หลี่ผิงอันหันกลับมา มองดูคนตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม
จะตกอกตกใจอะไรขนาดนั้น
มู่หนิงหนิงเพิ่งล้างหน้าล้างตาเสร็จ นางกำลังถือถังน้ำเพื่อไปตักน้ำพุ เส้นผมสีดำขลับปล่อยสยาย ใบหน้าขาวเนียนมีสีแดงระเรื่อจางๆ ขับเน้นให้ดวงตาดอกท้อที่อยู่ใต้ขนตายาวงอนดูสว่างไสวมากยิ่งขึ้น
เสื้อตัวในและกระโปรงยาวบนร่างของนางเปียกชื้นเล็กน้อย เผยให้เห็นผิวพรรณขาวผ่องบริเวณหัวไหล่และเนินอกเป็นบริเวณกว้าง
หลี่ผิงอันเบือนหน้าหนีแล้วเอ่ยช้าๆ "ศิษย์น้องหญิงเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนดีหรือไม่ ข้ามีเรื่องบางอย่างอยากจะขอคำชี้แนะ"
"อ้อ! ได้สิ! ศิษย์พี่รอข้าประเดี๋ยวนะ!"
มู่หนิงหนิงหันหลังวิ่งกลับไป ก่อนจะปิดประตูดังปัง
ร่างของหลี่ผิงอันลอยตัวขึ้น เหยียบย่ำไปตามกำแพงหลายแห่ง กลับไปหยิบถังน้ำเปล่าในห้องของตน แล้วไปช่วยมู่หนิงหนิงตักน้ำมาหนึ่งถัง
ในเมื่อมีเรื่องขอร้องผู้อื่น หลี่ผิงอันย่อมไม่อาจวางมาดศิษย์พี่ได้
เมื่อเขาหิ้วถังน้ำกลับมาที่ลานบ้านของมู่หนิงหนิง นางก็แต่งตัวเรียบร้อยแล้ว
นางเปลี่ยนมาสวมกระโปรงยาวเรียบหรู ใต้ชายกระโปรงคือกางเกงขายาวเนื้อบางเบา ผมยาวถูกรวบเป็นหางม้าง่ายๆ ลำคอเรียวระหงดึงดูดสายตาเป็นพิเศษ
มู่หนิงหนิงนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ก็รู้สึกเขินอายเล็กน้อย นางเอ่ยเสียงเบา "ศิษย์พี่เชิญด้านในเจ้าค่ะ"
"รบกวนเวลาตักน้ำของเจ้าแล้ว"
หลี่ผิงอันหิ้วถังน้ำเข้าไปด้านใน จากนั้นก็เข้าเรื่องทันที "ข้ามีข้อสงสัยเล็กน้อย ไม่ทราบว่าศิษย์น้องหญิงพอจะไขข้อข้องใจให้ข้าได้หรือไม่"
มู่หนิงหนิงรีบพยักหน้า "ศิษย์พี่ถามมาได้เลยเจ้าค่ะ ข้าต้องตอบทุกอย่างที่รู้แน่นอน!"
"ตอนที่ข้าอยู่ในโลกโลกีย์ ข้าเคยศึกษาเส้นทางวิทยายุทธ์มาบ้าง ข้าสังเกตเห็นว่าลมปราณในกายของศิษย์น้องหญิงดูเหมือนจะโคจรตามเส้นทางวัฏจักรเล็กอยู่ตลอดเวลา ไม่ทราบว่าเจ้าทำเช่นนี้ได้อย่างไร"
"วัฏจักรเล็กหรือ" มู่หนิงหนิงงุนงงเล็กน้อย "นั่นคืออะไรหรือเจ้าคะ"
นางรู้เพียงว่าวัฏจักรคืออะไร แต่ไม่เคยได้ยินคำว่าวัฏจักรเล็กมาก่อน
"วิชาบำเพ็ญเพียรแต่ละชนิด ล้วนสอดคล้องกับรูปแบบการโคจรวัฏจักรอย่างง่ายรูปแบบหนึ่ง"
หลี่ผิงอันอธิบายสั้นๆ ไปสองสามประโยค
"ข้าเปลี่ยนคำถามใหม่ เจ้าทำอย่างไรให้ลมปราณในกายโคจรตามกระบวนท่ากระบี่อย่างต่อเนื่องเวลาที่เจ้าฝึกกระบี่"
"เรื่องนั้น..."
มู่หนิงหนิงเอามือไพล่หลัง ก้มหน้าทำท่าครุ่นคิด
"ศิษย์พี่จู่ๆ ก็ถามเช่นนี้ ข้าเองก็ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรดี
"ตอนที่ท่านแม่สอนเพลงกระบี่ ท่านสอนข้าทีละกระบวนท่า แต่ละกระบวนท่าต้องการให้ลมปราณในกายของข้าไปถึงตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง จากนั้นกระบวนท่าต่อไปก็ต้องให้ลมปราณเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย
"อธิบายเช่นนี้ดูเหมือนจะไม่ค่อยชัดเจน ศิษย์พี่! สู้ข้าสอนเพลงกระบี่ท่านสักสองสามกระบวนท่า แล้วสาธิตให้ท่านดูดีกว่า!"
หลี่ผิงอันรีบถาม "นี่เป็นวิชาที่เผยแพร่ให้คนนอกได้หรือ"
"ทำไมจะไม่ได้ล่ะเจ้าคะ มันก็แค่วิชาวิทยายุทธ์เล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น เทียบกับวิชาเซียนไม่ได้หรอก"
มู่หนิงหนิงพูดกลั้วหัวเราะ "บ้านข้าไม่มีกฎเกณฑ์อะไรมากมายขนาดนั้น ท่านแม่ของข้าก็มักจะสอนกระบวนท่าบางอย่างให้กับพวกนายพรานหรือชาวนาอยู่บ่อยๆ!
"แน่นอนว่าศิษย์พี่ไม่ใช่พวกนายพรานอะไรเทือกนั้น..."
"เช่นนั้น ข้าจะลองรำกระบวนท่าที่ศิษย์น้องหญิงเพิ่งใช้เมื่อครู่ให้ดูสักรอบ แล้วเจ้าช่วยชี้แนะข้าดีหรือไม่"
มู่หนิงหนิงกะพริบตาด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย
กระบวนท่ากระบี่ของนางน่ะหรือ?
หลี่ผิงอันวิ่งออกไปนอกลานบ้านเพื่อเก็บกิ่งไม้มาหนึ่งกิ่ง จากนั้นก็ร่ายรำเพลงกระบี่ชุดที่นางเพิ่งฝึกซ้อมไปเมื่อครู่อีกครั้งต่อหน้านาง
กระบวนท่ากระบี่ในช่วงแรกของหลี่ผิงอัน น้ำหนักมือยังไม่ค่อยแม่นยำ ท่วงท่าก็ไม่ค่อยสง่างามนัก แต่หลังจากผ่านไปไม่กี่กระบวนท่า กระบวนท่ากระบี่ก็ดูเหมือนจะทะลุปรุโปร่ง พลังกระบี่ลื่นไหลประดุจเมฆเคลื่อนน้ำไหล ลมปราณในกายมีเสียงดั่งเกลียวคลื่นกระทบฝั่ง เมื่อรั้งกระบี่กลับ กิ่งไม้นั้นก็ระเบิดแตกกระจายเสียงดังปัง
สายตาของมู่หนิงหนิงเหม่อลอยไปชั่วขณะ
นี่? นี่ไม่ใช่เพลงกระบี่ประจำตระกูลของนางหรอกหรือ ศิษย์พี่ผู้เย็นชาดูแค่รอบเดียวก็ทำได้แล้วหรือ?
ปีนั้นนางถูกท่านแม่จับมือสอนอยู่ตั้งสามสี่เดือน... นี่มันจะเกินไป...
หลี่ผิงอันหันหน้ากลับมามอง เมื่อเห็นสีหน้าของมู่หนิงหนิงแข็งค้างไปเล็กน้อย จึงถามเสียงเบา "ศิษย์น้องหญิง มีตรงไหนไม่ถูกต้องหรือ"
"ศิษย์พี่ อืม... ท่านเคยฝึกเพลงกระบี่ชุดนี้ของบ้านข้ามาก่อนหรือเจ้าคะ"
"เมื่อครู่ดูเจ้าใช้กระบวนท่ากระบี่ ข้าก็จำได้แล้ว"
หลี่ผิงอันยิ้มพลางกล่าว "ตอนอยู่ในโลกโลกีย์ข้าก็เคยใช้กระบี่ เพียงแต่ไม่ค่อยเชี่ยวชาญนัก การโคจรลมปราณเมื่อครู่มีข้อผิดพลาดหรือไม่"
"ศิษย์พี่ ท่านปล่อยให้ข้าตั้งสติสักครู่ ไม่สิ ท่านปล่อยให้ข้าคิดอย่างละเอียดสักครู่ ว่าควรจะอธิบายให้ท่านฟังอย่างไรดี"
มู่หนิงหนิงหันหลังกลับไปเงียบๆ สูดลมหายใจเข้าลึกๆ สองสามครั้ง เรือนร่างอรชรสั่นเทาเล็กน้อย
นางไม่เชื่อหรอก!
บนโลกนี้จะมีอัจฉริยะด้านวิทยายุทธ์ที่มองปราดเดียวก็ทำได้เลยได้อย่างไร แถมยังมาให้นางเจอเข้าอย่างง่ายดายเสียด้วย! "ศิษย์พี่~"
มู่หนิงหนิงหันกลับมามอง มุมปากประดับด้วยรอยยิ้มบางๆ
"เพลงกระบี่ชุดนี้ง่ายเกินไป การโคจรลมปราณก็จำเจเกินไป ข้าจะสาธิตกระบวนท่ากระบี่ปราบปีศาจที่ล้ำลึกอย่างแท้จริงให้ศิษย์พี่ดูสักรอบ ศิษย์พี่ต้องสังเกตให้ละเอียดนะเจ้าคะ!"
หลี่ผิงอันอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเลื่อมใสขึ้นมา
ศิษย์น้องหญิงผู้นี้ช่างใจกว้างยิ่งนัก ประเดี๋ยวเขาต้องหาทางตอบแทนบุญคุณนี้ให้ได้! "ขอบใจศิษย์น้องหญิง"
"ท่านเกรงใจไปแล้ว มานั่งตรงนี้เถิดเจ้าค่ะ"
มู่หนิงหนิงรีบปรับลมปราณ เข้าไปดื่มน้ำเย็นในห้อง แล้วหยิบกระบี่วิเศษสองเล่มออกมาจากกำไลหยกสีมรกตบนข้อมือ ก่อนจะวิ่งกลับมาที่ลานบ้าน
หลี่ผิงอันสังเกตเห็นนานแล้วว่า ตอนที่ศิษย์น้องหญิงผู้นี้มา นางไม่ได้นำห่อสัมภาระใดๆ ติดตัวมาด้วย
เห็นได้ชัดว่า ระดับการบำเพ็ญเพียรของมู่หนิงหนิงน่าจะเกินกว่าขั้นเลี่ยนชี่ระดับหก จึงสามารถใช้อุปกรณ์เวทเก็บของได้
"ศิษย์พี่โปรดดู!"
ดวงตาดอกท้อของมู่หนิงหนิงเปล่งประกายเจิดจ้า ทรวดทรงอรชรงดงาม จากนั้นก็ร่ายรำกระบวนท่ากระบี่อันแยบยล ซึ่งในเพลงกระบี่นี้มีความพลิกแพลงเพิ่มขึ้นมากมาย
หลี่ผิงอันยืนดูอยู่ด้านข้างอย่างสนใจ เขายกนิ้วกระบี่ขึ้นมาพิจารณาอย่างละเอียด และสามารถจับจุดประกายความคิดบางอย่างได้ลางๆ แล้ว
การโคจรวัฏจักรด้วยตนเอง มองเห็นหนทางแล้ว
...
กล่าวถึงหลี่ผิงอันที่กำลังเรียนกระบี่อย่างกระตือรือร้น เหนือน่านฟ้าสำนักเมฆาคล้อย มีเมฆขาวก้อนหนึ่งค่อยๆ ลอยมา
บนเมฆมีนักพรตรูปร่างอวบอ้วนยืนอยู่ สวมชุดนักพรตสีเทาดำ เกล้ามวยผมเล็กๆ เมื่อลมภูเขาพัดมา เส้นผมยาวสลวยก็ปลิวไสวอย่างต่อเนื่อง
หากไม่ใช่บิดาแก่ๆ ของหลี่ผิงอันแล้วจะเป็นใครไปได้เล่า? หลี่ต้าจื้อกำลังภาคภูมิใจกับวิชาอาคมที่ตนเพิ่งเรียนรู้ เมื่อนึกถึงความราบรื่นในการบำเพ็ญเพียรที่ผ่านมา ก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าไปมา แล้วแต่งบทกวีในใจบทหนึ่ง: บำเพ็ญในเขาช่างแสนดี ว่างๆ ไม่มีก็ทะลวงขั้น
อาจารย์เบิกตาศิษย์พี่ชักดิ้น ปีหน้าโบยบินเป็นเซียนอมตะ
ยอดเยี่ยม... หืม?
จู่ๆ หลี่ต้าจื้อก็ย่อตัวลงนั่งยองๆ เมฆขาวก้อนนี้ก็ค่อยๆ ลดความเร็วลงเช่นกัน
เขาบินเข้ามาในขอบเขตค่ายกลของภูเขาลูกหน้าแล้ว ในยามนี้เมื่อแผ่สัมผัสวิญญาณออกไป ก็สามารถตรวจสอบสำนักเมฆาคล้อยที่อยู่กลางเขาได้
"เกิดอะไรขึ้น" หลี่ต้าจื้อพึมพำกับตัวเอง เขาตัดสินใจหมอบลงบนก้อนเมฆ ลอยไปเหนือสำนักเมฆาคล้อยอย่างเงียบๆ แหวกก้อนเมฆให้เป็นรูแล้วก้มมองลงไป
ภายในลานบ้านที่ค่อนข้างกว้างขวาง ร่างของชายหญิงคู่หนึ่งกำลัง... หยอกล้อกันอย่างใกล้ชิด? หลี่ผิงอันถือกระบี่โพสท่า โดยมีเด็กสาวหน้าตาสะสวยคอยชี้แนะด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนอยู่ด้านข้าง นางยังช่วยจัดท่าทางให้หลี่ผิงอันอยู่เป็นระยะๆ ทำให้ทั้งสองฝ่ายหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องสัมผัสร่างกายและสบตากัน
ได้ยินเด็กสาวรูปงามผู้นั้นเอ่ยขึ้นว่า "ท่านแม่ของข้าก็สอนข้าเช่นนี้ ข้าต้องประคองข้อมือของศิษย์พี่เอาไว้"
หลี่ผิงอันหัวเราะ "ศิษย์น้องหญิงไม่ต้องกังวล ข้าไม่ได้มีหนามพิษงอกอยู่เต็มตัวเสียหน่อย เหตุใดจะแตะต้องไม่ได้เล่า"
เด็กสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "เช่นนั้น... เช่นนั้นข้าจะช่วยจัดท่าให้ถูกต้องนะเจ้าคะ"
บนก้อนเมฆ มุมปากของหลี่ต้าจื้อยกขึ้นอย่างบ้าคลั่ง แววตาแทบจะหลอมละลาย เหนือศีรษะค่อยๆ ปรากฏฟองอากาศสามฟองลอยขึ้นมา ภายในนั้นแสดงภาพของ:
อักษรซวงสี่มงคลสีแดงสดพร้อมเทียนแดง ทารกในผ้าอ้อมร้องไห้จ้า และเด็กน้อยถักเปียแกละสองคนกำลังตะโกนเรียก "ท่านปู่ ท่านปู่"
นี่! แบบนี้สิถึงจะถูก! เป็นคนหนุ่มคนสาวจะรีบไปบำเพ็ญเพียรเป็นเซียนทำไมกัน! หลี่ต้าจื้อจ้องมองอยู่ครู่หนึ่ง รู้สึกว่าเด็กสาวผู้นั้นหน้าตาสะสวยหมดจด มีความสดใสเปล่งประกาย รูปร่างแม้จะยังโตไม่เต็มที่ แต่ก็ถือว่าดูดีมากทีเดียว ท่วงท่ากิริยาก็ยอดเยี่ยมไร้ที่ติ
หลี่ต้าจื้อพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
เขารีบลุกขึ้นนั่งทันที ท่าทางกระปรี้กระเปร่าแตกต่างจากเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง
'ข้าเองก็ต้องรีบบำเพ็ญเพียรแล้ว จะมามัวเกียจคร้านไม่ได้'
'ถ้าทางผิงอันก้าวหน้าไปได้ไว ปีหน้าข้าก็อาจจะได้อุ้มหลานแล้ว แบบนี้จะไม่ให้ข้าไปหาถ้ำวิเศษที่เป็นบ้านเดี่ยวมีลานส่วนตัวในภูเขา เพื่อใช้เป็นเรือนหอให้พวกเขาก่อนได้อย่างไร'
'ถ้าอยากได้ยอดเขาส่วนตัวเป็นถ้ำวิเศษในสำนักต้องมีเงื่อนไขอะไรบ้างนะ เหมือนจะต้องอยู่ขั้นเทียนเซียนหรือเปล่า? ซี้ด เทียนเซียน นั่นฝึกไม่ใช่ง่ายๆ เลยนะ... ระดับเทียนเซียนล้วนเป็นผู้อาวุโสยอดฝีมือในโลกบำเพ็ญเพียรทั้งนั้น...'
ก้อนเมฆนั้นหยุดนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ลอยห่างออกไป
หลี่ผิงอันคล้ายจะรู้สึกตัว เขาเงยหน้าขึ้นมองแวบหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก และซึมซับแรงบันดาลใจจากวิถีกระบี่ต่อไป
การบรรลุการโคจรวัฏจักรด้วยตนเองสำคัญที่สุด!
ใกล้พลบค่ำ หลี่ผิงอันก็ขอตัวลากลับไปด้วยความพึงพอใจ ก่อนไปเขายังไม่ลืมที่จะประสานมือคำนับแบบนักพรตให้มู่หนิงหนิง
มู่หนิงหนิงรีบคำนับตอบ
"ขอบคุณศิษย์น้องหญิงที่ชี้แนะ" หลี่ผิงอันกล่าว "ข้าเกิดความรู้แจ้งในใจ อาจจะต้องเก็บตัวฝึกตนสักวันสองวัน หากลานหลังสำนักเมฆาคล้อยมีความเคลื่อนไหวอันใด รบกวนศิษย์น้องหญิงช่วยเรียกข้าด้วย"
"อื้อ! ศิษย์พี่เก็บตัวฝึกตนให้สบายใจเถิด!"
มู่หนิงหนิงตบหน้าอกตัวเอง ทำให้กระโปรงยาวสั่นไหวเล็กน้อย นางหัวเราะพลางกล่าว
"ศิษย์พี่ศิษย์เจ๊เหล่านี้ข้าจะคอยคุ้มครองเอง ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรหรอกเจ้าค่ะ"
หลี่ผิงอันก็ถูกนางทำให้หัวเราะตามไปด้วย
หลังจากใช้เวลาอยู่ด้วยกันมาทั้งวัน ความตรงไปตรงมาและชอบช่วยเหลือผู้อื่นของมู่หนิงหนิง ทำให้หลี่ผิงอันรู้สึกดีด้วยไม่น้อย
นางเป็นสหายที่ควรค่าแก่การคบหา
หลี่ผิงอันกล่าวลาอีกครั้ง ปลายเท้าแตะพื้นเบาๆ ร่างกายก็ลอยขึ้นราวกับขนนก ทะยานขึ้นลงเพียงไม่กี่ครั้งก็กลับมาถึงเรือนไม้ของตน และเปิดค่ายกลรอบๆ เรือนไม้
มู่หนิงหนิงฉีกยิ้มที่ค่อนข้างแข็งทื่อ หมุนตัวเดินกลับเข้าไปในห้องของตน แล้วปิดประตูไม้เสียงดังปัง
ร่างกายที่นางพยายามยืดให้ตั้งตรงมาตลอดก่อนหน้านี้ทรุดฮวบลงทันที นางมองดูกระบี่สองเล่มในมือด้วยความห่อเหี่ยวใจ
"นี่มัน..."
ศิษย์พี่ผู้เย็นชาเป็นสัตว์ประหลาดหรืออย่างไร? แค่ครึ่งวัน แค่ครึ่งวันเท่านั้นนะ!
ความรู้วิทยายุทธ์ที่ท่านแม่และท่านอาหญิงทุ่มเทสอนมาจนหมดไส้หมดพุง กลับถูกศิษย์พี่ผู้เย็นชาล้วงเอาไปหมดแล้ว!
คราวหน้าหากศิษย์พี่ผู้เย็นชาถามถึงการฝึกวิทยายุทธ์อีก นางจะรับมืออย่างไรดี? จะให้บอกไปตรงๆ ว่านางมีน้ำยาแค่นี้เองอย่างนั้นหรือ?
หน้าตาของตระกูลมู่ถูกนางทำป่นปี้หมดแล้ว! แต่จะว่าไปแล้ว ศิษย์พี่มีสติปัญญาการตระหนักรู้ที่สูงส่งถึงเพียงนี้ เหตุใดจึงยังอยู่ในสำนักเมฆาคล้อยอีกล่ะ
สติปัญญาระดับนี้ยังไม่สามารถถูกพวกเซียนรับเป็นศิษย์สายตรงได้อีกหรือ? มู่หนิงหนิงกลุ้มใจอยู่พักหนึ่ง นางเป่าหน้าม้าที่ปรกหน้าผากเบาๆ ก่อนจะเดินไปที่ถังอาบน้ำด้านข้าง
กำไลหยกที่ข้อมือส่องแสงกะพริบเบาๆ นางหยิบฉากกั้นที่มีค่ายกลกำบังในตัวออกมาสองอัน ยืนเท้าสะเอวให้กำลังใจตัวเอง
'ช่างมันเถอะ รถถึงหน้าเขาย่อมมีทางไป'
'ตระกูลมู่ของข้าเป็นศิษย์สายนอกของสำนักหมื่นเมฆามาถึงสามรุ่น ข้าจะต้องกราบอาจารย์อย่างสง่าผ่าเผย และกลายเป็นศิษย์สายตรงของสำนักหมื่นเมฆาอย่างภาคภูมิให้จงได้!'
ตู้ม! มู่หนิงหนิงกระโดดลงไปในถังอาบน้ำ เสื้อตัวในรัดรูปค่อยๆ ลอยขึ้นมา ผมยาวสีดำขลับสยายออกไปซ้ายขวาในน้ำ นางเริ่มนั่งสมาธิบำเพ็ญเพียรอยู่ใต้น้ำ
...
หลังจากดวงตะวันและดวงจันทราหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไปสามรอบ
'สำเร็จแล้ว'
หลี่ผิงอันลืมตาขึ้น นัยน์ตาทอประกายเจิดจ้า
เขาก้มมองปราณแท้ในร่างที่โคจรตามเส้นทางที่กำหนดไว้ มุมปากเผยรอยยิ้มบางๆ ในใจเอ่อล้นไปด้วยความรู้สึกพึงพอใจอย่างยิ่ง
จากการอ้างอิงวิธีโคจรลมปราณภายในของวิทยายุทธ์ การโคจรวัฏจักรด้วยตนเองได้บรรลุผลในขั้นต้นแล้ว อีกทั้งความเร็วในการโคจรวัฏจักรก็แทบไม่ต่างจากตอนที่เขานั่งสมาธิตามปกติเลย
ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรของเขา หลังจากนี้จะสามารถเพิ่มขึ้นได้อีกราวๆ สามส่วน! ขั้นตอนต่อไปก็คือการขบคิดว่า จะทำอย่างไรเพื่อเพิ่มปริมาณปราณวิญญาณที่เข้าสู่ร่างกาย และจะเพิ่มประสิทธิภาพในการเปลี่ยนปราณวิญญาณให้เป็นพลังเวทได้อย่างไร
นับจากนี้เป็นต้นไป หลี่ผิงอันก็สามารถหลุดพ้นจากการนั่งสมาธิเข้าฌานอย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น นำเวลาไปอ่านตำราโบราณ ศึกษาวิชาเต๋า และยังสามารถไปทำ 'สิ่งประดิษฐ์เล็กๆ น้อยๆ' ที่เขาอยากทำมาตลอดแต่ไม่มีเวลาทำได้เสียที
พูดแล้วก็ลงมือทำทันที
หลี่ผิงอันลุกขึ้นเดินไปยังชั้นหนึ่งของเรือนไม้ เขาหยิบอุปกรณ์บางอย่างที่เคยรวบรวมมาจากลานหลังบ้านออกมาจากหีบไม้ใบใหญ่ตรงมุมห้อง
เขาต้องการมอบของตอบแทนให้แก่มู่หนิงหนิงสักหน่อย
การนำศิลาวิญญาณสักสองสามก้อน และทำของขวัญทำมือที่มีประโยชน์สักชิ้นไปตอบแทน ย่อมเป็นทางเลือกที่ไม่เลว
หลี่ผิงอันง่วนอยู่หลายชั่วยาม ระหว่างนั้นยังกินโอสถธัญพืชไปสองเม็ด หน้าไม้กลไกที่ผ่านการดัดแปลงกระบอกหนึ่งก็ค่อยๆ สำเร็จเป็นรูปเป็นร่างด้วยฝีมือของเขา
เขาจงใจเหลาลูกธนูไม้ไผ่ขึ้นมาจำนวนหนึ่ง เพื่อใช้เป็นลูกดอกแบบง่ายๆ
หน้าไม้กลไกเช่นนี้ สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรที่สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ ย่อมเป็นเพียงของเล่น แต่หากเผชิญหน้ากับผู้บำเพ็ญเพียรระดับเลี่ยนชี่ หรือจวี้เสินทั่วไป หากอีกฝ่ายไม่ทันระวังตัว ก็สามารถใช้ลอบโจมตีได้บ้าง
น่าเสียดายที่ตอนนี้ระดับการบำเพ็ญเพียรของเขายังต่ำต้อย ไม่มีเคล็ดวิชาอันแยบยลในการหลอมสร้างอุปกรณ์เวท และยิ่งไม่มีวัสดุล้ำค่าให้ใช้งาน
หลี่ผิงอันรำพึงในใจ 'รอให้ข้ามีระดับการบำเพ็ญเพียรที่สูงส่งกว่านี้ก่อน จะหลอมอุปกรณ์เวทให้นางสักสองสามชิ้น เพื่อตอบแทนน้ำใจในครั้งนี้'
'ส่วนของชิ้นนี้ก็ถือเสียว่าเป็นมัดจำไปก่อน'
เขาลุกขึ้นเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า ฮัมเพลงที่ชอบฟังในชาติก่อนไปด้วยเป็นระยะๆ พลางมองดูพลังเวทที่โคจรเองตามธรรมชาติภายในร่างกายเป็นครั้งคราว มุมปากก็เผยรอยยิ้มออกมาอีกครั้ง
เรื่องราวบนโลกนี้แปดเก้าในสิบส่วนล้วนไม่เป็นไปตามใจปรารถนา เรื่องที่ลงแรงไปแล้วได้รับผลตอบแทนกลับมานั้นมีไม่มากนัก
จึงสมควรยินดี
ขณะที่หลี่ผิงอันกำลังจะออกจากบ้าน จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงกระดิ่งดังกังวานใสมาจากริมหน้าต่างชั้นสอง สัมผัสวิญญาณจับได้ว่ามีคนเข้ามาในลานบ้าน
ตามด้วยเสียงเรียกเบาๆ ของมู่หนิงหนิงดังมาจากนอกประตูบ้าน "ศิษย์พี่! รบกวนเวลาบำเพ็ญเพียรของท่านหรือเปล่าเจ้าคะ ทางนี้มีเรื่องนิดหน่อย"
"มีอะไรหรือ"
หลี่ผิงอันถือหน้าไม้กลไกขนาดกะทัดรัดเดินออกจากประตูบ้าน ก็เห็นมู่หนิงหนิงที่มีสีหน้ากังวลเล็กน้อย
"โอสถธัญพืชที่ลานหน้าบ้านหมดแล้ว ศิษย์น้องตัวเล็กๆ หลายคนหิวท้องกิ่วมาทั้งวันแล้วเจ้าค่ะ!"







