กลับบ้านแล้ว
อูรูไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าผ่านไปยี่สิบปี บ้านของเขายังคงอยู่ที่นี่ และเขาก็ไม่คาดคิดเช่นกันว่าจะได้กลับบ้านด้วยวิธีนี้
ทั้งๆ ที่ในตอนกลางวัน ตอนที่ตายังพอมองเห็น เขากลับหาตำแหน่งของบ้านไม่พบ ทว่าพอตกกลางคืนที่มืดมิดจนสูญเสียการมองเห็นไป เขากลับอาศัยสัญชาตญาณพาตัวเองกลับมายังสถานที่แห่งนี้ได้
ขณะนอนขดตัวอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพัง เขาไม่กล้าหันกลับไปมอง ไม่กล้าแม้แต่จะคิดว่าใต้ซากปรักหักพังนั้นยังมีอะไรถูกฝังอยู่หรือไม่... เขาไม่กล้าคิด ได้แต่พร่ำบอกตัวเองในใจซ้ำๆ ว่า "ที่นี่ไม่ใช่บ้านของฉัน บ้านของฉันมันพังทลายไปตั้งนานแล้ว นี่มันก็แค่ภาพลวงตา"
เสียงสั่นสะท้านในใจของอูรูนั้นดังมากเสียจนไป๋เหวยได้ยินอย่างชัดเจน มันเงยหัวเล็กๆ ขึ้นมองอูรูด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย จากนั้นก็มองดูซากปรักหักพังโดยรอบ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
พูดตามตรง เรื่อง "กลับบ้าน" ไม่ได้อยู่ในแผนการของไป๋เหวยเลย ต่อให้มันจะมีอิทธิฤทธิ์มากแค่ไหนก็ไม่มีทางรู้ได้ว่าบ้านของอูรูอยู่ที่ไหน ทว่าปฏิกิริยาของอูรูในตอนนี้ก็ยังถือว่าอยู่ในความคาดหมายของไป๋เหวย
ประสบการณ์ทั้งหมดที่เผชิญมาตลอดทั้งวันในวันนี้ ทำให้อูรูมาถึงจุดวิกฤตที่อารมณ์พร้อมจะแตกสลายอย่างสมบูรณ์แล้ว
ราวกับภูเขาไฟที่กำลังจะปะทุ
ขาดอีกเพียงแค่ก้าวสุดท้ายเท่านั้น
และก้าวสุดท้ายที่ว่านี้... ไป๋เหวยทอด 'สายตา' มองไปยังกระท่อมไม้หลังเล็กที่อยู่ไม่ไกลออกไป พลางเฝ้ารออย่างเงียบงัน
ไม่นานนัก เสียงเอะอะโวยวายก็ดังมาจากทิศทางที่อูรูจากมา อูรูหันขวับไปมองและเห็นเหล่าอัศวินชูคบเพลิงกำลังเดินตรงมาทางนี้
อูรูรีบซ่อนตัวให้ลึกลงไปอีก เขาซุกซ่อนตัวอยู่ใต้ซากปรักหักพังแห่งนี้
ซากตอตะโกที่พังทลายเหล่านี้มอบความรู้สึกอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูกให้กับอูรู ราวกับตอนที่มันยังไม่กลายเป็นซากปรักหักพัง
อูรูตกใจกับความคิดนี้ของตัวเอง จากนั้นเขาก็ส่ายหน้าซ้ำๆ พยายามสะบัดเรื่องพวกนี้ออกไปจากสมอง
...
เคลซียืนอยู่เบื้องหน้าบ้านเรือนหลายสิบหลังนั้น ราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้ เขาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย "สถานที่แห่งนี้..."
อัศวินที่ยืนอยู่ข้างกายเขาหันมามอง "ท่านหัวหน้าอัศวิน ท่านพบอะไรหรือขอรับ?"
"เปล่า" เคลซีส่ายหน้า "ข้าแค่รู้สึกว่าที่นี่มันคุ้นตานิดหน่อย"
เขาทบทวนความทรงจำอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็นึกออก
"อ้อ นี่มันที่ที่เจ้าอูรูเคยอยู่นี่นา? สมัยก่อนข้าเคยได้ยินลูจีตาเฒ่าสารเลวนั่นพูดถึงอยู่ ว่ามีบ้านคนหลายสิบหลังอยู่นอกเมือง ดูเหมือนว่าจะเป็นที่นี่สินะ"
เมื่อคิดได้เช่นนี้ มุมปากของเคลซีก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันอย่างอดไม่ได้
"เวลาแบบนี้ยังจะกลับบ้านมาหาแม่อีกงั้นหรือ? น่าเสียดายนะ แม่ของเจ้าตายไปตั้งนานแล้ว"
เหล่าอัศวินมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่รู้ว่าเคลซีหมายถึงอะไร แต่เคลซีก็ขี้เกียจเกินกว่าจะอธิบาย เขาเพียงแค่โบกมือแล้วกล่าวว่า "ข้ารู้จักหมู่บ้านนี้ มันไม่มีทางออกอื่น มีแค่ถนนเส้นนี้เส้นเดียวที่ทอดยาวเข้าสู่ตัวเมือง เอาอย่างนี้ ข้าจะเฝ้าอยู่ที่นี่ พวกเจ้าแยกย้ายกันเข้าไปค้นหา ค้นดูให้ทั่วทุกบ้าน ดูสิว่าเจ้านั่นมันหนีไปซ่อนตัวอยู่ที่ไหน ทันทีที่พบตัวมัน ให้ส่งสัญญาณบอกข้าทันที พวกเจ้าอาจจะรับมือมันไม่ได้ แต่ข้าทำได้"
"ขอรับ! ท่านหัวหน้าอัศวิน!"
อัศวินทุกคนรับคำสั่ง รวมถึงคนรับใช้สองคนที่ถูกเหล่าอัศวินจับตัวมาด้วย แม้พวกเขาจะไม่อยากช่วยเลยสักนิด แต่ภายใต้ความน่าเกรงขามของเคลซี พวกเขาก็ยังต้องเดินตามเหล่าอัศวินเข้าไปในหมู่บ้านเล็กๆ ที่มีคนอาศัยอยู่เพียงหลายสิบครัวเรือนแห่งนี้ด้วยความหวาดผวา
แสงเพลิงแต่ละสายบุกรุกเข้าไปในหมู่บ้านอันเงียบสงบแห่งนี้อย่างกะทันหัน ราวกับจะแผดเผามันให้มอดไหม้ไปทั้งหมู่บ้าน
เมื่อเห็นภาพนี้ อูรูกลับถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เพราะบ้านของเขา... ไม่สิ เพราะบริเวณรอบๆ ซากปรักหักพังที่เขาอยู่ตอนนี้ไม่มีบ้านเรือนคนเลยสักหลัง ดังนั้นพวกอัศวินจึงไม่ได้เดินมาทางนี้เลย
และตำแหน่งที่เขาอยู่ก็อยู่ตรงส่วนหน้าของหมู่บ้าน ขอเพียงพวกอัศวินเข้าไปในหมู่บ้านจนหมด เขาก็จะมีโอกาสวิ่งหนีกลับเข้าเมืองไปตามถนนสายเดิม
ปัญหาเพียงอย่างเดียวก็คือ คนที่เฝ้าอยู่บนถนนสายเดิมนั้นคือเคลซี
เคลซียืนตระหง่านอยู่อย่างเงียบๆ สองมือวางทาบอยู่บนด้ามดาบศักดิ์สิทธิ์ ประดุจขุนเขาสูงตระหง่าน ขุนเขาที่ทำให้อูรูไม่กล้าแม้แต่จะมองซ้ำสอง
ดังนั้นอูรูจึงทำได้เพียงฝากความหวังไว้ว่าหมู่บ้านแห่งนี้จะเกิดความเคลื่อนไหวบางอย่างขึ้น เพื่อล่อให้เคลซีตามไปหา แบบนี้เขาถึงจะฉวยโอกาสหลบหนีได้ แต่หมู่บ้านเล็กๆ ที่มีเพียงไม่กี่สิบครัวเรือน แถมผู้คนยังล้มตายไปกว่าครึ่งในช่วงปีแห่งภัยพิบัตินี้ จะมีสิ่งใดที่ดึงดูดความสนใจของเคลซีได้จริงๆ หรือ?
อูรูไม่รู้ ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงสวดภาวนา ทำได้เพียงรอคอย รอให้โชคชะตาเข้าข้างตนเอง รอให้เทพแห่งไรน์... อา เขาหันหลังให้กับไรน์ไปแล้วนี่นา
ในขณะที่อูรูกำลังถูกความคิดแปลกประหลาดเช่นนี้รบกวนจิตใจอีกครั้ง อัศวินกลุ่มแรกก็บุกเข้าไปในบ้านหลังที่อยู่ใกล้อูรูมากที่สุด ก่อนจะลากคนสองคนออกมาจากในบ้าน
อูรูหันไปมองทางนั้นตามสัญชาตญาณ จากนั้นก็เบิกตากว้างขึ้นทันที
เพราะคนที่ถูกอัศวินลากตัวออกมานั้น เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี... นั่นคือเด็กชายคนนั้นกับน้องสาวของเขา
ตอนนั้นเองที่อูรูเพิ่งจะตระหนักได้ว่า บ้านหลังที่อยู่ใกล้เขาที่สุด กลับกลายเป็นบ้านของเจ้าหนูนั่นเอง!
วินาทีนี้ หัวใจของอูรูเต้น 'ตึกตัก' รัวเร็ว
ทำไมถึงเป็นบ้านของเจ้าหนูนั่นได้ล่ะ?! ทำไมถึงเป็นบ้านของเจ้าหนูนั่นได้?!
...
"เจ้าหนู!" อัศวินคนหนึ่งใช้ดาบศักดิ์สิทธิ์ตบหน้าเด็กชายด้วยความรำคาญ คมดาบอันแหลมคมบาดใบหน้าของเด็กชายจนเป็นแผลในพริบตา "ข้าถามเจ้า เจ้าเห็นบาทหลวงคนหนึ่งบ้างหรือไม่"
เด็กชายเงยหน้าขึ้น มองอัศวินที่เอ่ยถามด้วยความงุนงง แล้วก็มองอัศวินอีกสองสามคน ก่อนจะส่ายหน้าช้าๆ "ไม่เห็นครับ"
"ไม่เห็นหรือไม่อยากพูดกันแน่!" อัศวินกล่าวอย่างดุร้าย "ถ้าเจ้ากล้าปิดบัง ข้าจะฆ่าเจ้าทิ้งซะ! เพราะงั้นก็คิดดูให้ดีๆ!"
เด็กชายตกใจกลัวอัศวิน แต่ก็ยังคงเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา "มะ ไม่เห็นจริงๆ ครับ"
จากนั้นอัศวินก็หันไปมองน้องสาวของเขา แล้วใช้วิธีเดียวกันตบหน้าน้องสาวเบาๆ "เคยเห็นบาทหลวงบ้างไหม?"
น้องสาวก็เอาแต่มองอัศวินอย่างเหม่อลอยเช่นกัน เธอเหม่อลอยเสียยิ่งกว่าพี่ชาย ราวกับว่าฟังคำพูดของอัศวินไม่เข้าใจด้วยซ้ำ
"ชิ อีเด็กปัญญาอ่อน" อัศวินชักดาบกลับด้วยความรังเกียจ แล้วโบกมือ "ไปบ้านหลังต่อไปเถอะ แต่พวกเจ้าห้ามกลับเข้าไป ให้รออยู่ที่นี่แหละ!"
เมื่อเห็นว่าอัศวินเหล่านี้ไม่ได้ทำอะไรเกินเลยกับสองพี่น้องเจ้าหนู หัวใจที่แขวนต่องแต่งของอูรูก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย
แม้อูรูจะไม่รู้ว่าทำไมเจ้าหนูถึงบอกว่าไม่เคยเห็นเขา ทั้งๆ ที่เจ้าหนูสามารถบอกได้ว่าเคยเจอตอนกลางวัน... บางทีเจ้าหนูนี่ก็คงไม่ได้โง่ คงรู้ว่าถ้าบอกว่าเคยเจอก็จะนำความยุ่งยากมาให้กระมัง
ก็คงเป็นเหตุผลนี้แหละ ไม่อย่างนั้นจะเป็นอะไรไปได้อีกล่ะ?
อูรูไม่อยากคิดอะไรมาก ทำได้เพียงเฝ้ามองดูอย่างเงียบๆ รอคอยการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์
และเมื่อเหล่าอัศวินบุกเข้าไปลึกขึ้น ผู้คนจากบ้านแต่ละหลังก็ถูกลากตัวออกมาจากบ้าน แล้วถูกสอบสวนทีละคนๆ
และคนเหล่านี้ก็ไม่เคยเห็นอูรูจริงๆ ต่อให้เคยเห็นก็เป็นตอนกลางวันแล้ว ตอนที่อูรูวิ่งมาเมื่อครู่นี้ ไม่มีใครสังเกตเห็นเลย ดังนั้นจึงย่อมไม่มีใครรู้ว่าอูรูกำลังซ่อนตัวมองดูอยู่ในซากปรักหักพังแห่งนี้
ชาวบ้านทุกคนถูกสอบถามจนครบหมดแล้ว ทุกคนต่างบอกว่าไม่เคยเห็นอูรู ถ้าอย่างนั้นเรื่องจะจบลงแค่นี้หรือ?
อูรูซึ่งเป็นนักบวชของไรน์เช่นเดียวกันย่อมรู้ดีว่ามันเป็นไปไม่ได้ การตรวจค้นอย่างแท้จริงกำลังจะเริ่มขึ้นต่อจากนี้ต่างหาก
เหล่าอัศวินบุกเข้าไปค้นทุกบ้าน ทำลายข้าวของทุกอย่างในบ้านของชาวบ้านจนพังพินาศ ไม่เว้นแม้แต่ชามดินเผาหรือกะละมังดินเผา ราวกับกลัวว่าอูรูจะซ่อนตัวอยู่ในนั้น
เมื่อเผชิญกับการกระทำอันโหดร้ายเช่นนี้ ชาวบ้านก็ไม่กล้าขัดขืน หรือจะพูดให้ถูกคือไม่มีเรี่ยวแรงจะขัดขืนแล้ว พวกเขาด้านชากันไปนานแล้ว ได้แต่นั่งเหม่อลอยอยู่ตรงนั้น เหมือนกับน้องสาวของเจ้าหนู แววตาไร้ซึ่งชีวิตชีวา ในเมื่อแม้แต่ของกินยังไม่มี แล้วของอย่างอื่นจะมีประโยชน์อะไรอีกล่ะ?
อูรูที่ซ่อนตัวอยู่ในซากปรักหักพังก็กำลังคิดคำนวณหาวิธีหลบหนีอย่างบ้าคลั่งอยู่ในใจ หากค้นบ้านของชาวบ้านจนหมดแล้วยังหาไม่เจอ พวกนั้นก็ต้องขยายขอบเขตการค้นหาอย่างแน่นอน ถึงตอนนั้น ที่ซ่อนของเขาก็จะปิดบังไว้ไม่ได้อีกต่อไป
ส่วนเคลซีในเวลานี้ยังคงยืนอยู่ที่ทางเข้า แม้สีหน้าจะเริ่มแสดงความรำคาญใจออกมาบ้างแล้ว แต่เขาก็ยังคงรอคอย
เร็วเข้า ใครก็ได้ ขอแค่ล่อเขาออกไป ขอแค่ล่อเขาออกไป!
อูรูสวดภาวนาในใจอีกครั้ง
และในเวลานั้นเอง เขาก็ได้ยินเสียงคนตะโกนด้วยความตื่นเต้น "ข้าเจอแล้ว ข้าเจอแล้ว เจ้านั่นเคยมาที่นี่จริงๆ ด้วย!"
อูรูชะงักไป หันไปมองตามเสียงโดยสัญชาตญาณ จากนั้นก็เบิกตากว้าง
เพราะเขาเห็นคนรับใช้ของเศรษฐีที่ดินที่ถูกเขาซ้อมไปก่อนหน้านี้ กำลังถือถุงเสบียงเปื้อนเลือดถุงหนึ่งไว้ในมือ
มาจากบ้านของเจ้าหนูนั่น
...
"เกิดอะไรขึ้น?" เมื่อมองดูถุงเสบียงในมือของคนรับใช้ผู้นั้น อัศวินก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย "นี่มันอะไรกัน?"
"ท่านอัศวิน นี่คือเสบียงที่บาทหลวงคนนั้นแย่งไปจากมือพวกเราเมื่อตอนกลางวันขอรับ!" คนรับใช้โวยวายด้วยความตื่นเต้น "ถุงนี้แหละ! ค้นเจอมาจากบ้านของเจ้าหนูนี่ บาทหลวงคนนั้นต้องเคยมาที่นี่แน่ๆ"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ สายตาของเหล่าอัศวินก็พุ่งเป้าไปที่ใบหน้าของเด็กชายทันที
"เกิดอะไรขึ้น?" อัศวินเอ่ยถามอย่างเรียบเฉย "เมื่อกี้เจ้ายังบอกอยู่เลยว่า ไม่เคยเห็นบาทหลวงคนนั้น"
เด็กชายก้มหน้าลงทันที และเอ่ยเสียงเบา "ผมเก็บมาได้ครับ"
"เก็บมาได้งั้นหรือ?" อัศวินส่งสายตาให้คนรับใช้
คนรับใช้ผู้นั้นเข้าใจความหมาย จึงรีบเดินเข้าไปเตะใส่ร่างของเด็กชายจนล้มลง
"เก็บมาได้งั้นเรอะ? มาถึงป่านนี้แล้วแกยังจะมาพูดปดอยู่อีก?!" คนรับใช้บีบคอเด็กชายอย่างแรง "ต่อหน้าท่านอัศวินผู้ทรงเกียรติ แกยังกล้าพูดปดอีกงั้นเรอะ?!"
อัศวินคนนั้นก็เอ่ยปากอย่างเย็นชาเช่นกัน "ข้าจะถามเจ้าอีกครั้ง เสบียงถุงนี้มาจากไหน? แล้วก็ บาทหลวงคนนั้นอยู่ที่ไหนกันแน่"
เด็กชายยังคงส่ายหน้า "นี่ผมเก็บมาได้ครับ ผมไม่เคยเห็นบาทหลวงอะไรนั่นเลย"
"...ดีมาก" อัศวินพยักหน้า โบกมือให้คนรับใช้ แล้วหันหลังกลับ
คนรับใช้ทั้งสองย่อมเข้าใจความหมายของอัศวินเป็นอย่างดี ดังนั้นทั้งสองจึงเริ่มรุมเตะต่อยเด็กชายอีกครั้ง
"ไอ้เด็กเหลือขอเวรตะไล ยังไม่ยอมพูดความจริงอีกใช่ไหม?!"
"อย่ามาหลอกลวงท่านอัศวิน! แกเคยคิดถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาบ้างไหม?!"
เด็กชายทำเพียงยกสองมือขึ้นกุมหัว ปล่อยให้พวกเขาซ้อม โดยไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ใดๆ ทั้งสิ้น
และภาพนี้ก็ตกอยู่ในสายตาของอูรูอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
"เขา... ทำไมถึงไม่ยอมรับล่ะ?" อูรูพึมพำ "ทำไมไม่ยอมรับว่าเคยเห็นฉันล่ะ?"
อูรูคิดไม่ออกเลยจริงๆ ว่าทำไมเด็กชายถึงไม่ยอมบอกเรื่องที่เคยเจอเขาตอนกลางวันออกไป เรื่องแบบนี้ทำไมต้องปิดบังด้วย?
ไป๋เหวยกล่าวอย่างเชื่องช้า "เพราะนายช่วยฝังศพแม่ของเขาให้ยังไงล่ะ"
ร่างกายของอูรูสั่นสะท้านเบาๆ จากนั้นก็รีบส่ายหน้า "ไม่ มันเป็นไปไม่ได้หรอก ไม่มีใครยอมทำถึงขนาดนี้เพื่อเรื่องพรรค์นี้หรอก..."
ประโยคครึ่งหลังเขาพูดไม่ออกแล้ว เพราะเด็กชายกำลังทำเรื่องแบบนั้นอยู่จริงๆ คนรับใช้สองคนนั้นลงมือหนักมาก เพียงไม่กี่ครั้งก็ซ้อมเขาจนเลือดอาบไปทั้งตัว แต่เขาก็ยังคงดื้อรั้นปิดปากเงียบ ไม่ยอมปริปากพูดแม้แต่คำเดียว
แต่ทั้งๆ ที่เขาแค่พูดความจริงออกไปก็จบแล้ว บอกว่าตอนกลางวันเคยเห็นอูรู แต่ตอนกลางคืนไม่เห็น แบบนี้ก็พอแล้วนี่นา
ทำไมถึงไม่พูดล่ะ?
"โง่ ไอ้โง่เอ๊ย..." อูรูด่าเด็กชายด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ช่างโง่เง่าเสียจริง"
เมื่อได้ยินเสียงด่าของอูรู ไป๋เหวยก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่มองดูเด็กชายคนนั้นอย่างเงียบๆ พร้อมกับฟังอูรูที่กำลังพยายามหาเหตุผลมาอธิบายให้ตัวเองฟัง "โอ๊ะ ไม่สิ เขาไม่ได้โง่ เขาฉลาดต่างหาก เขารู้ว่าถ้าหากยอมรับว่าตอนกลางวันเคยเห็นฉัน พวกนี้ก็จะต้องให้เขาหาตำแหน่งของฉันในตอนนี้ให้เจอแน่ๆ ถ้าเป็นแบบนั้นเขาจะยิ่งเดือดร้อนหนักกว่าเดิม ดังนั้นเขาสู้บอกปัดไปเลยดีกว่าว่าไม่เคยเห็นฉัน แบบนี้ก็จะได้..."
ข้อสรุปนี้ แม้แต่อูรูเองก็ยังแทบจะพูดต่อไปไม่ลง
และในเวลานี้เอง ในที่สุดเขาก็ได้ยินเสียงที่เขารอคอยมานาน
"ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?"
คือเคลซี
หัวหน้าอัศวินผู้ไร้ความอดทนผู้นี้ ในที่สุดก็เดินจากทางแยกมาจนถึงบ้านของเด็กชาย เขามองดูเด็กชายที่ถูกซ้อมจนร่อแร่ แล้วเอ่ยถามอย่างเย็นชา "ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?"
โอกาสมาถึงแล้ว!
อูรูดีใจจนเนื้อเต้นในพริบตา
เขาคว้าโอกาสที่หาได้ยากยิ่งนี้ไว้ รีบคลานออกมาจากซากปรักหักพังอย่างระมัดระวัง เตรียมตัวจะหลบหนีไปในตอนที่เด็กชายดึงดูดความสนใจของเคลซีไว้
เพราะกลัวว่าจะทำให้เกิดเสียงดัง การเคลื่อนไหวของอูรูจึงแผ่วเบามาก การปีนป่ายอย่างระมัดระวังในซากปรักหักพังนี้ ทำให้เขาดูเหมือนกับ... แมลงที่น่าเกลียดน่ากลัวตัวหนึ่ง
"นายจะหนีแล้วงั้นหรือ?" เสียงอันเรียบเฉยของไป๋เหวยดังขึ้น
"แน่นอนสิ! เวลาแบบนี้ไม่หนี แล้วจะให้หนีตอนไหนล่ะ?!" อูรูตอบกลับไป๋เหวยอย่างที่คิดว่าเป็นเรื่องสมควร
"แล้วเด็กคนนั้นไม่เกี่ยวอะไรด้วยงั้นหรือ?"
ร่างกายของอูรูสั่นสะท้านเบาๆ แต่ก็กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว ทำให้เขาคลานไปข้างหน้าต่อไป พร้อมกับพูดในใจว่า "แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉันล่ะ?"
"เขาจะตายนะ"
"แล้วยังไงล่ะ?" อูรูกัดฟันพูด "เขาจะตายก็เพราะเขาไม่รู้เบาะแสของฉัน ก็เลยถูกเคลซีฆ่าตาย มันเกี่ยวอะไรกับฉันล่ะ? ถ้าเขารู้เบาะแสของฉัน คนที่ตายก็ต้องเป็นฉันสิ!"
"จริงหรือ?"
"ไม่งั้นจะเป็น..." ในวินาทีก่อนที่จะคลานออกจากซากปรักหักพัง อูรูหันกลับไปมองตามสัญชาตญาณ ก่อนจะรู้สึกราวกับว่าหัวใจและปอดกำลังจะหยุดทำงาน
เขาเห็นเด็กชาย และเด็กชายก็เห็นเขา
อัศวินทุกคนหันหลังให้เขา ทุกคนล้วนยืนอยู่ ดังนั้นจึงไม่มีใครเห็นอูรูที่กำลังคลานอยู่ท่ามกลางโคลนตม ยกเว้น... เด็กชายที่ถูกซ้อมจนล้มลงกองกับพื้น และต้องจมอยู่ในโคลนตมเช่นเดียวกัน
อูรูมั่นใจมากว่าเด็กชายมองเห็นตัวเอง เพราะจุดเด่นที่สุดของเด็กชายคนนั้นก็คือดวงตาคู่นั้น ที่สามารถมองเห็นได้ไกลแสนไกล
ดังนั้น อูรูแทบจะคาดเดาได้เลยว่าเด็กชายจะต้องยกมือขึ้นชี้มาที่เขาทันที
แบบนี้ เด็กชายก็จะสามารถลุกขึ้นมาจากโคลนตมได้ ส่วนเขาจะต้องตายอยู่ในโคลนตมนี้ตลอดกาล ดังนั้นหัวใจและปอดของเขาจึงหยุดทำงานไปชั่วขณะ
แต่สิ่งที่เขาไม่คาดคิดก็คือ หลังจากที่เด็กชายมองเขาแวบหนึ่ง ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา ไม่ได้ทำท่าทางอะไรเลย ซ้ำยังรีบละสายตากลับไป ยกมือขึ้นกุมหัวอีกครั้ง แล้วฝังตัวเองลงไปให้ลึกยิ่งกว่าเดิม
ตกตะลึง ไม่เข้าใจ สับสน... และอารมณ์ความรู้สึกแปลกประหลาดอื่นๆ อีกมากมายผุดขึ้นในใจของอูรูพร้อมๆ กัน ทำให้เขาอ้าปากค้างอย่างลืมตัว อยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็พูดอะไรไม่ออกเลย
ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งเหล่านี้ก็ถูกบดบังด้วยสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดที่รุนแรงยิ่งกว่า ทำให้เขารีบหันขวับกลับมา จากนั้นก็ล้มลุกคลุกคลานมุดออกมาจากซากปรักหักพัง ออกจากดินแดนโคลนตมแห่งนี้ แล้วพุ่งตัวหนีเอาชีวิตรอดเข้าไปในความมืดมิดของยามราตรี
นอกจากการหนีเอาชีวิตรอดแล้ว เขาไม่อยากคิดอะไรทั้งนั้น ไม่อยากทำอะไรทั้งนั้น มีเพียงแค่การหนีเท่านั้น
ออกไปจากที่นี่ ออกไปจากที่นี่ตลอดกาล
มีชีวิตรอดต่อไป มีชีวิตรอดต่อไปโดยไม่สนอะไรทั้งสิ้น
เรื่องอื่นๆ ล้วนไม่เกี่ยวข้องกับเขา
ตอนนี้ ขอแค่วิ่งฝ่าเข้าไปในความมืดมิดก็พอ
และเมื่อมองดูอูรูที่เป็นเช่นนี้ ไป๋เหวยก็รู้ว่า ถึงเวลาแล้ว
"นายหนีไปแบบนี้จริงๆ ด้วย" ไป๋เหวยเอ่ยปากอย่างเชื่องช้า
อูรูไม่ตอบสนอง
"พูดตามตรง การตัดสินใจของนายครั้งนี้ไม่ได้ทำให้ฉันแปลกใจเลย นายยังจำสิ่งที่ฉันพูดกับนายเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนได้ไหม? หรือจะพูดอีกอย่างคือ นายยังจำสิ่งที่ตัวเองเคยพูดไว้ได้ไหม?"
อูรูทำราวกับไม่ได้ยิน แต่ไป๋เหวยสัมผัสได้ว่าจังหวะก้าวเท้าของเขาสับสนขึ้นเล็กน้อย
"นายเคยพูดไว้ใช่ไหม ว่าที่นายกลายเป็นแบบนี้ ก็เพราะในช่วงความเป็นความตาย คนที่นายเจอคือลูจี ส่วนเจ้าหนูนั่น คนที่เขาเจอคือนาย พวกนายเดิมทีก็เป็นคนประเภทเดียวกัน เพียงแต่สิ่งที่เผชิญแตกต่างกัน จึงทำให้พวกนายกลายเป็นคนละแบบ"
"...หุบปาก!" เสียงโต้แย้งของอูรูสั่นพร่า "อย่าพูดอีกนะ"
"แต่มุมมองของฉันต่างจากนาย นายยังจำที่ฉันพูดกับนายได้ไหม? สิ่งมีชีวิตที่ต่างสายพันธุ์กัน ต่อให้อยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกันก็จะเติบโตมาเป็นสิ่งที่ต่างกันอยู่ดี นี่มันเป็นมาตั้งแต่เกิดแล้ว"
"ฉันบอกให้แกหุบปาก ฉันบอกให้แกหุบปากไง!"
คราวนี้ไป๋เหวยทำราวกับไม่ได้ยิน มันยังคงพูดต่อไปตามลำพัง "อย่างเช่นว่า โผล่มาจากโคลนตมเหมือนกัน บางคนเกิดมาก็เป็นดอกไม้ เหมือนอย่างเจ้าหนูนั่น..."
"หุบปากซะที!" อูรูหยุดฝีเท้า จับนิ้วกลางมือซ้ายไว้แน่น ราวกับอยากจะดึงไป๋เหวยออกมาทั้งอย่างนั้น
ทว่าไป๋เหวยกลับนิ่งสงบดั่งขุนเขา ซ้ำร้ายบนหัวเล็กๆ ที่มีแต่ลายนิ้วมือนั้น กลับทำให้อูรูรู้สึกเหมือนว่ามันกำลังยิ้มอยู่ ซึ่งทำให้อูรูรู้สึกหวาดกลัว แต่ไม่ใช่กลัวตัวไป๋เหวยเอง ทว่ากลัว...
"นายกำลังกลัวความจริงข้อนั้นอยู่ใช่ไหม? กลัวความจริงที่ฉันกำลังจะพูดออกมา" ไป๋เหวยหัวเราะเบาๆ แล้วกล่าว "แต่ความจริงมันก็คือความจริงนะ บางคนเกิดมาก็เป็นดอกไม้..."
"หุบปากโว้ยยยย!" อูรูใกล้จะบ้าเต็มทีแล้ว
และเมื่อเผชิญหน้ากับอูรูที่กำลังจะคลุ้มคลั่ง น้ำเสียงของไป๋เหวยก็ค่อยๆ เย็นชาลง และพูดประโยคที่เขาไม่อยากได้ยินมากที่สุดออกมา
"แต่บางคนเกิดมาก็เป็นแมลง"
"แมลง ก็คือแมลง"
...
เคลซีรู้สึกเบื่อหน่ายมาก
เจ้าหนูนี่ปากแข็งอย่างน่าประหลาด แต่เขาก็ขี้เกียจลงมือเอง จึงพูดกับคนรับใช้ทั้งสองคนนั้นโดยตรงว่า "ฆ่าน้องสาวมันซะ ดูสิว่ามันจะยอมพูดไหม"
"ขอรับ นายท่าน!"
เด็กชายเงยหน้าขึ้นทันที มองดูคนรับใช้สองคนนั้นกดตัวน้องสาวของเขาไว้พร้อมกับแสยะยิ้มอย่างน่าเกลียดน่ากลัวด้วยความหวาดผวา
"มะ ไม่นะ..." ในที่สุดเด็กชายก็เอ่ยปาก น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเว้าวอน "ขอร้องล่ะ อย่า..."
"ตอนนี้เพิ่งมารู้จักขอความเมตตางั้นเรอะ? สายไปแล้ว!" คนรับใช้ผู้นั้นหยิบมีดสั้นขึ้นมา "ใครใช้ให้แก... หืม?"
จู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งรีบดังขึ้นเป็นชุด ทำให้เขาหันกลับไปมองตามสัญชาตญาณ อยากจะดูว่าใครกำลังวิ่งมา
จากนั้น หัวของเขาก็หลุดกระเด็นลอยขึ้นไปบนฟ้าทั้งอย่างนั้น
พลั่วเหล็กขึ้นสนิมเล่มหนึ่งตัดฉับเข้าที่คอของเขา เลือดสดๆ พุ่งกระฉูดออกมาดั่งน้ำพุ
ทุกคนต่างตกตะลึงอ้าปากค้าง
พวกเขามองดูชายที่โผล่พรวดออกมาจากความมืดมิด สวมชุดนักบวชที่สกปรกมอมแมม ทว่ากลับดูราวกับปีศาจร้าย ชายผู้นั้นอาบชโลมไปด้วยเลือดสดๆ ในขณะเดียวกันก็แผดเสียงคำรามใส่หัวหน้าอัศวินเคลซีอย่างสุดเสียง
"ฉัน!"
"ไม่ใช่แมลง!"