ปัง
พอประตูปิดลง โจวเฉิงก็กลับมามีสีหน้าสงบเยือกเย็นตามปกติในทันที
"Kadath" เขากดเสียงต่ำสบถ "นายได้ยินแล้วใช่ไหม"
ไป๋โจ้วก้มหน้าลงเงียบๆ จ้องมองเฝือกปูนปลาสเตอร์ก้อนใหญ่ด้วยความรู้สึกหงุดหงิดอยู่บ้าง และไม่พูดอะไรเป็นเวลานาน
"หรือว่านายไม่ต้องไปยุ่งเรื่องนี้แล้วล่ะ" โจวเฉิงยกมือขึ้นโบกไปมา "สภาพของนายแบบนี้ ยื่นเรื่องขอเกษียณไปเลยดีกว่า"
"ล้อเล่นอะไรกัน" ไป๋โจ้วหัวเราะหึๆ มัดผมหางม้าเล็กๆ ที่หลุดลุ่ยของตัวเองใหม่ แล้วเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง "วันนี้เป็นวันโชคดีของฉันนะ ฉันกะจะใช้คดีนี้ปีนกลับไปให้ได้เลยล่ะ"
"ไป๋โจ้วเอ๊ย ความสามารถของนายฉันไม่เคยสงสัยเลย ไม่เคยสงสัยตั้งแต่ตอนเจอหน้านายครั้งแรกสมัยเรียนแล้ว ฉันแค่... กลัวว่าเวลานายจะไม่ทันน่ะสิ..." โจวเฉิงมองเฝือกแล้วถอนหายใจเบาๆ "ฉันไปสืบเรื่องอาการของนายมาแล้ว นายตายได้ทุกเมื่อ อย่างมากก็อยู่ได้อีกแค่สามปี"
"งั้นก็ยิ่งต้องรีบใช้ชีวิตให้คุ้มค่าไม่ใช่หรือไง"
"ก็หมายความแบบนั้นแหละ... เกษียณแล้วไปเที่ยวเล่น ไปหมกตัวอยู่บาร์โฮสต์ฝั่งซูชิงไม่ดีกว่าหรือไง"
"โฮสต์งั้นเหรอ? โฮสต์ร้านไหนจะไปเร้าใจเท่าแมลงวันอ้วนของนายล่ะ!"
"...ฉันขี้เกียจจะสนใจนายแล้วโว้ย!"
...
ที่ระเบียงทางเดินหน้าประตู ทันทีที่หลี่ชิงหมิงเดินออกมาก็ชนเข้ากับคนตัวโตคนหนึ่ง
"ปืนของเล่น คำสาป ไม่มีใช่ไหม?" นากาตะเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
"อะไรนะ?" หลี่ชิงหมิงไม่เข้าใจ
อิรินายิ้มเจื่อนเดินเข้ามาใกล้และสะกิดนากาตะ "พี่ฮิเดโอะคิดว่าเขายิงสไนเปอร์ช้าไป ทำให้เธอถูกของวิเศษยิงใส่ เลยเสี่ยงที่จะโดนคำสาปน่ะ"
"ไม่มีหรอก นั่นมันของวิเศษที่ไม่มีพลังทำลายล้างเลยสักนิด" เพราะเคารพในฝีมือของนากาตะ หลี่ชิงหมิงจึงยอมอธิบายอย่างจริงจังซึ่งหาได้ยาก "เพื่อรับมือกับแดนลับ หานชุนเลยไปหาของพังๆ จากตลาดมืดมาซ่อนไว้ในโพเดียม กะจะพึ่งมันเพื่อเอาชนะผู้ครอบครองแดนลับ แต่กลับคิดไม่ถึงว่าตัวเองจะถูกผู้ครอบครองแดนลับสิงเสียเอง เลยไม่มีโอกาสได้เข้าร่วมแดนลับเลย สุดท้ายก็เลยต้องกลับมาทำลายหลักฐานทีหลัง เรื่องทั้งหมดมันก็งี่เง่าแบบนี้แหละ ป้าพยายามอย่างหนักเพื่อจะจับเป็นเขาไว้ แต่กลับถูกนายยิงหัวกระจุยในนัดเดียว สิ่งที่นายควรละอายใจคือเรื่องนี้ต่างหาก"
"โอ้..." นากาตะถอนหายใจอย่างโล่งอก "หัวหน้า เรียกฉัน อย่าเพิ่งยิง แต่... คำสั่งที่ว่าชีวิตคนประเมินค่าไม่ได้ ต้องมาก่อน"
"ถ้าพูดไม่รู้เรื่องก็พูดให้น้อยลงหน่อย" หลี่ชิงหมิงโบกมือแล้วเดินไปทางบันได
นากาตะหงุดหงิดเดินตามไป "ถ้าแน่จริง ก็ใช้ภาษาซูชิงของเราสิ!"
"คิเอโระ บากะ" หลี่ชิงหมิงพูด
นากาตะมีสีหน้าตกตะลึงทันที "พูดภาษาซูชิงได้ด้วยเหรอ! หลี่ซัง!?"
"อย่าหลงตัวเองไปหน่อยเลย ฉันเป็นแค่ประโยคนั้นประโยคเดียวแหละ" หลี่ชิงหมิงส่ายหน้า "ฉันไม่สนใจวัฒนธรรมซูชิงเลยสักนิด แค่รู้คำว่า 'ไสหัวไป' ในภาษาหลักทั้ง 18 ภาษาแค่นั้นแหละ เอาไว้รับมือกับคนแบบนายโดยเฉพาะ"
"...เจ็บใจนัก!"
"ฮ่าๆๆ" อิรินาหัวเราะพลางตามหลี่ชิงหมิงไป "เพิ่งได้รับข่าวมา นายกลายเป็นเด็กฝึกงานของหน่วยเราแล้วนะ ถ้าพูดให้ถูกก็คือฉันกับนากาตะเป็นเจ้านายของนาย พูดจาระวังหน่อยล่ะ"
"เรียกฉันว่ารุ่นพี่สิ!" นากาตะรีบตามไปติดๆ เช่นกัน
"พวกนายสองคนไม่มีอะไรทำแล้วหรือไง" หลี่ชิงหมิงเดินลงบันไดพลางพูด
"งานของพวกเราตอนนี้ก็คือดูแลนายไง" อิรินาตามหลี่ชิงหมิงไปพลางพูด "ฉันเพิ่งจัดการบันทึกช่วยจำของนายเสร็จ สนใจดูหน่อยไหม"
"ไม่จำเป็น"
"งั้นฉันแนะนำกฎของหน่วยงานให้นายฟังเอาไหม" อิรินายังคงตามตื๊อไม่เลิก
"ทางฝั่งสถาบัน ฉันคุ้นเคยดี" นากาตะเอามือกดราวบันไดแล้วกระโดดพลิกตัวมาอยู่ข้างๆ หลี่ชิงหมิง ทำท่าทางเหมือนศิษย์พี่ใหญ่สุดเจ๋ง ทุบอกตัวเองดังปึกๆ "ตั้งแต่นี้ไป นาย ลูกพี่ คุ้มครองฉัน"
"พูดกลับกันแล้วย่ะ!" อิรินาชกไปหนึ่งหมัด "ไปยกให้รุ่นน้องที่เพิ่งรู้จักกันเป็นลูกพี่ จะโดนคนอื่นดูถูกเอานะ!"
ท่าทีของพวกเขาสองคนทำเอาหลี่ชิงหมิงอดไม่ได้ที่จะคันจมูกและรู้สึกอึดอัดไปทั้งตัว
อาการแพ้กำเริบไม่ผิดแน่
หลี่ชิงหมิงจำต้องถูจมูกและหยุดเดินชั่วคราว เขาหันกลับมาเตือน
"ดูเหมือนจำเป็นต้องชี้แจงให้ชัดเจนเสียหน่อย
"พวกเราไม่ใช่ทีมเดียวกัน และยิ่งไม่ใช่เพื่อนกัน
"ความสัมพันธ์เดียวของพวกเราคือ สายข่าวกับตำรวจเลว
"มีผลประโยชน์ก็ร่วมมือกัน ไม่มีผลประโยชน์ก็อยู่ให้ห่าง
"ตอนนี้ช่วยอยู่ห่างๆ ฉันหน่อยได้ไหม"
เมื่อเห็นสีหน้าที่ไร้ความรู้สึกของหลี่ชิงหมิง นากาตะก็หยุดเดินทันทีที่ได้ยิน ใบหน้าเต็มไปด้วยความผิดหวัง "โอ้..."
อิรินายิ่งขมวดคิ้ว "หลี่ชิงหมิง ฉันเองก็ไม่ได้ชอบนายหรอกนะ แต่ฮิเดโอะเขาพูดไม่ค่อยเก่ง นานๆ ทีถึงจะเจอคนที่เข้ากันได้"
"ไม่ เขาหาไม่ได้หรอก" หลี่ชิงหมิงทำไม้ทำมือใส่นากาตะทันที "ฉัน ไม่มีเพื่อน เกลียดเพื่อน ไม่ต้องการเพื่อน ตลอดไป เข้าใจไหม"
"ฉันฟังเข้าใจน่า" นากาตะหันหน้าไปทางอื่น ขยับแว่นกันแดดให้เข้าที่ "ก็แค่พูดไม่ค่อยคล่อง..."
"งั้นก็พูดให้น้อยลงหน่อย" หลี่ชิงหมิงหันไปมองอิรินาทันที "ฉันกลับบ้านได้หรือยัง"
"ตามใจนาย" อิรินาปั้นหน้าตึงเช่นกัน "ผู้ปกครองของนายรออยู่ที่หอประชุมแล้ว หวังว่าในอนาคตเราจะไม่ได้ร่วมมือกันอีกนะ"
"มือสมัครเล่น" หลี่ชิงหมิงพูดแค่นั้นแล้วก็หันหลังเดินจากไป
รอจนเขาเดินไปไกลแล้ว นากาตะ ฮิเดโอะถึงได้ถอนหายใจ "ฉัน ไม่เป็นที่ชื่นชอบ เหมือนเดิม..."
"ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก พี่ฮิเดโอะน่ารักจะตาย" อิรินาปลอบใจ "ฉันเดาว่าต้องมีเด็กม.ปลายแอบชอบพี่อยู่แน่ๆ!"
"หลอกลวง" นากาตะ ฮิเดโอะก้มหน้ากุมหน้าอก "ตรงนี้ ทรมานมาก... เว้นแต่ จะมีคนติดตามเล่อเล่อ"
"ไม่มีทางเด็ดขาด! ไปตายซะไป!"
"เจ็บใจนัก! ยัยขี้เหนียว!"
...
ภายในหอประชุมโรงเรียน หลังจากทนทุกข์ทรมานมาครึ่งค่อนวัน ในที่สุดเหล่านักเรียนก็ได้กลับมาอยู่พร้อมหน้ากับครอบครัว
บางคนสวมกอดกันร้องไห้ บางคนก็แสร้งทำเป็นสบายใจ
บางคนรีบออกจากสถานที่ บางคนก็แนะนำเพื่อนสนิทให้พ่อแม่รู้จัก
แต่คนส่วนใหญ่กลับฉวยโอกาสนี้เข้าไปล้อมรอบจี๋เสี่ยวเสียงที่ยืนอยู่เพียงลำพัง
"เสี่ยวจี๋เสียง ขอช่องทางติดต่อส่วนตัวหน่อยสิ!"
"ขอโทษนะที่เมื่อก่อนไม่เคยสังเกตเห็นเธอเลย..."
"แม่คะ ฮีโร่ผู้ยิ่งใหญ่ที่หนูเพิ่งเล่าให้ฟังก็คือเธอคนนี้แหละ!"
"ท่านไกด์นำทางผู้ยิ่งใหญ่ ในอนาคตอย่าลืมฉันนะ!"
"มาๆๆ มาถ่ายคลิปด้วยกันหน่อย! วันหลังพอเธอดังแล้วจะได้เอาไปอวดได้ไง ฮ่าๆ!"
การถูกผู้คนนับไม่ถ้วนรุมล้อมเช่นนี้ก็เหมือนกับถูกเถาวัลย์แห้งเหี่ยวนับไม่ถ้วนรัดคอ จี๋เสี่ยวเสียงรู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
เธอตัวสั่นเทา หลับตาปี๋ อยากลืมตาก็ลืมไม่ขึ้น อยากพูดก็พูดไม่ออก
เธอรู้สึกได้ว่ามีคนกำลังจับต้องตัวเธอ มีคนกำลังถ่ายรูป มีคนกำลังวิพากษ์วิจารณ์...
ไม่อาจดิ้นหลุด... ไม่มีแรงขัดขืน...
และในตอนที่เธอกำลังจะสติแตกนั่นเอง
ชิ้ง!
เสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้น
เหมือนเสียงโลหะ และเหมือนเสียงไม้
ใช่แล้ว! มันคือเสียงเสียดสีกันระหว่างโลหะกับไม้!
ต้องเป็นสิ่งนั้นแน่ๆ!
จี๋เสี่ยวเสียงหรี่ตาลืมขึ้น ก็เห็นหลี่ชิงหมิงชักดาบคมกริบออกจากฝัก แล้วตวัดไปทางซ้ายและขวาใส่ฝูงชน
"ขวางทาง" เขาพูด
หลังจากอึ้งไปครู่หนึ่ง ผู้คนก็พากันแตกฮือหนีไปคนละทิศคนละทางทันที
พ่อแม่บางคนถึงกับกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจ แล้วดึงลูกๆ วิ่งหนีไปไกลลิบ
"กรี๊ด!!!"
"ใครน่ะ!!"
"ช่วยด้วย!! สัตว์ประหลาดเหรอ?!!"
"เคลียร์แดนลับยังไม่หมดนี่!!"
"ยาม!! ยาม!!"
ทว่าพวกเด็กๆ กลับมีท่าทีสงบเยือกเย็นกับเรื่องนี้มาก
"ไม่เป็นไรหรอกแม่ ก็แค่หลี่ชิงหมิงที่บังเอิญผ่านมาเฉยๆ"
"อย่าไปมองเขาก็พอ เขาก็ขี้เกียจสนใจแม่เหมือนกันแหละ"
"พ่ออย่าไปหาเรื่องเลย เดี๋ยวก็ไปอยู่ในรายชื่อลอบสังหารหรอก"
เมื่อเห็นคลื่นความหวาดผวานี้ เจ้าหน้าที่สืบสวนที่อยู่ในเหตุการณ์ก็รู้สึกจนใจเป็นอย่างมาก
"หลี่ชิงหมิง... พวกเรายังอยู่นะ... นายเพลาๆ ลงหน่อย..."
"แดนลับจบลงแล้ว กรุณาเคารพกฎหมายบ้างเถอะ..."
"ไม่เป็นไรครับๆ คนนั้นคือทหารแนวหน้า มีสิทธิ์พกพาของวิเศษติดตัวได้..."
ทางด้านนี้ แม้หลี่ชิงหมิงจะเก็บดาบแล้ว แต่สีหน้ากลับไม่ค่อยสู้ดีนัก
ราวกับว่าขนมหวานของตัวเองถูกหนูเวรตะไลฝูงหนึ่งล้อมเอาไว้
ถึงจะไล่พวกมันไปแล้ว แต่อาหารรสเลิศก็ได้รับความเสียหายอยู่ดี
หรือว่าตอนนี้จะลักพาตัวหางม้าเบี้ยวไปเลยดี จะได้ไม่ต้องมีปัญหาตามมาทีหลัง
ในขณะที่หลี่ชิงหมิงกำลังเดินเข้าไปเตรียมจะหิ้วตัวจี๋เสี่ยวเสียง ผู้หญิงสองคนก็เดินเข้ามาหาพร้อมรอยยิ้ม
"โย่ว" ผู้หญิงผมสั้นดัดลอนที่เดินนำหน้าก้าวเข้ามาตบไหล่หลี่ชิงหมิงฉาดใหญ่ "คราวนี้แกสะใจแล้วสิ?"
ผู้หญิงผมยาวในชุดกระโปรงสีขาวเดินตามมาติดๆ พอเข้ามาก็ขยี้ผมหลี่ชิงหมิงทันที "ตอนแรกยังหาลูกไม่เจอเลย นี่ไงโผล่หัวมาเองซะแล้ว!"
เสียงทั้งสองนี้ทำให้จี๋เสี่ยวเสียงสัมผัสได้ถึงความอบอุ่น เธอถึงได้กล้าพิจารณามองไป
ว้าว
หลี่ชิงหมิงกำลังถูกคุณป้าสองคนกอดอย่างไม่เต็มใจนัก!
คนหนึ่งคือคุณป้าผมสั้นดัดลอนสวมแว่นกรอบดำ ใส่เสื้อเชิ้ตลายสกอตกับกางเกงยีนส์ ดูเท่ไปทั้งตัว
คุณป้าอีกคนสวมชุดเดรสสีขาว ปล่อยผมยาวประบ่า แววตาเต็มไปด้วยเสน่ห์ยั่วยวน นับว่าเป็นผู้หญิงที่มีความเป็นผู้หญิงมากที่สุดเท่าที่จี๋เสี่ยวเสียงเคยเห็นมาเลย
อ๊ะ!
จี๋เสี่ยวเสียงเพิ่งจะเข้าใจ
ที่แท้เขาก็มีแม่สองคนจริงๆ ด้วย!
แถมพวกเธอยังเปิดกว้างจนน่ากลัว ไม่ได้เป็นห่วงสภาพของหลี่ชิงหมิงเลยสักนิด กลับมีความรู้สึกภูมิใจประมาณว่า 'ในที่สุดลูกเราก็ทำความฝันให้เป็นจริงแล้ว' เสียด้วยซ้ำ
หลี่ชิงหมิงกลับเป็นฝ่ายเขินอายเสียเอง เขาหน้าแดงหันไปพูดกับจี๋เสี่ยวเสียง "ฉันเปลี่ยนครอบครัวอุปถัมภ์มา 5 ครอบครัวแล้ว สุดท้ายเพื่อความสะดวกก็เลยต้องทนๆ อยู่กับพวกเธอไปนั่นแหละ"
"แหม" แม่ผมยาวเอื้อมมือไปหยิกแก้มเขา "ตอนที่พวกเราทนไม่ไหวจะส่งลูกกลับไป ใครกันน้าที่กอดขาแม่ไว้แน่น ตายก็ไม่ยอมไปน่ะ?"
"!" หลี่ชิงหมิงทั้งโกรธทั้งอาย "ตกลงกันแล้วไงว่าจะไม่พูดถึงเรื่องนี้ ตอนนั้นผมเพิ่งเจ็ดขวบเองนะ"
แม่ผมสั้นที่อยู่ข้างๆ ก็อดหัวเราะไม่ได้เช่นกัน "แกไม่ได้อ้างว่าตัวเองมีบุคลิกเป็นผู้ใหญ่ตั้งแต่สามขวบหรอกเหรอ หันหลังกะพริบตาเดียวก็ไม่รับผิดชอบพฤติกรรมตอนเจ็ดขวบซะแล้ว?"
"ไม่พูดแล้ว" หลี่ชิงหมิงกัดฟันหันหลัง ยื่นมือขวาไปทางจี๋เสี่ยวเสียง "กลับบ้าน"
จี๋เสี่ยวเสียงตาเป็นประกาย เผลอยื่นมือออกไปตามสัญชาตญาณ แต่ก็รีบรู้สึกว่าไม่เหมาะสม จึงหดมือกลับมา
แม่ผมยาวย่อมสังเกตเห็นท่าทีเล็กๆ น้อยๆ นี้ จึงรีบนั่งยองๆ ลงตรงหน้าจี๋เสี่ยวเสียงแล้วถามว่า "หนูไม่เป็นไรใช่ไหมจ๊ะ"
"...ไม่... ไม่เป็นไรค่ะ... คุณป้า... ลาก่อนนะคะ..." จี๋เสี่ยวเสียงพยายามพูดออกมา
เมื่อเห็นดังนั้น แม่ผมยาวก็ส่งสายตาตั้งคำถามไปให้แม่ผมสั้นทันที
แม่ผมสั้นมองไปรอบๆ แล้วถามว่า "ผู้ปกครองหนูไม่ได้มาเหรอ"
"แม่น่าจะยังอยู่ที่โรงงานมั้งคะ... โทรศัพท์น่าจะถูกหัวหน้าสายงานยึดไปแล้ว... หนูส่งข้อความไปก็ไม่ตอบเลย..."
แม่ผมสั้นตกใจ "แม่หนูไม่รู้เลยเหรอว่าหนูเกิดเรื่อง?"
"...คงงั้นมั้งคะ..."
"บริษัทเฮงซวยอะไรกัน" แม่ผมสั้นสบถ ก่อนจะก้มตัวลงยื่นมือขวาออกไป "ไปกินข้าวเย็นที่บ้านน้าก่อนเถอะ เดี๋ยวอีกสักพักน้าจะติดต่อแม่หนูให้มารับ"
"ไม่ๆๆ ค่ะ..." จี๋เสี่ยวเสียงไม่กล้าเงยหน้า "เสียมารยาทแล้ว... ขอโทษด้วยค่ะ..."
"โธ่... เด็กคนนี้..." น้ำเสียงของแม่ผมยาวอ่อนโยนลงทันที เธอลูบผมหางม้าเบี้ยวอย่างทะนุถนอม "น้าพอจะเข้าใจสภาพของหนูนะ แต่ไปกับพวกเรา ก็ยังดีกว่าถูกคนอื่นรุมล้อมอยู่ที่นี่ไม่ใช่เหรอ"
"..."
คำพูดนี้โดนใจหลี่ชิงหมิงเข้าพอดี
ของอร่อยของฉัน จะยอมให้พวกหนูเวรตะไลมาทำร้ายอีกไม่ได้แล้ว
แค่วันนี้วันเดียว หางม้าเบี้ยวก็ถูกทำให้คายพลังงานความหวาดกลัวออกมาตั้งมากมายขนาดนี้ ไม่ว่าจะมองยังไงก็รับไม่ไหวแล้ว
ตอนนี้จะขูดรีดเธออีกไม่ได้เด็ดขาด ต้องรีบขุนเธอให้อิ่ม
"เธอแสดงคุณค่าออกมาแล้ว ต่อไปก็ถึงตาฉันทำหน้าที่บ้าง ถ้ายังอึกอักอยู่อีกฉันจะรำคาญแล้วนะ" หลี่ชิงหมิงโบกมือตรงๆ "ไม่มีข้อต่อรอง ไปกันเดี๋ยวนี้ กินข้าวให้อิ่ม แล้วก็ไปลูบเหมียวๆ"
พอได้ยินคำว่า "เหมียวๆ" หางม้าเบี้ยวก็เหมือนจะร้อง "จิ๊บๆ" ตอบรับในใจ
นี่มันดึงดูดใจมากจริงๆ
แม่ผมยาวหัวเราะคิกคัก แล้วประคองจี๋เสี่ยวเสียงให้ลุกขึ้น
"ชอบกินอะไรล่ะ เดี๋ยวระหว่างทางน้าสั่งให้"
"...ไม่กล้าหรอกค่ะ ไม่กล้าหรอกค่ะ ไม่กล้าหรอกค่ะ..." จี๋เสี่ยวเสียงซบอยู่กับอกของแม่ผมยาว และรวบรวมความกล้าพูดออกมา "มีอะไรก็กินอันนั้นแหละค่ะ!"