หลี่กวนอีทบทวนสถานการณ์ปัจจุบัน เพียงชั่วครู่เขาก็ตัดสินใจได้ เขาเรียกตัวคนสนิทของเซวียเจาจี๋มา ชายหนุ่มนามว่าเหวินเฉิงอันมีสีหน้าร้อนรนเล็กน้อย แต่ยังคงเอ่ยถามหลี่กวนอีว่ายังคงดำเนินการตามแผนเดิมหรือไม่
หลี่กวนอีตอบ "ยังคงเหมือนเดิม"
นักพรตหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง "ไปหาแผนผังโครงสร้างของจวนเจ้าเมืองมาให้ข้า"
เหวินเฉิงอันสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย เอ่ยว่า "ท่านต้องการจะ..."
หลี่กวนอีพูด "วางใจเถอะ ข้ายังไม่ถึงขั้นบุกเข้าไปในจวนเจ้าเมืองที่มีการคุ้มกันแน่นหนาหรอก เจ้าไม่ต้องถาม ไปเอามาก็พอ" เหวินเฉิงอันกัดฟัน พยักหน้ารับคำ แล้วหันหลังวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
หลี่กวนอีบอกกล่าวกับเหยากวง ให้เด็กสาวรออยู่ที่นี่ก่อน
จากนั้นเขาก็ใช้มือยันขอบหน้าต่าง กระโดดพริ้วตัวออกไป ลงสู่พื้นอย่างแผ่วเบา ปัดฝุ่นที่ชายเสื้อ แล้วก้าวเดินอย่างรวดเร็ว เขาโคจรวิชาที่ได้มาจากหอสมุดแคว้นเฉิน ซึ่งเป็นยอดวิชาตัวเบาระดับสูงสุดที่อยู่รองจากวิชาระดับธรรมกาย วิชานั้นคือ 'เคลื่อนไหวเทพวายุ'
เท้าเหยียบสายลม เพียงปลายเท้าแตะเบาๆ ก็พุ่งทะยานออกไปได้หลายจั้ง
ยามที่วิ่งตะบึง ชายเสื้อและแขนเสื้อล้วนปลิวสะบัดจนตึงเปรี๊ยะ
เพียงชั่วครู่ เขาก็มาถึงบริเวณใกล้กับจวนเจ้าเมือง นักพรตหนุ่มลูบรอยยับบนเสื้อผ้าให้เรียบ ยังคงมีท่าทีสงบนิ่งเยือกเย็น เขาเดินทอดน่องขึ้นไปยังโรงน้ำชาข้างๆ สั่งชาเขียวที่ถูกที่สุดหนึ่งป้านพร้อมขนมเล็กน้อย จากนั้นก็พิงหน้าต่าง ทอดสายตามองไปยังจวนเจ้าเมือง
จวนเจ้าเมืองเดิมทีเป็นสิ่งก่อสร้างที่หรูหราโอ่อ่าที่สุด
กินพื้นที่กว้างขวาง หลี่กวนอีได้ยินเสียงกระถางสัมฤทธิ์ส่งเสียงคำราม ดวงตาทั้งสองข้างโคจรวิชามองปราณ
จึงได้เห็นมังกรคำรามพยัคฆ์คำรณ
มุมปากของหลี่กวนอีกระตุกเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าภายในจวนเจ้าเมืองอันใหญ่โตหรูหรานั้น มีผู้บรรลุระดับธรรมกายอยู่ถึงสี่คน ทิศตะวันออกเฉียงใต้มีกระบี่ยาวเล่มหนึ่งแผ่รังสีอำมหิตราวกับอาวุธเทพ มุมทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ท่ามกลางมวลเมฆหมอกหนาทึบ มีอินทรีเทียมฟ้าขนาดยักษ์ตัวหนึ่งกำลังบินวนเวียนอย่างช้าๆ
อีกด้านหนึ่ง มีปราณสีแดงอ่อนไหลเวียนอยู่จางๆ มองเห็นกลิ่นอายของการหมุนเวียนหยินหยางเลือนราง
ตรงกลางสุด คือคลื่นลูกแล้วลูกเล่าที่ซ้อนทับกัน ซัดสาดอย่างรุนแรงและหนักหน่วง
มีมังกรเจียวตัวหนึ่งแหวกว่ายอยู่ท่ามกลางเกลียวคลื่นนั้น เกล็ด กรงเล็บ และเขี้ยวดูน่าเกรงขาม แววตาเต็มไปด้วยจิตสังหาร
"สำนักกระบี่คุนหลุน เซียนกระบี่พิโรธ"
"ดินแดนภาคเหนือแคว้นเฉิน เจ้าสำนักเม่าเทียน"
"ผู้อาวุโสใหญ่สำนักหยินหยางหมุนเวียน และหัวหน้าค่ายโจรเจ็ดสิบสองค่ายโซ่คล้อง ราชันมังกรเกล็ดพิโรธ"
"ที่แท้การประชุมล่ากิเลนอะไรนั่น ก็จัดขึ้นในจวนเจ้าเมืองนี่เอง มิน่าล่ะเจ้าเมืองถึงไม่ยอมตกลงเรื่องการเคลื่อนกำลังพล..." หลี่กวนอีแน่ใจในข้อสันนิษฐานของตน อาศัยวิชามองปราณ ระบุตำแหน่งของปรมาจารย์แห่งยุทธภพเหล่านี้ได้อย่างแม่นยำ
นอกเหนือจากนี้ ดูเหมือนยังมีผู้แข็งแกร่งคนอื่นๆ อีก
มีไอสังหารของทหารเลวสายหนึ่ง กลายร่างเป็นพยัคฆ์ขาวรางๆ น่าจะเป็นทหารม้าเหล็กที่อวี้เหวินเลี่ยทิ้งไว้ ที่นั่นมีกลิ่นอายที่รุนแรงมากสายหนึ่ง เกรงว่าอวี้เหวินเลี่ยคงซ่อนขุนพลที่แข็งแกร่งยิ่งยวดคนใดคนหนึ่งไว้ในหมู่ทหารม้าเหล็กสามร้อยนายนี้
หลี่กวนอีเลิกคิ้วขึ้น พึมพำกับตัวเอง "อวี้เหวินเลี่ย เสือเฒ่าตัวนั้นขุดหลุมพรางขนาดใหญ่ไว้รอให้ข้ากระโดดลงไปจริงๆ ด้วย ข้อความที่ทิ้งไว้บอกว่าเป็นการท้าประลองอย่างเปิดเผย แต่ผลปรากฏว่าข้อมูลมีจริงเก้าเท็จหนึ่ง"
"กองกำลังที่ทิ้งไว้ เกรงว่าคงเป็นกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้า เป็นทหารระดับหัวกะทิของพลม้าป่าทมิฬเลยกระมัง?"
จวนเจ้าเมืองก็เป็นไปตามที่เด็กหนุ่มคาดการณ์ไว้ มันได้กลายเป็นถ้ำเสือวังมังกรไปแล้ว หลี่กวนอีถึงกับสงสัยว่าเจ้าเมืองผู้นี้ก็เป็นหมากตัวหนึ่งที่อวี้เหวินเลี่ยทิ้งไว้เช่นกัน เด็กหนุ่มหลุบตาลงต่ำ นิ้วมือลูบไล้ถ้วยชา ขบคิดปรับปรุงแผนการของตนให้สมบูรณ์แบบ
หลังจากดื่มชาหมดไปหนึ่งป้าน เขาก็ลุกขึ้น
ห่อขนมทั้งหมดแล้วกลับไปโดยตรง ความคิดของเขากระจ่างชัดเจนแล้ว
ค่ำคืนนี้ คงจะยาวนานนัก
ณ สถานที่ซึ่งห่างจากเมืองเจิ้นเป่ยออกไปหนึ่งร้อยลี้ ทหารม้าหุ้มเกราะหนักแห่งกองทัพเย่ว์ได้เปลี่ยนม้าศึกตัวใหม่แล้ว การพักฟื้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ทำให้พวกเขากลับคืนสู่สภาพสมบูรณ์เต็มที่ เยว่เชียนเฟิงนั่งขัดสมาธิอยู่ที่นั่น ขมวดคิ้วเล็กน้อย มองดูท้องฟ้า
เบื้องหน้าเขา มีกิ่งไม้วาดแผนผังแนวรบอย่างง่ายๆ ไว้
เมืองเจิ้นเป่ยตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางเทือกเขาที่ทอดยาวและแม่น้ำที่เชี่ยวกราก
หากต้องการผ่านพื้นที่นี้ไป หากไม่เสี่ยงเดินลัดเลาะไปตามหน้าผาสูงชัน ก็มีเพียงต้องผ่านที่ราบแคบๆ ซึ่งพื้นที่นี้ก็อยู่ภายใต้ขอบเขตการคุ้มกันของกลไกป้องกันเมืองเจิ้นเป่ยแล้ว ในบรรดาทหารกล้าสามหมื่นนายนั้น มีทหารเกราะหนักถึงหนึ่งหมื่นนาย
พลม้าเบา ทหารม้าเกราะหนัก ทหารราบโล่ทะลวงฟัน ทหารม้าทวนง้าว มีทหารทุกประเภทครบถ้วน
และเบื้องหลังกองกำลังรบแนวหน้าสามหมื่นนาย ยังมีทหารกองหนุนคอยสนับสนุน
ทหารแนวหน้าระดับหัวกะทิหนึ่งนาย จะมีคนคอยสนับสนุนเป็นกองหนุนอยู่เบื้องหลังถึงสามคน
ทหารเหล่านี้ปกติเป็นเพียงผู้ช่วย ทำนาครึ่งหนึ่งฝึกทหารครึ่งหนึ่ง ยามเกิดศึก ก็จะแปรสภาพเป็นกองกำลังรบแนวที่สาม สามารถระดมกำลังพลได้นับแสนนายในพริบตา เป็นทหารอาชีพและทหารเกณฑ์ทั้งหมด วิธีนี้จะช่วยลดภาระด้านเสบียงอาหารของเมืองนี้ลงได้อย่างมาก และยังสามารถรักษาสักยภาพในการทำสงครามไว้ได้อย่างดีเยี่ยม
เช่นเดียวกัน นี่คือหนึ่งในสิบสองแผนการที่ปรมาจารย์แห่งสำนักหยินหยางเสนอไว้เมื่อสามร้อยปีก่อน
เขาเคยเห็นจักรพรรดิเฉินอู่เป็นสหายที่ดีที่สุด ดังนั้นการแตกหักในท้ายที่สุด จึงเด็ดขาดที่สุดเช่นกัน
ในที่สุดเยว่เชียนเฟิงก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจยาว "ปรมาจารย์สำนักหยินหยาง สมแล้วที่เป็นพันธมิตรที่ร่วมตกลงแบ่งแยกใต้หล้ากับจักรพรรดิเฉินอู่ จักรพรรดิอิ้งอู่ และถู่อวี้หุนในอดีต แนวป้องกันที่เขาวางไว้ด้วยตัวเองนี้ แม้จะถูกศึกษามาถึงสามร้อยปีเต็ม ก็ยังไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้เลย"
ไม่เช่นนั้น ก็ต้องเดินลัดเลาะไปตามหน้าผาที่สูงชันและซากปรักหักพังเหล่านั้น
นอกเหนือจากราชครูแห่งแคว้นอิ้งแล้ว ผู้ที่กล้าใช้เส้นทางด่านชายแดนเช่นนี้ ล้วนต้องสูญเสียกำลังพลไปกว่าครึ่ง
อีกทั้งที่นี่ยังมีการตั้งหอสัญญาณไฟไว้ หากถูกค้นพบ เมืองใหญ่เบื้องหลังจะส่งทหารเข้าจู่โจมทันที รับรองว่าต้องล้มตายอย่างอนาถแน่นอน
ไม่เช่นนั้นก็ต้องเดินเข้าสู่ขอบเขตการโจมตีของด่านหน้าผาเมืองเจิ้นเป่ยอย่างแน่นอน
หน้าไม้กลขนาดยักษ์ที่ยิงลงมาจากความสูงหลายสิบจั้ง มีระยะครอบคลุมกว้างขวางมาก
เยว่เชียนเฟิงรู้สึกว่า ตนเองไม่ได้กำลังเผชิญหน้ากับขุนพลรักษาเมืองเจิ้นเป่ย เขาหลุบตาลง เบื้องหน้าคือแผนผังค่ายกลทหาร ภาพจำของศัตรูเก่าปรากฏขึ้นตรงหน้า ทว่าผู้ที่กำลังเดินหมากอยู่เบื้องหลังแม่ทัพอันดับหนึ่งในใต้หล้าแห่งเมืองเจิ้นเป่ยผู้นี้ กลับเห็นได้ชัดว่าเป็นซือมิ่ง ปรมาจารย์แห่งสำนักหยินหยาง ผู้สวมชุดสีคราม มีสีหน้าอ่อนโยนและเยือกเย็น
ราวกับการประลองหมากและการต่อสู้ที่ห่างหายไปนานถึงสามร้อยปี!
สามร้อยปีก่อน ปราชญ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า
ขงจื๊อ เต๋า พุทธ โม่ นิติ หยินหยาง ซงเหิง ทหาร
กำหนดชะตากรรมของใต้หล้า!
สามร้อยปีก่อน ด่านหน้าผาที่ซือมิ่ง ปรมาจารย์แห่งสำนักหยินหยางผู้มีพรสวรรค์ล้ำเลิศเป็นผู้ออกแบบ ได้มาขวางกั้นอยู่เบื้องหน้าแม่ทัพอันดับหนึ่งในใต้หล้าในอีกสามร้อยปีให้หลัง เยว่เชียนเฟิงนิ่งเงียบไปเนิ่นนาน โยนกิ่งไม้ในมือทิ้งไป แล้วชกหมัดออกไปอย่างแรง ต้นไม้ใหญ่ด้านข้างแตกหักกระจุยกระจายทันที
เยว่เชียนเฟิงกัดฟันถอนหายใจ "ทำลายไม่ได้เลย!"
"บัดซบ เมืองที่ปรมาจารย์ท่านนั้นทิ้งไว้นี้ ต่อให้เอาหมาไปผูกไว้บนกำแพงเมือง มันก็ยังสร้างผลงานจนกลายเป็นแม่ทัพอันดับหนึ่งในใต้หล้าได้เลย!"
"นี่มันค่ายกลที่เปิดเผยตรงไปตรงมา ต้องใช้กำลังเข้าปะทะอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมาเท่านั้น"
"มิน่าล่ะ แม้แต่ต้าเค่อหานแห่งทูเจวี๋ย และราชครูแห่งแคว้นอิ้ง ขุนพลเลื่องชื่อระดับท็อปทรีทั้งสองคนนี้"
"ล้วนต้องถอนหายใจและยอมแพ้ เมืองใหญ่แห่งนี้ ตั้งแต่ทำเลที่ตั้งไปจนถึงความได้เปรียบทางภูมิประเทศ ล้วนเตรียมไว้เพื่อบดขยี้ผู้รุกรานให้แหลกเป็นจุณ หากต้องการตีเมืองนี้ให้แตกจากด้านหน้า อาจต้องสูญเสียกำลังพลมากกว่าถึงสิบเท่า ทหารกล้าสามแสนนาย แคว้นอิ้งยังไม่ยอมลงทุนค้ากำไรแบบนี้เลย"
เยี่ยนเสวียนจี้นิ่งเงียบ แล้วกล่าวว่า "นี่คือเมืองปราการระดับปาฏิหาริย์ที่สร้างขึ้นด้วยอำนาจรัฐในยุคจักรพรรดิอู่ ผนวกกับผู้นำสำนักโม่ โดยใช้เวลาหลายสิบปีจึงแล้วเสร็จ ท่านกับข้าไม่ใช่ขุนพลที่ถนัดการตีเมือง ย่อมยากที่จะตีให้แตกได้"
"อีกอย่าง เมืองใหญ่โตเช่นนี้ มักจะพังทลายจากภายในเท่านั้น"
"ถ้าเป็นตาเฒ่าเต่าล่ะก็ อาจจะดึงตัวเลขการสูญเสียนี้ขึ้นไปถึงสิบสองเท่าได้เลย"
เยว่เชียนเฟิงโกรธจนหงุดหงิด "ปรมาจารย์ท่านนี้ ออกจะโหดเหี้ยมเกินไปหน่อย เมืองใหญ่นี้ตั้งตระหง่านอยู่ที่นี่ ผสานเข้ากับภูมิประเทศอย่างลงตัว"
"น่าเจ็บใจ น่านับถือ แต่ก็น่าเจ็บใจอยู่ดี"
"ทำให้คนโมโหจริงๆ"
"ถ้าเขาอยู่ตรงหน้าข้า ข้าอยากจะกำหมัดซัดเขาสักตั้งจริงๆ!"
มีคนข้างๆ หัวเราะกล่าวว่า "ไม่ใช่ว่าต้องรีบจับตัวปรมาจารย์ท่านนั้นไปช่วยเราสร้างเมืองหรอกหรือ?"
เยว่เชียนเฟิงหัวเราะด่ากลับไปประโยคหนึ่ง จากนั้นสีหน้าก็กลับมาจริงจัง
"ใครก็ตามที่ต้องการผ่านเข้าออก ล้วนต้องถูกดึงเข้าสู่สนามรบด้านหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้"
"กองทัพที่บุกโจมตีเข้ามา จะต้องเผชิญหน้ากับกองกำลังรบแนวหน้าที่มีทหารครบทุกประเภท และอาวุธป้องกันเมืองระดับสูงสุดในประวัติศาสตร์ของสำนักโม่ ซึ่งจะทำให้ศัตรูทั้งหมดตกอยู่ในสภาวะเหนื่อยล้าทันที"
"ได้ยินมาว่ายังมีการวางค่ายกลของสำนักหยินหยางไว้ด้วย ปั๋วเซิน เจ้าทำลายได้หรือไม่?"
ขุนพลพิชัยสงครามหยินหยางที่เข้าร่วมการฝ่าวงล้อมในครั้งนี้ ซือถู๋ปั๋วเซินส่ายหน้า
"ทำลายไม่ได้"
"ข้าฝึกฝนพิชัยสงครามหยินหยางมาสามสิบปีแล้ว แต่เมื่อมาถึงที่นี่ วิธีการทั้งหมดของข้า ทั้งการดูดาว ดูลม เรียกลมเรียกฝน ดูภูมิประเทศ ดูเหมือนจะถูกทำลายไปจนหมด เข็มทิศก็ใช้ไม่ได้ ไม่สามารถแยกแยะทิศทางได้เลย"
"ในรัศมีหนึ่งร้อยลี้รอบเมืองเจิ้นเป่ย วิธีการของพิชัยสงครามหยินหยางทั้งหมด ล้วนไร้ผล"
"หากต้องการฝ่าออกไปจากที่นี่ อย่างน้อยต้องสูญเสียกำลังพลถึงสองส่วน"
เยว่เชียนเฟิงกล่าวอย่างสงบนิ่ง "อย่างนั้นหรือ... เช่นนั้น ก็คงต้องพึ่งพากวนอีแล้วจริงๆ"
"ทุกคน ถืออาวุธขึ้นมา รอคอยตราประทับของเขา ทันทีที่ได้รับข่าวสาร เราจะพุ่งออกไปทันที แต่ถ้าหากไม่ได้รับข่าวสารจากเขา ก็ไม่สามารถรอได้อีกต่อไปแล้ว ขวัญกำลังใจฮึกเหิมถึงขีดสุดแล้ว ในเวลานี้ หากรอต่อไปอีกหนึ่งวัน ขวัญกำลังใจก็จะถดถอยลงไปหนึ่งส่วน"
เยว่เชียนเฟิงยิ้มอย่างใจเย็น
มือขวาของเขากำหมัด ทุบลงบนหน้าอกเบาๆ
"ข้าจะบุกทะลวงอยู่หน้าสุด"
เขาประกาศอย่างองอาจ แม่ทัพนายกองคนอื่นๆ ล้วนก้มหน้าหลุบตาลง
เสน่ห์และความกล้าหาญส่วนตัวของแม่ทัพอันดับหนึ่งในใต้หล้านั้น ไม่ใช่สิ่งที่จอมยุทธ์ในยุทธภพจะเทียบเคียงได้ ประโยคที่ว่าข้าจะบุกทะลวงอยู่หน้าสุดนี้ ทำให้เหล่านักรบเบื้องหลังราวกับได้เห็นธงผืนใหญ่ และพร้อมจะติดตามไปเบื้องหลังเขา
เยว่เชียนเฟิงกำอาวุธไว้แน่น ทอดสายตามองท้องฟ้าอันห่างไกล
………………
"อะไรนะ การประชุมล่ากิเลน ไม่เชิญข้าอย่างนั้นหรือ?!"
กงซุนเฟยเสวี่ย มองดูเฉินเฉิงปี้ที่กำลังโกรธจัดอยู่ตรงหน้า ท่านปู่ผู้นี้ยากนักที่จะยอมอยู่เฉยๆ ที่นี่ พอได้ยินว่ามีปรมาจารย์สี่คนมาเยือน เขาก็คันไม้คันมืออยากจะเข้าไปประลองฝีมือด้วย แต่ถูกกงซุนอู๋เยว่เกลี้ยกล่อมไว้
แต่ตอนนี้กลับมารู้ว่า พวกเขาจัดการประชุมล่ากิเลนอะไรนั่นขึ้น
การประชุมล่ากิเลนนี้กลับไม่เชิญตนเอง
ท่านปู่ใหญ่จึงโกรธจัด ยืนกรานที่จะไปทวงถามความยุติธรรม ที่บอกว่าไปทวงถามความยุติธรรม อันที่จริงในใจเขาก็รู้ดีว่าการประชุมล่ากิเลนนี้เกรงว่าคงจะพุ่งเป้าไปที่เจ้าหนูหลี่นั่น แล้วก็คิดขึ้นมาได้ว่า เมืองเจิ้นเป่ยนี้กว้างใหญ่เกินไปจริงๆ สมเป็นเมืองอันดับหนึ่งทางตอนเหนือของแคว้นเฉิน
สถานที่เช่นนี้ ผู้คนพลุกพล่านและปะปนกันวุ่นวาย ราวกับน้ำขุ่น
การจะตามหาผู้ฝึกยุทธ์ที่จงใจซ่อนเร้นสถานะและหลบหนีนั้น เป็นเรื่องที่ยากลำบากยิ่ง
ทว่า ตาเฒ่าทั้งสี่คนนั้นบอกว่าเป็น 'การประชุมล่ากิเลน'
นั่นก็หมายความว่าเจ้าหนูหลี่กวนอีจะปรากฏตัวที่นั่นใช่หรือไม่?
ถ้างั้นก็หมายความว่า แค่ข้าไปที่นั่น ก็ต้องดักรอเจ้าหนูหลี่กวนอีได้แน่นอนใช่ไหมล่ะ?
เฉินเฉิงปี้ดีใจขึ้นมาทันที ทางด้านกงซุนเฟยเสวี่ยยังคงบอกว่าท่านปู่ใหญ่ไม่ได้รับคำเชิญ จะไปไม่ได้เด็ดขาด แต่กลับถูกท่านปู่ใหญ่ที่เริ่มรำคาญใช้วิชาสกัดจุดกลางอากาศใส่ แม้จะเป็นยอดฝีมือรุ่นเยาว์ในยุทธภพ เป็นนายน้อยแห่งตระกูลกงซุน แต่ในเวลานี้กลับถูกสกัดจุดจนขยับตัวไม่ได้แม้แต่น้อย
ทนรับมือเฉินเฉิงปี้ไม่ได้แม้แต่กระบวนท่าเดียว
ท่านปู่ใหญ่พึมพำกับตัวเอง "ตาแก่คนนี้ย่อมไม่ไปตามคำเชิญหรอก"
"ข้าจะดึงดันไปเอง!"
"นังหนู เจ้าไม่เชื่อฟังเลยนะ"
"นอนหลับให้สบายอยู่ที่นี่แหละ!"
เฉินเฉิงปี้หิ้วเด็กสาวคนนี้โยนเข้าไปในห้อง ล็อกประตู หัวเราะลั่น รู้สึกว่าความคิดของตนเองช่างชาญฉลาดยิ่งนัก เขาเดินเหินกลางอากาศอย่างภาคภูมิใจ อาศัยความมืดมิดของยามราตรีมุ่งหน้าไปยังจวนเจ้าเมือง
ท่านปู่ใหญ่กระโดดเข้าไปอย่างไม่ยี่หระ พอเจอคนเฝ้ายามก็ใช้ฝ่ามือผ่าอากาศฟาดจนสลบไปในกระบวนท่าเดียว
จากนั้นก็ไปหาสถานที่ที่มีสุราและเนื้ออย่างสบายใจ แล้วก็ขดตัวอยู่ที่นั่น
ดื่มสุรากินเนื้อ รอคอยให้เจ้าหนูนั่นมาหาถึงที่
………………
ภายในคฤหาสน์หรูหราแห่งหนึ่งใกล้กับจวนเจ้าเมืองของเมืองเจิ้นเป่ย เมื่อไม่กี่วันก่อนมีแขกผู้มีเกียรติกลุ่มใหม่ย้ายเข้ามา บนกำแพงบังตาแต่เดิม มีตรายางสัญลักษณ์มังกรผงาดสีแดงของราชวงศ์จงโจวห้อยลงมา เมืองเจิ้นเป่ยไม่ได้จัดเตรียมผู้คุ้มกันระดับสูงเป็นพิเศษให้กับคนเหล่านี้
ทั่วทั้งใต้หล้าต่างรู้ดีว่า นี่คือหนึ่งในหน้าตาเพียงไม่กี่แห่งของราชวงศ์จงโจวในปัจจุบัน
จีเหยียนจงอยู่ที่นี่
ทางเมืองเจิ้นเป่ยได้จัดเตรียมผู้คุ้มกันให้จีเหยียนจงอย่างเพียงพอ แต่กลับไม่มียอดฝีมือระดับสูงเลย จีเหยียนจงไม่ได้ใส่ใจเรื่องเหล่านี้ เขาเป็นผู้อาวุโสที่ใจกว้าง การมายังด่านอันยิ่งใหญ่แห่งใต้หล้าอย่างเมืองเจิ้นเป่ยนี้ ก็เพียงเพื่อตามหาผู้เป็นนายของกระบี่ชื่อฉงเท่านั้น
เพียงแต่หลังจากที่กระบี่ชื่อฉงมาถึงเมืองเจิ้นเป่ยแล้ว ก็ยังคงเงียบสงบไร้ความเคลื่อนไหวใดๆ
จีเหยียนจงยื่นมือออกไป ลูบไล้ใต้กระบี่เบาๆ ถอนหายใจกล่าวว่า "ชื่อฉงเอ๋ยกระบี่ชื่อฉง มาถึงเมืองเจิ้นเป่ยแล้ว แต่เหตุใดเจ้าจึงยังไม่มีปฏิกิริยาใดๆ เลยเล่า..." อาวุธเทพชิ้นนี้เพียงแค่หลับใหลอย่างสงบอยู่ในกล่องกระบี่ บนตัวกระบี่ไม่มีแสงเรืองรองแม้แต่น้อย
จีเหยียนจงถอนหายใจ
ลูบกระบี่พลางครุ่นคิด
วันนี้เมืองเจิ้นเป่ยดูเหมือนจะมีเรื่องราวมากมาย เหล่าจอมยุทธ์ในยุทธภพส่งเสียงเอะอะโวยวาย ท่านอาของจักรพรรดิผู้นี้มักจะไม่ใส่ใจเรื่องพรรค์นี้ และความวุ่นวายในใต้หล้า เขาก็เห็นมามากแล้ว คิดไปคิดมา จู่ๆ เขาก็นึกถึงเยว่เชียนเฟิงผู้นั้นขึ้นมา
ได้ยินมาว่า ทหารม้าหุ้มเกราะหนักแห่งกองทัพเย่ว์ที่เยว่เชียนเฟิงนำมา กำลังมุ่งหน้าออกไปนอกด่าน
ดูจากเส้นทางแล้ว ก็จะต้องผ่านที่นี่
จีเหยียนจงนึกถึงตอนที่อยู่เมืองเจียงโจวก่อนหน้านี้ กระบี่ชื่อฉงดูเหมือนจะเคยตื่นขึ้นมาครั้งหนึ่งเพราะเยว่เชียนเฟิง และในครั้งนี้ กระบี่ชื่อฉงจะมาที่เมืองเจิ้นเป่ย และเยว่เชียนเฟิงก็จะมาที่เมืองเจิ้นเป่ยด้วย ในโลกนี้ จะมีเรื่องบังเอิญที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้เชียวหรือ?
จีเหยียนจงอดคิดไม่ได้ พึมพำกับตัวเอง "หรือว่า เจ้าหนูเยว่เชียนเฟิงผู้นั้น"
"จะเป็นผู้เป็นนายของกระบี่ชื่อฉงจริงๆ หรือ?"
ท่านปู่ใหญ่นิ่งเงียบครุ่นคิด
ในขณะนั้นเอง จู่ๆ เขาก็สัมผัสได้ถึงการปรากฏตัวของคนผู้หนึ่ง จึงช้อนตาขึ้นมองเล็กน้อย ท่านปู่ใหญ่ผู้นี้เพียงแค่ยกมือขึ้นกดกล่องกระบี่ไว้ กล่าวอย่างอ่อนโยน "ผู้มาเยือนคือแขก เชิญออกมาเถิด"
เสียงฝีเท้าสงบนิ่งดังมาจากเงามืด เด็กหนุ่มก้าวเดินออกมา สวมชุดนักพรตสีฟ้าซีด เกล้าผมด้วยปิ่นไม้ ดูเหมือนกำลังยิ้มบางๆ ที่เอวห้อยกระบี่ยาวแบบโบราณ สีหน้าเยือกเย็น
จีเหยียนจงเอ่ย "หลี่กวนอี?"
เขาจำเด็กคนนี้ได้
เด็กหนุ่มผู้กล้าหาญ ที่ตนเองเคยถ่ายทอด 'พลังมังกรแดง' ให้ เป็นลูกหลานตระกูลเซวีย และยังเป็นท่านชายผู้ก่อตั้งแคว้นที่อายุน้อยที่สุดของแคว้นเฉิน ผู้สังหารถานไถ่เซี่ยนหมิง และหลบหนีออกจากเมืองกวนอี้ กลายเป็นผู้ต้องจับกุมของแคว้นเฉิน
แต่จีเหยียนจงมองเขา กลับเพียงแค่กล่าวอย่างอ่อนโยน "กวนอีนี่เอง"
"เมืองเจิ้นเป่ยอันตรายถึงเพียงนี้ เจ้ามาที่นี่ทำไม?"
หลี่กวนอีตอบ "มีธุระมาขอให้ผู้อาวุโสจีช่วยขอรับ"
จีเหยียนจงประหลาดใจ "เจ้ารู้ว่าข้ามาหรือ?"
เป็นข่าวกรองของหอลมยาว
เด็กหนุ่มคิดในใจ ระบบข่าวกรองช่างมีประโยชน์จริงๆ
เขาเอ่ย "บังเอิญทราบมาขอรับ"
จีเหยียนจงพยักหน้า มองดูท่าทางของเด็กหนุ่มผู้นี้ ผู้อาวุโสผู้ใจกว้าง เดิมทีเขาก็ไม่ชอบถานไถ่เซี่ยนหมิงอยู่แล้ว เด็กหนุ่มที่กล้าหาญและมีจิตใจห้าวหาญอย่างหลี่กวนอี ย่อมเป็นที่โปรดปรานของผู้อาวุโสเช่นนี้มากที่สุด จึงกล่าวอย่างอ่อนโยนว่า "สภาพเจ้าเช่นนี้ ช่วงเวลาที่ผ่านมา คงลำบากมากสินะ"
เขาหันขวับ ยกขนมที่ประณีตงดงามจานหนึ่งบนโต๊ะมาวางไว้บนโต๊ะ
แล้วหยิบชามาอีกป้าน เอ่ยว่า "มา กินอะไรเสียหน่อยเถิด"
เดิมทีหลี่กวนอีตั้งใจจะพูดธุระสำคัญ
พอเห็นขนมที่ประณีตน่ารักเช่นนี้ ก็พาลนึกถึงเหยากวง
ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็นำขนมที่ตนพกติดตัวซึ่งห่อมาจากโรงน้ำชาออกมา
คลี่ออก แล้วจัดการห่อขนมประณีตที่จีเหยียนจงนำมาให้
การกระทำเช่นนี้ทำให้เขารู้สึกเขินอายเล็กน้อย ราวกับเป็นคนตะกละตะกลาม ทว่าทางด้านจีเหยียนจงกลับมีท่าทีอ่อนโยน กล่าวว่า "เป็นอย่างไรบ้าง หากไม่พอ ข้าจะให้พ่อครัวทำกับแกล้มมาให้ แม้ข้าจะไม่ใช่อาจารย์ของเจ้า แต่ก็เคยถ่ายทอดพลังมังกรแดงให้เจ้า เจ้าก็พักอยู่ที่นี่เถอะ"
"ข้าจะพาเจ้าออกไปจากที่นี่เอง"
จีเหยียนจงนึกว่าหลี่กวนอีหมดหนทางไป จึงมาหาเขาที่นี่
หลี่กวนอีกล่าว "ขอบพระคุณผู้อาวุโส แต่ที่ผู้น้อยมาหาท่าน ไม่ใช่เรื่องนี้ขอรับ"
จีเหยียนจงประหลาดใจ "โอ้? แล้วเรื่องอันใดเล่า?"
หลี่กวนอีหยิบจดหมายออกมา มันคือข่าวกรองที่พิสูจน์ว่าตระกูลอวี่เหวินสมรู้ร่วมคิดกับคนในยุทธภพ จีเหยียนจงอ่านจบแล้ว แววตาของท่านปู่ใหญ่ยังคงอ่อนโยน มองหลี่กวนอีพลางเอ่ย "เจ้าต้องการให้ข้าทำอะไร?"
หลี่กวนอีประสานมือคารวะกล่าว "ตราประทับของผู้เฒ่าเซวียมาถึงแล้ว เพียงแต่ถูกเจ้าเมืองยึดไว้"
"หลังจากนี้ ผู้น้อยจะไปเอาตราประทับมาเอง แต่เจ้าเมืองก่อกบฏ ต่อให้มีตราประทับนี้ ก็ยังต้องการคนที่มีน้ำหนักมากพอ จึงจะสามารถสั่งเคลื่อนกำลังทหารในเมือง เพื่อกวาดล้างพวกกบฏขายชาติเหล่านี้ได้"
น้ำเสียงของเด็กหนุ่มสงบนิ่ง
ราตรีสว่างไสว แสงจันทร์สาดส่อง ความคิดของหลี่กวนอีแจ่มชัด
เจ้าเมือง ปรมาจารย์แห่งยุทธภพทั้งสี่คน ไปจนถึงอวี่เหวินฮว่า ล้วนไม่ใช่ประเด็นสำคัญ
ประเด็นสำคัญคือการเคลื่อนกำลังทหาร!
มีเพียงการเคลื่อนกำลังทหารเท่านั้น จึงจะสามารถสร้างช่องโหว่ ให้กองทัพเย่ว์จากไปได้อย่างราบรื่น โดยไม่สูญเสียใครแม้แต่คนเดียว
และหลังจากที่กองทัพเย่ว์จากไปแล้ว การลาดตระเวนภายในเมืองเจิ้นเป่ยอย่างต่อเนื่อง จึงจะทำให้หลี่กวนอี ท่านอาหญิง และเหยากวงสามารถจากไปได้ กุญแจสำคัญไม่เคยอยู่ที่คนคนเดียวหรือเรื่องเรื่องเดียว แต่อยู่ที่การเปลี่ยนแปลงและการเคลื่อนกำลังทหารของเมืองใหญ่แห่งนี้ นี่คือเรื่องใหญ่ที่มากพอจะสั่นสะเทือนความมั่นคงของแคว้นได้
จีเหยียนจงมองเด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างอ่อนโยน เขาพอจะเดาออกลางๆ แล้ว จึงกล่าวว่า
"คนแก่ชราอย่างข้า กลับยังได้เห็นวีรบุรุษหนุ่มเช่นเจ้า"
"ถึงกับมาหาข้า เจ้าก็ช่างเหลือเชื่อจริงๆ"
หลี่กวนอีตอบอย่างใจเย็น
"ข้ามีอาจารย์ท่านหนึ่ง เคยกล่าวไว้ว่า ต้องรวมพลังทุกภาคส่วนที่สามารถรวมได้"
จีเหยียนจงกลับเพียงแค่ถอนหายใจ กล่าวเรียบๆ "น่าเสียดาย ที่ข้าไม่สามารถช่วยเจ้าในเรื่องนี้ได้" ชายชราวางฝ่ามือลงบนจดหมายบนโต๊ะ ดันไปทางหลี่กวนอี แล้วเอ่ย "ชาติกำเนิดของข้า เจ้าก็รู้ดี"
"ราชวงศ์จงโจว เดิมทีก็ง่อนแง่นเพราะเรื่องกระบี่ชื่อฉงส่งเสียงคำรามอยู่แล้ว"
"ข้าไม่อาจเสี่ยงได้อีกแล้ว"
"นี่คือการตัดสินใจเลือกระหว่างแคว้นเฉินและแคว้นอิ้ง"
"เซวียเต้าหย่ง คือเสนาบดีแห่งแคว้นเฉิน อวี้เหวินเลี่ย คือแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นอิ้ง"
"สหายตัวน้อย เจ้าต้องการให้ข้าถลำลึกเข้าไปในความขัดแย้งระหว่างสองแคว้นอย่างนั้นหรือ?"
จีเหยียนจงนิ่งเงียบ เขามองเด็กหนุ่มผู้ห้าวหาญและสงบนิ่งตรงหน้า ถอนหายใจกล่าว "ข้ารู้ว่าเจ้าต้องการปกป้องกองทัพเย่ว์ ปกป้องเชื้อไฟแห่งกลียุคเหล่านั้น แต่น่าเสียดาย ที่ข้าไม่อาจช่วยเจ้าได้"
"ข้าแก่ป่านนี้แล้ว ยังต้องรอนแรมอยู่ข้างนอก ก็เพราะข้าเองก็มีสิ่งที่ปรารถนาจะปกป้อง ไม่อาจเสี่ยงได้ ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยฝีมือของเยว่เชียนเฟิง ตราบใดที่พวกเขาไม่บุกตีเมืองตรงๆ แม้จะมีความสูญเสีย แต่ก็สามารถฝ่าออกไปได้"
"ข้าสามารถพาเจ้าไป ให้เจ้าออกจากแคว้นเฉินนี้ได้"
"ใต้หล้ากว้างใหญ่ เจ้าสามารถสยายปีกบินได้ตามใจชอบ"
จีเหยียนจงผู้อาวุโสผู้ใจกว้าง มีสีหน้าอ่อนโยน บนใบหน้ายังคงแฝงไว้ด้วยความรู้สึกผิด
หลี่กวนอีมีสีหน้าสงบนิ่ง แต่กลับเอ่ยว่า "เช่นนั้น ผู้น้อยยังมีของอีกสิ่งหนึ่งที่อยากให้ผู้อาวุโสดู หวังว่าหลังจากผู้อาวุโสดูจบแล้ว จะให้คำตอบแก่ข้าอีกครั้ง"
จีเหยียนจงกล่าว "ไม่ว่าจะเป็นอะไร ข้าก็จะไม่..."
เสียงของท่านปู่ใหญ่แข็งค้าง
หรืออาจกล่าวได้ว่า ถูกขัดจังหวะ
เพราะว่า เสียงกระบี่คำรามอันกังวานใส พลันดังขึ้น!
กระบี่ชื่อฉงที่อยู่ตรงนั้นจู่ๆ ก็ส่งเสียงคำราม รูม่านตาของจีเหยียนจงหดเล็กลงทันที เขาหันขวับไปมองกล่องกระบี่ที่วางอยู่อย่างเงียบสงบ เสียงกระบี่คำรามดังกังวานก้อง แต่ดูเหมือนจะถูกควบคุมไว้ ไม่ได้ระเบิดออกมาภายนอกเหมือนดังเช่นวันวานเลย
เส้นผมสีดำตรงขมับของเด็กหนุ่มผู้นั้นปลิวไสวเล็กน้อย เขายื่นมือออกไป
ท่ามกลางเสียงกระบี่คำรามอันกังวานใส
กระบี่ชื่อฉงก็ลอยออกมาทั้งฝักเช่นนั้น ร่วงหล่นลงเบื้องหน้าเด็กหนุ่ม!
รูม่านตาของจีเหยียนจงหดเกร็งอย่างรุนแรง ร่างกายของท่านปู่ใหญ่ถึงกับสั่นสะท้านเล็กน้อย ฝ่ามือของหลี่กวนอีค่อยๆ กดลงบนกระบี่ชื่อฉง เขารู้ดีถึงราคาที่ต้องจ่ายหากชักกระบี่เล่มนี้ออกมา นั่นหมายความว่า ตัวหลี่กวนอีเองก็จะถูกเปิดเผยต่อหน้าจีเหยียนจงเช่นกัน
ใช่ ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้ เขาพยายามอย่างเต็มที่แล้ว พี่ใหญ่เยว่และคนอื่นๆ จะต้องเข้าใจเขาแน่นอน ใช่ ด้วยความฮึกเหิมของพี่ใหญ่เยว่และคนอื่นๆ ต่อให้บุกทะลวงตรงๆ ก็สามารถฝ่าเมืองอันยิ่งใหญ่แห่งใต้หล้านี้ไปได้ โดยสูญเสียกำลังพลไม่ถึงสองส่วน
ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่เขาเผชิญหน้าอยู่ คืออวี้เหวินเลี่ย ยอดฝีมืออันดับห้าแห่งใต้หล้า และปรมาจารย์อีกสี่คน การที่ไม่สามารถทำได้ก็เป็นเรื่องปกติ ความจริงแล้วไม่จำเป็นต้องเสี่ยงเลย
เหตุผลต่างๆ นานาผุดขึ้นมา
แต่สุดท้ายก็มลายหายไปสิ้น หลี่กวนอีกำกระบี่แน่น จู่ๆ ก็หัวเราะออกมา ความคิดฟุ้งซ่านนับไม่ถ้วนเหล่านั้นถูกปัดเป่าไปจนหมดสิ้น เพียงแค่หัวเราะด่าในใจคำหนึ่ง
ช่างมารดามันเถอะ!
หว่างคิ้วของเด็กหนุ่มดุดันดั่งสายลม
กระบี่ชื่อฉงถูกวางขวางกลางอากาศ
กองทัพเย่ว์ ตระกูลอวี้เหวิน ยุทธภพ แคว้นเฉิน แคว้นอิ้ง ใต้หล้า ล้วนฉายชัดผ่านสายตา
หลี่กวนอีมือหนึ่งจับฝักกระบี่ อีกมือหนึ่งจับด้ามกระบี่ ค่อยๆ ชักออกมา
ดวงตาทั้งสองข้างลุกโชนดั่งเปลวเพลิง
ในเมื่อเชื่อใจเขา ยินดีฝากชีวิตไว้กับเขา เขาก็จะไม่มีวันทอดทิ้งพวกเขา ลูกผู้ชายเกิดมาบนโลก ก็เพียงเพื่อเปิดเผยความจริงใจต่อกัน ในยุคกลียุค ความซื่อสัตย์และคุณธรรม คือเหตุผลที่เขาออกเดินทางไปทั่วใต้หล้า
แปดพันคนนี้
จะไม่ตายแม้แต่คนเดียว!
หนทางของทุกท่าน ข้าจะเป็นผู้เบิกทางให้เอง!
เช้ง!
เสียงกระบี่คำรามอย่างเกรี้ยวกราด
ชักคมกระบี่ออกมาเพียงหนึ่งชุ่น แสงไฟอันร้อนแรงก็พวยพุ่งออกมา วนเวียนอยู่ในแววตาของเด็กหนุ่ม ในที่สุดก็พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า กลายเป็นมังกรสีแดง หัวใจของจีเหยียนจงเต้นระรัว มองดูเด็กหนุ่มค่อยๆ ชักกระบี่ เสียงคำรามของกระบี่ชื่อฉงยิ่งดังกึกก้องกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
เบื้องหลังแสงไฟนั้น ราวกับได้เห็นเงาร่างของจักรพรรดิชื่อตี้ในยุคเริ่มแรก
มาเพื่อคุณธรรม ดุดันดั่งสายลม นี่แหละคือท่วงท่าของจอมยุทธ์ผู้กล้าหาญในอดีตกาล
ราวกับจักรพรรดิชื่อตี้ในปีนั้น ที่คุกเข่าลงข้างหนึ่งต่อหน้าผู้ยิ่งใหญ่ ขอร้องให้ส่งทหารไปช่วยพี่น้องของตน
ลมพายุพัดโหม!
กระบี่ยาวถูกชักออก ปลายกระบี่จรดพื้น เส้นผมตรงขมับของเด็กหนุ่มปลิวไสวเล็กน้อย กลายเป็นสีทองอร่ามเพราะมังกรแดง ราวกับสวมมงกุฎสีทองแดง ประหนึ่งตำนานได้ปรากฏขึ้นอีกครั้งต่อหน้าจีเหยียนจง หลี่กวนอีถือกระบี่ พ่นลมหายใจออกมายาวๆ แล้วยิ้มถามว่า
"ผู้อาวุโส"
"เป็นอย่างไรเล่า?!"