เคล็ดวิชาสืบทอดที่แท้จริงทั้งสาม เคล็ดวิชาแก่นแท้ทั้งสิบ อันที่จริงหลินจิ้งล้วนมีความเข้าใจอยู่บ้าง นอกเหนือจากนี้ สำนักยังมีวิชาควบคุมอสูรทั่วไปอีกหลายสิบชนิด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวิชาที่เจ้าสำนักรุ่นที่สามคิดค้นขึ้น
รุ่นที่หนึ่งก่อตั้งสำนัก รุ่นที่สองปฏิรูป รุ่นที่สามคิดค้นวิชา เจ้าสำนักแต่ละรุ่นล้วนมีความสามารถอันยิ่งใหญ่
ทว่า เคล็ดวิชาแก่นแท้ทั้งสิบ เขาไม่คิดจะฝึกฝนในตอนนี้ ในฐานะร่างอมตะ ระดับบำเพ็ญเพียรของเขาถือว่าต่ำต้อยเกินไป ตามหลังสัตว์เลี้ยงอยู่มากนัก ต่อให้เรียนไป ผลลัพธ์ในการเสริมความแข็งแกร่งให้กระรอกใบสนก็ยังมีขีดจำกัด
หากมีเรี่ยวแรงถึงเพียงนั้น สู้เอาไปศึกษาวิชากลไก วิชาหลอมโอสถเสียยังดีกว่า กลับจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กระรอกใบสนและตัวเองได้ดียิ่งขึ้น
ส่วนเคล็ดวิชาสืบทอดที่แท้จริงทั้งสามนั้น เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นเคล็ดวิชาผสานร่าง หรืออาวุธวิเศษจำแลงอสูร ล้วนเป็นการเสริมพลังอันมหาศาลให้แก่ตัวผู้บำเพ็ญเพียรเอง
โดยเฉพาะอาวุธวิเศษจำแลงอสูร ทำให้หลินจิ้งนึกถึงเทพเซียนองค์หนึ่งขึ้นมาได้
หยางเจี่ยนปล่อยเซ่าเทียนเฉวียน คำศัพท์ในหนังสือล้วนใช้คำว่า "สำแดงเซ่าเทียนเฉวียน!" สิ่งที่เรียกว่า "สำแดง" นั้น โดยทั่วไปจะใช้สำแดงของวิเศษ
วันหน้าหากได้เรียนวิชาอาวุธวิเศษจำแลงอสูร เขาก็สามารถ "สำแดงกระรอกใบสน!" ได้เช่นกัน
"ท่านผู้เฒ่าโม่ ข้ากลับไปแล้ว จะไปหล่อหลอมร่างกาย ฝึกฝนจิตวิญญาณ และสกัดลมปราณ" หลินจิ้งกล่าว
"นี่เจ้าคิดจะเรียนทั้งหมดเลยหรือ!" ท่านผู้เฒ่าโม่กล่าว "แต่ก็ไม่เป็นไร อย่างไรเสียเจ้าก็มีเวลาเหลือเฟือ ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องเรียนทั้งหมดอยู่ดี"
"เช่นนั้นพวกเจ้าสองคนคงไม่มีธุระอื่นแล้วกระมัง หากไม่มี ก็รีบกลับไปฝึกฝนเถอะ ข้าก็ต้องไปจัดการธุระแล้วเหมือนกัน"
"ท่านผู้เฒ่าโม่!" หลินจิ้งกล่าวเสริม "ศิษย์ได้เมล็ดพันธุ์พืชดุร้ายมาหนึ่งเมล็ด ภายหลังอยากให้ท่านผู้เฒ่าหมีดำลองชิมผลลัพธ์ของมันดูสักหน่อย"
ท่านผู้เฒ่าโม่นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า "ช่วงนี้มันไปล่วงเกินอะไรเจ้าหรือ... แต่พวกเจ้าทดลองกินเองก็อันตรายจริงๆ นั่นแหละ เดี๋ยวข้าจะให้มันไปหาพวกเจ้าก็แล้วกัน"
"มันติดตามข้ามา ต่อให้ไม่มีความดีความชอบก็ยังมีความเหนื่อยยาก จำไว้ว่าต้องไว้ชีวิตมันให้ข้าด้วย"
……
หลังจากไปคารวะท่านผู้เฒ่าโม่แล้ว หลินจิ้งกับศิษย์พี่โอวหยางก็กล่าวลากัน คนหนึ่งกลับถ้ำบำเพ็ญเพียร อีกคนหนึ่งออกจากสำนัก เพื่อไปปฏิบัติภารกิจ 'สืบสวนสัตว์วิเศษที่หายตัวไป' ที่เพิ่งรับมา
ระหว่างทางกลับถ้ำบำเพ็ญเพียร หลินจิ้งและกระรอกใบสนเดินผ่านบริเวณทะยานข้ามแดนสวรรค์ กระรอกใบสนยังคงฝังใจกับการกระโดดข้ามยอดเมฆไม่ลืมเลือน
สิ่งที่บรรพบุรุษทำไม่สำเร็จ...
หากมันทำสำเร็จ มิใช่ว่าสามารถเปิดหน้าบัญชีตระกูลใหม่ให้ตัวเองได้เลยหรอกหรือ
"จะพึ่งพาร่างกายกระโดดข้ามไปคงไม่สำเร็จแน่ เว้นแต่เจ้าจะเลื่อนระดับเป็นสายเลือดราชันย์ปีศาจ ก่อนหน้านี้ข้าให้เจ้าฝึกวิชาใบไม้บิน เจ้าก็ไม่ฝึก ตอนนี้คงเสียใจแล้วสินะ"
วิชาใบไม้บินสีแดงของกระรอกใบสนนั้นแข็งแกร่งก็จริง แต่ที่ผ่านมาล้วนพึ่งพาความมหัศจรรย์ของใบไม้บินสีแดงทั้งสิ้น
การที่มันควบคุมใบไม้บินสีแดงได้ ต้องอาศัยพลังจิตวิญญาณ ซึ่งมีพื้นที่ให้เติบโตได้อีก หากกระรอกใบสนฝึกฝนอยู่เป็นประจำ หลังจากพลังจิตวิญญาณเพิ่มพูนขึ้นแล้ว การควบคุมใบไม้บินของมัน ย่อมสามารถระเบิดความเร็วและอานุภาพที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิมออกมาได้ การกระโดดข้ามไปรวดเดียว ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
"จี๊ด..." กระรอกใบสนถอดชุดนักพรตที่เกะกะออก
เป็นการแสดงออกว่ากลับไปปุ๊บก็จะฝึกปั๊บ
"ในเมื่อที่นั่นมีแรงกดดัน รอให้กลับไปก่อน ข้าจะใช้วิชา 'พันแปรหมื่นมายา' จำลองกลิ่นอายราชันย์ปีศาจ เพื่อช่วยเจ้าฝึกฝนพลังจิตวิญญาณ" หลินจิ้งยิ้ม
"แต่ก่อนหน้านั้น พวกเรากลับไปเร่งโตเมล็ดพันธุ์พริกเมฆาอัคคีกันก่อนเถอะ!"
ความหนาแน่นของปราณวิญญาณในยอดเขาชั้นในนั้น ยอดเขาชั้นนอกเทียบไม่ติดเลยจริงๆ อยู่ที่นี่ไม่ว่าจะเป็นความเร็วในการฝึกฝน หรือความเร็วในการเติบโตของพืชวิญญาณ ล้วนรวดเร็วกว่าที่ตีนเขาของสำนักฝ่ายนอกมากนัก
อีกเรื่องที่ทำให้หลินจิ้งรู้สึกโล่งใจก็คือ ท่านผู้เฒ่าอวี้ไม่ได้ตัดเสบียงอาหารจากโรงอาหารฝ่ายนอกของเขาเพียงเพราะเขาเลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายใน นางยังคงให้กระเรียนเซียนมาส่งข้าวให้เขาตรงเวลาทุกวัน ช่วยลดภาระในการฝึกฝนของหลินจิ้งและกระรอกใบสนไปได้มากทีเดียว
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว พริกเมฆาอัคคีในฐานะพืชดุร้ายระดับหนึ่งถูกกระรอกใบสนเร่งโตจนสำเร็จ ทว่าผลผลิตกลับไม่สูงนัก ต้นกล้าพริกหนึ่งต้นให้ผลพริกเมฆาอัคคีเพียง 20 เม็ดเท่านั้น
"พืชวิญญาณหลอมรวมแล้วยังดุร้ายได้ถึงเพียงนั้น พืชดุร้ายนี่หลอมรวมแล้วจะขนาดไหนหนอ?" ปีศาจหมีดำมาตามนัด ทั้งยังพาหนูขาวระดับเลี่ยนชี่ขั้นเก้าตัวเดิมมาด้วย พอหนูขาวตัวนั้นเห็นพริกสีแดงสดก็หน้ามืดตาลาย ยังไม่ทันได้กิน ก็ตกใจจนสลบไปเสียแล้ว
ฝั่งตรงข้าม หลินจิ้งกล่าวกับท่านผู้เฒ่าหมีดำว่า "สรรพสิ่งเมื่อถึงขีดสุดย่อมพลิกผัน พืชวิญญาณกลายเป็นพืชดุร้าย ตามที่ข้าวิเคราะห์ พืชดุร้ายก็มักจะกลายเป็นพืชวิญญาณ"
"ไป เสี่ยวซง ใช้เนตรเซียนหลิวหลี" หลินจิ้งสั่งการกระรอกใบสน มันมองดูพริกเมฆาอัคคีที่ตกอยู่เต็มพื้น ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วถอดผ้าปิดตาใบไผ่ที่ให้ความเย็นสบายตาออก เนตรเซียนหลิวหลีทำงาน!
พริกสีแดงเพลิงกว่าครึ่งหายไป ปรากฏเป็น... พริกสีดำสนิทเม็ดหนึ่ง
สีสันอันแปลกประหลาดนี้ ทำให้ท่านผู้เฒ่าหมีดำหันไปมองหลินจิ้ง นี่หรือคือพืชวิญญาณที่เจ้าว่า?
ดำยิ่งกว่าข้าเสียอีก!
โชคดีที่มันฉลาด อุตส่าห์พาหนูขาวตัวเมื่อคราวที่แล้วมาด้วย!
มันเขย่าตัวปลุกหนูขาวให้ตื่น แล้วกล่าวว่า "เจ้าหนูขาว เห็นพริกสีดำนั่นหรือไม่ กินมันเข้าไปซะ หากเจ้าทนผ่านไปได้ ข้าจะมอบวาสนาครั้งใหญ่ให้เจ้า!"
แม้ปีศาจหนูขาวจะหวาดกลัว แต่เมื่อเผชิญกับการข่มขู่แกมหลอกล่อของปีศาจระดับก่อเกิดเน่ยตาน มันก็ไม่สามารถตัดสินชะตากรรมของตัวเองได้ ทำได้เพียงคลานตัวสั่นงันงกเข้าไปหาพริกสีดำ
"ไม่ต้องกลัว! ก็แค่สายพันธุ์กลายพันธุ์ของพืชดุร้ายระดับหนึ่ง เจ้าอยู่ถึงระดับเลี่ยนชี่ขั้นเก้าแล้ว จะกลัวอะไร! เปลวไฟแค่นั้นที่พริกธรรมดาพ่นออกมา เป็นเพียงไฟธรรมดา ยังสู้ไฟเตาผิงของชาวบ้านทั่วไปไม่ได้ด้วยซ้ำ! หลังกลายพันธุ์แล้วก็คงไม่แข็งแกร่งเท่าไหร่หรอก!" ปีศาจหมีดำให้กำลังใจ
เมื่อได้ยินดังนั้น หนูขาวก็รวบรวมความกล้า หลับตากินพริกสีดำที่มีรสชาติแย่สุดๆ เข้าไป
ภายในถ้ำบำเพ็ญเพียร... เงียบสงบลง
ปีศาจหมีดำ หลินจิ้ง และกระรอกใบสน ต่างจ้องมองการเปลี่ยนแปลงของหนูขาวตาไม่กะพริบ
วินาทีต่อมา หนูขาวก็หันไปมองปีศาจหมีดำแล้วอ้าปาก ทำเอาปีศาจหมีดำสะดุ้งตกใจ นึกว่าจะพ่นไฟใส่มันเสียแล้ว
อ้าว! ปรากฏว่าไม่มีอะไรพ่นออกมา!
"หา? การกลายพันธุ์ครั้งนี้ล้มเหลวสินะ!" ปีศาจหมีดำชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมา ดูเหมือนว่าฤทธิ์เดชของสัตว์วิเศษหายากก็มีเวลาที่ล้มเหลวเหมือนกัน
ทว่า ยังไม่ทันที่ปีศาจหมีดำจะหัวเราะได้นาน จู่ๆ สีหน้าของมันก็เปลี่ยนไป มันรู้สึกเพียงว่าจิตวิญญาณร้อนรุ่มขึ้นมาวูบหนึ่ง มันรีบเพ่งมองภายในร่างอย่างรวดเร็ว กลับพบว่าร่างกายกำลังลุกไหม้ด้วยเปลวไฟสีดำกลุ่มหนึ่งจากภายในสู่ภายนอก
เปลวไฟนี้ ไม่ได้แผดเผาร่างกายเนื้อ แต่มันลุกโชนอยู่บนจิตวิญญาณ เลือนรางไร้รูป!
"ไฟผีปรโลกของผู้บำเพ็ญเพียรมารตำหนักปรโลกที่ใช้เผาผลาญจิตวิญญาณโดยเฉพาะนี่!" มันร้องอุทานออกมาเสียงหลง รีบดับไฟอย่างรวดเร็ว แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว พริกยมทูตบ้าบออะไรกันเนี่ย
"ทำลาย! ทำลายทิ้ง! รีบทำลายทิ้งเดี๋ยวนี้เลย!" มันรีบทำลายพริกเมฆาอัคคีที่เหลือพร้อมกับถอนต้นกล้าพริกทิ้ง แล้วกล่าวว่า "วันหลังพวกเจ้าอย่าทำอะไรแบบนี้อีกนะ นี่มันไฟผี เป็นวิชาแก่นแท้ของตำหนักปรโลก หากกองปราบอสูรเข้าใจผิดคิดว่าสำนักพิชิตอสูรของเราสมคบคิดกับสำนักมารคงไม่ดีแน่ ชื่อเสียงของสำนักพิชิตอสูรของเราในสายตากองปราบอสูรก็ใช่ว่าจะดีอยู่แล้วด้วย!"
เมื่อเห็นท่าทางตื่นตระหนกของท่านผู้เฒ่าหมีดำ หลินจิ้งกับกระรอกใบสนก็ชะงักไป ไฟผีงั้นหรือ?
"ท่านผู้เฒ่าหมีดำ ไฟผีนี้ นำมาหลอมโอสถได้หรือไม่?"
"เจ้าใช้ไฟผีหลอมโอสถ คิดจะให้คนเป็นกิน หรือให้คนตายกินกันล่ะ?" ท่านผู้เฒ่าหมีดำถลึงตาใส่ แล้วกล่าวว่า "ถือว่าหมีเฒ่าอย่างข้าขอร้องเถอะนะ อย่าปลูกไอ้ของพรรค์นี้อีกเลย ต่อให้พวกเราไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเพียรมาร หากมีคนมาเห็นเข้าก็คงจะยุ่งยากน่าดู เว้นเสียแต่ว่าเจ้าก็อยากไปเป็นสายลับในสำนักมารด้วย"
"เจ้าอยากใช้เปลวไฟพิเศษหลอมโอสถไม่ใช่หรือ เดี๋ยวข้าไปหาไฟอสูรมาให้เจ้าใช้ไปพลางๆ ก่อนก็แล้วกัน เชื่อฟังนะ อย่าแอบปลูกไอ้ของพรรค์นี้อีกเด็ดขาด" ครั้งนี้ไม่ใช่พืชดุร้ายแล้ว แต่เป็นพืชมารที่หากใช้แล้วจะถูกมองว่าเป็นผู้บำเพ็ญเพียรสายมารต่างหาก!
หลินจิ้งกับกระรอกใบสนทำหน้าตาเชื่อฟัง ในเมื่อเป็นของอันตราย เช่นนั้นก็ไม่ปลูกแล้ว ไม่ปลูกอย่างเด็ดขาด
ท่านผู้เฒ่าหมีดำมองดูหนูขาวที่ยังมีชีวิตอยู่ แล้วกล่าวว่า "เจ้านี่ ไม่เลวเลย ข้าขอแต่งตั้งให้เจ้าเป็นเด็กรับใช้ทดสอบยาประจำตัวหลินจิ้ง ว่าที่บุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักพิชิตอสูรในอนาคต วาสนานี้ยิ่งใหญ่พอมั้ยล่ะ"