บทความเบื้องหลังการสร้างสรรค์ไม่ใช่เรื่องลึกซึ้งอะไร ก็เหมือนกับสื่อในยุคหลังสัมภาษณ์เจ้าพ่อวงการสตาร์ทอัพนั่นแหละ พอเขาประสบความสำเร็จแล้ว จะพูดยังไงก็ถูกไปหมด
เขาใช้เวลาสามวันเขียนต้นฉบับสี่พันตัวอักษร พอจางเต๋อหนิงมาก็ปรึกษาหารือกับเธออีกยกหนึ่ง เป็นอันว่าบทความเบื้องหลังการสร้างสรรค์เสร็จสมบูรณ์ แน่นอนว่าชื่อที่ลงไว้ยังคงเป็นนามปากกา สวี่หลิงจวิน
ด้วยเหตุนี้ หลินเฉาหยางจึงได้รับค่าต้นฉบับมาอีกยี่สิบแปดหยวน
คืนนั้น เถาอวี้โม่มาหาพี่สาวเพื่อขอยืมหนังสือนิตยสารอีกครั้ง คราวนี้สิ่งที่เธอยืมคือ "เยียนจิงวรรณศิลป์" และเธอยังถือโอกาสถามความคิดเห็นของเถาอวี้ซูที่มีต่อเรื่อง "คนเลี้ยงม้า" ด้วย
ตามที่เธอบอก ช่วงนี้ "คนเลี้ยงม้า" กำลังฮิตในโรงเรียนมัธยมสาธิตม.เยียนจิงเป็นอย่างมาก นักเรียนต่างแย่งกันขอยืมอ่านและได้รับคำชมอย่างล้นหลาม มีนักเรียนหญิงจำนวนไม่น้อยถึงขั้นยกให้สวี่หลิงจวินในนิยายเป็นชายในฝัน
สำหรับความคิดเพ้อเจ้อของพวกเด็กสาวเหล่านี้ เถาอวี้ซูทำเพียงแค่นหัวเราะเยาะ แต่พอเถาอวี้โม่ถามความคิดเห็นของเธอที่มีต่อ "คนเลี้ยงม้า" เธอกลับพูดคุยอย่างออกรสออกชาติ เพราะช่วงนี้เธอกำลังเขียนบทความวิจารณ์เกี่ยวกับ "คนเลี้ยงม้า" อยู่พอดี
"อ่าน "คนเลี้ยงม้า" เธอต้องทำความเข้าใจประเด็นหลักสองสามอย่างในเรื่อง การตีแผ่การทำร้ายประชาชนในยุคปฏิวัติวัฒนธรรมเป็นเพียงแนวคิดที่ตื้นเขินที่สุดในนั้น
ยกตัวอย่างเรื่องพ่อกับลูก พ่อของสวี่หลิงจวินมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่รุนแรงมาก ในอดีตเขาทอดทิ้งสองแม่ลูกสวี่หลิงจวินเพื่ออิสรภาพและความรัก มาตอนนี้พอแก่ตัวลง กลับคิดอยากจะตามหาลูกชาย ในนี้มีความผูกพันทางสายเลือดอยู่เท่าไหร่ มีความรู้สึกผิดอยู่เท่าไหร่ และมีความเห็นแก่ตัวที่อยากหาผู้สืบทอดอยู่เท่าไหร่กันแน่?
หรืออย่างปัญหาเรื่องจะไปหรือจะอยู่ สวี่หลิงจวินต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในประเทศ ตามหลักแล้วการปรากฏตัวของพ่อในเวลานี้ก็เปรียบเสมือนแสงสว่างนำทาง ชีวิตที่ร่ำรวยอีกฟากฝั่งมหาสมุทรกำลังกวักมือเรียกเขา อนาคตของเขาเต็มไปด้วยความหวัง
ความแตกต่างของสภาพแวดล้อมทั้งสองแบบนี้ ผู้เขียนไม่ได้เขียนออกมาตรงๆ แต่ผ่านการบรรยายถึงตัวผู้เป็นพ่อและมิสซ่ง ผู้อ่านก็ยังสามารถมองออกได้
ความแตกต่างที่รุนแรงเช่นนี้ ถึงทำให้การตัดสินใจอยู่ต่อของสวี่หลิงจวินดูมีค่าและหาได้ยากยิ่งขึ้นไปอีก
ในขณะเดียวกัน ก็ยิ่งขับเน้นเสน่ห์ทางบุคลิกภาพของตัวเอกคนนี้ให้โดดเด่นขึ้นมา..."
เถาอวี้ซูได้เติมเต็มความรู้สึกอยากเป็นครูบาอาจารย์ในใจต่อหน้าน้องสาว ส่วนเถาอวี้โม่ก็มีเรื่องไปคุยอวดกับเพื่อนร่วมชั้นในวันพรุ่งนี้ สองพี่น้องคุยกันอย่างถูกคอ
ขนาดพี่น้องเถาอวี้ซูยังเอามาถกเถียงกันในเวลาว่าง ก็พอจะเห็นได้ลางๆ แล้วว่า "คนเลี้ยงม้า" นั้นได้รับความนิยมมากขนาดไหน
วันที่ 10 ธันวาคม "เยียนจิงวรรณศิลป์" ฉบับล่าสุดตีพิมพ์ออกมา บทความเบื้องหลังการสร้างสรรค์เกี่ยวกับ "คนเลี้ยงม้า" ของหลินเฉาหยางที่ชื่อว่า "ว่าด้วยการสร้างตัวละคร" ทันทีที่นิตยสารวางแผงก็ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากผู้อ่าน
ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา "คนเลี้ยงม้า" ทำให้เกิดกระแสตอบรับอย่างกว้างขวางในหมู่ผู้อ่าน เมื่อการตามอ่านของผู้อ่านก่อตัวขึ้นเป็นกระแส มันก็กลายเป็นคลื่นลูกใหญ่ที่ทรงพลัง
จุดนี้สามารถดูได้จากยอดขายของ "เยียนจิงวรรณศิลป์" ฉบับที่แล้ว แม้จะผ่านไปหนึ่งเดือนแล้ว แต่ "เยียนจิงวรรณศิลป์" ฉบับที่สิบเอ็ดยังคงขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ยอดขายไม่ได้ลดลงเลย
นิยายเรื่อง "คนเลี้ยงม้า" เพียงเรื่องเดียวช่วยดันยอดขายของ "เยียนจิงวรรณศิลป์" ให้พุ่งกระฉูด และยังช่วยยกระดับอิทธิพลของนิตยสารโดยตรงอีกด้วย
การตีพิมพ์บทความเบื้องหลังการสร้างสรรค์เกี่ยวกับ "คนเลี้ยงม้า" ในฉบับนี้ นับว่าเกาถูกที่คันของผู้อ่านพอดี
ผ่านไปไม่กี่วัน "สารวรรณศิลป์" ก็ตีพิมพ์ออกมา
บทความวิจารณ์หัวข้อ "กับสวี่หลิงจวิน" ถูกตีพิมพ์ลงในนั้น เนื้อหาบทความประเมินค่านิยายเรื่อง "คนเลี้ยงม้า" และผู้แต่งสวี่หลิงจวินไว้สูงมาก:
แวดวงวรรณกรรมจีนมีสวี่หลิงจวินกำเนิดขึ้นแล้ว!
เขาใช้นิยายเรื่อง "คนเลี้ยงม้า" สืบทอดและเผยแพร่ "วรรณกรรมบาดแผล" ในขณะเดียวกันก็ทำลายกรอบจำกัดของเนื้อหา สร้างคุณูปการให้แวดวงวรรณกรรมจีนด้วยการมอบตัวเอกอย่าง "สวี่หลิงจวิน" ที่มีภาพลักษณ์สมบูรณ์และมีชีวิตชีวา แม้ฉันจะไม่มีวาสนาได้รู้จักกับผู้แต่ง แต่ก็ราวกับมองเห็นหัวใจที่เร่าร้อนของเขา
หัวใจของเขามุ่งไปสู่บรรดาพ่อแม่พี่น้องที่ต้อยต่ำแต่มีจิตใจดีงามเฉกเช่นเดียวกับตนเอง มุ่งไปสู่ผืนแผ่นดินที่มีบุญคุณเลี้ยงดูเขามา เหมือนกับตัวเอกในนิยายเรื่องนี้ไม่มีผิด
"คนเลี้ยงม้า" ตีพิมพ์มาได้หนึ่งเดือนกว่า มีผู้ชื่นชอบและผู้ให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก ในช่วงเวลานี้หนังสือพิมพ์และนิตยสารต่างๆ ก็ได้ตีพิมพ์บทความวิจารณ์เกี่ยวกับนิยายเรื่องนี้บ้างแล้ว แต่บทความวิจารณ์ในครั้งนี้ไม่ธรรมดา
อย่างแรกคือตัวผู้เขียนบทความอย่างเหยียนกัง เขาไม่ได้เป็นแค่นักเขียน แต่ยังเคยดำรงตำแหน่งบรรณาธิการของ "สารวรรณศิลป์" และ "วรรณกรรมประชาชน" มาก่อน อีกทั้งยังมีชื่อเสียงในแวดวงนักวิจารณ์วรรณกรรมในประเทศอีกด้วย
ก่อนหน้านี้เถาอวี้ซูก็เคยเขียนบทความวิจารณ์เรื่อง "บาดแผล" ตีพิมพ์ลงใน "สารวรรณศิลป์" เช่นกัน แต่บทความเดียวกัน หากมาจากคนที่ต่างกัน อิทธิพลที่ส่งผลก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
สถานะของเหยียนกังในวงการ ไม่ใช่สิ่งที่เถาอวี้ซูซึ่งยังเป็นเพียงคนไร้ตัวตนในมหาวิทยาลัยจะเทียบได้เลย
ประการต่อมาคือนิตยสารที่ตีพิมพ์บทความอย่าง "สารวรรณศิลป์" ในฐานะนิตยสารที่มีชื่อเสียงและมีอิทธิพลมากที่สุดในแวดวงวรรณกรรมและศิลปะของประเทศเรา สถานะของ "สารวรรณศิลป์" ย่อมเป็นที่ประจักษ์โดยไม่ต้องสงสัย
การที่บทความเรื่อง "กับสวี่หลิงจวิน" ได้ตีพิมพ์ลงในนิตยสาร เป็นเครื่องพิสูจน์ว่านิยายเรื่องนี้ได้รับการยอมรับและยืนยันจากแวดวงวรรณกรรมกระแสหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากองค์กรของทางการ
เมื่อช่วงกลางปีตอนที่เรื่อง "บาดแผล" เพิ่งตีพิมพ์ กระแสสังคมยังเคยถกเถียงกันเพราะนิยายเรื่องนี้ แต่มาจนถึงตอนนี้หลังจาก "คนเลี้ยงม้า" ตีพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นแวดวงวรรณกรรมหรือภาคประชาชน ต่างก็ค่อยๆ ยอมรับการเติบโตของ "วรรณกรรมบาดแผล" แล้ว แม้แต่กลุ่มอนุรักษ์นิยมที่ไม่ค่อยชอบใจนักก็ยังต้องยอมรับสภาพความเป็นจริงนี้
สถานการณ์เช่นนี้จึงทำให้ "คนเลี้ยงม้า" ได้รับความชื่นชอบจากผู้อ่านรวดเร็วกว่า "บาดแผล" และสามารถยึดครองจุดสูงสุดของกระแสสังคมได้อย่างรวดเร็วยิ่งกว่า
ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นไปอย่างราบรื่นเมื่อถึงเวลาอันควร!
บทความเรื่อง "กับสวี่หลิงจวิน" ของเหยียนกังเป็นเหมือนการเติมฟืนเข้ากองไฟให้ความร้อนแรงของ "คนเลี้ยงม้า" ในฤดูหนาวนี้อย่างไม่ต้องสงสัย ทำให้เปลวเพลิงแห่งงานเลี้ยงวรรณกรรมครั้งนี้ลุกโชนอย่างดุเดือดและเร่าร้อนยิ่งขึ้น
ในขณะที่ "คนเลี้ยงม้า" จุดไฟกองแรกในแวดวงวรรณกรรมของประเทศขึ้นในฤดูหนาวปีนี้ ความเคลื่อนไหวอีกระลอกในแวดวงวัฒนธรรมของเยียนจิงก็กำลังก่อตัวขึ้นเช่นกัน
ในวันหนึ่งช่วงปลายเดือนธันวาคม กลุ่มคนที่ประกอบด้วยกวีและนักศึกษามหาวิทยาลัยได้ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตูม.เยียนจิง
พวกเขาพกพานิตยสาร แปรง และกาวน้ำไปด้วย ก่อนหน้านี้พวกเขาไปที่กำแพงประชาธิปไตยซีตาน จากนั้นก็ไปที่กระดานไม้แผ่นใหญ่ทางทิศตะวันออกของจัตุรัสเทียนอันเหมิน หน้าประตูร้านค้าหวังฝูจิ่ง สำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชน หน้าประตูแผนกบรรณาธิการ "วารสารกวี"...
ทุกที่ที่ไปเยือน พวกเขาได้ทิ้งนิตยสารฉบับหนึ่งที่มีชื่อว่า "วันนี้" เอาไว้
เมื่อพวกเขามาถึงมหาวิทยาลัยเยียนจิง เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ได้รับข่าวล่วงหน้าก็ไม่กล้าปะทะกับพวกเขาตรงๆ ทำได้เพียงรอให้คนกลุ่มนี้แปะนิตยสารเสร็จแล้วเดินจากไป ถึงค่อยกล้าไปดึงมันออก
แต่ถึงแม้นิตยสารจะถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยดึงออกไปต่อหน้าต่อตา ทว่ากระแสที่คนหนุ่มสาวกลุ่มนี้และนิตยสารของพวกเขาผลักดันให้เกิดขึ้นในหมู่นักศึกษามหาวิทยาลัยก็ไม่อาจถูกปกปิดไว้ได้
ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน นิตยสาร "วันนี้" ฉบับปฐมฤกษ์ก็ทำยอดขายได้ถึง 2,500 เล่ม นิตยสารภาคประชาชนที่จัดทำโดยกวีและนักศึกษามหาวิทยาลัยฉบับนี้ได้กวาดล้างวิทยาเขตของมหาวิทยาลัยในเยียนจิงด้วยความรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ ในยุคหลังมีคนถือว่านี่คือจุดเริ่มต้นของกระแสกวีนิพนธ์ยุคใหม่
ไม่ว่าจะเป็นกระแสความนิยมที่ "คนเลี้ยงม้า" ก่อให้เกิดในแวดวงวรรณกรรม หรือพายุที่ "วันนี้" พัดกระหน่ำในแวดวงมหาวิทยาลัยของเยียนจิง ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบใดๆ ต่อหลินเฉาหยางทั้งสิ้น
ทุกวันเขาไปทำงานและกลับบ้านตามกิจวัตร นานๆ ทีก็แอบกังวลเรื่องที่ตัวตนจะถูกเปิดเผยบ้าง
และในเวลานี้เอง ต้นฉบับที่เขาส่งไปให้ "ฮู่ซ่างวรรณศิลป์" ในที่สุดก็มีจดหมายตอบกลับมา







