วมันคืออะไรล่ะ?" เฉียวจื่อหย่วนถาม
ริมฝีปากของลู่เจี้ยนหย่งกระตุกเล็กน้อย เขาไม่มีหน้าจะพูดความจริงออกมาเลยจริงๆ แต่เฉียวจื่อหย่วนจ้องมองเขาอยู่ ต่อให้กระอักกระอ่วนแค่ไหน เขาก็เลี่ยงที่จะไม่ตอบไม่ได้ เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วเค้นคำพูดลอดไรฟันออกมาประโยคหนึ่งว่า
"มันก็แค่ชักโครกอันหนึ่ง!"
"ชักโครก!"
พวกเจ้าหน้าที่ที่ไม่ได้เดินเข้าไปดูแบบแปลนถึงกับอึ้งกิมกี่ไปตามๆ กัน คนจีนกลายเป็นคนมือเติบถึงขนาดต้องนำเข้าชักโครกจากญี่ปุ่นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน!







