ราวสามทุ่ม เมืองเริ่มเงียบสงบ สำหรับหลี่ชิงหมิงแล้ว นี่คือช่วงเวลาที่สบายที่สุดของวันเช่นกัน
ภายในอพาร์ตเมนต์บนตึกสูง หลังจากจัดการธุระส่วนตัวเสร็จ เขาก็เปลี่ยนมาสวมชุดนอนสีดำ กำลังใช้คอตตอนบัดแคะหู เดินออกมาจากห้องน้ำด้วยความรู้สึกสดชื่น
แต่คุณแม่ทั้งสองกลับตั้งเครื่องฉายโปรเจกเตอร์ในห้องนั่งเล่นไว้เรียบร้อยแล้ว พวกเธอพยักหน้าให้เขาด้วยสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง
"เรียนเหรอครับ" หลี่ชิงหมิงขมวดคิ้วทันที "ตอนนี้เนี่ยนะ"
ฉินลี่ขยับแว่นตาแล้วแค่นเสียงฮึดฮัด "ลูกกำลังอยู่บนทางแยกของการตัดสินใจในชีวิตนะ พวกเรามีหน้าที่ต้องบอกให้ลูกรู้ถึงโฉมหน้าที่แท้จริงของสังคม"
"อ้อ" หลี่ชิงหมิงแคะหูพลางเดินตรงไปที่ห้องนอน "ส่งเข้าอีเมลมาแล้วกันครับ"
"เอ๊ะๆ!" หยางจือรีบพุ่งเข้าไปดึงตัวเขาไว้ "บทเรียนนี้เธอเตรียมตัวมาตั้งนานเลยนะ รอคอยให้ถึงวันนี้โดยเฉพาะเลยล่ะ"
ฉินลี่ยิ่งพูดอย่างมีเหตุผลหนักแน่น "ข้อตกลงระบุไว้ว่า พวกเรามีสิทธิ์ในการให้คำแนะนำทางความคิดกับลูกสัปดาห์ละหนึ่งชั่วโมง!"
"แต่วันนี้พวกแม่ทำผิดข้อตกลงไปนับครั้งไม่ถ้วนแล้วนะครับ"
"เอาเถอะน่าๆ!" หยางจือดึงตัวหลี่ชิงหมิงพลางพูด "ต่อไปอยากจะสอนก็ไม่มีโอกาสแล้ว ปล่อยให้เธอทำเท่สักหน่อยเถอะ!"
หลี่ชิงหมิงเหลือบมองฉินลี่อีกครั้ง เมื่อแน่ใจว่าเธอเด็ดเดี่ยวและคาดหวังอย่างถึงที่สุด เขาจึงจำใจต้องนั่งลงบนโซฟา
"ขอบใจจ้ะ" ฉินลี่เดินไปหน้าจอฉายภาพ สวมปลอกนิ้วสำหรับควบคุมแล้วพูดด้วยสีหน้าจริงจัง "บทเรียนสุดท้าย แม่จะเปิดเผยที่มาที่ไปของโลกในปัจจุบันให้ลูกฟัง ตีแผ่แก่นแท้ของสังคม พร้อมหรือยัง"
"ผมเคยเรียนวิชาประวัติศาสตร์มาแล้ว... หาว..." หลี่ชิงหมิงพูดพลางหาวหวอด
"ตั้งใจฟัง!"
"รู้แล้วครับ หาว... เร็วหน่อยเถอะ..."
ดังนั้น ท่ามกลางความง่วงงุนที่จู่โจมเข้ามาอย่างกะทันหัน หลี่ชิงหมิงจึงถูกยัดเยียดความรู้ทางประวัติศาสตร์ใส่สมอง
โชคดีที่ฉินลี่ย่อเนื้อหามาเยอะมากและพูดอย่างตรงไปตรงมามากเช่นกัน อีกทั้งยังละทิ้งจุดยืนต่างๆ มุ่งแสวงหาเพียงความจริง จึงเกิดเป็นประวัติศาสตร์ร่วมสมัยฉบับย่อที่เริ่มต้นตั้งแต่ปีแรกของแดนลับฉบับนี้ขึ้นมา
จุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ช่วงนี้อยู่ที่เมื่อ 21 ปีก่อน ในวินาทีที่แดนลับหมายเลข 1 ปะทุขึ้น
ท่ามกลางความขัดแย้งที่ตามมา โลกได้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินขึ้นจริงๆ
แต่ก็ไม่ได้มากมายขนาดนั้น
เมื่อมองย้อนกลับไปจากวันนี้ การเปลี่ยนแปลงที่แดนลับมีต่อโลกนั้นแท้จริงแล้วมีอยู่อย่างจำกัดมาก
พลังเร้นลับและสมบัติอันเหนือชั้นเหล่านั้น แท้จริงแล้วดูเหมือนการยกระดับ "เทคโนโลยีทางทหาร" อย่างเต็มรูปแบบเสียมากกว่า มันก็แค่การเพิ่มพูนคลังแสงเครื่องมือทำร้ายล้างซึ่งกันและกันของมนุษยชาติให้หลากหลายขึ้น และถือโอกาสเปิดฉากการแข่งขันสะสมอาวุธรอบใหม่ไปในตัว
แน่นอนว่าสิ่งนี้ได้จุดชนวนให้เกิดการแข่งขันและการปฏิรูปอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นพลิกโฉมอะไรอย่างสิ้นเชิง
หากสืบสาวไปถึงแก่นแท้ อุตสาหกรรมแดนลับก็เป็นเพียงการเพิ่มทรัพยากรและวิธีการทำสงครามให้โลกใบนี้อีกหลายรูปแบบ แม้ว่าจะมีลูกเล่นมากมาย แต่ก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตไปเลย
ทว่าสิ่งที่เปลี่ยนแปลงโลกอย่างแท้จริง คือ AI
ในจินตนาการทางไซไฟสมัยก่อน AI คงเป็นหุ่นยนต์ชนิดหนึ่งที่ทำงานแทนมนุษย์ มันสามารถช่วยคุณทำได้ทุกอย่าง เพื่อรับประกันว่าคุณจะมีชีวิตที่สุขสบาย
หรือไม่ก็เป็นตัวร้ายตัวฉกาจ ที่จู่ๆ วันหนึ่งก็ตัดสินใจที่จะกดขี่มนุษย์เป็นทาส ทำให้มนุษย์ต้องลุกฮือขึ้นต่อต้าน
แต่ในความเป็นจริง มันไม่ได้รุนแรงขนาดนั้นเลยแม้แต่น้อย
ในตอนแรก AI ได้สร้างกระแสขึ้นมาไม่น้อยจริงๆ มันเริ่มขับรถอัตโนมัติ เริ่มทำเอกสารและตาราง เริ่มสร้างสรรค์ภาพวาดและบทเพลง สภาพแวดล้อมการจ้างงานจึงถูกเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ตำแหน่งงานด้านเทคนิคระดับกลางลดลงอย่างฮวบฮาบ ความต้องการวิศวกรของสังคมลดลงถึงจุดเยือกแข็ง ในทางกลับกันความต้องการแรงงานกลับเพิ่มสูงขึ้นทุกวัน สิ่งนี้ได้เร่งให้อัตราการเกิดของประชากรที่มีการศึกษาทั่วโลกลดต่ำลงไปอีก
แต่ผ่านไปไม่กี่ปี AI ก็เหมือนกับเทคโนโลยีอื่นๆ ที่ต้องมาติดแหง็กอยู่ที่จุดสำคัญบางอย่างที่ไม่สามารถเอาชนะได้
มันสามารถขับขี่อัตโนมัติได้อย่างปลอดภัยใน 99.9% ของสถานการณ์จริงๆ แต่ก็มักจะมีโอกาสเล็กน้อยที่จะทำเรื่องโง่เขลาบางอย่าง ซึ่งทำให้ AI ขับขี่อัตโนมัติในปัจจุบันล้วนต้องปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยที่สูงลิ่ว ความเร็วก็ถูกจำกัดไว้อย่างเข้มงวด ดังนั้นคนส่วนใหญ่ในปัจจุบันจึงยังคงเลือกใช้ระบบกึ่งอัตโนมัติ
AI สามารถเขียนนิยายจบหนึ่งเรื่องได้ภายในหนึ่งนาที หรือใช้เวลาครึ่งชั่วโมงเพื่อสร้างการ์ตูนขึ้นมาหนึ่งเรื่องได้จริงๆ แต่ความรู้สึกตอนที่ได้อ่านหรือดูกลับติดอยู่ในระดับกลางๆ ไม่สุดไปทางใดทางหนึ่ง มันอาจจะงดงามประณีตมาก แต่จะไม่มีวันมีจิตวิญญาณ ดูไปสักพักก็จะรู้สึกเบื่อหน่าย เหมือนกับมันหมูชิ้นโตที่เสิร์ฟให้ไม่อั้น กินมากไปก็มีแต่จะเลี่ยนจนคลื่นไส้
สำหรับอาชีพอย่างทนายความหรือแพทย์ที่ต้องอาศัยความรู้ตายตัวและการสั่งสมประสบการณ์ AI ถือว่าได้ปลดปล่อยพลังการผลิตออกมาอย่างแท้จริง มันแทบจะให้บริการแก่ทุกคนได้ด้วยต้นทุนที่เกือบจะเป็นศูนย์ และมีความแม่นยำสูงกว่ามาตรฐานเฉลี่ยของอุตสาหกรรมอย่างมาก
ทว่าเมื่อต้องเผชิญกับคดีความและอาการป่วยที่ซับซ้อนอย่างแท้จริง ก็ยังคงต้องพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญอยู่ดี
ศัลยแพทย์ก็ยังคงยืนหยัดอยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่การดูถูกเหยียดหยามทางอาชีพอยู่เช่นเดิม
ส่วนอาชีพครู ในทางทฤษฎีแล้ว อาชีพนี้ควรจะถูกคัดทิ้งไปตั้งแต่ก่อนยุค AI แล้วด้วยซ้ำ อินเทอร์เน็ตและหนังสือได้รวบรวมความรู้สาธารณะทั้งหมดบนโลกใบนี้เอาไว้แล้ว ทำไมถึงต้องหาคนมาอ่านให้ฟังแบบต่อหน้าด้วยล่ะ
แต่ครูอย่างหานชุนก็ยังคงมีอยู่จนถึงปัจจุบัน
เพียงเพราะมนุษย์ยังคงต้องการมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเด็กๆ
สรุปก็คือ เหมือนกับที่เครื่องคิดเลขเข้ามาแทนที่งานคำนวณ 99% ของมนุษย์ แต่มันก็ไม่มีวันกลายเป็นนักคณิตศาสตร์ได้นั่นแหละ
ท้ายที่สุด AI ก็กลายเป็นเพียงเครื่องมือบริสุทธิ์ชนิดหนึ่ง ที่คอยให้บริการผู้คนในการทำงานพื้นฐานที่ซับซ้อนยุ่งยาก ช่วยขยายขอบเขตความสามารถของแต่ละบุคคลให้กว้างไกลสูงสุด
ต้องยอมรับว่า AI ได้นำพาความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดมาสู่ผลผลิตของมนุษยชาติ เพียงแต่มันยังห่างไกลจากความคาดหวังในหนังสือนิยายไซไฟอยู่มาก
ทว่า...
มันก็ยังคงพลิกโฉมทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ดี
จากอีกมุมมองหนึ่ง...
การจัดสรร
อันที่จริงตั้งแต่ยุคชนเผ่าดึกดำบรรพ์ การจัดสรรก็ไม่เคยเป็นเรื่องยากเลย
ตอนล่าสัตว์ใครออกแรงมากกว่า แม่คนไหนต้องเลี้ยงดูลูกเยอะกว่า สิ่งเหล่านี้ล้วนเห็นได้อย่างชัดเจน ทุกคนต่างมีตาชั่งอยู่ในใจ
ต่อมา จากผลงานของแต่ละคนในทีม ไปจนถึงราคาของวัสดุสิ้นเปลืองแต่ละชิ้นในโครงการ
ใครคู่ควรกับการเลื่อนตำแหน่งในครั้งนี้มากกว่ากัน บริษัทไหนเหมาะสมกับโปรเจกต์นี้มากกว่ากัน
การตัดสินสิ่งเหล่านี้ไม่เคยเป็นเรื่องยากเลย
แต่ในความเป็นจริง ผู้มีอำนาจตัดสินใจที่ฉลาดที่สุดเหล่านั้น กลับทำเรื่องที่ขัดต่อสามัญสำนึกและกลับดำเป็นขาวครั้งแล้วครั้งเล่า
แน่นอนว่านั่นไม่ใช่เพราะพวกเขาโง่เขลา เพียงแต่ไม่มีใครสามารถเอาชนะความลำเอียงเข้าข้างพวกพ้องและความโลภไม่รู้จักพอได้ก็เท่านั้น
ผลลัพธ์ก็คือ มักจะมีคนโง่ที่เกียจคร้านนับไม่ถ้วนได้ผลประโยชน์ไปโดยไม่ต้องลงแรง และมีคนทำงานที่ขยันขันแข็งนับไม่ถ้วนต้องทนทุกข์ระทม
ความมั่งคั่งและกำลังการผลิตถูกผลาญไปวันแล้ววันเล่า คนส่วนใหญ่ทำแต่เรื่องไร้สาระ และต้องคอยประจบสอพลอ เลียแข้งเลียขาผู้มีอำนาจ ความพยายามตลอดชีวิตก็เพื่อจะได้รับการยอมรับจากไอ้โง่ระดับสูงสักคนเท่านั้น
นี่คือปัญหาโลกแตกที่แม้แต่เด็กมัธยมต้นก็ยังมองออก แต่กลับไม่มีวิธีแก้ไขเสียที
จนกระทั่ง "AI เชิงบริหาร" ถือกำเนิดขึ้น
ในตอนแรก มันถูกนำมาใช้เพื่อจัดสรรเงินโบนัสตามผลงานของแผนกใดแผนกหนึ่ง
จากนั้นก็คือการประเมินการเลื่อนหรือลดระดับตำแหน่งของแผนก
ต่อมา มันก็เริ่มเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดซื้อ งบประมาณ และการตรวจสอบบัญชีของบริษัท
มาถึงตรงนี้ ทุกอย่างล้วนพัฒนาไปอย่างราบรื่น
จนกระทั่งวันหนึ่ง บริษัทขนาดใหญ่แห่งหนึ่งได้ทำการตัดสินใจที่ทั้งสมเหตุสมผลและน่าตกตะลึง...
นั่นคือใช้มันเพื่อต่อต้านการทุจริต
เหล่ากรรมการบริหารค้นพบอย่างรวดเร็วว่า ในมหาสมุทรข้อมูลอันกว้างใหญ่ไพศาลนั้น AI เปรียบเสมือนฉลามบ้าเลือดที่อยู่ทุกหนทุกแห่ง กลิ่นคาวเพียงเล็กน้อยของบัญชีใดๆ ก็อย่าหวังว่าจะรอดพ้นจมูกของมันไปได้
เมื่ออัลกอริทึมเสถียรและทำการฝึกฝนเสร็จสิ้น ใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที ปรสิตในบริษัทเหล่านั้นก็เหมือนกับตั๊กแตนที่ถูกร้อยเข้าด้วยกัน ถูกลากไส้ถอนรากถอนโคนออกมาจนหมด
พวกเขายังไม่ทันได้ร้องขอความช่วยเหลือด้วยซ้ำ ก็ถูกกำจัดทิ้งไปทั้งขบวนการแล้ว
สำหรับคนอื่นๆ ในบริษัท นี่ถือเป็นการข่มขวัญที่น่าสะพรึงกลัวอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ น่าสะพรึงกลัวจนพวกเขาไม่กล้าทำผิดกฎหมายเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวอีกเลยตลอดกาล
ดังนั้นบริษัทแห่งนั้น จึงเริ่มเร่งมอบอำนาจให้กับ AI มากยิ่งขึ้น
ผลลัพธ์เป็นไปตามที่พวกเขาคาดไว้ ทุกครั้งที่พวกเขาปล่อยอำนาจ ประสิทธิภาพของบริษัทก็จะเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในทันที ส่วนความขัดแย้งภายในก็ลดลงอย่างเห็นได้ด้วยตาเปล่า
หลังจากนั้น เมื่อบริษัทโอนอ่อนอำนาจให้ AI มากขึ้นเรื่อยๆ พนักงานก็ค่อยๆ กลับมาโฟกัสที่ตัวงานและเทคโนโลยี การเมืองในออฟฟิศไม่มีแหล่งเพาะพันธุ์ให้เติบโตได้อีกต่อไป
ท้ายที่สุด บริษัทแห่งนี้ก็เหมือนกับได้เปลี่ยนไปใช้เครื่องยนต์ของยุคถัดไป เหมือนกับที่รถยนต์เข้ามาแทนที่รถม้า คู่แข่งยังไม่ทันได้ตั้งตัว ก็ถูกบดขยี้ข้ามศพไปเสียแล้ว
เมื่อเห็นดังนี้ องค์กรใหญ่ๆ ก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องค่อยๆ ปล่อยอำนาจให้ AI ทีละก้าว ให้มันเป็นผู้นำในการจัดสรร
แน่นอนว่ามีบริษัทและองค์กรจำนวนไม่น้อยที่พยายามปฏิเสธการปฏิวัติครั้งนี้ แต่ในการแข่งขันที่ตามมา พวกเขาล้วนถูกกดทับด้วยประสิทธิภาพอย่างไม่มีข้อยกเว้น
พวกเขาเปรียบเสมือนซอมบี้ที่ยังคงยึดติดกับอำนาจกษัตริย์ในระบอบศักดินาท่ามกลางกระแสแห่งความทันสมัย ไม่สูญสลายไปโดยไม่รู้ตัว ก็ต้องรอคอยโอกาสฟื้นฟูอำนาจอย่างโดดเดี่ยวในมุมมืดสักแห่ง
จวบจนปัจจุบัน อำนาจในการจัดสรรกว่า 90% ได้ถูกส่งมอบไปอยู่ในมือของ AI แล้ว
ตั้งแต่เงินเดือน โบนัส ไปจนถึงความคืบหน้าในการเลื่อนตำแหน่ง ตั้งแต่คะแนนสอบเข้าเรียนต่อ ไปจนถึงอัตราภาษีสัมพัทธ์ ล้วนถูกตัดสินโดยอัลกอริทึม พื้นที่สำหรับการตุกติกโดยฝีมือมนุษย์นั้นมีจำกัดมาก
แน่นอนว่าสิ่งนี้ก็ทำให้กลุ่มนักมนุษยนิยมจำนวนไม่น้อยต่อต้านวิธีการจัดสรรที่ไร้ความเห็นอกเห็นใจเช่นนี้ พวกเขามองว่า AI กำลังกดขี่มนุษย์เป็นทาสในทางปฏิบัติ
แต่ถึงแม้ AI จะมีข้อด้อยกว่ามนุษย์เป็นล้านๆ ข้อ ทว่านับตั้งแต่ถือกำเนิดขึ้นมา มันกลับมีคุณสมบัติประการหนึ่งโดยธรรมชาติที่มนุษย์ไม่มีวันเอื้อมถึง นั่นคือ...
ความยุติธรรม
และภายใต้เงื่อนไขที่ระดับเทคโนโลยีไม่เปลี่ยนแปลง ความยุติธรรมก็คือประสิทธิภาพที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
ด้วยเหตุนี้เอง คนที่มีพลังในการลงมือทำและวิจารณญาณอันแปลกประหลาดอย่างไป๋โจ้ว จึงสามารถสะสมผลงานจำนวนมหาศาลได้ตั้งแต่อายุยังน้อย จนกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในหน่วยงานได้ในครั้งหนึ่ง
ด้วยเหตุนี้เอง นากาตะ ฮิเดโอะ ที่แม้แต่ทักษะการเข้าสังคมขั้นพื้นฐานยังบกพร่อง กลับสามารถทำภารกิจสำเร็จได้อย่างยอดเยี่ยมครั้งแล้วครั้งเล่า โดยอาศัยเพียงพลังในการลงมือทำล้วนๆ จนกลายเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการพิเศษที่ได้รับการเคารพยกย่อง ชาตินี้ไม่ต้องคอยดูสีหน้าใครอีกต่อไป
ด้วยเหตุนี้เอง อิรินาที่มาเรียนต่อต่างประเทศโดยไม่มีรากฐานใดๆ เพียงแค่อาศัยการก้มหน้าก้มตาพยายามก็สามารถได้รับการเลื่อนตำแหน่ง กลายเป็นดาวรุ่งดวงใหม่ของหน่วยงานอย่างไม่ต้องสงสัย
ส่วนฉินลี่ คุณแม่ผมสั้น ในฐานะวิศวกรบริษัทระดับ 12 เธอเพียงแค่ทำหน้าที่ของตนเองมาตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ได้รับสิทธิพิเศษใดๆ จากเพศหรือรสนิยมทางเพศของเธอ และก็ไม่เคยถูกเลือกปฏิบัติด้วยเช่นกัน
แน่นอนว่าการจัดสรรของ AI ในปัจจุบันยังเรียกไม่ได้ว่าสมบูรณ์แบบ มันยังคงมีความคลาดเคลื่อนอยู่
แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไร้ข้อกังขา นั่นคือ...
โลกกำลังอยู่ในยุคที่ยุติธรรมที่สุด
ส่วนอำนาจ 10% ที่มนุษย์เก็บรักษาไว้นั้น ส่วนใหญ่อยู่ในมือของผู้นำหน่วยงานและกรรมการบริหารบริษัท
นั่นคือส่วนที่เป็นแก่นแท้และสำคัญที่สุด ซึ่งไม่มีวันปล่อยมือได้
ในอีกด้านหนึ่ง ควบคู่ไปกับการปฏิวัติการจัดสรรครั้งนี้ ระหว่างองค์กรต่างๆ ก็เริ่มเปิดช่องทางเชื่อมต่อกันมากขึ้นเรื่อยๆ มีการแบ่งปันอัลกอริทึม ข้อมูล และทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นบริษัทหรือประเทศ ล้วนเกิดแนวโน้มของการรวมตัวกันเป็นพันธมิตร
ในปัจจุบัน สหพันธ์สาธารณรัฐตงโจวที่หลี่ชิงหมิงอาศัยอยู่ ก็คือซูเปอร์พันธมิตรที่ประกอบด้วยทวีปเกือบสองในสาม แม้ว่าสหพันธ์จะไม่มีการตั้งประเทศประธานและเมืองหลวง แต่เมื่อดูจากสัดส่วนของผู้นำระดับสูงและการกระจายตัวของหน่วยงานส่วนกลางแล้ว ศูนย์กลางที่แท้จริงของสหพันธ์ก็คือกลุ่มมหานครริมชายฝั่งตะวันออก ซึ่งนครซินไห่ก็รวมอยู่ในนั้นด้วยอย่างเป็นธรรมชาติ