หลังจากพิจารณาอย่างรอบคอบ ชุยเซี่ยนก็ตัดสินใจเดินทางไปเมิ่งจิน
หนึ่งคือ งานกวีโบตั๋นแห่งลั่วหยางจะเริ่มขึ้นในกลางเดือนสี่ เวลาจึงยังมีเหลือเฟือ
สองคือ เขายังคงกังขาเกี่ยวกับ 'พันธมิตรต่อต้านเซี่ยน' นี้
เนื่องจากภัยแล้งครั้งใหญ่ในส่านซี ท่านปรมาจารย์จึงเผชิญความกดดันในราชสำนักเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ
ท่านอาอาจารย์หลี่ตวนถูกเรียกตัวกลับเมืองหลวง และกำลังจะถูกส่งไปบรรเทาทุกข์ที่ส่านซี
ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ จู่ๆ ก็มี 'พันธมิตรต่อต้านเซี่ยน' โผล่มาที่เมิ่งจิน... นี่คือการต่อต้านชุยเซี่ยนจริงๆ หรือแค่ใช้ชื่อการต่อต้านชุยเซี่ยนมาบังหน้าเพื่อสร้างเรื่องกันแน่?
ยากที่จะพูดให้ชัดเจนนัก
ทว่าสถานที่อย่างเมิ่งจินนี้ เมื่อใดที่ไปเกี่ยวโยงกับคำว่า 'พันธมิตร' ย่อมมีเรื่องให้เล่นแง่ได้อีกมาก
หากจัดการไม่ดี อาจทำให้ราชสำนักต้าเหลียงสั่นคลอนไปทั้งบางได้เลย
แต่พูดตามตรง การไปเข้าร่วมงานชุมนุมที่เต็มไปด้วย 'แอนตี้แฟนตัวน้อย' ของตัวเอง ชุยเซี่ยนก็อดรู้สึกหวั่นใจอยู่ลึกๆ ไม่ได้
โชคดีที่เขาสวมรอยใช้ชื่อปลอมว่า 'เจี่ยเส้า' เอาไว้
เขาออกเดินทางจากอำเภอเป่าเฟิง นั่งรถม้าไปเรื่อยๆ หยุดพักเป็นระยะ
วันที่ห้า ชุยเซี่ยนก็เดินทางมาถึงด้านนอกหอหงเยี่ยนในเมิ่งจิน
ทันทีที่ลงจากรถม้า เสียงลมพัดกรรโชกแรงที่พัดพาเสียงคำรามของแม่น้ำฮวงโหก็ดังกึกก้องอยู่รอบทิศ
ทว่าสุดสายตานั้น กลับยังมองไม่เห็นแม่น้ำสายใหญ่ที่ว่า
คิดว่าหอหงเยี่ยนคงยังอยู่ห่างจากแม่น้ำฮวงโหไปอีกระยะหนึ่ง
ผู้ติดตามของตระกูลซูส่งชุยเซี่ยนถึงหอหงเยี่ยนแล้ว ก็เดินทางกลับเป่าเฟิงไปเอง
ส่วนชุยเซี่ยนก็ถือบัตรเชิญใบนั้น เดินลังเลเข้าไปยังหอหงเยี่ยน
ที่นี่คือหอคอยยักษ์สูงร้อยฉื่อ ภายนอกดูเหมือนมีสองชั้นสามชายคา แต่ภายในมีถึงห้าชั้น หากเทียบเป็นหน่วยวัดในยุคปัจจุบันก็สูงถึงสามสิบเอ็ดเมตร ช่างโอ่อ่าและยิ่งใหญ่ตระการตายิ่งนัก
ตั้งแต่ข้ามมิติมา นี่เป็นครั้งแรกที่ชุยเซี่ยนได้เห็นสิ่งก่อสร้างสูงขนาดนี้ ชั่วขณะหนึ่งจึงรู้สึกไม่คุ้นชินอยู่บ้าง
ณ หอหงเยี่ยน
กลุ่มแอนตี้แฟนตัวน้อยโต้เถียงกันอยู่นาน ในที่สุดเมื่อเถียงจนเหนื่อย คนหลายสิบคนก็พากันเดินลงจากหอด้วยความห่อเหี่ยว เตรียมตัวกลับโรงเตี๊ยม
ในเวลานั้นเอง
หนึ่งในแอนตี้แฟนทอดสายตามองออกไปนอกหออย่างไม่ได้ใส่ใจนัก ก่อนที่ดวงตาจะเบิกโพลง พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเทาอย่างตื่นเต้นว่า "ดะ... ดูนั่นสิ!"
ทุกคนเงยหน้ามองตามด้วยความงุนงง
จากนั้น บรรยากาศก็พลันหยุดชะงักลงพร้อมกัน
ลมแม่น้ำพัดหวีดหวิว ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้มลงเล็กน้อย
มีคนผู้หนึ่งกำลังเดินมาจากแดนไกล
เขามีรูปร่างสูงโปร่ง แผ่นหลังเหยียดตรง สวมชุดคลุมยาวสีแดงที่ปลิวไสวไปตามสายลม
ราวกับว่าวินาทีถัดไป เขาจะเหาะเหินไปตามสายลมดั่งเซียนตกสวรรค์!
เมื่อเดินเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด
'เซียนตกสวรรค์' ก็เผยโฉมหน้าที่แท้จริง ที่แท้ก็เป็นเด็กหนุ่มรูปงามผู้มีคิ้วดั่งกระบี่ นัยน์ตาดั่งดวงดาว และมีท่วงทีสง่างาม!
วินาทีที่ได้เห็นใบหน้าของคนผู้นี้ เหล่าแอนตี้แฟนก็พากันตื่นเต้น ต่างพากันภาวนาในใจอย่างพร้อมเพรียง: ฟ้าดินคุ้มครอง ขอให้คนผู้นี้ตั้งใจมาเข้าร่วมพันธมิตรต่อต้านเซี่ยนของเราด้วยเถิด!
เรื่องอื่นเอาไว้ก่อน
อย่างน้อยใบหน้าของคนผู้นี้ ก็เอาชนะชุยเซี่ยนได้อย่างขาดลอยแน่นอน!
นี่จะไม่นับว่าเป็นชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ได้อย่างไร!
ดูเหมือนสวรรค์จะได้ยินคำวิงวอนของพวกเขา
เด็กหนุ่มผู้นั้นเดินเข้ามาในหอหงเยี่ยน มองดูพวกเขา แล้วเอ่ยถามหยั่งเชิง "ขออภัย ทุกท่านคือคนของพันธมิตรต่อต้านเซี่ยนใช่หรือไม่?"
เฮ!
เขามาเพื่อเข้าร่วมกับพวกเราจริงๆ!
ดูจากรูปลักษณ์ดั่งเซียนตกสวรรค์ของเขาแล้ว คงต้องเป็นซูฉี บัณฑิตผู้มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วหล้าแน่ๆ!
ยอดเยี่ยมไปเลย พวกเรารอดแล้ว!
กลุ่มแอนตี้แฟนตัวน้อยตื่นเต้นดีใจจนแทบเนื้อเต้น ต่างพากันหันไปมองเด็กหนุ่มผิวคล้ำอายุราวสิบหกสิบเจ็ดปีที่ยืนอยู่ตรงกลาง
เห็นได้ชัดว่า
แอนตี้แฟนผิวคล้ำผู้นี้ ก็คือหัวหน้าของที่นี่
เด็กหนุ่มผิวคล้ำพยายามข่มความตื่นเต้นเอาไว้ หันไปมองชุยเซี่ยนแล้วยิ้มกล่าว "ใช่แล้ว ข้าชื่อเหยียนซือหย่วน เป็นผู้ดูแลพันธมิตรต่อต้านเซี่ยนชั่วคราว"
"มิทราบว่าพี่ชายท่านนี้มีชื่อแซ่ว่ากระไร เดินทางมาจากที่ใด? แล้วได้บัตรเชิญมาได้อย่างไรหรือ?"
อ้อ ที่แท้เจ้าก็คือหัวหน้าแอนตี้แฟนของข้านี่เอง
เหยียนซือหย่วน ข้าจำเจ้าไว้แล้ว
ชุยเซี่ยนนินทาอยู่ในใจ
เขาพิจารณาอีกฝ่ายอย่างละเอียดอยู่ครู่หนึ่ง ถึงได้เอ่ยขึ้น "ข้าน้อยเจี่ยเส้า เดินทางมาจากเมืองซิ่นหยาง ส่วนบัตรเชิญ... ศิษย์พี่ซูฉีติดธุระกะทันหันจึงมาไม่ได้ เขาเลยมอบบัตรเชิญใบนี้ให้ข้า"
อะไรนะ? คนผู้นี้ไม่ใช่ซูฉีหรอกหรือ?
เมื่อได้ยินเช่นนั้น กลุ่มแอนตี้แฟนรวมถึงเหยียนซือหย่วนต่างก็แสดงสีหน้าเหมือน 'ฟ้าถล่ม'
แต่เพียงไม่นาน
เหยียนซือหย่วนก็เปล่งเสียงอันดังว่า "ทุกท่าน อย่าเพิ่งแสดงความขลาดเขลาออกมา! ข้าขอเดาอย่างอาจหาญเลยว่า การที่ศิษย์พี่ซูฉีผิดนัดกะทันหัน จะต้องเป็นฝีมือของชุยเซี่ยนผู้นั้นแน่!"
กลุ่มแอนตี้แฟนที่เพิ่งจะผิดหวังไปหมาดๆ ต่างก็พากันผสมโรงด่าทอชุยเซี่ยนด้วยความโกรธแค้น
ชุยเซี่ยน: "...?"
เดาได้ดีมาก คราวหน้าไม่ต้องเดาอีกแล้วนะ!
"พี่เจี่ยเส้า โปรดอย่าตำหนิที่พวกเราเสียมารยาทเลย เป็นเพราะตอนนี้พวกเราตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก ภายนอกล้วนมีแต่คนของชุยเซี่ยนเต็มไปหมด! พวกเราจึงได้แต่คาดหวังให้ซูฉีมาเป็นผู้นำคนใหม่ของเรา"
ดูเหมือนจะกลัวชุยเซี่ยนโกรธ เหยียนซือหย่วนจึงรีบอธิบาย "แต่ท่านวางใจได้เลยพี่เจี่ยเส้า ตราบใดที่ท่านเกลียดชังชุยเซี่ยน พวกเราก็คือสหายกัน!"
"แต่ข้าก็ยังอยากถามสักคำ พี่เจี่ยเส้า ท่านมีความรู้ระดับใด? ถนัดสิ่งใดบ้าง? เขียนอักษร? แต่งกวี? หรือว่าถกธรรม?"
ทุกคนจ้องมองไปยังเจี่ยเส้าด้วยสายตาคาดหวัง
แม้จะไม่เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของคนผู้นี้มาก่อน แต่เจี่ยเส้าผู้นี้ก็มีรูปร่างหน้าตาที่งดงามโดดเด่นเหลือเกิน
ด้วยหน้าตาเช่นนี้ หากมีความถนัดสักอย่าง ก็ย่อมกลายเป็นบุคคลสำคัญได้แล้ว
พันธมิตรต่อต้านเซี่ยนที่ถูกชุยเซี่ยนเล่นงานอย่างหนักในตอนนี้ ต้องการคนมีฝีมือมากเหลือเกิน!
เมื่อได้ยินคำถามนี้ ชุยเซี่ยนก็ตอบอย่างสงวนท่าที "ความรู้ก็พอใช้ได้ ถนัดอย่างละนิดอย่างละหน่อย"
เอ๊ะ นี่มัน
ถนัดอย่างละนิดอย่างละหน่อย นั่นก็แปลว่าไม่เอาไหนสักอย่างเลยไม่ใช่หรือ?
เหล่าแอนตี้แฟนรู้สึกผิดหวังอย่างยิ่ง
เหยียนซือหย่วนถอนหายใจ ในใจไม่หลงเหลือความคาดหวังใดๆ แล้ว แต่ก็ยังเอ่ยว่า "ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พี่เจี่ยเส้า ท่านก็ลองเขียนอักษรสักม้วนเถิด"
"ไม่ต้องกดดันไป เขียนเหมือนที่ท่านเขียนตามปกตินั่นแหละ พวกเราไม่ปฏิเสธการเข้าร่วมของท่านหรอก"
อีกไม่กี่คนที่เหลือหยิบพู่กัน หมึก กระดาษ และจานฝนหมึกออกมาจากกล่องหนังสือ แล้วนำกล่องหนังสือมาซ้อนกันเพื่อใช้เป็นโต๊ะ
ชุยเซี่ยนหยิบพู่กันขึ้นมา แล้วถามอย่างจริงจัง "แน่ใจนะว่าให้เขียนเหมือนตามปกติ?"
เหยียนซือหย่วนคิดว่าเขาประหม่า จึงยิ้มและให้กำลังใจว่า "ใช่ เขียนเหมือนปกติเลย ท่านไม่ต้องกลัว ข้าจะคอยชี้แนะอยู่ข้างๆ เอง"
"ข้าน้อยแม้ไร้ความสามารถ แต่ก็พอถนัดพู่กันอักษรอยู่บ้าง"
เหล่าแอนตี้แฟนตัวน้อยมองไปที่ชุยเซี่ยน ด้วยสีหน้าที่บ่งบอกว่า 'เจ้าหมอนี่โชคดีชะมัดที่ได้รับคำชี้แนะเรื่องพู่กันอักษรจากพี่ซือหย่วน'
ชุยเซี่ยนเอ่ย "ตกลง ขอบคุณมาก"
จากนั้นก็ยกพู่กันขึ้น
จุ่มหมึก
แล้วตวัดปลายพู่กันลงไปอย่างลวกๆ ท่าทางดูไม่ใส่ใจเป็นพิเศษ
เหยียนซือหย่วนขมวดคิ้วเล็กน้อย กำลังจะอ้าปากเตือนให้อีกฝ่ายเกร็งข้อมือให้มั่นคง
ทว่าวินาทีต่อมา เขาก็ต้องชะงักงัน
เจี่ยเส้าดูเหมือนจะวางท่าลวกๆ แต่ข้อมือกลับลอยอยู่กลางอากาศอย่างมั่นคง วินาทีที่ปลายพู่กันจรดลงไป กลิ่นอายของเขาก็เปลี่ยนไปแล้ว!
ลมแม่น้ำนอกหอกำลังคำราม
ภายในหอ
เจี่ยเส้าตวัดพู่กันดั่งมังกรและงูร่ายรำ ข้อมือขยับไปมาบนกระดาษขาวด้วยความเร็วที่ชวนให้ตาลายและหลงใหล
หากเจี่ยเส้าเมื่อครู่นี้ คือความอบอุ่น ถ่อมตน และอ่อนโยน
เช่นนั้นเจี่ยเส้าที่กำลังเขียนอักษรอยู่ในตอนนี้ ก็คือความองอาจ ไร้พันธนาการ และอิสระเสรี!
เด็กหนุ่มชุดแดงพกพากลิ่นอายอันดุดันที่มุ่งไปข้างหน้าอย่างไม่ย่อท้อ ราวกับหน้าไม้ร้อยชั่งที่ถูกยิงออกไป ดุจเกลียวคลื่นซัดสาดและสายฟ้าฟาด
ดังนั้น
ตัวอักษรที่พลิ้วไหวสง่างาม ซึ่งเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณของบัณฑิต ก็ปรากฏเด่นชัดอยู่บนแผ่นกระดาษในชั่วพริบตา
วินาทีที่ได้เห็นม้วนอักษรนั้น เหยียนซือหย่วนที่เดิมทีตั้งใจจะ 'ชี้แนะ' เจี่ยเส้าถึงกับยืนอึ้ง
ร่างกายของเขาสั่นสะท้าน สายตาจ้องเขม็งไปยังตัวอักษรบนกล่องหนังสือ และตกอยู่ในความเงียบงัน
นี่มันลายมือแบบใดกัน เหตุใดจึงไม่เคยเห็นมาก่อน?
แต่ นั่นไม่สำคัญ!
สิ่งสำคัญคือ ต้องใช้พลังพู่กันที่น่าสะพรึงกลัวปานใด มีพรสวรรค์ที่น่าขนลุกขนาดไหน ถึงจะเขียนอักษรที่ยอดเยี่ยมไร้เทียมทานเช่นนี้ออกมาได้!
เจี่ยเส้า สามารถเรียกได้ว่าเป็นปราชญ์อักษรแห่งยุคอย่างแน่นอน!
และปราชญ์อักษรผู้นี้ ก็ได้เข้าร่วมกับพันธมิตรต่อต้านเซี่ยนแล้ว!
ชุยเซี่ยน สวรรค์มีตา เจ้าจบสิ้นแล้ว ฮ่าๆ!