เพียงเวลาไม่นานหลังจาก "คนเลี้ยงม้า" ตีพิมพ์ในนิตยสาร "เยียนจิงวรรณศิลป์" ก็ได้รับความชื่นชอบจากผู้อ่านมากมาย ขณะเดียวกันก็ดึงดูดความสนใจจากบุคคลในวงการวรรณกรรมบางส่วนเช่นกัน
ต้นปีนิตยสาร "วรรณกรรมประชาชน" ตีพิมพ์เรื่อง "ครูประจำชั้น" กลางปีหนังสือพิมพ์ "เหวินฮุ่ยเป้า" ตีพิมพ์เรื่อง "บาดแผล" และช่างบังเอิญเหลือเกินที่พอใกล้จะสิ้นปี "เยียนจิงวรรณกรรม" ก็ตีพิมพ์เรื่อง "คนเลี้ยงม้า" ออกมา
ผู้คร่ำหวอดในวงการวรรณกรรมและผู้ที่รักวรรณกรรมหลายคนต่างตระหนักได้อย่างเฉียบแหลมว่า แวดวงวรรณกรรมจีนดูเหมือนกำลังจะมีพายุหมุนพัดกระหน่ำเข้ามา
นับตั้งแต่เรื่อง "บาดแผล" ตีพิมพ์ออกมา ชื่อของ “วรรณกรรมบาดแผล” ก็แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นการตีความแก่นแท้และจุดประสงค์หลักของวรรณกรรมประเภทนี้ได้อย่างยอดเยี่ยม
การปรากฏตัวของ "คนเลี้ยงม้า" นั้นสอดคล้องกับเจตนารมณ์ในการวิพากษ์วิจารณ์ยุคปฏิวัติวัฒนธรรมของเรื่อง "ครูประจำชั้น" และ "บาดแผล" แต่ในขณะเดียวกันก็สกัดเอาจิตวิญญาณแห่งการทบทวนตัวเองและด้านบวกของความเป็นมนุษย์ออกมาต่อยอด ซึ่งไม่เพียงแต่สอดรับกับอารมณ์เชิงลบที่คนในสังคมมีต่อยุคปฏิวัติวัฒนธรรมเท่านั้น แต่ยังยกระดับความหมายทางสังคมที่วรรณกรรมบาดแผลพยายามค้นหาขึ้นไปอีกขั้นอย่างแนบเนียน
เมื่อนิตยสาร "เยียนจิงวรรณศิลป์" ฉบับที่สิบเอ็ดของปี 1978 พิมพ์ซ้ำและขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ผู้อ่านก็ยิ่งได้อ่านนิยายเรื่อง "คนเลี้ยงม้า" มากขึ้น อิทธิพลของนิยายเรื่องนี้จึงยิ่งขยายวงกว้างออกไป
คืนหนึ่งในสัปดาห์ที่สองหลังจาก "คนเลี้ยงม้า" ตีพิมพ์ หลังจากทานมื้อค่ำเสร็จ หลินเฉาหยางก็พบว่าเถาอวี้ซูกำลังอ่านนิยายเรื่องนี้อยู่ ในใจเขาอดไม่ได้ที่จะสะดุ้งตกใจ
“เป็นอะไรไปคะ”
หลินเฉาหยางเผลอเดินเตะขาเตียง เขาเอามือกุมเท้าพลางแยกเขี้ยวด้วยความเจ็บปวด เถาอวี้ซูจึงเอ่ยถามด้วยความห่วงใย
“ไม่เป็นไรครับ”
เขานวดเท้าตัวเองแล้วขยับเข้าไปใกล้เถาอวี้ซู เอ่ยถามด้วยท่าทีราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น “"เยียนจิงวรรณศิลป์" ฉบับนี้มีกลอนขำขันอะไรบ้างไหม”
“กลอนขำขันน่ะมันตกยุคไปแล้ว "เยียนจิงวรรณกรรม" ฉบับนี้สร้างเรื่องฮือฮาใหญ่โตเลยล่ะ”
เถาอวี้ซูดูตื่นเต้นเล็กน้อย เธอยื่นนิตยสารให้หลินเฉาหยางดู “คุณดูเรื่อง "คนเลี้ยงม้า" นี่สิ สืบทอดสไตล์ของ "บาดแผล" มาเต็มๆ แถมยังทำได้ดีกว่าต้นตำรับด้วยนะ”
เธอพูดอย่างกระตือรือร้นว่า “ฉันตั้งใจจะเขียนบทวิจารณ์อีกสักบท พูดถึงนิยายเรื่องนี้หน่อย”
“คราวนี้ก็เขียนให้ยาวหน่อยนะ ได้ค่าต้นฉบับแล้วจะได้พาผมไปกินข้าวที่ร้านเหล่ามั่ว” หลินเฉาหยางฝืนยิ้ม
“ฝันหวานไปเถอะ!” เถาอวี้ซูค้อนขวับ “จะได้ตีพิมพ์หรือเปล่ายังไม่รู้เลย”
แม้ปากจะพูดแบบนั้น แต่ในใจเถาอวี้ซูก็ยังมีความมั่นใจในตัวเองอยู่บ้าง
ผ่านไปอีกหลายวัน จางเต๋อหนิงก็มาหาที่ห้องสมุด
“คุณมาหาถึงที่นี่ได้ยังไงครับ”
“กองบรรณาธิการอยากจะขอให้คุณเขียนบทความเบื้องหลังการสร้างสรรค์สักบทน่ะค่ะ แล้วก็อยากถามด้วยว่าช่วงนี้คุณมีต้นฉบับเรื่องใหม่บ้างไหม”
“งานยุ่งมากเลยครับ ไม่มีเวลาเขียนหรอก”
แน่นอนว่านี่เป็นเพียงข้ออ้างของหลินเฉาหยางเท่านั้น เมื่อช่วงก่อนเขาเพิ่งได้ค่าต้นฉบับเรื่อง "คนเลี้ยงม้า" มาแปดสิบห้าหยวน ตอนนี้เขาจึงยังไม่มีแรงจูงใจในการสร้างสรรค์ผลงานมากขนาดนั้น
อีกอย่างก่อนหน้านี้เขาก็เพิ่งส่งต้นฉบับไปให้ "ฮู่ซ่างวรรณศิลป์" เรื่องหนึ่ง เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่มีความคืบหน้าอะไร
สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือ "คนเลี้ยงม้า" โด่งดังจนเขาตั้งตัวไม่ติด ทุกวันที่ห้องสมุดเขาจะได้ยินนักศึกษาพูดคุยกันถึงนิยายเรื่องนี้ บทความวิจารณ์ตามหน้าหนังสือพิมพ์และนิตยสารก็มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ
หากยังเป็นแบบนี้ต่อไป เขากลัวจริงๆ ว่าตัวเองจะความแตก
ค่าต้นฉบับน่ะหาเงินง่ายก็จริง แต่ก็ต้องมีชีวิตอยู่รอดไปใช้เงินด้วยสิ!
อาจู่อยากวางมือแล้ว!
จางเต๋อหนิงรู้สึกไม่เข้าใจท่าทีของเขา ก่อนหน้านี้ก็ไม่มีใครบังคับให้คุณเขียนนิยายนี่นา? เมื่อก่อนตอนที่นิยายยังไม่ได้ตีพิมพ์ก็เอาแต่เร่งยิกๆ พอตอนนี้นิยายดังแล้ว กลับไม่มีเวลาเขียนซะงั้น?
อย่างไรเสียจางเต๋อหนิงก็เป็นบรรณาธิการมาหลายปี เธอย่อมรู้ดีว่าการที่นักเขียนบ่ายเบี่ยงไม่อยากส่งต้นฉบับนั้นมีสาเหตุอยู่ไม่กี่อย่าง ไม่นิตยสารหัวใหญ่กว่ามาติดต่อขอซื้อไป ต้นฉบับมีจำกัดเลยต้องให้ที่อื่นก่อน ก็คงเป็นเพราะรังเกียจว่าค่าต้นฉบับน้อยไป
“มีนิตยสารเจ้าไหนมาติดต่อคุณหรือเปล่าคะ”
“ไม่มีนี่ครับ!”
“งั้นก็คิดว่าค่าต้นฉบับน้อยไปใช่ไหม”
“อืม...”
หลินเฉาหยางลังเลเล็กน้อย จางเต๋อหนิงคิดในใจว่านั่นไงล่ะว่าแล้วเชียว
“ฉันจะเพิ่มให้อีกหนึ่งหยวนค่ะ”
เรตค่าต้นฉบับของ "คนเลี้ยงม้า" คือห้าหยวนต่อหนึ่งพันตัวอักษร เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งหยวนก็คือหกหยวนต่อหนึ่งพันตัวอักษร หลินเฉาหยางลังเล จะให้เสี่ยงอันตรายขนาดนี้เพื่อเงินแค่หยวนเดียว มันดูไม่ค่อยคุ้มกันเลยนะ!
จางเต๋อหนิงมองออกว่าเขาลังเล จึงเอ่ยว่า “ฉันมีอำนาจแค่นี้แหละค่ะ คุณอย่าทำให้ฉันลำบากใจเลย ถ้าไม่ได้จริงๆ ฉันจะกลับไปปรึกษากับผู้รับผิดชอบดูอีกที”
“จะเรียกว่าทำให้คุณลำบากใจได้ยังไงล่ะครับ หลักๆ คือผมไม่มีเวลาจริงๆ”
พอได้ยินคำพูดนี้ จางเต๋อหนิงก็เอ่ยอย่างจนใจ “ค่ะๆๆ เข้าใจแล้วๆ คุณงานยุ่ง การเขียนต้นฉบับคือการแอบหาเวลาว่างมาเขียน เอาอย่างนี้แล้วกัน คุณเขียนบทความเบื้องหลังการสร้างสรรค์ให้ฉันก่อนบทหนึ่ง แล้วฉันจะกลับไปต่อรองเรตเจ็ดหยวนต่อหนึ่งพันตัวอักษรมาให้คุณ แบบนี้ดีไหมคะ”
“เอ่อ...” หลินเฉาหยางเริ่มโอนเอียง “ตกลงครับ ผมจะเขียนบทความเบื้องหลังการสร้างสรรค์ให้คุณก่อนก็แล้วกัน”
“ส่งภายในหนึ่งสัปดาห์ได้ไหมคะ”
“เร็วขนาดนั้นเลยเหรอครับ”
“ต้องรีบเอาไปลงฉบับหน้าน่ะสิคะ ตอนนี้กระแสของ "คนเลี้ยงม้า" กำลังมาแรงเลย อ้อ จริงสิ ลืมบอกคุณไปเลย นิตยสารฉบับนี้ขายไปได้ห้าแสนเล่มแล้วนะคะ”
หลินเฉาหยางไม่ค่อยมีหัวเรื่องยอดขายของ "เยียนจิงวรรณศิลป์" เท่าไหร่ “ถือว่าเยอะไหมครับ”
จางเต๋อหนิงมองเขาอย่างพูดไม่ออก “เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวเลยล่ะค่ะ”
ซี้ด~
จู่ๆ หลินเฉาหยางก็เริ่มถอดใจ หรือว่าจะหลบกระแสไปก่อนดี รอให้คลื่นวิพากษ์วิจารณ์และอิทธิพลระลอกนี้ผ่านพ้นไปก่อนค่อยว่ากันใหม่
เงินน่ะหาเมื่อไหร่ก็ได้ไม่ใช่หรือไง!
“ตกลงว่าได้หรือเปล่าคะ ขอคำตอบที่แน่นอนหน่อย” จางเต๋อหนิงเร่งเร้า
ในเมื่อเพิ่งจะตกปากรับคำไปหมาดๆ หลินเฉาหยางจึงกัดฟันพูด “ได้ครับ วันอังคารหน้าคุณมารับต้นฉบับได้เลย”
เมื่อได้รับคำตอบที่แน่ชัดจากเขา จางเต๋อหนิงก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก วันนี้ถือว่าไม่ได้มาเสียเที่ยว
ทั้งสองคุยกันต่ออีกสองสามประโยค จางเต๋อหนิงก็ขอตัวกลับไป
พอหันขวับกลับมา ผู้อำนวยการเซี่ยเต้าหยวนก็ยืนอยู่ด้านหลังหลินเฉาหยางในระยะไม่ไกลนัก ไม่รู้ว่าเมื่อครู่ได้ยินบทสนทนาระหว่างเขากับจางเต๋อหนิงไปบ้างหรือเปล่า
“ผู้อำนวยการ!” หลินเฉาหยางเอ่ยทักทายด้วยความรู้สึกผิดตงิดๆ
ทว่าความสนใจของเซี่ยเต้าหยวนไม่ได้อยู่ที่ตัวหลินเฉาหยาง เขากำลังจ้องมองแท่งน้ำแข็งย้อยที่เกาะอยู่ตรงผนังด้านนอกของห้องสมุด
“เฉาหยาง แท่งน้ำแข็งย้อยพวกนั้นอยู่ใกล้ประตูไปหน่อยนะ เธอเข้าไปตามคนในห้องสมุดให้ขึ้นไปเอาเครื่องมือมาเคาะมันลงมาทีสิ”
หลินเฉาหยางมองตามทิศทางที่เขาชี้ไป เมื่อหลายวันก่อนเยียนจิงมีหิมะแรกของฤดูหนาวตกลงมา พอตกกลางวันหิมะบนหลังคาละลายก็จะหยดลงมาตามชายคา และเมื่อตกเย็นอุณหภูมิลดลง มันจึงค่อยๆ ก่อตัวเป็นแท่งน้ำแข็งย้อย
“ได้เลยครับ ผู้อำนวยการ!” หลินเฉาหยางตอบรับอย่างกระตือรือร้นแล้วเดินกลับเข้าไปตามคนในห้องสมุด
จางเต๋อหนิงกลับไปที่กองบรรณาธิการ "เยียนจิงวรรณศิลป์" อันดับแรกเธอไปหาโจวเยี่ยนหรูก่อน แล้วนำข้อเรียกร้องของหลินเฉาหยางมาบอกเล่าให้ฟัง
“หลินเฉาหยางคนนี้นี่ นิยายเพิ่งจะดังก็คิดจะโก่งราคาซะแล้ว!”
“ถ้านิยายไม่ดัง เขาขอขึ้นราคาพวกเราก็คงไม่ตกลงหรอกค่ะ!”
โจวเยี่ยนหรูส่ายหน้าอย่างจนใจ มันก็จริงอย่างที่ว่า
กองบรรณาธิการไม่ใช่มูลนิธิการกุศล การกำหนดเรตค่าต้นฉบับก็มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับชื่อเสียง ฝีมือ และคุณภาพผลงานของนักเขียน
ด้วยความสำเร็จที่ "คนเลี้ยงม้า" ได้รับ การจะเพิ่มค่าต้นฉบับให้หลินเฉาหยางสักหน่อยจึงไม่ใช่ปัญหา
เพียงแต่ในยุคสมัยนี้ทุกคนต่างก็ละอายใจที่จะพูดเรื่องผลประโยชน์ การที่นักเขียนเป็นฝ่ายเอ่ยปากขอขึ้นค่าต้นฉบับเอง แถมยังเป็นนักเขียนรุ่นใหม่อีก ในความรู้สึกของบรรณาธิการรุ่นเก่าอย่างโจวเยี่ยนหรูแล้วจึงค่อนข้างทำใจยอมรับได้ยากอยู่บ้าง
“อายุยังน้อยแท้ๆ แต่กลับเห็นความสำคัญของเงินซะเหลือเกินนะ”
ปากก็พูดไปอย่างนั้น แต่โจวเยี่ยนหรูก็ยังไปหาหลี่ชิงฉวนซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบเพื่อหารือเรื่องค่าต้นฉบับอยู่ดี
ท้ายที่สุดหลี่ชิงฉวนก็ให้ความเห็นว่า บทความเบื้องหลังการสร้างสรรค์ก็ให้ตามเรตเจ็ดหยวนต่อหนึ่งพันตัวอักษรไปเลย ถ้าเขามีนิยายเรื่องใหม่ ก็จะให้เจ็ดหยวนต่อหนึ่งพันตัวอักษรเช่นกัน
หลี่ชิงฉวน ผู้รับผิดชอบที่เพิ่งเข้ามาทำงานใน "เยียนจิงวรรณศิลป์" ได้ไม่ถึงหนึ่งเดือน ทำให้โจวเยี่ยนหรูได้เห็นความกล้าได้กล้าเสียที่แตกต่างไปจากผู้รับผิดชอบคนก่อนๆ
การพัฒนาของ "เยียนจิงวรรณศิลป์" เกรงว่าคงจะได้พุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วแล้วล่ะ!







