ภายในบ้าน
หลังจากอธิบายเรื่องต่างๆ เสร็จสิ้น เสี่ยวหนิวก็ปรบมืออย่างสบายๆ :
"เอาล่ะ สิ่งที่ควรพูดก็พูดไปหมดแล้ว นายก็ลงจากเตียงมาเดินเล่นเถอะ ฉันจะแนะนำแผนผังของคฤหาสน์ให้ฟังด้วย"
สวีหยุนคิดเช่นนั้นอยู่แล้วในใจ ดังนั้นจึงตอบรับตามน้ำทันที :
"ถ้าอย่างนั้นก็รบกวนด้วยครับ"
เสี่ยวหนิวพยักหน้า เดินไปที่ตู้ข้างเตียง โค้งตัวลงไปค้นหาอะไรบางอย่างกุกกักอยู่ครู่หนึ่ง
หลังจากลุกขึ้น เขาก็สะบัดมือขวาเบาๆ
ได้ยินเสียงดังตุ้บ รองเท้าหนึ่งคู่กับถุงเท้ายาวก็ถูกโยนมาตรงหน้าสวีหยุน
มันเป็นรองเท้าที่ค่อนข้างเก่าคู่หนึ่ง ด้านข้างและด้านหลังเย็บด้วยผ้ากระสอบเนื้อหยาบสีเทา มีรอยด่างดำติดอยู่เล็กน้อย
ส่วนหัวรองเท้าด้านหน้าเป็นแผ่นหนัง ซึ่งพื้นผิวมีรอยถลอกให้เห็นอย่างชัดเจน
เมื่อดูจากบริบทของยุคสมัยในปัจจุบัน วัสดุของหนังน่าจะเป็นหนังกวาง
จากนั้นเสี่ยวหนิวก็ชี้ไปที่รองเท้าแล้วพูดว่า :
"นี่คือรองเท้าบรากจ์ที่ฉันเคยใส่ตอนมัธยมปลาย น่าจะพอดีกับขนาดเท้านาย
จำไว้ว่า อย่าใส่รองเท้าคู่นี้ออกไปนอกคฤหาสน์ ถ้าจะออกไปข้างนอก ต้องบอกฉันล่วงหน้าก่อน ฉันจะหยิบร้องเท้าอีกคู่มาให้นาย"
สวีหยุนยังคงพยักหน้าให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี—ไม่ใช่ว่าเขาถูก PUA สำเร็จแล้วหรอกนะ แต่เป็นเพราะเขารู้ดีว่า คำพูดของนิวตันไม่ได้เป็นการจำกัดเสรีภาพในการเดินทางของเขาเลย
เหตุผลเดียวที่เพื่อนนักเรียนเสี่ยวหนิวขอให้เขาเปลี่ยนรองเท้าเมื่อออกไปข้างนอกก็คือ :
อังกฤษหรือยุโรปในยุคนี้ แค่ก้าวออกจากบ้านก็เจอแต่มูลสัตว์และปัสสาวะแล้ว...
ความสำคัญของสาธารณสุขในอังกฤษจะเริ่มต้นอย่างแท้จริงก็หลังจากโรคระบาดครั้งนี้สิ้นสุดลง กว่าจะครอบคลุมถึงระดับเทศมณฑลและเมืองก็ต้องรอจนถึงราวๆ ปี 1690
ในปัจจุบัน ความเข้าใจของทั่วยุโรปเกี่ยวกับโรคติดต่ออย่างกาฬโรค ยังคงหยุดอยู่แค่ในขั้นตอนการกักตัว—อังกฤษถึงขั้นจัดอยู่ในกลุ่มแนวหน้าด้วยซ้ำ กรณีแรกในยุโรปที่มีผู้ถูกจับกุมเนื่องจากหลบหนีออกจากพื้นที่ระบาดก็เกิดขึ้นในอังกฤษ
ชายผู้โชคร้ายปนโชคดีคนนั้นมีชื่อว่า เฮนรี โรส (Henry Rose) เหตุการณ์เกิดขึ้นในปี 1604 ที่เขตแพริชเซนต์บาร์โธโลมิว (St. Bartholomew) หรือก็คือเมื่อหกสิบปีก่อนหน้านี้
ในแง่ที่เคร่งครัดแล้ว นี่ถือเป็นกระบวนการเติมเต็มความเข้าใจ จึงไม่มีอะไรให้น่าตำหนิหรือดูแคลน
จุดสูงสุดของวัฒนธรรมสิ่งปฏิกูลในยุโรปอยู่ในช่วงราวๆ ศตวรรษที่ 12 ซึ่งยุคนั้นแหละที่เรียกว่ามีวิธีการจัดการแบบแปลกประหลาดสารพัดรูปแบบโผล่ออกมา
อย่างเช่นรองเท้าส้นสูงอันโด่งดัง ก็ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อป้องกันไม่ให้เหยียบโดนสิ่งปฏิกูลนี่แหละ
แน่นอนว่า
การเติมเต็มความเข้าใจก็ส่วนการเติมเต็มความเข้าใจ ความจริงที่ว่าพื้นที่สาธารณะในอังกฤษปัจจุบันยังมีสิ่งปฏิกูลอยู่ก็เป็นเรื่องจริงเช่นกัน
โดยเฉพาะในสถานที่ที่มีวัวและแกะมากมายอย่างลินคอล์นเชอร์ กลิ่นตอนออกไปข้างนอกนี่มัน...
นี่คือเหตุผลที่ในตอนแรกนิวตันรู้สึกว่าสวีหยุนช่างฟุ่มเฟือยนัก—รองเท้าบูทกันหนาวที่ทำจากวัสดุแบบนี้ ถ้าเป็นเขาคงไม่กล้าแม้แต่จะใส่ออกจากบ้าน แต่สวีหยุนกลับใส่มันเดินเตร็ดเตร่อยู่ข้างนอกตั้งครึ่งค่อนวัน
ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นแก่เงินเล็กๆ น้อยๆ ในอนาคต ตอนนี้เสี่ยวหนิวคงอดไม่ได้ที่จะบ่นพึมพำคำว่า 'คนผลาญสมบัติ (profligate)' ออกมาอีกสักประโยคเป็นแน่
สวีหยุนไม่รู้เลยว่าตัวเองถูกเพื่อนนักเรียนเสี่ยวหนิวแปะป้ายว่าเป็นลูกล้างลูกผลาญแถมยังเป็นเศรษฐีหน้าโง่ไปแล้ว ตอนนี้เขากำลังพลิกตัวลงจากเตียงและหยิบถุงเท้ายาวขึ้นมาข้างหนึ่ง—สวรรค์ทรงโปรด ผ่านไปตั้งสิบบทเต็มๆ ในที่สุดพระเอกของเราก็ลุกจากเตียงได้สักที น้ำตาจะไหล!
สวีหยุนสวมถุงเท้ายาวอย่างเก้ๆ กังๆ เขามองดูนิ้วหัวแม่เท้าที่โผล่ออกมาจากรอยขาดของถุงเท้า แอบกรอกตาอยู่เงียบๆ ในใจ แล้วหยิบรองเท้าบรากจ์บนพื้นขึ้นมา
รองเท้าบรากจ์หรือที่เรียกว่ารองเท้าบาโรก ดั้งเดิมมาจากรองเท้าทำงานที่ชาวสกอตแลนด์และไอร์แลนด์สวมใส่เมื่อทำงานในพื้นที่ราบสูงในศตวรรษที่ 16 ซึ่งใช้งานได้จริงและทนทานต่อการสึกหรอ
ในศตวรรษที่ 17 รองเท้าชนิดนี้ค่อนข้างเป็นที่นิยมในหมู่สามัญชน มีสถานะต่ำกว่ารองเท้าออกซ์ฟอร์ดและรองเท้าดาร์บี้เล็กน้อย และถือเป็นของมาตรฐานสำหรับนักเรียนในโรงเรียนมัธยมบางแห่ง
แต่พอถึงศตวรรษที่ 20 ดยุกแห่งวินด์เซอร์ก็ขุดค้นรองเท้าบรากจ์จากชนบทขึ้นมา และต่อมามันก็ค่อยๆ กลายเป็นสัญลักษณ์ของสุภาพบุรุษ
รองเท้าบรากจ์ของนิวตันคู่นี้ถูกเก็บรักษาไว้ค่อนข้างสมบูรณ์ เมื่อใส่คู่กับถุงเท้ายาวที่ขาดเป็นรูสองสามรูของเขาแล้ว ก็ไม่ได้รู้สึกอึดอัดมากนัก
แน่นอนว่า เรื่องภาพลักษณ์น่ะเลิกคิดไปได้เลย :
รสนิยมความงามของทั้งอังกฤษในยุคนี้ค่อนข้างจะฉูดฉาด ผู้ชายในยุควิกตอเรียต้องสวมกระโปรง เสื้อผ้าก็ตัวใหญ่เทอะทะ ดูแล้วพิลึกพิลั่นชอบกล
หากมองด้วยสายตาของคนในศตวรรษที่ 21 มันก็คงคล้ายๆ กับการแต่งกายระดับเทพทวารบาลที่เอาไว้แขวนหน้าประตูเพื่อปัดเป่าความชั่วร้าย หรือแขวนไว้หัวเตียงเพื่อคุมกำเนิดนั่นแหละ
โชคดีที่ตอนนี้ไม่มีคนรู้จักมาเห็นการแต่งกายของเขา ดังนั้นหลังจากสวมรองเท้าเสร็จ สวีหยุนจึงเดินตามนิวตันออกจากห้องนอนไปอย่างสบายใจ
อย่างที่นิวตันเคยพูดไว้ก่อนหน้านี้
บางทีอาจเป็นเพราะแต่เดิมบ้านหลังนี้เป็นบ้านพักในสวน พื้นที่โดยรวมภายในจึงไม่ใหญ่นัก หรืออาจเรียกได้ว่าค่อนข้างคับแคบเลยทีเดียว
ด้านนอกห้องนอนเชื่อมต่อกับห้องเล็กๆ ขนาดประมาณยี่สิบกว่าตารางเมตร หากยึดประตูห้องนอนเป็นจุดศูนย์กลาง ทางด้านซ้ายของห้องจะมีหน้าต่างบานเล็กๆ อยู่หนึ่งบาน หน้าหน้าต่างมีโต๊ะหนังสือวางอยู่
ข้างโต๊ะหนังสือยังมีตู้หนังสือเล็กๆ แบบโบราณตั้งอยู่ ภายในอัดแน่นไปด้วยหนังสือมากมาย
ส่วนทางด้านขวาของห้องเป็นประตูที่ค่อนข้างหนา บริเวณทางเข้ามีพรมเก่าๆ สีออกดำคล้ำรองอยู่
เห็นได้ชัดว่านี่คือทางออกของบ้านทั้งหลัง
หากไม่นับรวมพื้นที่รั้วด้านนอก พื้นที่ก่อสร้างของบ้านทั้งหลังก็มีเพียงหกสิบกว่าตารางเมตรเท่านั้น ขนาดแบบนี้ค่อนข้างหาได้ยากในยุโรป ไม่ว่าจะเป็นในศตวรรษที่ 17 หรือ 21 ก็ตาม
หากเทียบกับลักษณะที่อยู่อาศัยในประเทศ ก็คงคล้ายกับครอบครัวสี่คนในเซี่ยงไฮ้ที่อาศัยอยู่ในห้องขนาด 25 ตารางเมตร แออัดเสียจนถ้าไม่ออกรายการ Dream Home ก็อยู่ไม่ได้—แน่นอนว่า ถ้านักออกแบบแซ่เถาคนนั้นเป็นคนลงมือ ต่อให้ปรับปรุงเสร็จก็คงอยู่ไม่ได้อยู่ดี แถมยังต้องจ่ายค่าตกแต่งให้เขาตั้ง 1.3 ล้านหยวนอีกต่างหาก
จากนั้นเสี่ยวหนิวก็พาสวีหยุนไปที่ริมหน้าต่าง ชี้ออกไปข้างนอกแล้วพูดว่า :
"เฟยอวี๋ อย่างที่นายเห็น ต้นไม้ผลในคฤหาสน์นอกหน้าต่างล้วนเป็นของครอบครัวฉัน
นอกจากนี้ ห่างจากรั้วไปทางทิศตะวันตกประมาณหนึ่งพันฟุตก็คือถนนหมู่บ้านของวูลส์ธอร์ป ถัดไปทางเหนือคือบ่อน้ำ ใกล้ๆ บ่อน้ำจะมองเห็นกังหันลมที่สร้างขึ้นเมื่อหกสิบกว่าปีก่อน
ส่วนทิศทางของลินคอล์นเชอร์คงไม่ต้องให้ฉันพูดอะไรมาก นายก็หนีมาจากที่นั่นนี่นา"
เมื่อสวีหยุนได้ยินเช่นนั้น ก็พยักหน้าเงียบๆ
แม้ว่าเขาจะเป็น "แอปเปิล" ที่ตกลงมาจากฟ้า และไม่รู้แน่ชัดว่าลินคอล์นเชอร์อยู่ที่ไหน แต่ตอนนี้เขาก็ไม่ได้มีความคิดหรือความจำเป็นที่จะต้องเดินทางไปลินคอล์นเชอร์ ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นต้องสร้างปัญหาขึ้นมาอีก
ต่อมา นิวตันก็ละสายตาจากนอกหน้าต่าง ชี้ไปที่โต๊ะหนังสือและตู้หนังสือพร้อมกับพูดว่า :
"ส่วนตรงนี้... นี่คือสถานที่ที่ฉันใช้เรียนและทำงาน หากไม่ได้รับอนุญาตจากฉัน นายห้ามแตะต้องกระดาษแม้แต่แผ่นเดียว—ต่อให้หมึกหกใส่กระดาษเลอะเทอะก็ไม่ได้"
เมื่อเทียบกับท่าทีสบายๆ ตอนแนะนำสถานที่สำคัญนอกหน้าต่างแล้ว นิวตันดูจริงจังขึ้นมากเมื่อพูดถึงโต๊ะหนังสือ
น้ำเสียงของเขาทำให้สวีหยุนนึกถึงเพื่อนโอตาคุคนหนึ่งของตัวเอง ทุกครั้งที่ไปเล่นที่บ้านเขา หมอนั่นก็มีท่าทีแบบนี้แหละเวลาปฏิบัติกับฟิกเกอร์ที่เรียงรายอยู่บนชั้น
แต่ในไม่ช้า ความสนใจของสวีหยุนก็เปลี่ยนไปที่โต๊ะหนังสือ
หรือจะพูดให้ถูกก็คือ ต้นฉบับสองสามฉบับที่อยู่บนโต๊ะหนังสือนั่นแหละ
หนึ่งในต้นฉบับนั้นมีภาพวาดลายเส้นง่ายๆ อยู่สองหน้า เนื้อหาเรียบง่ายและหวัดๆ :
หน้าแรกฝั่งซ้ายเป็นต้นไม้ ใต้ต้นไม้มีมนุษย์ก้างปลาคนหนึ่งยืนอยู่
ฉากในหน้าที่สองแทบจะเหมือนกับภาพแรก ต่างกันตรงที่ในฉากนี้ มีมนุษย์ก้างปลาอีกคนกำลังตกลงมาจากต้นไม้
และบนตัวมนุษย์ก้างปลาที่ตกลงมานั้น ก็มีวงกลมที่ถูกวาดด้วยลายเส้นหนักๆ อย่างเห็นได้ชัด ข้างๆ วงกลมมีลูกศรชี้ขึ้นลงหนึ่งคู่ และ...
เครื่องหมายคำถามหนึ่งตัว
เมื่อเห็นภาพนี้ ดวงตาของสวีหยุนก็เป็นประกายขึ้นมาทันที
..........
หมายเหตุ :
มีผู้อ่านบอกว่าหนังสือเล่มนี้ดำเนินเรื่องช้า จะพูดยังไงดีล่ะ ผมไม่เคยเป็นคนปืนไว... อะแฮ่ม นักเขียนที่เขียนเรื่องเดินเร็วเลย
นิสัยการเขียนส่วนตัวของผมคือเขียนไปพร้อมกับให้ความรู้ไปด้วย จังหวะอาจจะช้าแต่จะไม่ทำให้ทุกคนรู้สึกว่ามีแต่น้ำ—ขอพูดอย่างหลงตัวเองสักนิดว่า ผมเป็นนักเขียนที่ชอบป้อนความรู้ให้กับผู้อ่าน
"ให้ตายสิ ลองไปค้นดูแล้วมันเป็นเรื่องจริงแฮะ"—คอมเมนต์แบบนี้ทำให้ผมรู้สึกประสบความสำเร็จมากๆ
นอกจากนี้ มีคนถามว่านี่คือนิยายแนวเดินทางข้ามโลก (Zhutian) หรือเปล่า บทนำของผมเขียนไว้ชัดเจนมากแล้ว :
ตัวเอกไม่มีพลังพิเศษ นิยายเรื่องนี้จะมีเส้นเรื่องในโลกแห่งความเป็นจริงด้วย นี่เป็นนิยายแนวเทคโนโลยีล้ำยุคที่ค่อนข้างพิเศษ เพียงแต่ทุกสิ่งทุกอย่างของตัวเอกต้องแลกมาด้วยความพยายามของตัวเองเท่านั้น ไม่ใช่ประเภทที่แค่หมุนวงล้อก็จะได้ฟอยล์สองมิติ (Dual Vector Foil) มาครอบครอง
ขอย้ำอีกครั้งว่านี่คือนิยายแนวเทคโนโลยีในโลกแห่งความเป็นจริง เทคโนโลยีในโลกแห่งความเป็นจริง เทคโนโลยีในโลกแห่งความเป็นจริง!!!
แต่จังหวะการเดินเรื่องจะช้ามาก ช้ามาก ช้ามาก!!!