เวลาหนึ่งเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ชีวิตในเดือนนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก ยังคงตื่นแต่เช้ามาสวดมนต์ ผ่าฟืน ตักน้ำ ยามว่างก็ไปที่ห้องหลอมโอสถของศิษย์พี่รอง ดูเขาหลอมโอสถและฟังเขาบรรยายวิถีแห่งโอสถ สำนักเซียนหยวนบรรยายธรรมสามครั้ง หลินเจวี๋ยย่อมไปฟังทั้งหมด นอกจากนี้สำนักเซียนหยวนยังมีชั้นเรียนวันเว้นวันเพื่อสอนนักพรตน้อยอ่านเขียน หลินเจวี๋ยไปเรียนอยู่สองวันก็พบว่าสอนเพียงการอ่านเขียนพื้นฐานมากๆ จึงไม่ได้ไปอีก เหลือเพียงศิษย์น้องหญิงเล็กที่ไปเรียนตามลำพัง
เข้าสู่เดือนที่สองที่มาอยู่ในสำนัก หลินเจวี๋ยและศิษย์น้องหญิงเล็กก็เริ่มฝึกฝนเคล็ดวิชาวิญญาณอินหยางแล้ว
นักพรตอวิ๋นเฮ่อและศิษย์พี่ใหญ่เป็นผู้สอนพวกเขาทั้งสองคนร่วมกัน
"เมื่อสามารถสัมผัสถึงปราณอินหยางได้แล้ว ก็จงชักนำปราณอินหยางเข้าสู่ร่างกาย ในหนึ่งวัน อินหยางยากจะแบ่งปันให้เท่าเทียม จำต้องใช้ปราณที่อ่อนแอกว่าชักนำปราณที่แข็งแกร่งกว่า ใกล้เวลาเที่ยงวัน ปราณหยางแข็งแกร่งปราณอินอ่อนแอ ก็ให้ใช้ปราณอินชักนำปราณหยาง ใกล้เวลาเที่ยงคืน ปราณอินแข็งแกร่งปราณหยางอ่อนแอ ก็ให้ใช้ปราณหยางชักนำปราณอิน จงจำไว้ให้ดีว่า ใช้ปราณอ่อนแอเท่าใด ก็ต้องชักนำปราณแข็งแกร่งเท่านั้น จำต้องรักษาสมดุลให้จงได้
"ในหนึ่งวัน ช่วงเวลาที่ปราณอินหยางทั้งสองแตกต่างกันมากที่สุด จะดูดซับกลิ่นอายวิญญาณได้น้อยที่สุด ช่วงเวลาที่แตกต่างกันน้อยที่สุด จะดูดซับกลิ่นอายวิญญาณได้มากที่สุด
"ยามนี้ตบะของพวกเจ้ายังต่ำต้อย ไม่อาจโลภมาก จำต้องฝึกฝนในยามเที่ยงคืนและเที่ยงวันเท่านั้น
"จงจำไว้! อินหยางต้องแบ่งเท่ากัน!
"หากโลภมาก หึหึ สมัยหนุ่มๆ อาจารย์ก็เคยละโมบหวังความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว จนอินหยางเสียสมดุล จะแก้ไขก็แก้ไม่ได้แล้ว ตอนนี้อย่าว่าแต่อายุขัยสั้นลงเลย ทั่วทั้งร่างยังรู้สึกไม่สบายตัวไปหมด"
น้ำเสียงเหล่านี้ดังเข้าหูหลินเจวี๋ยอย่างต่อเนื่อง
ทว่าหลินเจวี๋ยกลับนั่งขัดสมาธิอยู่ในตำหนักปันซาน หลับตาลงสัมผัสอย่างละเอียดถี่ถ้วน จิตใจสงบนิ่งดั่งผืนน้ำ ชั่วขณะนั้นในหัวมีเพียงคำพูดของนักพรตอวิ๋นเฮ่อ และมีเพียงกลิ่นอายวิญญาณอันสับสนปนเปที่ลอยอยู่เต็มฟ้า
กลิ่นอายวิญญาณอันสับสนปนเป เลือกดึงมาเพียงอินหยาง
เวลานี้คือเที่ยงวันพอดี ปราณหยางรุ่งโรจน์ถึงขีดสุด ประหนึ่งเปลวเพลิงโหมกระหน่ำปกคลุมทั่วทั้งโลก ป่าเขาเบื้องนอกห้องถูกสาดส่องจนสว่างไสว มีเพียงจักจั่นที่กล้าส่งเสียงร้อง ในทางตรงกันข้าม ปราณอินกลับอ่อนแออย่างยิ่ง ท่ามกลางแสงสว่างอันเจิดจ้านี้ หากไม่พินิจพิเคราะห์และตั้งใจให้ดีก็แทบจะสัมผัสไม่ได้เลย
กว่าจะสัมผัสได้ก็ยากลำบากยิ่งนัก จากนั้นจึงใช้ปราณอินสายนี้ ชักนำปราณหยางในปริมาณที่เท่ากันเข้าสู่ร่างกาย
หากดึงปราณอินมาเพียงสายเดียวก่อน พอดึงเสร็จค่อยดึงปราณหยางมาอีกสายหนึ่ง เช่นนั้นย่อมกินแรง ทว่าหากดึงปราณอินมาได้หนึ่งสาย แล้วรีบชักนำปราณหยางในปริมาณที่เท่ากันเข้ามาพร้อมกัน ย่อมเป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติยิ่งนัก
อาจเป็นเพราะแต่เดิมอินหยางก็มักจะติดตามกันอยู่แล้ว
วิธีการนี้ช่างแยบยลนัก
ทั้งแยบยลและรัดกุม ไม่เสียสมดุลได้ง่าย
ศิษย์น้องหญิงเล็กนั่งอยู่ข้างเขา ทว่าคิ้วกลับขมวดมุ่น
ส่วนลูกจิ้งจอกน้อยไม่กล้าเข้ามาในตำหนักปันซาน ยังคงหดตัวรอคอยพวกเขาอยู่ที่หน้าประตู เดือนนี้มันตัวโตขึ้นและสูงขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ยังคงชินกับการหดตัวอยู่หลังธรณีประตู เมื่อได้ยินเสียงจากด้านใน ดวงตากลมโตสีดำขลับของมันก็มักจะฉายแววครุ่นคิดออกมา มันเอียงคอบ้าง เกาหมัดบ้าง หาวนอนแล้วหมอบหลับไปสักพักบ้าง หรือไม่ก็จ้องมองแมวที่เดินผ่านไปมา บางครั้งก็โดนตบไปหนึ่งฉาด
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด
"เอาล่ะ"
"ฟู่..."
หลินเจวี๋ยลืมตาขึ้น
ในดวงตามีความครุ่นคิด มีความกระจ่างแจ้ง
ศิษย์น้องหญิงเล็กลืมตาขึ้นเช่นกัน ทว่าในดวงตากลับมีความสับสนงุนงง
"ศิษย์พี่ ท่านชักนำกลิ่นอายวิญญาณได้แล้วหรือ?"
"ชักนำได้แล้ว"
"หา?" ศิษย์น้องหญิงเล็กได้ยินดังนั้นก็อึ้งไปเล็กน้อย ทั้งยังลุกลี้ลุกลนอยู่บ้าง "เหตุใดข้าใช้เวลาตั้งนานกว่าจะสัมผัสถึงกลิ่นอายวิญญาณอินหยางได้ แต่กลับไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่อาจชักนำเข้าสู่ร่างกายได้เลยเล่า?"
"หลินเจวี๋ยเคยฝึกฝนวิชาบำรุงปราณมาก่อน เดิมทีก็มีพื้นฐานอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ยามที่วิชาบำรุงปราณสูดลมหายใจเข้าออกเพื่อชักนำปราณ แต่เดิมก็มีกลิ่นอายวิญญาณอินหยางแฝงอยู่ ย่อมสำเร็จได้ง่ายดาย" ศิษย์พี่ใหญ่กล่าวอย่างอ่อนโยนอยู่ด้านข้าง "ครั้งแรกเจ้าก็สามารถสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของปราณและกลิ่นอายวิญญาณอินหยาง ก็นับว่าหาได้ยากยิ่งแล้ว อย่าเพิ่งท้อแท้ไปเลย การที่ท่านอาจารย์รับเจ้าเข้าสำนักได้ พรสวรรค์ของเจ้าย่อมต้องดีเลิศเป็นแน่ ทั้งยังสวดคัมภีร์อินหยางมาแล้วหนึ่งเดือน ย่อมต้องได้รับผลสำเร็จบ้าง คิดว่าอีกไม่กี่วันก็คงจะสามารถชักนำกลิ่นอายวิญญาณได้สำเร็จอย่างแน่นอน"
"อ้อ..."
"ห้ามมีความคิดเปรียบเทียบ! พอเปรียบเทียบก็จะท้อแท้! พอท้อแท้ก็จะละโมบหวังความก้าวหน้า! พอละโมบหวังความก้าวหน้าก็จะเกิดเรื่องวุ่นวายได้ง่าย!" นักพรตอวิ๋นเฮ่อกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังซึ่งหาได้ยากยิ่ง "พวกเจ้ายังจำสหายเต๋าหมาป่าที่พบเจอระหว่างทางได้หรือไม่?"
"ปีศาจหมาป่าตนนั้นหรือเจ้าคะ? จำได้เจ้าค่ะ"
"พวกเจ้ายังจำได้หรือไม่ แต่เดิมสหายอีกาของเขามีความเฉลียวฉลาดกว่าเขา ทว่าท้ายที่สุดกลับเป็นเขาที่บรรลุธรรมกลายเป็นปีศาจ ส่วนสหายอีกาของเขากลับไม่อาจกลายเป็นปีศาจได้เสียที" นักพรตเฒ่ากล่าว "วิถีแห่งการฝึกตนก็ต้องพึ่งพาวาสนาเช่นกัน การมีใจหวังผลประโยชน์อยู่ในอกบ้างก็เป็นเรื่องดี นำไปใช้กับการฝึกฝนวิชาอาคมก็พอแล้ว ทว่าบนวิถีแห่งการบำเพ็ญเพียร ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติน่าจะดีกว่า"
"เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ"
ศิษย์น้องหญิงเล็กพยักหน้าอย่างจริงจัง
ทว่าหลินเจวี๋ยกลับอดคิดไม่ได้ว่า คนประเภทใดกันถึงจะสามารถมีทั้งใจที่หวังผลประโยชน์และใจที่ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ทั้งยังสามารถแบ่งสรรปันส่วนให้กับสองเรื่องที่แตกต่างกันได้อย่างสมบูรณ์แบบเช่นนี้
"ท่านอาจารย์ ได้ยินมาว่าการฝึกฝนเคล็ดวิชาวิญญาณอินหยางสามารถยืดอายุขัยได้หรือขอรับ?" หลินเจวี๋ยดึงสายตาแห่งความครุ่นคิดกลับมา ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องถาม
"เคล็ดวิชาวิญญาณใดๆ ล้วนสามารถยืดอายุขัยได้ทั้งสิ้น เจ็บป่วยน้อยลง บำรุงรักษาร่างกาย สิ้นอายุขัยอย่างสงบ ย่อมมีชีวิตอยู่ได้ยืนยาวขึ้น" นักพรตอวิ๋นเฮ่อกล่าว "หากจะให้กล่าวถึงการยืดอายุขัยให้ยืนยาวจนเกินกว่าอายุขัยสูงสุดที่กำหนดไว้แต่เดิม ก็จำต้องฝึกฝนเคล็ดวิชาวิญญาณอินหยางให้ลึกล้ำ และต้องไม่เสียสมดุลด้วยจึงจะทำได้"
"ท่านอาจารย์นับว่าลึกล้ำหรือไม่ขอรับ?"
"สมัยหนุ่มอาจารย์คึกคะนองจนอินหยางเสียสมดุล ในเมื่อเสียสมดุลไปแล้ว จะยังนับว่าลึกล้ำอันใดได้อีกเล่า?" นักพรตอวิ๋นเฮ่อส่ายหน้ากล่าวอย่างถ่อมตน
"เช่นนั้นการยืดอายุขัย จะสามารถยืดไปได้กี่ปีหรือขอรับ?"
"ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน"
"จะเป็นอมตะได้หรือไม่ขอรับ?"
"วิชาฝึกตนก็คือวิชาฝึกตน การจะเป็นอมตะจำต้องมีวิชาอมตะ หากมองดูในหน้าประวัติศาสตร์ เพียงแค่บำเพ็ญเพียรก็ปรารถนาจะเป็นอมตะ คงต้องย้อนกลับไปในยุคโบราณกาลนู่นแล้ว"
"เช่นนั้นมีวิชาอมตะใดบ้างหรือขอรับ?"
หลินเจวี๋ยยังคงนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น เอ่ยถามอย่างจริงจัง
"วิชาอมตะนั้นมีมากมาย มีทั้งยากและง่าย มีทั้งจริงและเท็จ มีทั้งลวงและแท้ ก็ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าจะแยกแยะอย่างไร" นักพรตอวิ๋นเฮ่อมองดูศิษย์ผู้นี้ จู่ๆ ก็ทอดถอนใจออกมาเล็กน้อย ทว่าก็ยังคงกล่าวต่อไป "อย่างเช่นการได้ขึ้นทำเนียบเทพ ได้จัดอยู่ในทำเนียบเซียน ล้วนสามารถหลุดพ้นจากอายุขัยเดิมได้ แม้ยากจะอายุยืนยาวเทียบเท่าฟ้าดิน ทว่าร้อยปีพันปี... ตราบใดที่เครื่องหอมบูชาไม่ขาดสาย สวรรค์ชั้นเก้าไม่ล่มสลาย ก็ย่อมสามารถดำรงอยู่ได้อย่างยาวนาน เจ้าว่า นี่ไม่นับว่าเป็นอมตะหรอกหรือ?"
"..." หลินเจวี๋ยครุ่นคิด ไม่ได้ตอบคำถาม แต่กลับถามขึ้นอีกว่า "ยังมีอย่างอื่นอีกหรือไม่ขอรับ?"
"ตายไปกลายเป็นผี ไม่เข้าสู่วัฏสงสาร บำเพ็ญเพียรจนกลายเป็นผีผู้ยิ่งใหญ่ หรือไม่ก็เซียนผี แม้จะไร้ซึ่งร่างเนื้อของมนุษย์ ไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกอันหลากหลาย ทว่าก็สามารถดำรงอยู่ได้อย่างยาวนานเช่นกัน จนกว่าฟ้าดินจะแปรเปลี่ยน หรือถูกคนกำจัดทิ้ง นี่นับว่าเป็นความเป็นอมตะในใจเจ้าอย่างนั้นหรือ?"
"แล้วยังมีอีกไหมขอรับ?"
"มีผู้ใช้วิชามารที่มีวิธีการสารพัดรูปแบบ อย่างเช่นช่วงชิงอายุขัยของผู้อื่นมาหลอมเป็นโอสถ ใช้วิชามารสับเปลี่ยนร่างเนื้ออย่างต่อเนื่อง ถูๆ ไถๆ ไป ก็สามารถอยู่ได้ยาวนานเช่นกัน เจ้าว่า นี่นับว่าเป็นอมตะหรือไม่เล่า?"
"ไม่มีวิถีแห่งความเป็นอมตะที่เปิดเผยสง่างามและไม่ถูกผูกมัดบ้างหรือขอรับ?"
"เป็นอมตะไม่แก่เฒ่านั้น ยากนัก เป็นอิสระเสรีนั้น ยากนัก เป็นอมตะไม่แก่เฒ่าแถมยังเป็นอิสระเสรีอีกนั้น ยาก ยาก ยากเหลือเกิน" นักพรตอวิ๋นเฮ่อทอดถอนใจติดต่อกันหลายครั้ง
"ไม่มีเลยหรือขอรับ?"
"มีน่ะมี นั่นก็คือวิถีแห่งเซียนที่เจ้าร้องขอตอนขึ้นเขามาอย่างไรเล่า"
"ขอท่านอาจารย์โปรดชี้แนะด้วยขอรับ"
สีหน้าของหลินเจวี๋ยเคร่งขรึมลง เอ่ยขอคำชี้แนะด้วยความจริงใจ
"วิถีเซียนอมตะ ผู้คนมักจะนำสองคำนี้มาวางไว้ด้วยกัน ทว่าหากเจ้าร้องขอ ก็ต้องแยกแยะให้ชัดเจน"
"ศิษย์น้อมรับฟังขอรับ"
"บนโลกนี้มีทวยเทพเซียนมากมาย ทว่าเทพเซียนคือสิ่งใดกัน? ทหารรักษาประตูสวรรค์ เซียนผู้พิทักษ์ที่ถูกส่งมาให้เหล่านักพรตแห่งสำนักยันต์อาคม ผู้รับใช้ของเซียน นางฟ้าที่ร่ายรำ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเซียน เป็นเซียนที่ผู้อื่นปรารถนาอยากจะเป็น! ทว่าหากคิดจะเป็นอมตะไม่แก่เฒ่าแถมยังเป็นอิสระเสรี ก็มีเพียงเซียนแท้จริงในยุคโบราณกาลตามตำนานเท่านั้น"
"เซียนแท้จริงในยุคโบราณกาลหรือขอรับ?"
"ในยุคโบราณกาล บนโลกมนุษย์มีผู้บำเพ็ญเพียรมากมาย วิถีแห่งการบรรลุเป็นเซียนก็มีมากมาย บางคนบำเพ็ญตบะอย่างหนักจนบรรลุเป็นเซียน บางคนมีคุณธรรมจนได้รับการแต่งตั้งเป็นเทพ บางคนหลอมโอสถจนได้ขึ้นสวรรค์ มีเพียงผู้ที่เก่งกาจสะเทือนฟ้าสะเทือนดินเท่านั้น จึงจะสามารถเรียกว่าเซียนแท้จริงได้" นักพรตอวิ๋นเฮ่อกล่าว "ต่อมาเซียนแท้จริงเหล่านี้ล้วนขึ้นไปอยู่บนสวรรค์ชั้นเก้า สร้างดินแดนเซียน กลายเป็นเทียนจุนองค์ต่างๆ และเทพโบราณในแต่ละทิศ หากเจ้าสามารถกลายเป็นเซียนแท้จริงในยุคโบราณกาล ยืนหยัดทัดเทียมกับพวกเขาได้ ย่อมสามารถเป็นอมตะไม่แก่เฒ่า เป็นอิสระเสรี ทว่านับตั้งแต่ยุคโบราณกาลเป็นต้นมา ก็ยากนักที่จะมีผู้ใดบนโลกสามารถบำเพ็ญเพียรจนกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ และบรรลุเป็นเซียนแท้จริงได้อีก"
หลินเจวี๋ยจดจำเรื่องนี้ไว้ในใจเงียบๆ
นักพรตอวิ๋นเฮ่อเห็นดังนั้นกลับทอดถอนใจออกมา โบกมือแล้วลุกขึ้นยืน ก่อนจะเดินออกไปเบื้องนอก:
"การฝึกฝนในวันนี้พอแค่นี้เถิด เคล็ดวิชาวิญญาณอินหยางมิใช่แค่ดึงเอาอินหยาง เคล็ดวิชาวิญญาณเบญจธาตุมิใช่แค่ฝึกฝนเบญจธาตุ ในเมื่อเจ้าเรียนรู้เคล็ดวิชาวิญญาณอินหยางแล้ว ทุกวันก็สามารถเข้าไปฝึกฝนในภูเขา สัมผัสถึงฟ้าดิน ดึงเอากลิ่นอายวิญญาณมาให้มาก พวกเจ้าสามารถทบทวนความรู้สึกอยู่ที่นี่ต่ออีกสักพัก จงจำไว้ว่า อย่าใจร้อนจนเกินไป และห้ามให้อินหยางเสียสมดุลเด็ดขาด"
"เข้าใจแล้วขอรับ"
หลินเจวี๋ยนั่งต่ออีกครู่หนึ่ง ทบทวนความรู้สึกเมื่อครู่นี้ ก่อนจะลุกขึ้นเดินออกไปข้างนอก
ลูกจิ้งจอกน้อยจดจำเขาได้แม่นยำ ยามที่นักพรตอวิ๋นเฮ่อและศิษย์พี่ใหญ่ออกมามันก็ไม่ขยับเขยื้อน เพียงแต่เงยหน้าสังเกตว่าพวกเขาคือผู้ใด พอเห็นหลินเจวี๋ยเดินออกมา มันก็ส่งเสียงครางงื้ดๆ แล้วซอยเท้าเล็กๆ เดินตามไป
"เจ้าก็กำลังฟังอยู่ด้วยหรือ?
"แล้วเจ้าฟังเข้าใจมากน้อยเพียงใด?
"..."
หลินเจวี๋ยเดินไปพลางพูดคุยกับมันไปพลางอย่างสบายๆ
เมื่อกลับมาถึงในห้อง ก็เปิดตำราโบราณขึ้นมา
บนนั้นมีหน้า "การกลืนกิน" เพิ่มขึ้นมาอีกหน้าหนึ่งตั้งนานแล้ว
สิ่งที่เรียกว่าการกลืนกินนั้น แท้จริงแล้วก็คือเคล็ดวิชาที่นักพรตแห่งวิถีโอสถคิดค้นขึ้นมาเพื่อช่วยในการกลืนกินยาโอสถนั่นเอง
สิ่งที่กล่าวไว้ในตำราก็คล้ายคลึงกับที่ศิษย์พี่รองกล่าว โอสถบางชนิดมีฤทธิ์รุนแรง โอสถบางชนิดย่อยสลายยาก หรือแม้แต่โอสถบางชนิดก็มีพิษในตัว จำต้องมีวิชาการกลืนกินคอยช่วยเหลือ จึงจะสามารถทำให้โอสถออกฤทธิ์ได้อย่างเต็มที่ ไปจนถึงไม่ถูกพิษเล่นงาน มนุษย์เดินดินมากมายไม่อาจฝึกฝน ไม่เข้าใจวิถีนี้ กลืนกินยาโอสถส่งเดช หากโชคดีก็แล้วไป หากโชคร้าย ก็ง่ายที่จะถูกพิษจนถึงแก่ความตาย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งยาโอสถส่วนใหญ่มักจะเกี่ยวข้องกับสิ่งของจำพวกตะกั่ว ปรอท ทอง เงิน ชาด และผงหิน
หากกล่าวโดยละเอียดแล้ว ในนั้นก็หนีไม่พ้นสองประเด็นสำคัญคือ "การผสมผสาน" และ "การสลาย" ที่ว่ากันว่าเมื่อฝึกฝน "การกลืนกิน" แล้วก็จะไม่เกรงกลัวยาพิษนั้น เป็นเพียงผลพลอยได้ที่เกิดจากวิชา "การสลาย" ก็เท่านั้น
การผสมผสานต้องพึ่งพาพลังปราณในร่างกาย เพื่อผสมผสานสรรพคุณทางยา ส่วนการสลายนอกจากจะต้องพึ่งพาพลังปราณในร่างกายแล้ว ยังต้องอาศัยการกลืนกินของมีพิษเพื่อฝึกฝนอย่างยาวนานอีกด้วย เป็นเพราะหลินเจวี๋ยเคยฝึกฝนวิชาบำรุงปราณมาก่อน ทั้งในสำนักยังมีวิชา "การแพทย์" แขนงหนึ่ง ศิษย์พี่รองจึงบอกว่าเขาสามารถฝึกฝนการกลืนกินล่วงหน้าได้ นั่นก็คือไม่ง่ายที่จะถูกพิษตาย ถึงแม้จะถูกพิษจนล้มพับไป ก็ยังมีศิษย์พี่ห้าคอยรักษาให้หายได้
จะว่าไปก็ทรมานอยู่ไม่น้อย
ทว่าสำหรับเคล็ดวิชาแขนงนี้ ในตำรากลับอธิบายไว้ค่อนข้างละเอียดทีเดียว
ยามนี้ในตำราก็มีเพิ่มขึ้นมาอีกหน้าหนึ่ง:
เคล็ดวิชาอินหยางต้นกำเนิด เคล็ดวิชาอินหยางเล็ก
มรรคาวิถีอินหยาง ลึกล้ำยิ่งกว่าลึกล้ำ แยบยลยิ่งกว่าแยบยล ผู้บำเพ็ญเพียรมักจะทุกข์ทรมานกับความยากลำบากในการรักษาสมดุล ดังนั้นจึงมีการแบ่งแยกเป็นเคล็ดวิชาอินหยางเล็กและเคล็ดวิชาอินหยางใหญ่
ปราชญ์ในยุคโบราณกาลได้ประพันธ์ "คัมภีร์อินหยาง" ขึ้นมา บอกเล่าถึงปราณอินหยางและหลักการแห่งความสมดุล คนรุ่นหลังได้ศึกษาและเขียนคำอธิบายประกอบสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่น จนค่อยๆ ได้รับแก่นแท้ของเคล็ดวิชาวิญญาณอินหยาง ทว่าในหนึ่งวันปราณอินหยางนั้นยากจะแบ่งปันให้เท่าเทียม ดังนั้นเคล็ดวิชาวิญญาณอินหยางเหล่านี้จึงล้วนต้องดึงเอาปราณที่แบ่งเท่ากันมาโดยไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าจะใช้ปราณอ่อนชักนำปราณแข็ง หรือดึงมาอย่างระมัดระวังในยามเช้าและยามค่ำ สรุปแล้วต่างก็มีวิธีการของตนเอง ล้วนทำไปเพื่อคำว่าสมดุลทั้งสิ้น
ภายหลังมีผู้ยิ่งใหญ่ทุ่มเทแรงกายแรงใจคลำหาหนทาง จนค่อยๆ ค้นพบเคล็ดวิชาอินหยางใหญ่
เคล็ดวิชาอินหยางใหญ่จะชักนำปราณอินหยางมาพร้อมกัน ภายในหนึ่งวันขอเพียงปราณอินหยางที่ดึงมานั้นแบ่งเท่ากันก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องแบ่งเท่ากันอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นจึงเรียกว่าเคล็ดวิชาอินหยางใหญ่
อย่างแรกเชื่องช้าส่วนอย่างหลังรวดเร็ว อย่างแรกมั่นคงส่วนอย่างหลังเร่งร้อน
เคล็ดวิชานี้เนื่องจากมีต้นกำเนิดมาจาก "ความหมายที่แท้จริงของอินหยาง" ที่นักพรตแซ่เซี่ยงเป็นผู้เขียนคำอธิบายประกอบ ดังนั้นจึงมักถูกเรียกว่าเคล็ดวิชาอินหยางต้นกำเนิด หรือเรียกอีกอย่างว่าอินหยางตระกูลเซี่ยง การฝึกฝนนั้นไม่รวดเร็ว ระมัดระวังและรัดกุม จัดอยู่ในหมวดหมู่ของเคล็ดวิชาอินหยางเล็ก
หลินเจวี๋ยมองดูแล้วก็ต้องชะงักงันไป
สิ่งนี้ทำให้เขานึกถึงวิชาควบคุมเพลิงในหมู่ชาวบ้าน ที่แบ่งออกเป็นสามระดับคือ สูง กลาง และต่ำ ไม่นึกเลยว่าเคล็ดวิชาวิญญาณอินหยางก็มีการแบ่งแยกที่คล้ายคลึงกันเช่นนี้ด้วย?
แบบหนึ่งคือทุกครั้งที่ชักนำกลิ่นอายวิญญาณเข้าสู่ร่างกายหนึ่งสาย ล้วนต้องมีความสมดุล ดังนั้นการชักนำกลิ่นอายวิญญาณได้มากน้อยเพียงใด แท้จริงแล้วไม่ได้ดูที่ปราณแข็ง แต่ดูที่ปราณอ่อน ประสิทธิภาพในการฝึกฝนนั้นแท้จริงแล้วไม่ได้สูงมากนัก ส่วนอีกแบบหนึ่งกลับไม่สนใจสิ่งเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย ทุกครั้งเพียงแค่ดึงเอาปราณอินหยางมาพร้อมกันเท่านั้น สิ่งนี้ในเคล็ดวิชาวิญญาณอินหยางของสำนักฝูชิว ในวิชาฝึกตนที่หลินเจวี๋ยเพิ่งจะเรียนรู้มา และใน "ความหมายที่แท้จริงของอินหยาง" ล้วนเป็นเรื่องที่อันตรายและเป็นข้อห้ามอย่างยิ่ง
หลินเจวี๋ยไม่รู้ว่าหลักการในนั้นคืออะไร ทั้งยังไม่รู้ว่าผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้หลีกเลี่ยงอันตรายในนั้นได้อย่างไร ไม่รู้ว่าตรงกลางนั้นมีความแยบยลเพียงใด น่าเสียดาย ที่นี่ไม่ได้บันทึกเอาไว้
ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็บีบหน้ากระดาษเอาไว้
แม้จะเป็นเพียงเคล็ดวิชาอินหยางเล็ก แต่ในตำราก็ยังคงอธิบายไว้อย่างละเอียดลออไร้ที่เปรียบ ชั่วขณะนั้นประหนึ่งกำลังรับฟังการบรรยายมรรคาวิถีอันยิ่งใหญ่ จนหลงใหลเคลิบเคลิ้มไป
ค่ำคืนหนึ่งผ่านพ้นไปอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว







