ไม่ว่าในห้องประชุมผู้คนจะโต้เถียงกันรุนแรงแค่ไหน แต่พอถึงโต๊ะอาหาร บรรยากาศก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง กลายเป็นความกลมเกลียวปรองดอง จนชวนให้หลงคิดไปว่าพวกเขากำลังเฉลิมฉลองหลังเสร็จสิ้นการประชุมอันแสนสามัคคีและประสบความสำเร็จ กรมโลหะการสังกัดคณะกรรมการเศรษฐกิจแห่งชาติกับกรมการถลุงโลหะมณฑลหนานเจียงถือเป็นหน่วยงานระดับบนและระดับล่างตามลำดับ ปกติก็ไปมาหาสู่กันบ่อย ทุกคนต่างรู้จักมักจี่กันดี พอแก้วเหล้ายกขึ้นมา ความขุ่นข้องหมองใจใดๆ ก็มลายหายไปในแอลกอฮอล์จนหมดสิ้น
"เหล่าหลัว ลูกสาวบ้านคุณเป็นยังไงบ้าง เข้ามหาวิทยาลัยแล้วใช่ไหม" เฉียวจื่อหย่วนนั่งเป็นเพื่อนหลัวเสียงเฟยอยู่ที่ตำแหน่งประธาน พอเหล้าเข้าปากไปได้สักพักก็เริ่มชวนคุยเรื่องสัพเพเหระ หากว่ากันตามตำแหน่ง เฉียวจื่อหย่วนมีระดับสูงกว่าหลัวเสียงเฟยอยู่ครึ่งขั้น ทว่าข้าราชการจากกระทรวงหรือทบวงส่วนกลางมักจะมีบารมีติดตัวมาโดยธรรมชาติ เฉียวจื่อหย่วนจึงยังคงให้ความเคารพหลัวเสียงเฟยเป็นอย่างดี
"เพิ่งสอบติดมหาวิทยาลัยเยียนจิง เรียนด้านการจัดการเศรษฐกิจน่ะ เดิมทีผมอยากให้แกเรียนโลหะวิทยา แต่แกยืนกรานว่าต่อไปการพัฒนาเศรษฐกิจต้องการบุคลากรด้านการบริหาร ก็ช่างเถอะ เป็นเด็กผู้หญิงนี่นะ เรียนโลหะวิทยามันก็ลำบากเกินไป ปล่อยแกไปเถอะ" หลัวเสียงเฟยตอบพร้อมหัวเราะหึๆ
เฉียวจื่อหย่วนเอ่ยชม "เก่งจริงๆ สอบติดม.เยียนจิงได้นี่ไม่ธรรมดาเลยนะ ลูกชายคนรองของบ้านผมปีนี้สอบติดแค่มหาวิทยาลัยหนานเจียงเอง เอ้อ เหล่าหลัว คุณยังจำได้ไหม เมื่อก่อนพวกเราเคยคุยกันว่าจะให้ลูกๆ เกี่ยวดองกัน ตอนนี้ดูท่าจะหมดหวังซะแล้ว"
"ฮ่าๆ จะมีความหวังหรือไม่มี คุณกับผมพูดไปก็ไม่นับหรอก" หลัวเสียงเฟยหัวเราะร่วน เรื่องให้ลูกเกี่ยวดองกันอะไรนั่นก็แค่คำพูดตามมารยาทในวงสังคม ลูกสาวของเขาไม่เคยเห็นหน้าค่าตาลูกชายของอีกฝ่ายเลยด้วยซ้ำ จะบอกว่าห่างไกลกันคนละโยชน์ก็ไม่เกินจริงเลยสักนิด
หลังจากทั้งสองคนพูดคุยหยอกล้อกันพอหอมปากหอมคอ เฉียวจื่อหย่วนก็ลดเสียงเบาลงแล้วถามว่า "เหล่าหลัว ครั้งนี้คณะกรรมการเศรษฐกิจเอาจริงขนาดนั้นเลยเหรอ สี่สิบล้าน ไม่มีช่องว่างให้ผ่อนปรนเลยหรือไง"
หลัวเสียงเฟยส่ายหน้าพลางตอบ "ไม่มี นี่ไม่ใช่ความตั้งใจของคณะกรรมการเศรษฐกิจ แต่เป็นความตั้งใจของระดับประเทศ เส้นสายของผู่กังแข็งกว่าหนานกังของพวกคุณตั้งเยอะ ตอนนี้ยังต้องชะลอการก่อสร้างเลย หนานกังของพวกคุณยังได้ไปต่อก็ถือว่าโชคดีมหาศาลแล้ว ถ้าพวกคุณกดเงินสี่สิบล้านนี้ลงมาไม่ได้ คาดว่ากระทรวงการคลังคงเป็นฝ่ายแรกที่ไม่ยอม"
"แต่สี่สิบล้านมันกดลงมาไม่ได้จริงๆ นะ" เฉียวจื่อหย่วนถอนหายใจ "ถ้าเป็นส่วนของงานก่อสร้างโยธาในประเทศ พวกคุณบอกให้ลดมันก็ลดได้ แต่ส่วนของการนำเข้าอุปกรณ์ พวกเราไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจ พวกญี่ปุ่นพวกนั้น คุณอย่าดูแค่ตอนปกติที่พูดจาสุภาพเรียบร้อย พูดประโยคหนึ่งโค้งคำนับสามทีเชียวนะ แต่พอเป็นเรื่องธุรกิจ พวกเขาไม่มีคำว่าอะลุ่มอล่วยเลยสักนิด
หัวหน้าตัวแทนเจรจาของบริษัทเหล็กซานลี่ที่ชื่อฮาเซกาวะ ยูโตะนั่นน่ะ พอเจอหน้าพวกเราก็บอกชัดเจนเลยว่า มิตรภาพนั้นยั่งยืน แต่สัญญาไร้ความปรานี ตอนเจรจากับพวกเรา เขาจุกจิกกับเงื่อนไขในสัญญาแทบทุกข้อ ส่วนเรื่องราคายิ่งไม่ยอมถอยให้แม้แต่ก้าวเดียว เฮ้อ ก็ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้ฝีมือพวกเราสู้เขาไม่ได้ล่ะ เขาอยากจะบีบเรายังไงก็บีบได้ตามใจชอบนั่นแหละ"
หลัวเสียงเฟยกล่าว "ด้านอุปกรณ์ พวกเราไม่มีทางเลือกอื่นเลยเหรอ อย่างเช่นอุปกรณ์บางตัวที่ไม่ค่อยสำคัญนัก ก็อาจจะพิจารณาลดสเปกหรือปรับลดข้อกำหนดลงมาตามความเหมาะสม ทำแบบนี้ก็น่าจะรีดเงินออกมาได้สักหลายสิบล้านอยู่นะ"
"จะเป็นไปได้ยังไง" เฉียวจื่อหย่วนแย้ง "เขากำหนดมาเป็นอุปกรณ์ครบชุด พวกเราเองก็บอกไม่ถูกว่าตรงไหนสำคัญ ตรงไหนไม่สำคัญ อุปกรณ์ชุดนี้แค่แบบแปลนก็ปาเข้าไปสี่ตันกว่าแล้ว เมื่อก่อนพวกเราก็ไม่เคยสัมผัสมาก่อน จะไปรู้ได้ยังไงว่าจุดสำคัญอยู่ตรงไหน"
หลัวเสียงเฟยจับจุดบกพร่องในคำพูดของเฉียวจื่อหย่วนได้ จึงซักไซ้ต่อ "หัวหน้าวิศวกรลู่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านโลหะวิทยาหรือไง เขาก็บอกไม่ได้เหรอว่าตรงไหนสำคัญไม่สำคัญ เขาไม่เคยเสนอความคิดเห็นอะไรเกี่ยวกับอุปกรณ์เลยเหรอ"
เฉียวจื่อหย่วนตอบ "เสนอสิ ต้องเสนออยู่แล้ว ทางญี่ปุ่นเขาบอกว่านี่คือแบบแปลนฉบับสมบูรณ์ของสายการผลิตรีดร้อนที่พวกเขาสร้างในญี่ปุ่น มันเป็นองค์รวมเดียวกัน ถ้าจะให้แยกส่วนกัน แล้วในอนาคตมันไม่ได้ตามมาตรฐานที่ออกแบบไว้ พวกเขาจะไม่รับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น"
"นี่มันขูดรีดกันชัดๆ!" หลัวเสียงเฟยพูดอย่างมีน้ำโห "พวกเขามีหน้าที่ต้องร่วมมือกับเราในการปรับปรุงอุปกรณ์ให้เหมาะสมสิ จะมาพูดแบบนี้ได้ยังไง"
"เฮ้อ มีทางเลือกที่ไหนกัน ใครใช้ให้พวกเราเป็นประเทศกำลังพัฒนาล่ะ" เฉียวจื่อหย่วนพูด "ตอนที่ส่วนกลางสั่งการให้นำเข้าสายการผลิตเครื่องรีดโลหะนี้ ก็มีคำสั่งชัดเจนว่าต้องให้ได้มาตรฐานระดับแนวหน้าของต่างประเทศ ถ้าสายการผลิตไม่ได้ตามที่ออกแบบไว้เพียงเพราะเราไปตัดทอนอุปกรณ์ พวกเราจะไปรับผิดชอบไหวได้ยังไง"
"นั่นสิ นี่แหละที่เรียกว่าตกอยู่ภายใต้การควบคุมของคนอื่น" หลัวเสียงเฟยต่อประโยคด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ก่อนจะจมอยู่ในห้วงความคิด
หลังมื้อเที่ยง คณะของหลัวเสียงเฟยก็เดินทางมาพักผ่อนช่วงบ่ายที่เรือนรับรองของกรมการถลุงโลหะ โดยมีเฉียวจื่อหย่วนคอยดูแลด้วยตัวเอง เฉียวจื่อหย่วนสั่งให้เปิดห้องพักที่หรูหราที่สุดในเรือนรับรองเพื่อให้ผู้บังคับบัญชาระดับสูงได้พักผ่อน ฮ่าวย่าเวยเดินเข้าไปในห้องที่จัดสรรไว้ให้เขาก็ได้แต่ส่ายหน้าถอนหายใจ เมื่อมองดูเตียงสปริงที่หรูหราเกินมาตรฐานกับโทรทัศน์สีจอใหญ่ที่นำเข้าจากต่างประเทศ นี่คือสภาพความเป็นจริง ไม่ใช่สิ่งที่เขาบ่นพึมพำแล้วจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้
บ่ายสองโมง การประชุมเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง หัวข้อการประชุมเข้าสู่ประเด็นที่ว่าจะลดทอนฟังก์ชันบางส่วนลงได้อย่างไร และจะจัดสรรระยะเวลาการก่อสร้างให้เหมาะสมเพื่อรับประกันว่าจะเป็นไปตามงบประมาณได้อย่างไร ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันวิจัยการถลุงโลหะแห่งชาติที่เดินทางมาพร้อมกับหลัวเสียงเฟย และกลุ่มของลู่เจี้ยนหย่งจากกรมการถลุงโลหะมณฑลหนานเจียง ต่างก็ตกอยู่ในสมรภูมิอันดุเดือดอีกครั้ง พอพูดถึงจุดที่เผ็ดร้อน บรรดาปัญญาชนที่ดูสุภาพเรียบร้อยก็ถึงกับตบโต๊ะปังๆ จนเฉียวจื่อหย่วนกับหลัวเสียงเฟยต้องลุกขึ้นมาเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยครั้งแล้วครั้งเล่า
"อธิบดีหลัว ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้การแน่ครับ"
ในขณะที่ทุกคนกำลังถกเถียงเรื่องปัญหาทางเทคนิค ฮ่าวย่าเวยก็หันหน้ามาพูดเสียงเบากับหลัวเสียงเฟยว่า "ถ้าตัดสายการผลิตแผ่นเหล็กหนาออกไป อุปกรณ์ชุดนี้ก็ถือว่าถูกตอนจนพิการ ไม่ได้ตามความคาดหวังตอนที่เราเสนอขอนำเข้าในทีแรก แผ่นบาง แผ่นกลาง แผ่นหนา พวกเราจะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปไม่ได้เลย อู่ต่อเรือหลายแห่งในผู่เจียงก็หยุดงานรอวัสดุมาตั้งนานแล้ว มาขอส่วนบุญที่กรมของเราทุกวัน ถ้าทางหนานเจียงผลิตแผ่นเหล็กหนาไม่ได้ อุตสาหกรรมต่อเรือของเราก็ต้องได้รับผลกระทบไปด้วย"
"แต่ถ้าไม่ตัดสายการผลิตแผ่นเหล็กหนานี้ทิ้งไปแล้วจะทำยังไงล่ะ มีแต่ต้องตัดฟังก์ชันบางส่วนออกไปเท่านั้นถึงจะลดต้นทุนการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด คุณลองคิดดูสิ สายการผลิตแผ่นเหล็กหนาเส้นหนึ่งก็ปาไปตั้งสิบสองล้านแล้ว ถ้าไม่ตัดมันทิ้ง การจะไปรีดเงินสิบสองล้านมาจากส่วนอื่น มันยากเกินไปจริงๆ" หลัวเสียงเฟยกล่าว
ฮ่าวย่าเวยมองดูกองแบบแปลนกองใหญ่ที่วางอยู่มุมหนึ่งของห้องประชุม แล้วพูดขึ้นว่า "ถ้าให้ผมว่า พวกเราไม่ควรไปวุ่นวายกับโครงสร้างหลัก แต่ควรจัดตั้งคนมาตรวจสอบแบบแปลนทีละแผ่นๆ มากกว่า เมื่อก่อนตอนเราทำโครงสร้างพื้นฐาน ตรวจสอบแบบนี้รอบหนึ่ง อย่างน้อยก็รีดน้ำส่วนเกินออกมาได้ถึงห้าเปอร์เซ็นต์เลยนะครับ"
"ใครจะมาตรวจล่ะ" หลัวเสียงเฟยพูด "บนแบบแปลนมีแต่ภาษาต่างประเทศ แถมยังเป็นอุปกรณ์ล้ำสมัยที่พวกเราไม่เคยทำมาก่อน ไม่ปิดบังคุณหรอกนะ สองสามครั้งก่อนที่มา ผมก็หาเวลาไปดูแบบแปลนมาบ้างเหมือนกัน รู้สึกเหมือนเป็นคัมภีร์สวรรค์เลยล่ะ อุปกรณ์ที่พวกเราเคยทำเมื่อก่อน ทำตามระบบของสหภาพโซเวียต แต่ทางญี่ปุ่นเรียนรู้ระบบของคนอเมริกา แนวคิดการออกแบบแตกต่างจากพวกเราอย่างสิ้นเชิง ถ้าพวกเราไม่ลงแรงสักหลายๆ ปี ก็ไม่มีทางเข้าใจหรอกว่าชิ้นส่วนพวกนี้มีไว้ทำอะไร ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องการกดราคาจากแบบแปลนเลย..."
พอพูดถึงตรงนี้ สายตาของเขาก็บังเอิญกวาดไปเห็นปึกกระดาษโน้ตตรงหน้า จึงอดขมวดคิ้วไม่ได้
"เสี่ยวฮ่าว นี่คุณเขียนเหรอ" หลัวเสียงเฟยชี้ไปที่ตัวอักษรและตัวเลขชุดหนึ่งบนกระดาษโน้ตพลางถามฮ่าวย่าเวย กระดาษโน้ตปึกนี้เขาเอาไว้ใช้จดบันทึกความคิดต่างๆ อยู่เสมอ บนนั้นจึงมีรอยขีดเขียนเละเทะไปหมด ตัวอักษรและตัวเลขชุดนี้ถูกเขียนไว้ตรงที่ว่างด้านล่างสุดของกระดาษโน้ต แถมยังมีกรอบสี่เหลี่ยมล้อมรอบเอาไว้ เห็นได้ชัดว่าต้องการเตือนให้เขาสังเกตเห็น แน่นอนว่าเขาย่อมจำได้ว่านี่ไม่ใช่ลายมือของตัวเองเลยสักนิด และตอนที่ออกจากห้องประชุมเมื่อช่วงเช้า ตรงนี้ก็ยังไม่มีรอยปากกาใดๆ ตอนนี้จู่ๆ กลับมีตัวหนังสือโผล่ขึ้นมา ก็คงเป็นฮ่าวย่าเวยที่นั่งอยู่ข้างๆ เขาเขียนไว้นั่นแหละ
ฮ่าวย่าเวยชะโงกหน้ามาดูแล้วส่ายหน้า "เปล่าครับ ผมไม่ได้เขียน ผมยังไม่รู้เลยว่านี่เขียนว่าอะไร"
"คุณไม่ได้เขียนเหรอ" หลัวเสียงเฟยประหลาดใจเล็กน้อย เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ลุกขึ้นยืน แล้วเดินไปยังมุมห้องที่กองแบบแปลนเอาไว้
ท่าทีที่ผิดปกติของเขาดึงดูดความสนใจของเฉียวจื่อหย่วน หลิวฮุ่ยหมิน และคนอื่นๆ โดยธรรมชาติ หลิวฮุ่ยหมินลุกขึ้นยืน เดินเข้าไปหาแล้วถามเสียงเบา "เหล่าหลัว ทำไมล่ะ คุณจะดูแบบแปลนเหรอ"
"KBS-3720 ผมอยากดูสักหน่อย" หลัวเสียงเฟยบอกชุดสัญลักษณ์ที่เห็นบนกระดาษโน้ตออกไป ในฐานะข้าราชการกรมโลหะการที่มาจากสายงานเทคนิค แน่นอนว่าเขาย่อมเดาได้ว่าสัญลักษณ์ชุดนี้น่าจะตรงกับหมายเลขแบบแปลนของแผ่นใดแผ่นหนึ่ง ถึงเขาจะไม่รู้ว่าใครเป็นคนเขียนหมายเลขแบบแปลนนี้ลงบนกระดาษโน้ตของเขา แต่สัญชาตญาณทางอาชีพที่สั่งสมมานานหลายปีทำให้เขารู้สึกว่า ควรจะหาแบบแปลนแผ่นนี้มาดูสักหน่อย บางทีอาจจะมีความลับอะไรซ่อนอยู่ก็ได้
"KBS-3720?" หลิวฮุ่ยหมินชะงักไปนิด เขาไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆ หลัวเสียงเฟยถึงอยากดูแบบแปลนขึ้นมา แถมยังมีเป้าหมายชัดเจนขนาดนี้ แบบแปลนล็อตนี้ที่ส่งทางอากาศมาจากญี่ปุ่นมีจำนวนเยอะจนน่าขนลุก ต่อให้เป็นพวกลู่เจี้ยนหย่งก็ยังเปิดดูไปได้แค่บางส่วนเท่านั้น ไอ้อะไร KBS-3720 นี่ดีไม่ดีอาจจะไม่เคยมีใครดูมาก่อนเลยด้วยซ้ำ หลัวเสียงเฟยผีเข้าหรือไง ถึงได้ยืนกรานจะหาแบบแปลนแผ่นนี้มาดูให้ได้
"เสี่ยวเฝิง" หลิวฮุ่ยหมินหันไปเรียกชายหนุ่มคนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างๆ "อธิบดีหลัวต้องการหาแบบแปลนแผ่นหนึ่ง หมายเลขคือ KBS-3720 คุณช่วยหาให้เขาที"
"ครับ!" ชายหนุ่มที่ถูกเรียกว่า 'เสี่ยวเฝิง' ขานรับ เขาหาแคตตาล็อกแบบแปลนจากชั้นวางมาก่อน ค้นหาอยู่พักหนึ่ง จากนั้นจึงเดินไปที่กองแบบแปลนนั้น ยกสมุดแบบแปลนเล่มหนาเตอะอย่างยากลำบาก ในที่สุดก็หาเจอเล่มหนึ่ง เขาเปิดออกหน้าหนึ่งแล้วยื่นไปตรงหน้าหลัวเสียงเฟยพลางพูดอย่างนอบน้อม "อธิบดีหลัว เชิญดูครับ นี่คือ KBS-3720"
"ขอบใจ" หลัวเสียงเฟยรับสมุดแบบแปลนมาแล้วเอ่ยขอบคุณตามมารยาท ขณะที่กำลังจะพิจารณาแบบแปลนแผ่นนั้นอย่างละเอียด จู่ๆ เขาก็เกิดความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่าง จนอดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มตรงหน้า
นี่คือใบหน้าที่อ่อนเยาว์จนน่าอิจฉา ปากแดงฟันขาว บนแก้มยังมีลักยิ้มตื้นๆ ทำให้รู้สึกน่าทะนุถนอมอยู่บ้าง รูปร่างของเขาสูงโปร่ง สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวผ้า 'เต๋อเชว่เหลียง' ซึ่งถือว่าเป็นของหรูหราในยุคนั้น ดูสะอาดสะอ้านและคล่องแคล่ว
สิ่งที่ทำให้หลัวเสียงเฟยรู้สึกประหลาดใจที่สุด คือดวงตาอันสว่างไสวของชายหนุ่ม ภายในนั้นเผยให้เห็นถึงความจริงใจ ความเฉลียวฉลาด และความเข้าใจอยู่หลายส่วน
(คนคนนี้เป็นใครกัน ทำไมฉันถึงรู้สึกคุ้นเคยนัก)
ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในใจของหลัวเสียงเฟย







