บนกระบี่ชื่อฉง ประกายแสงแปรเปลี่ยนก่อนจะค่อยๆ หดรั้งกลับไป เบื้องหลังของชายหนุ่มปรากฏเงาร่างมังกรสีแดงกำลังหลุบตาลงอย่างช้าๆ ปราณกระบี่ไหลเวียน แม้ไม่จำเป็นต้องใช้วรยุทธ์ระดับกายาธรรม กายาธรรมก็ยังปรากฏให้เห็นประจักษ์ชัด ณ ที่แห่งนี้
ความคิดของจีเหยียนจงชะงักงัน แทบจะสูญเสียความสามารถในการนึกคิดไป
ประสบการณ์ต่างๆ ในวันวานผุดขึ้นมาในหัว ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่า เยว่เชียนเฟิงไม่ใช่ผู้ครอบครองกระบี่ที่แท้จริง แต่เป็นคนที่คอยดึงดูดความสนใจส่วนใหญ่ไปให้หลี่กวนอี ลมหายใจของท่านปู่ใหญ่เริ่มหนักหน่วงขึ้น
หลี่กวนอีเก็บกระบี่ชื่อฉงกลับเข้าฝัก
"ผู้อาวุโส ท่านคิดเห็นเช่นไร"
จีเหยียนจงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ อยู่หลายครั้ง กว่าจะสะกดอารมณ์ของตนเองเอาไว้ได้
"เจ้า..."
น้ำเสียงของเขาหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวตรงๆ ว่า
"เจ้าต้องการให้ข้าทำอะไร"
"ต้องการให้ข้าพาเจ้าเข้าไปในการประชุมล่ากิเลนนั่นด้วยกันหรือไม่"
จีเหยียนจงคือหนึ่งในหน้าตาของราชวงศ์จงโจวที่ยังหลงเหลืออยู่ วรยุทธ์ในร่างล้วนบริสุทธิ์ยิ่งยวด ในบรรดาผู้ที่ฝึกฝนปราณมังกรแดงในยุคปัจจุบัน เขาคือผู้ที่บรรลุขั้นสูงสุด วิชายุทธ์ทั้งเก้าแขนงในยอดวิชา "มังกรแดงสยบเก้าแคว้น" ล้วนถูกเขาฝึกฝนจนถึงขั้นสูงสุดแล้วทั้งสิ้น
อีกทั้งยังเป็นผู้อาวุโสแห่งราชวงศ์จงโจว ด้วยฐานะของเขา ย่อมสามารถพาหลี่กวนอีเข้าไปในการประชุมล่ากิเลนได้อย่างแน่นอน
หลี่กวนอีกล่าวอย่างใจเย็น "ไม่จำเป็นขอรับ"
"หากท่านไป สถานการณ์คงจะควบคุมไม่อยู่จริงๆ"
"ข้าไม่ได้ตั้งใจจะก่อเรื่องใหญ่โตปานนั้น ที่การประชุมล่ากิเลนข้าจะไปเอง แล้วหาทางนำตราประทับออกมา ขอให้ท่านล่วงหน้าไปรอที่ค่ายทหารรักษาการณ์ก่อน ข้าจะส่งมอบตราประทับให้ท่าน ส่วนแผนการหลังจากนั้น ท่านก็ทราบดีอยู่แล้ว"
จีเหยียนจงกล่าวอย่างร้อนรน "เจ้าไปที่นั่น ไม่เสี่ยงเกินไปหน่อยหรือ"
หลี่กวนอีตอบกลับ "หากไม่เสี่ยง จะทำการใหญ่สำเร็จได้อย่างไร" เขากุมกระบี่ชื่อฉงไว้ ทว่าเพียงแค่ยกมือขึ้น กระบี่เทพเล่มนี้ก็ถูกโยนลอยออกไป ก่อนจะตกลงไปในกล่องกระบี่อย่างมั่นคงอีกครั้ง
นักพรตหนุ่มกล่าวอย่างตรงไปตรงมา
"กระบี่เล่มนี้ ข้านำติดตัวไปก็ไร้ประโยชน์ มีแต่จะนำภัยถึงตัวมาให้ ขอทิ้งไว้ที่นี่ก็แล้วกัน"
"เช่นนั้น รบกวนด้วย"
หลี่กวนอียกมือประสานคารวะ
ทั้งตอนหยิบกระบี่และวางกระบี่ ล้วนเยือกเย็นไม่สะทกสะท้าน
เขาเพียงประสานมือคารวะจีเหยียนจงน้อยๆ อีกครั้ง แล้วหันหลังเดินจากไปก้าวใหญ่ กลืนหายเข้าไปในความมืดมิดของยามราตรีและหายลับไปอย่างรวดเร็ว จีเหยียนจงเหม่อลอยไปเนิ่นนาน สายตาของท่านปู่ใหญ่ทอดมองไปยังกระบี่ชื่อฉงที่ถูกวางทิ้งไว้อีกครั้ง
ตัวกระบี่ดูเหมือนจะพึงพอใจอย่างยิ่ง ไม่ได้ส่งเสียงร้องกวนใจแต่อย่างใด
เนิ่นนานให้หลัง จีเหยียนจงจึงเอ่ยขึ้น "...นายแห่งกระบี่ชื่อฉง"
"ไม่..."
"ไม่ใช่กระบี่ชื่อฉงที่เลือกเขา แต่วีรบุรุษในยุคปัจจุบันย่อมสามารถชักกระบี่เล่มนี้ออกมาได้อยู่แล้วต่างหาก"
จีเหยียนจงทอดถอนใจ เขามองเห็นประกายแสงสายหนึ่งบนกระบี่ชื่อฉงเริ่มแปรเปลี่ยน แล้วก็เลือนหายไปอย่างรวดเร็ว นี่คือค่ายกลที่ซือเวยทิ้งไว้บนกระบี่เล่มนี้ เมื่อมีคนคิดจะแย่งชิงมัน กระบี่ชื่อฉงก็จะถูกนำตัวไป และในเวลานี้ กระบี่ชื่อฉงก็สั่นไหวเพียงแผ่วเบา
สีหน้าของจีเหยียนจงเคร่งเครียด
ทางฝั่งของซือเวย คงรับรู้ถึงสถานการณ์การตื่นขึ้นของกระบี่ชื่อฉงแล้ว
ท่านปู่ใหญ่นึกถึงเรื่องราวที่ซือเวยเคยกล่าวก่อนที่เขาจะมา สีหน้าก็แปรเปลี่ยนเป็นจริงจัง เมื่อกระบี่ชื่อฉงตื่นขึ้น สำนักศึกษาเองก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง ขุมพลังที่จะคอยควบคุมยุคกลียุค คนหนุ่มสาวผู้โดดเด่นทั่วทั้งสำนักศึกษา จะออกเดินทางท่องไปในใต้หล้าอีกครา
ปราชญ์ร้อยสำนักกำลังจะปรากฏตัวสู่โลกภายนอกแล้ว
อารมณ์ของจีเหยียนจงสับสนซับซ้อน ทั้งเลือดลมสูบฉีดพลุ่งพล่านจากการได้พบเห็นวีรบุรุษที่สามารถยกกระบี่ชื่อฉงได้ และทั้งรู้สึกเคว้งคว้างเพราะได้เห็นลางบอกเหตุแห่งกลียุคที่กำลังจะมาเยือนใต้หล้า เนิ่นนานให้หลัง ชายชราก็ถอนหายใจ เขารู้ดี
สิ่งนี้หมายความว่า ตัวเขาแก่ชราลงแล้วจริงๆ
ฝ่ามือของจีเหยียนจงวางทาบลงบนกระบี่ชื่อฉงเบาๆ "ก็ลองมาดูกันเถอะ ว่าวีรบุรุษรุ่นเยาว์ จะสามารถทำเรื่องราวได้ถึงขั้นไหนกัน" ท่านปู่ใหญ่ทิ้งกระบี่ชื่อฉงไว้ที่นี่ จากนั้นก็มุ่งหน้าไปยังค่ายทหารรักษาเมืองด้วยตนเองตามคำบอกกล่าวของหลี่กวนอี
หมากซ่อนเร้นตัวสำคัญยิ่งยวดนี้ ได้ถูกวางลงกระดานแล้ว
หลี่กวนอีใช้วิชาตัวเบาทะยานพุ่งไปเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว กลับมายังที่พักของตน
เหยากวงรอคอยเขาอยู่ที่นั่นแล้ว หลี่กวนอีอธิบายเรื่องราวต่างๆ ให้เหยากวงฟัง พวกเขาจำเป็นต้องมุ่งหน้าไปยังจวนเจ้าเมือง หาทางพาตัวเซวียเจาจี๋และตราประทับออกมา จากนั้นจึงจะสามารถพลิกฟื้นสถานการณ์ทั้งหมดให้กลับมามีชีวิตชีวาได้อีกครั้ง
หลี่กวนอีวางขนมลง หิ้วกิเลนขึ้นมา แล้วมุ่งหน้าไปยังจวนเจ้าเมืองพร้อมกับเหยากวง
วิชาตัวเบาของหลี่กวนอีนับว่าไม่เลว ส่วนเหยากวงนั้น แม้จะแทบไม่มีวรยุทธ์เลย แต่วิธีการปกปิดกลิ่นอายกลับเหนือล้ำกว่าหลี่กวนอีมากนัก ย่อมไม่มีปัญหาแต่อย่างใด
เหยากวงเป็นคนเลือกมุมกำแพงมุมหนึ่งด้วยตัวเอง
สายตาของเด็กสาวทั้งระมัดระวังและพินิจพิเคราะห์ ราวกับเป็นปรมาจารย์ก็ไม่ปาน
นางยื่นนิ้วออกไปชี้ที่ขอบมุมกำแพงนั้น นักพรตหนุ่มแสยะยิ้ม "เจ้ากำลังจะบอกว่า มุมกำแพงตรงนี้ เป็นทำเลที่ดีที่สุด เป็นจุดบอดของสายตา สามารถลอบเข้าไปได้ง่ายๆ แถมยังไม่ถูกจับได้งั้นสิ"
เด็กสาวผมเงินพยักหน้า
หลี่กวนอีกล่าว "ถ้าอย่างนั้น งานปกปิดกลิ่นอาย ก็ยกให้เป็นหน้าที่ของเจ้านะ เหยากวง"
เหยากวงมีสีหน้าสงบนิ่ง นางพยักหน้ารับ
หลี่กวนอีสัมผัสได้ถึงฝ่ามือที่ทั้งอบอุ่นและนุ่มนิ่มกุมมือของตนเอาไว้
น้ำเสียงของเหยากวงเรียบสงบ กล่าวว่า "มีผู้ฝึกยุทธ์ระดับปรมาจารย์อยู่ ผู้ฝึกยุทธ์ระดับปรมาจารย์นั้น มีเจตจำนงดุจเทพยดา สัญชาตญาณเฉียบคมยิ่ง ต้องทำเช่นนี้เท่านั้น ข้าจึงจะสามารถกลบกลิ่นอายของท่านให้สงบลงได้"
หลี่กวนอีพยักหน้า ในเวลาเช่นนี้ เขาเองก็ไม่คิดจะถือสาอะไร
จึงพลิกมือกลับไปกุมมือของเด็กสาวผมเงินเอาไว้
แล้วดึงเข้ามาหาตัว
จากนั้นใช้มือข้างเดียวกดลงบนกำแพงสูง ทะยานร่างขึ้นไปในอากาศ พาเหยากวงไปร่อนลงบนสันกำแพง ก่อนจะกระโดดลงไปเบื้องล่าง กายาธรรมเต่าดำลอยตัวออกมาอีกครั้ง หลี่กวนอีเหยียบลงบนกระดองเต่าเบาๆ เพื่อสลายแรงกระแทกจากการร่วงหล่น ร่อนลงสู่พื้นอย่างมั่นคง โดยไม่เกิดเสียงดังแม้แต่น้อย
"จวนเจ้าเมืองกว้างใหญ่มาก แต่มีแผนที่อยู่ ก็ถือว่ายังดี"
"ไปกันเถอะ"
หลี่กวนอีและเหยากวงชะลอฝีเท้าลง ค่อยๆ เดินไปในจวนเจ้าเมืองแห่งนี้
เดิมทีที่นี่ควรจะเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยอันตรายรอบด้าน แต่เมื่อมีเหยากวงอยู่ด้วย กลับกลายเป็นเหมือนเดินเล่นอยู่ในสวนหลังบ้านของตัวเอง เด็กสาวมีสีหน้าเยือกเย็นสงบนิ่ง ก้าวเดินอย่างเชื่องช้า ซ้ำยังหยิบขนมที่หลี่กวนอีเตรียมไว้ให้เมื่อครู่ออกมาจากกระเป๋าเล็กๆ ในแขนเสื้อ แล้วค่อยๆ เคี้ยวตุ้ยๆ
เคี้ยวแล้วเคี้ยวเล่า
จู่ๆ หลี่กวนอีก็ยื่นมือออกไปคว้าข้อมือของเหยากวงเอาไว้
ร่างกายวูบไหว เท้าเหยียบลงบนลำต้นของต้นไม้ ทะยานขึ้นไปบนต้นไม้โดยตรง
บ่าวรับใช้สองสามคน ล้วนมีวรยุทธ์ติดตัว ถือโคมไฟเดินผ่านไป คนคาดดาบที่เอวมีสองคน คนถือกระบองสองคน คนถือหน้าไม้หนึ่งคน เป็นรูปแบบการจัดกำลังพลมาตรฐานของกองทหาร หากเปลี่ยนโคมไฟในมือของคนคาดดาบด้านหน้าเป็นโล่ ก็คือรูปแบบการจัดกำลังพลพื้นฐานของกองทหารจงหยวนเลยทีเดียว
พวกเขาเดินไปพลาง พูดคุยหัวเราะกันไปพลาง "ได้ยินมาว่าคุณชายอวี้เหวิน พาหญิงงามคนหนึ่งกลับมาด้วยงั้นรึ"
"นั่นสิ ข้าแอบมองแวบหนึ่ง งดงามอย่างเหลือเชื่อจริงๆ ตั้งแต่เกิดมาจากท้องแม่ ข้ายังไม่เคยเห็นหญิงงามปานนี้มาก่อน สมแล้วที่เป็นโฉมงามอันดับหนึ่งในใต้หล้าตามคำเล่าลือ ขนาดคุณชายอวี้เหวินยังอยากจะพาตัวไป แม้แต่ใต้เท้าเจ้าเมือง ที่ยอมตามใจคุณชายอวี้เหวินทุกเรื่อง แต่กลับมีแค่เรื่องนี้เรื่องเดียว ที่หัวเด็ดตีนขาดก็ไม่ยอมปล่อยมือ"
"เมื่อก่อนเขาชอบไปหาแม่นางฮวารุ่ยคนนั้นบ่อยๆ"
"แต่ตั้งแต่แม่นางคนนี้ถูกกักตัวไว้ที่จวนเจ้าเมืองของเรา เขาก็ไม่เคยไปหาฮวารุ่ยฟูเหรินอีกเลย ได้ยินคนเขาพูดกันว่า ที่ฮวารุ่ยฟูเหรินจู่ๆ ก็ตายไป เป็นเพราะใต้เท้าเจ้าเมืองต้องการจะพิชิตใจหญิงงามคนนั้น ไม่อยากทิ้งหลักฐานความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับฮวารุ่ยฟูเหรินเอาไว้ เลยฆ่าปิดปากซะ"
"ฮ่าๆๆ ใต้เท้าเจ้าเมืองก็ช่างเจ้าชู้เสียจริง"
"มีหญิงงามเช่นนี้อยู่ที่นี่ แค่ได้มองก็อายุยืนยาวขึ้นแล้ว หากได้หอมสักฟอดล่ะก็ อ๊า ตายก็ตาหลับแล้ว!"
คนเหล่านี้เดินจากไปพลาง ซุบซิบนินทาเรื่องราวในจวนเจ้าเมืองไปพลาง
หลี่กวนอีครุ่นคิด
ดูเหมือนว่า ในจวนเจ้าเมืองอันกว้างใหญ่แห่งนี้ จะมีคนถูกคุมขังอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
"จวนเจ้าเมือง..."
จวนเจ้าเมืองกว้างใหญ่เกินไป หากต้องการจะหาคน เกรงว่าคงต้องใช้เวลาสักหน่อย
หลี่กวนอีมองไปทางนั้น ลดเสียงต่ำลงแล้วกล่าวว่า "พวกเราลดความเร็วลง ระวังตัวหน่อย ข้ามไปทางด้านบนกันเถอะ"
เหยากวงพยักหน้า
หลี่กวนอีพาเหยากวงทะยานร่าง ร่อนลงบนชายคา ค่อยๆ ก้าวเดินไปข้างหน้า เดินไปได้เพียงครู่เดียว ก็ได้ยินเสียงหัวเราะดังกังวานอย่างห้าวหาญเป็นระลอกๆ ดังขึ้นว่า "ฮ่าๆๆๆ ใต้เท้าเจ้าเมือง ไปหาสุราชั้นยอดเช่นนี้มาจากที่ใดกัน พวกเราหาดื่มได้ยากยิ่งนัก"
จิตใจของหลี่กวนอีสั่นไหวเล็กน้อย เขามองทอดสายตาไป ก็เห็นว่าในสวนดอกไม้หลักของจวนเจ้าเมือง มีลานจัดเลี้ยงแห่งหนึ่ง ยอดฝีมือชาวยุทธ์หลายคนต่างก็มีโต๊ะสุราอาหารเป็นของตนเอง รอบด้านมีหญิงงามร่ายรำขับร้องไม่ขาดสาย เดิมทีหลี่กวนอีไม่คิดจะเข้าไปใกล้ ทว่าเหยากวงกลับยื่นนิ้วออกมากระตุกแขนเสื้อของเขา
หลี่กวนอีเข้าใจความหมาย จึงพาเหยากวงค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้
เสียงนั้นสามารถได้ยินอย่างชัดเจนโดยง่าย "วันนี้วีรบุรุษมากมายมารวมตัวกัน กลับเป็นเพราะไอ้เด็กเมื่อวานซืนคนหนึ่ง อายุแค่สิบห้าสิบหก ก็กล้าขนานนามตัวเองว่าบ้าบิ่นเสียแล้ว"
"พูดจาผายลมอะไรกัน ฝีมือของหลู่โหย่วเซียนข้ารู้ดี หากไม่มีความสามารถสักหน่อย จะหนีรอดเงื้อมมือเขามาได้อย่างไร"
"ฮ่าๆๆ ราชันมังกรเกล็ดพิโรธกล่าวได้ถูกต้อง"
หลี่กวนอีช้อนตามองไป
ก็เห็นว่าในบรรดาที่นั่งมีคนอยู่หลายคน หนึ่งในคนที่กำลังพูดคุยอยู่นั้น มีท่วงท่าองอาจสง่างาม ดูห้าวหาญดุดัน แม้จอนผมจะเริ่มมีสีขาวแซม ทว่าระหว่างคิ้วกลับดูราวกับชายฉกรรจ์วัยสามสิบ ในอ้อมกอดโอบกอดหญิงงามอยู่สองคน กำลังดื่มสุรา เบื้องหลังมีเกลียวคลื่นซัดสาด กลายร่างเป็นมังกรวารี
หลี่กวนอีจำคนผู้นี้ได้
【ประมุขค่ายโจรเจ็ดสิบสองค่ายโซ่คล้อง เก่งกาจการรบทางน้ำเป็นเลิศ】
เมื่อมองไปทางอื่นอีกครั้ง ผู้อาวุโสใหญ่แห่งสำนักหยินหยางหมุนเวียน เป็นบุคคลที่งดงามอย่างยิ่ง ทว่ากลับแยกแยะไม่ออกว่าเป็นชายหรือหญิง พลังวัตรในร่างดูจะล้ำลึกที่สุด เซียนกระบี่พิโรธแห่งสำนักกระบี่คุนหลุนกอดกระบี่เล่มหนึ่งเอาไว้ เพียงหลับตาพักผ่อน ประมุขสำนักเม่าเทียนอายุราวหกสิบปี บุคลิกไม่ธรรมดา มีกลิ่นอายของยอดคน
หลี่กวนอียังเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยคนหนึ่ง เป็นหนานชิงผิงที่เคยพบกันมาก่อน และดูเหมือนจะมีความเกี่ยวข้องกับชายชุดเขียว กำลังนั่งดื่มชาอยู่เพียงลำพัง ส่วนทางด้านนั้นยังมีชาวยุทธ์อีกจำนวนหนึ่ง ผู้นำสวมชุดคลุมสีดำสนิทขลิบทอง คาดเข็มขัดหยกดำ ปักปิ่นหยกมรกต มีหนวดเครางดงาม ดูน่าเกรงขาม
หลี่กวนอีทบทวนข้อมูลข่าวสารในใจ
"เจ้าเมืองเจิ้นเป่ย"
"วรยุทธ์ไม่ค่อยสูงส่งนัก แต่ก็อยู่ระดับห้า คานอำนาจกับเหล่าขุนพลของเมืองเจิ้นเป่ย ไม่ต้องบอกก็รู้ ว่าเป็นหมากของเฉินติ่งเยี่ยอีกตามเคย"
เจ้าเมืองเจิ้นเป่ยผู้นี้ยกจอกสุราดื่มร่วมกับเหล่ายอดฝีมือชาวยุทธ์ พลันแย้มยิ้มกล่าวว่า "มียอดฝีมือทุกท่านอยู่ หากหลี่กวนอีผู้นั้นอยู่ในเมืองเจิ้นเป่ยแห่งนี้ ย่อมไม่มีทางหนีรอดไปได้อย่างแน่นอน ทว่า ทุกท่านก็น่าจะทราบดี การประชุมล่ากิเลน เป็นเพียงฉากบังหน้า เป้าหมายของพวกเราคือสิ่งอื่นต่างหาก"
ราชันมังกรเกล็ดพิโรธหัวเราะลั่น "นั่นเป็นเรื่องแน่นอน เป็นเพราะกลียุคนี้อย่างไรเล่า!"
"แคว้นเฉินก็อ่อนแอลงถึงเพียงนี้แล้ว ตาแก่ผู้สำเร็จราชการคนนั้นปรากฏตัวขึ้น ก็แทบจะเตะกระดูกสันหลังของแคว้นเฉินจนหักสะบั้น พยัคฆ์ร้ายอย่างเซวียเต้าหย่ง ก็กลายเป็นเสนาบดีผู้ทรงอิทธิพลไปแล้ว สิ่งที่เรียกว่าแคว้นเฉิน ก็เป็นเพียงก้อนเนื้อเน่าๆ ก้อนหนึ่ง มีแต่ลมหายใจเข้า ไม่มีลมหายใจออก ในช่วงเวลาแห่งความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ ย่อมต้องเตรียมการเพื่อตนเองไว้บ้าง"
"วางใจเถอะ ในค่ายโจรเจ็ดสิบสองค่ายโซ่คล้องของข้า มีลูกสมุนนับหมื่นที่เชี่ยวชาญการรบทางน้ำ คาบดาบปีนขึ้นเรือรบ ทุกคนล้วนบังคับเรือเล็ก ล่องไปตามแม่น้ำลำคลองได้ ทั้งดาบกระบี่และหน้าไม้ล้วนชำนาญ รอจนถึงเวลาที่ใต้หล้าเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ พวกเรารุกคืบ ก็สามารถถวายชีวิตรับใช้ราชครูได้ หากถอยร่น ก็สามารถชูธงก่อกบฏ เป็นใหญ่ในแคว้นหนึ่ง กลายเป็นขุนศึกได้เช่นกัน"
"แต่คิดไม่ถึงเลยว่า เจ้าเมืองถง ท่านเกิดในตระกูลสูงศักดิ์ ทั้งยังได้รับพระกรุณาธิคุณอยู่บ่อยครั้ง ผลสุดท้ายกลับไปร่วมมือกับตระกูลอวี่เหวิน สมคบคิดกับศัตรูภายนอก กินบนเรือนขี้รดบนหลังคา อาฮ่าๆๆ..."
ราชันมังกรเกล็ดพิโรธยิ้มอย่างโอหัง ไม่ได้ใส่ใจหน้าตาของเจ้าเมืองผู้นี้เลยแม้แต่น้อย
เจ้าเมืองเพียงกล่าวอย่างใจเย็น "ราชันมังกรลองดูข้า เทียบกับท่านอ๋องไท่ผิงหลี่ว่านหลี่ และขุนพลเทพวิหคเหินเยว่เผิงอู่ ใครเก่งใครด้อยกว่ากัน"
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา คนอื่นๆ ที่อยู่ในลานต่างก็หัวเราะครืน
ประมุขสำนักเม่าเทียนหัวเราะเบาๆ กล่าวว่า "เจ้าเมืองถง ก็นับว่าเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง สร้างความดีความชอบในการศึก ภายภาคหน้าก็น่าจะมีบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ ทว่าก็ไม่อาจนำไปเปรียบเทียบกับขุนพลเทพอย่างท่านอ๋องไท่ผิงหลี่ว่านหลี่ และเยว่เผิงอู่ได้หรอก"
เจ้าเมืองถงกล่าวต่อ
"เช่นนั้นทุกท่าน ลองดูข้าเทียบกับหลี่ว่านหลี่ และเยว่เผิงอู่ ใครจงรักภักดีต่อประเทศชาติมากกว่ากัน"
เหล่ายอดฝีมือชาวยุทธ์เหล่านี้ ได้แต่เปล่งเสียงหัวเราะลั่นออกมา
เจ้าเมืองถงไม่ได้โกรธเคือง เพียงกล่าวอย่างไม่รีบร้อนว่า "ทุกท่านลองดูเถิด แม้จะมีความจงรักภักดีเช่นท่านอ๋องไท่ผิง และเยว่เผิงอู่ ก็ยังถูกฮ่องเต้หวาดระแวงและสังหารทิ้ง แม้แต่ชื่อเสียงและสติปัญญาความสามารถของพวกเขา ก็ยังถูกฮ่องเต้กำจัดทิ้งไป"
"ส่วนข้า หากพูดถึงความจงรักภักดี ย่อมไม่อาจเทียบเท่าพวกเขาได้"
"ฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน จะไม่หวาดระแวงข้าได้หรือ"
"เสาหลักของชาติเช่นนั้น นึกจะฆ่าก็ฆ่า ความรู้ความสามารถของข้า ก็ยังห่างชั้นกับพวกเขามากนัก ในเมื่อฮ่องเต้องค์ปัจจุบันหวาดระแวงข้า มีหรือจะตัดใจฆ่าข้าไม่ลง"
เจ้าเมืองเจิ้นเป่ยผู้นี้มีสีหน้าสงบนิ่ง กล่าวว่า "ชื่อของข้า คงจะไปปรากฏอยู่ในม้วนหนังสือของฮ่องเต้แล้วกระมัง เพียงแต่พยัคฆ์ร้ายอย่างเซวียเต้าหย่ง ดึงรั้งเรี่ยวแรงของพระองค์เอาไว้ ทำให้ต้องทุ่มเทความสนใจไปที่เรื่องความบาดหมางระหว่างฮ่องเต้กับเสนาบดี"
"เมื่อใดที่พระองค์ว่างเว้นจากการศึก ข้าย่อมต้องประสบกับเภทภัยอย่างแน่นอน"
"เกิดเป็นลูกผู้ชาย จะยอมถูกผู้อื่นควบคุมได้อย่างไร ขงจื๊อกล่าวไว้ว่า กษัตริย์ต้องทำตัวให้สมกับเป็นกษัตริย์ ขุนนางต้องทำตัวให้สมกับเป็นขุนนาง บิดาต้องทำตัวให้สมกับเป็นบิดา บุตรต้องทำตัวให้สมกับเป็นบุตร"
"ในเมื่อกษัตริย์ไม่ทำตัวให้สมกับเป็นกษัตริย์ ขุนนางก็ย่อมไม่ทำตัวให้สมกับเป็นขุนนาง!"
"เขาไม่ใช่กษัตริย์ของข้า เป็นเพียงสามัญชนคนหนึ่งเท่านั้น!"
เหล่ายอดฝีมือชาวยุทธ์ต่างหัวเราะร่วนและเอ่ยชม "ดี!"
เจ้าเมืองถงยกจอกสุราขึ้นดื่มอย่างใจเย็น พูดคุยปรึกษาหารือกับนักบู๊ชาวยุทธ์เหล่านี้ สนทนาเรื่องราวในยุทธภพมากมาย ชายวัยกลางคนอีกคนหนึ่งยิ้มบางๆ แล้วกล่าวว่า "วังอสูรเทพของข้า ก็ได้รับสัตว์ประหลาดมาไม่น้อย และได้นำมาไว้ในจวนเจ้าเมืองแห่งนี้แล้ว รอให้คุณชายอวี้เหวินจากไป ก็สามารถนำติดตัวไปได้ ถือเสียว่าเป็นของขวัญแสดงความยินดีแด่แม่ทัพใหญ่อวี้เหวิน"
"เพียงแต่ คุณชายอวี้เหวินล่ะ เหตุใดจึงไม่เห็นตัว"
เซียนกระบี่พิโรธลืมตาขึ้น กล่าวเสียงเรียบ "คงจะไปพบแม่หนูน้อยคนนั้นแล้วกระมัง"
ทุกคนต่างมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ผู้อาวุโสใหญ่แห่งสำนักหยินหยางหมุนเวียนยิ้มกึ่งไม่ยิ้ม "โฉมงามอันดับหนึ่งในใต้หล้าสินะ"
หลี่กวนอีแน่ใจถึงเป้าหมายของนักบู๊เหล่านี้แล้ว ทั้งยังรู้ว่าอวี่เหวินฮว่าไม่ได้อยู่ที่นี่ จึงครุ่นคิดในใจ 'อวี่เหวินฮว่า มีความเป็นไปได้สูงว่าจะไปฆ่าเซวียเจาจี๋ ต้องรีบแล้ว'
เหยากวงพยักหน้า
เบื้องหน้านี้คือสี่ปรมาจารย์ยุทธ์แห่งยุทธภพ การปกปิดของเหยากวงยากที่จะซ่อนเร้นหลี่กวนอีเอาไว้ได้อย่างหมดจด จึงไม่อาจเข้าใกล้มากเกินไป พวกเขาเดินอ้อมเป็นแนวโค้ง สะกดรอยตามกลิ่นอายของอวี่เหวินฮว่าไป ไม่นานหลี่กวนอีก็พบตำแหน่งของอวี่เหวินฮว่า
เขาและเหยากวงอยู่บนหลังคา หลี่กวนอีหามุมที่สมบูรณ์แบบได้มุมหนึ่ง
ชักกระบี่ชิวสุ่ยออกมา เจาะช่องเล็กๆ บนหลังคาเรือนหลังนี้ แล้วมองลอดเข้าไปด้านใน ก็เห็นอวี่เหวินฮว่าจริงๆ ยอดฝีมือแห่งตระกูลอวี่เหวินวัยยี่สิบเอ็ดปีผู้นี้ มีท่วงท่าที่สงบนิ่งยิ่งกว่าเมื่อเดือนกว่าก่อนเสียอีก
เขาสวมชุดรัดกุมสีน้ำเงินเข้ม ท่วงท่าไม่ธรรมดา หลี่กวนอีสามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพยัคฆ์ร้ายรอบกายอวี่เหวินฮว่าได้อย่างเลือนราง ซึ่งไม่ใช่ระดับเดียวกับตอนประลองบนลานประลอง ที่ต้องใช้วิชาไม้ตายของตระกูลอวี่เหวินจึงจะสามารถดึงจิตวิญญาณออกมาได้อีกต่อไปแล้ว
หลี่กวนอีช้อนตาขึ้นเล็กน้อย 'ทะลวงขั้นแล้ว ตอนนี้อยู่ระดับสี่แล้วสินะ'
'มิน่าล่ะ อวี้เหวินเลี่ยถึงได้มอบหมายเรื่องนี้ให้เขา'
อวี่เหวินฮว่าคือศัตรูตัวฉกาจคนแรกที่หลี่กวนอีต้องเผชิญหน้า
การต่อสู้เสี่ยงตายในวันนั้น ทั้งพละกำลังและสภาพร่างกายล้วนสูสีกัน มาบัดนี้ทะลวงขั้นแล้ว น่าจะได้รับการสืบทอดวิชาของตระกูลอวี่เหวินที่ลึกล้ำขึ้นไปอีกขั้น จะประมาทไม่ได้เด็ดขาด หลี่กวนอีเห็นว่าเบื้องหลังของอวี่เหวินฮว่า มีชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง สีหน้าเยือกเย็นไม่สะทกสะท้าน ท่วงท่าน่าเกรงขาม
มีกลิ่นอายสังหารของสำนักพิชัยสงครามที่รุนแรงยิ่งนัก
หลี่กวนอีล้มเลิกความคิดที่จะใช้ธนูทลายเมฆาสะท้านฟ้าลอบสังหารอวี่เหวินฮว่า
คนข้างๆ นี้ เห็นได้ชัดว่าเป็นขุนพลเลื่องชื่อของตระกูลอวี่เหวิน
วันนี้อวี่เหวินฮว่าไม่ได้สวมชุดเกราะเหมือนตอนอยู่ในพิธีบวงสรวงใหญ่ของแคว้นเฉิน แท้จริงแล้วเขามีหน้าตาหล่อเหลาเอาการ ทั้งยังมีความองอาจของนักบู๊ เขาหิ้วกล่องอาหาร เดินทอดน่องเข้ามา พลางยิ้มกล่าวว่า "แม่นางหนานกง ไม่ได้ดื่มไม่ได้กินมาสามวันแล้ว ต่อให้อยากจะไปจากที่นี่ ก็ควรกินอะไรเสียหน่อยนะ"
"ถ้าไม่มีแรง ก็หนีไปไม่ได้หรอกนะ"
น้ำเสียงไพเราะเสนาะหูสายหนึ่ง กล่าวเรียบๆ ว่า "แม่ทัพอวี่เหวินขังข้าไว้ที่นี่ แล้วยังจะมาพูดจาดีๆ เช่นนี้อีก สมกับเป็นลูกหลานสำนักพิชัยสงครามจริงๆ ทั้งคำพูดดีและคำพูดร้าย ล้วนถูกท่านพูดไปจนหมดสิ้นแล้ว ทว่า อาหารเลิศรสของท่านนี้ ข้าคงไม่กล้ากินหรอก"
อวี่เหวินฮว่าหัวเราะลั่น "แม่นางกังวลว่าข้าจะวางยาพิษเจ้างั้นรึ"
"ฮ่าๆๆ ผู้หญิงที่ข้าอวี่เหวินฮว่าต้องการ ไฉนเลยจะต้องใช้วิธีการที่ไม่สง่างามเช่นนี้ด้วย แม่นางวรยุทธ์ไม่สูงส่ง หากข้าคิดจะใช้กำลัง เจ้าหรือจะเอาชนะข้าได้ ที่ข้าไม่ยอมทำเช่นนั้น ก็เป็นเพราะเห็นแม่นางเป็นผู้ที่ข้าหลงใหลในชาตินี้อย่างไรเล่า"
"หาใช่หญิงสาวธรรมดาทั่วไปไม่"
แม่นางหนานกงผู้นั้นดูเหมือนจะใจเย็นมาก กล่าวเรียบๆ ว่า "นั่นก็หมายความว่า แม่ทัพอวี่เหวินเคยใช้กำลังกับหญิงสาวธรรมดามาไม่น้อยแล้วสินะ"
อวี่เหวินฮว่าเพียงยิ้มบางๆ "ก็แค่เรื่องสมยอมกันทั้งสองฝ่ายเท่านั้น"
"แม่นาง อวี่เหวินมีเพียงคำพูดประโยคเดียวที่นี่ รูปลักษณ์ของเจ้า งดงามล้ำเลิศในใต้หล้า ทว่ากลับไม่มีพลังที่จะปกป้องตนเอง วันนี้หากข้าไม่ปกป้องเจ้าไว้ ด้วยนิสัยใจคอของเหล่ายอดฝีมือชาวยุทธ์ระดับปรมาจารย์ในเรือนแห่งนี้ เจ้าคงกลายเป็นของเล่นบนเตียงของพวกเขาไปนานแล้ว"
"ตกลงว่าจะไปกับข้า หรือจะเลือกทางอื่น แม่นางก็ลองตรึกตรองดูให้ดีเถิด"
หญิงสาวผู้นั้นเพียงรักษาสีหน้าสงบราบเรียบ
อวี่เหวินฮว่าแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา วางของลง ลุกขึ้นสะบัดแขนเสื้อ แล้วเดินทอดน่องจากไป
นอกประตู อวี่เหวินฮว่ากล่าวอย่างนอบน้อม "ท่านอาเจ็ด พวกเราไปดูพวกนักบู๊ชาวยุทธ์เหล่านั้นกันเถอะ"
อวี้เหวินเทียนเสี่ยนกล่าว "ดี ในแผนการของพี่เลี่ย เจ้าเองก็ต้องผูกมิตรกับพวกเขาไว้ด้วย"
อวี่เหวินฮว่ากล่าว "ขอรับ หึ ก็แค่พวกนักบู๊ในยุทธภพเท่านั้น ในแผนการของท่านอา กิเลน หลี่กวนอี เจ้าเมืองคนนั้น หรือพวกชาวยุทธ์เหล่านี้ ล้วนไม่ใช่จุดสำคัญ การใช้การประชุมล่ากิเลนนี้เป็นรากฐาน เพื่อเจาะรูโหว่ภายในเมืองเจิ้นเป่ยแห่งนี้ต่างหาก จึงจะเป็นแก่นแท้"
"ต่อให้ไม่มีหลี่กวนอี ท่านอาก็คงหาจ้าวกวนอี หลิวกวนอี หรือหาข้ออ้างอื่นๆ มาจนได้ การทิ้งรูโหว่ไว้ที่นี่ในตอนนี้ วันหน้าเมื่อพวกเรามาเยือน เมืองอันเกรียงไกรแห่งใต้หล้านี้ ย่อมต้องเปิดกว้างประดุจหญิงสาวที่เปลือยอก ไร้ซึ่งการป้องกันใดๆ"
"นอกจากเมืองเจิ้นเป่ยแล้ว ก็ไม่มีสิ่งใดคู่ควรให้ท่านอาชายตามองอีก"
อวี้เหวินเทียนเสี่ยนกล่าว "ระวังคำพูดด้วย"
อวี่เหวินฮว่ายิ้มอย่างไม่ใส่ใจ กล่าวว่า "ท่านอา ที่นี่มีเพียงท่านกับข้าสองคนเท่านั้น อีกอย่าง หมากตานี้ พวกนักบู๊ชาวยุทธ์เหล่านั้นมองไม่ออกหรอก แต่คนแซ่ถงนั่นเป็นจิ้งจอกเฒ่า มองทะลุปรุโปร่งไปนานแล้ว ท่านอารับปากจะมอบบรรดาศักดิ์เซี่ยนจื่อให้ เขาเองก็หวั่นไหวไปนานแล้ว ให้เขาได้ยินแล้วจะทำไมล่ะ"
"น่าเสียดายเพียงอย่างเดียว ที่ไม่สามารถล่อจีเหยียนจงมาได้ มิเช่นนั้น ก็คงมีโอกาสดึงราชวงศ์จงโจวลงน้ำมาด้วยแล้ว บารมีของฮ่องเต้แคว้นเฉินถูกผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านอ๋องไท่ผิงทำลายจนป่นปี้ไปแล้ว ท่านอาก็น่าจะอยากเหยียบย่ำบารมีอันมิอาจแตะต้องของฮ่องเต้จงโจวให้แหลกสลายด้วยเช่นกันใช่ไหมล่ะ"
เขาถอนหายใจ "เจ็บใจนัก ที่ไม่ได้พบหลี่กวนอีผู้นั้น"
"มิเช่นนั้น ตอนนี้ข้าทะลวงขอบเขตแล้ว ทั้งยังมีวรยุทธ์ลึกล้ำติดตัว คงได้ซ้อมมันจนตายไปแล้ว"
อวี้เหวินเทียนเสี่ยนกล่าว "หลี่กวนอีไม่ใช่คนธรรมดา พี่เลี่ยบอกว่า หลี่กวนอีมีความเป็นไปได้สูงมากที่จะเป็นทายาทที่เหลือรอดของท่านอ๋องไท่ผิง ทั้งยังมีกุนซืออยู่ข้างกาย ตัวเขาเองก็มีสติปัญญาความสามารถ คนที่หลบหนีภัยมาเช่นนี้ ส่วนใหญ่ล้วนรู้จักหลบหลีกเคราะห์ภัย การประชุมล่ากิเลนครั้งนี้ โจ่งแจ้งเกินไป เกรงว่าเขาคงไม่มาหรอก"
อวี่เหวินฮว่าก็หลุดหัวเราะลั่นออกมาเช่นกัน "จริงด้วย!"
"บุกมางานเลี้ยงเพียงลำพัง หากไม่ใช่ไอ้โง่ ก็ต้องเป็นวีรบุรุษ"
"หากเขากล้ามาล่ะก็ ข้าคงต้องนับถือเขาขึ้นมาบ้างแล้ว!"
และที่เบื้องหลังของพวกเขา หลี่กวนอีและเหยากวงได้ยินความจริงเกี่ยวกับแผนการของตระกูลอวี่เหวินอย่างชัดเจน นักพรตหนุ่มแสยะยิ้ม ยื่นมือออกไปชี้ชายผู้นั้นในอากาศเบาๆ อวี้เหวินเทียนเสี่ยนดูเหมือนจะรู้สึกตัว ฝีเท้าชะงักไปเล็กน้อย แล้วเหลียวหลังกลับมามอง
ทว่ากลับเห็นเพียงท้องฟ้าที่มืดมิดอึมครึม ไม่พบเห็นความผิดปกติใดๆ
อวี่เหวินฮว่าถาม "ท่านอาเจ็ด เป็นอะไรไปหรือ"
อวี้เหวินเทียนเสี่ยนคลายคิ้วที่ขมวดมุ่นลง กล่าวว่า
"ไม่มีอะไร... คงจะเป็นแค่ความรู้สึกไปเอง"
"ไปกันเถอะ"
พวกเขาจากไปแล้ว บนชายคาของเรือนหลังนี้ นักพรตหนุ่มและเหยากวงซ่อนตัวอยู่ในเงามืดที่ทอดลงมา เหยากวงยัดขนมชิ้นหนึ่งเข้าปากชายหนุ่มโดยตรง มือขวาปิดปากหลี่กวนอีเอาไว้ ดวงตากลมโตเบิกกว้าง บนใบหน้าไม่มีความรู้สึกอื่นใด น้ำเสียงเรียบสงบกล่าวว่า
"เป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับหก พลังภายในลึกล้ำมาก สามารถรับรู้ได้ถึงจิตสังหาร"
"หากท่านไม่อยากถูกมัดรวมกับข้าแล้วยัดเข้าไปในคุกตารางล่ะก็ ต้องเก็บงำรังสีอำมหิตเอาไว้นะ"
หลี่กวนอีพยักหน้ารับ
เด็กสาวผมเงินจึงเลื่อนมือออก
หลี่กวนอีชะลอฝีเท้าลง จู่ๆ ก็ผีเข้าหัวเราะออกมา
"ถ้าเป็นแบบนั้น ก็ไม่เลวเหมือนกันนะ"
เด็กสาวผมเงินล้วงขนมออกมาแล้วยัดอุดปากหลี่กวนอีอีกครั้ง
ยัด ยัดเข้าไป!
………………
ขณะเดียวกันนั้น ณ สถานที่เก็บสุราของจวนเจ้าเมือง เฉินเฉิงปี้ที่ซ่อนตัวอยู่รู้สึกเบื่อหน่าย ผ่านไปพักใหญ่ก็ไม่มีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น จึงตัดสินใจกินดื่มอย่างตะกละตะกลามเสียเลย ขณะที่กำลังดื่มอยู่นั้น จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงคนเดินเข้ามาด้านนอก กล่าวว่า
"คุณชายอวี้เหวินมาถึงแล้ว กำลังคุยกันถูกคอเลยทีเดียว บอกว่าจะเอาสุราไปคารวะวีรบุรุษทุกท่าน"
"ให้พวกเรามาเอาของ"
เฉินเฉิงปี้ได้ยินดังนั้นก็สะดุ้งตกใจ ท่านปู่แอบกินแอบดื่มมาพักใหญ่แล้ว จึงหันซ้ายแลขวา
เมื่อเห็นไหสุราขนาดใหญ่เท่าคนไหหนึ่ง ก็ดีใจยิ่งนัก รีบหิ้วไก่ย่างตัวโตขึ้นมา เปิดฝาไหสุราออก แล้วกระโดดลงไปด้านใน พลิกมือปิดฝาไหกลับตามเดิม สุราด้านในเหลืออยู่ครึ่งไห ท่านปู่เข้าไปด้านใน กลับพบว่าข้างในมีคนอยู่อีกคนหนึ่ง
สวมชุดคลุมยาวสีเขียว ผมหงอกขาวไปครึ่งศีรษะ ในมือถือขาไก่ชิ้นโตกำลังแทะกินอยู่
ที่เอวแขวนมีดแกะสลักและม้วนตำราไม้ไผ่
เฉินเฉิงปี้เบิกตากว้าง "หืม?! ถูเซิ่งหยวน!?"
"ตาเฒ่าอย่างเจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?!"
ถูเซิ่งหยวน แขกผู้มีเกียรติแห่งหออันดับหนึ่งในใต้หล้าถึงกับอ้าปากค้าง
"อ๋องคลั่ง?!"
"ท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?!"
จากนั้นทั้งสองก็ตอบพร้อมกันว่า
"มาดูเรื่องสนุก! หาเรื่องชกต่อย!"
"มาดูเรื่องสนุก! หาเรื่องเขียนข่าว!"
ทั้งสองมองหน้ากันเลิ่กลั่ก แต่ยังไม่ทันที่ตาทึ่มสองคนนี้จะตั้งสติได้ บ่าวรับใช้ทางนั้นก็ผลักประตูเข้ามาแล้ว จากนั้นก็ชี้ตรงมาที่ไหสุราขนาดใหญ่ใบนี้ แล้วกล่าวว่า "ใบนี้แหละ สุราชั้นยอด หมักบ่มมาถึงสามสิบปีเต็ม"
"ยกไป ยกไป เอาไปวางไว้กลางลานเลย"
"เดี๋ยวคุณชายอวี้เหวินจะเป็นคนเปิดเอง"
เฉินเฉิงปี้และถูเซิ่งหยวนสบตากัน
มุมปากของคนทั้งสองกระตุกยิกๆ
"เวรเอ๊ย!"