"เฮ่ออีหมิง ขั้นเลี่ยนชี่ระดับเจ็ด สัตว์อสูร วานรนักสู้ ขั้นเลี่ยนชี่ระดับเจ็ด"
...
"ฉินไช่ซิน ขั้นเลี่ยนชี่ระดับหก สัตว์อสูร หมีต้นไม้ ขั้นเลี่ยนชี่ระดับเจ็ด"
...
"จื่อหราน ขั้นเลี่ยนชี่ระดับหก สัตว์อสูร วิหควิญญาณเพลิง ขั้นเลี่ยนชี่ระดับเจ็ด"
...
สำนักฝ่ายนอก
สถานที่ลงทะเบียนการทดสอบเข้าสำนักฝ่ายใน!
ท่านผู้เฒ่าอวี้ในชุดคลุมสีฟ้าเดินทางมายังสถานที่จัดการทดสอบด้วยตนเอง เพื่อตรวจสอบตบะของเหล่าศิษย์ที่มาลงทะเบียน
ระดับตบะของทุกคนล้วนถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ
กระทั่ง... หลินจิ้งมาถึง
เขาเดินไปที่หน้าโต๊ะลงทะเบียน ท่านผู้เฒ่าอวี้แกล้งถามทั้งที่รู้ดีอยู่แล้ว "ชื่ออะไร"
"หลินจิ้ง"
ท่านผู้เฒ่าอวี้กวาดสัมผัสเทวะตรวจสอบแล้วกล่าว "หลินจิ้ง ขั้นเลี่ยนชี่ระดับสาม สัตว์อสูร กระรอกใบสน ขั้นเลี่ยนชี่ระดับเจ็ด!"
สิ้นเสียงนั้น ศิษย์ฝ่ายนอกหลายคนก็พากันซุบซิบนินทา
"เมื่อไม่นานมานี้กระรอกใบสนตัวนั้นเพิ่งจะอยู่ขั้นเลี่ยนชี่ระดับสี่ไม่ใช่หรือ? นี่ขึ้นมาระดับเจ็ดแล้ว เร็วมาก!"
"ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่สัตว์อสูรอยู่ขั้นเลี่ยนชี่ระดับเจ็ดแล้ว แต่ผู้พิชิตอสูรกลับอยู่แค่ระดับสามหรอกหรือ?"
ผู้พิชิตอสูรอยู่ขั้นเลี่ยนชี่ช่วงต้น ส่วนสัตว์อสูรอยู่ขั้นเลี่ยนชี่ช่วงปลาย สถานการณ์เช่นนี้ในสำนักฝ่ายนอก... ถือว่าหาได้ยากยิ่งนัก
แน่นอนว่าไม่มีใครกล้าดูแคลนหลินจิ้งและกระรอกใบสน ชื่อเสียงย่อมมีที่มา มังกรไผ่กลไกที่พังยับเยินไปแล้วนั่นแหละคือพยานชั้นดีที่สุด
เมื่อได้ยินการสนทนาของศิษย์คนอื่นๆ กระรอกใบสนในชุดนักพรตที่หลับตาอยู่บนไหล่ของหลินจิ้งก็ส่ายหน้า
หากไม่ใช่เพราะมันไม่ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดให้กับการบำเพ็ญเพียร ป่านนี้มันอาจจะทะลวงเข้าสู่ขั้นจู้จีไปแล้วก็ได้!
การที่กระรอกใบสนชะลอการบำเพ็ญเพียรลง ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะคำแนะนำของหลินจิ้ง
ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นเลี่ยนชี่สร้างรากฐาน สิ่งที่สร้างคือรากฐานแห่งมรรค มันคือกระบวนการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับร่างกายของตนเอง
กายาปุถุชนสร้างรากฐาน ถือเป็นโอกาสอันน้อยนิดที่จะบำเพ็ญจนสำเร็จเป็นกายาวิญญาณหลังกำเนิดได้
ผู้บำเพ็ญเซียนที่มีร่างกายเหมาะสมแก่การบำเพ็ญเพียรมาแต่กำเนิด จำเป็นต้องเลือกใช้ทรัพยากรที่เหมาะสมในระหว่างกระบวนการสร้างรากฐาน เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับร่างกายของตนเองต่อไป
สำหรับสัตว์วิญญาณและสัตว์อสูรก็ใช้หลักการเดียวกัน
พวกมันจำเป็นต้องปรับปรุงและเสริมสร้างสายเลือดของตนเองในระหว่างกระบวนการสร้างรากฐาน ทางที่ดีที่สุดคือต้องทำให้สายเลือดวิวัฒนาการอย่างสมบูรณ์
กระรอกใบสนไม่ใช่สัตว์วิญญาณที่มีสายเลือดแข็งแกร่งมาแต่กำเนิด ดังนั้นกระบวนการสร้างรากฐานจึงสำคัญเป็นพิเศษ เนตรเซียนหลิวหลีมอบให้เพียงฤทธานุภาพเท่านั้น ไม่ได้เสริมความแข็งแกร่งให้กับสายเลือดเผ่าพันธุ์ของมันเลย
หากทะลวงระดับอย่างผลีผลามในขณะที่ยังไม่ได้เตรียมเงื่อนไขการสร้างรากฐานที่สมบูรณ์แบบพร้อมสรรพ กลับจะกลายเป็นผลเสียเสียมากกว่า
การสร้างรากฐาน... ก็คือการวางรากฐานอันไร้เทียมทาน!
เวลายังมีอีกยาวไกล หลินจิ้งรู้สึกว่าค่อยๆ สะสมทรัพยากรไป ค่อยๆ ทะลวงระดับไปก็พอแล้ว
หลินจิ้งลงทะเบียนเสร็จสิ้นก็ถอยไปอยู่ด้านข้าง จากนั้นศิษย์พี่จื่อหรานก็เดินเข้ามาหาเขา
"ศิษย์น้องหลินจิ้ง เลื่อนระดับได้รวดเร็วดุจเทพยดาเลยนะ" ศิษย์พี่จื่อหรานเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้ม
"ที่รวดเร็วดุจเทพยดาน่ะคือกระรอกใบสนต่างหาก ส่วนข้านั้นเชื่องช้าดุจเต่าคลาน" หลินจิ้งกล่าว
"ศิษย์น้องถ่อมตัวเกินไปแล้ว โชคดีที่ครั้งนี้มีตัวแปรอย่างศิษย์หอสังหารอสูรเข้ามา มิเช่นนั้นการทดสอบก็คงจะขาดความท้าทายสำหรับพวกเจ้าเกินไป" ศิษย์พี่จื่อหรานหัวเราะ
"อย่างนั้นหรือ?" หลินจิ้งไม่ได้ใส่ใจศิษย์หอสังหารอสูรนัก หากพวกเขาไม่มาหาเรื่องเขา เขาก็จะไม่ไปหาเรื่องอีกฝ่ายเช่นกัน ศิษย์มีจำนวนน้อยนิดเพียงนี้ คะแนนก้อนโตยังไงก็ต้องพึ่งพาสัตว์อสูรอยู่ดี
"แน่นอนสิ ศิษย์หอสังหารอสูรล้วนเป็นพวกเหี้ยมโหด ทั้งที่รู้ว่าการออกฝึกฝนของหอสังหารอสูรมีอัตราการเสียชีวิตสูงลิ่ว ก็ยังตัดสินใจเข้าร่วม คนที่ไม่รู้อาจคิดว่าแต่ละคนแบกรับความแค้นเลือดล้างเลือดเอาไว้ และต้องการพลังอย่างเร่งด่วนเพื่อไปแก้แค้นเฒ่าประหลาดขั้นหยวนอิง พูดตามตรง ข้าไม่อยากร่วมทดสอบกับพวกเขาเลยจริงๆ"
พูดถึงหอสังหารอสูร ศิษย์หอสังหารอสูรสองสามคนก็มาถึงพอดี และได้ทำการลงทะเบียนทีละคน
หากพูดถึงระดับตบะ พวกเขาไม่ได้โดดเด่นอะไรนัก แต่บรรดาศิษย์ฝ่ายนอกต่างก็รู้ซึ้งถึงความแข็งแกร่งของพวกเขาดี
"ข้าต่างหากที่ต้องแก้แค้น" ศิษย์พี่เฮ่ออีหมิงผู้เคยถูกศิษย์หอสังหารอสูรทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสพึมพำอยู่ที่มุมหนึ่ง หลังจากรักษาแผลจนหายดี เขาก็โชคดีทะลวงเข้าสู่ขั้นเลี่ยนชี่ระดับเจ็ดได้สำเร็จ ถือว่าในโชคร้ายยังมีความโชคดี
'ข้ารู้สึกว่าศิษย์น้องหลินจิ้งยังคงเป็นตัวตนที่รับมือยากกว่าอยู่ดี...' ศิษย์พี่ไช่ซินคิดในใจ
สำหรับวิชาใบไม้บินสีแดงที่สามารถเลี้ยวโค้งได้นั้น จนถึงตอนนี้นางก็ยังคิดหาวิธีรับมือไม่ออกเลย
"หมดเวลาลงทะเบียน! มีศิษย์เข้าร่วมการทดสอบเข้าสำนักฝ่ายในครั้งนี้รวมทั้งสิ้นยี่สิบคน"
"ลำดับต่อไป ชายชราผู้นี้และท่านผู้เฒ่าลี่จะนำทางพวกเจ้าไปยังรอบนอกของพงไพรมหาบรรพกาล และรับหน้าที่เป็นผู้คุมสอบของพวกเจ้า เนื้อหาการทดสอบของพวกเจ้าก็คือ จงใช้ทุกวิถีทางเพื่อเอาชีวิตรอดที่นั่นให้ได้สามวัน!"
ท่านผู้เฒ่าอวี้อธิบายเนื้อหาการทดสอบคร่าวๆ ซึ่งก็ไม่ได้แตกต่างจากปีก่อนๆ มากนัก ทว่าคะแนนที่ได้จากการแข่งขันระหว่างศิษย์กลับเพิ่มมากขึ้น คาดว่าน่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงตามคำเรียกร้องของท่านผู้เฒ่าลี่
"เอาล่ะ ศิษย์ที่เข้าร่วมการทดสอบเข้าสำนักฝ่ายใน ขึ้นมาให้หมดได้แล้ว" ในเวลานี้ บนท้องฟ้ามีเรือเหาะลำมหึมาลอยลำอยู่ ทว่าหากมองดูให้ดี จะพบว่ามันมีความแตกต่างจากเรือเหาะทั่วไปอยู่บ้าง
มันดูคล้ายกับสัตว์อสูรรูปทรงปลาเสียมากกว่า... ไม่สิ บางทีการใช้คำว่าสัตว์กลไกมาอธิบายน่าจะเหมาะสมที่สุด เห็นได้ชัดว่ามันคือหนึ่งในผลงานของท่านผู้เฒ่าอวี้
ท่านผู้เฒ่าลี่ไห่ยืนอยู่บนปลากลไก เอ่ยปากกับเหล่าศิษย์เบื้องล่างด้วยใบหน้าไร้อารมณ์
……
ไม่นานนัก ศิษย์ทั้งยี่สิบคนก็ขึ้นไปบนปลากลไกจนครบ
ปลากลไกเริ่มบินมุ่งหน้าไปยังพงไพรมหาบรรพกาลซึ่งอยู่บริเวณชายขอบของสำนักพิชิตอสูร
บนสิ่งประดิษฐ์กลไก บรรยากาศระหว่างศิษย์ทั้งยี่สิบคนเริ่มตึงเครียดขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นคนคุ้นเคยหรือคนแปลกหน้า ตอนนี้ล้วนกลายเป็นคู่แข่งกันหมดแล้ว พวกเขาต่างลอบประเมินกันและกัน พร้อมกับนึกทบทวนถึงวิชาอาคมที่อีกฝ่ายถนัด
"อีกไม่นานก็จะเดินทางมาถึงน่านฟ้าของพงไพรมหาบรรพกาลแล้ว ก่อนเริ่มการทดสอบ ข้าขอเตือนพวกเจ้าอีกครั้ง"
"การทดสอบเข้าสำนักฝ่ายในจงทำเท่าที่กำลังของตนจะไหว อย่าได้ทำอะไรที่เกินความสามารถของตนเอง เพราะมันจะไม่ช่วยเพิ่มคะแนนให้พวกเจ้า หนำซ้ำยังจะทำให้ถูกหักคะแนนอย่างหนักอีกด้วย!"
"นอกจากข้าและท่านผู้เฒ่าลี่แล้ว ผู้อาวุโสยอดเขาฝ่ายในบางท่านก็อาจจะใช้สัมผัสเทวะคอยสังเกตการณ์กระบวนการทดสอบอยู่อย่างลับๆ ดังนั้นพวกเจ้าจงทำผลงานให้ดี และเมื่อใดที่ต้องเผชิญกับวิกฤตความเป็นความตาย จงให้ความสำคัญกับการปกป้องตัวเองและสัตว์อสูรเป็นอันดับแรก ทันทีที่เหล่าผู้อาวุโสรับรู้ได้ พวกเขาจะลงมือช่วยเหลือพวกเจ้าในทันที ทว่าการที่ผู้อาวุโสลงมือ ย่อมหมายความว่าพวกเจ้าถูกคัดออกโดยตรง พวกเจ้าเข้าใจหรือไม่?" ท่านผู้เฒ่าอวี้กล่าว
"ศิษย์เข้าใจแล้วขอรับ/เจ้าค่ะ!" เหล่าศิษย์ฝ่ายนอกจำนวนมากประสานมือคารวะโดยพร้อมเพรียง
"เรื่องพรรค์นี้ ไม่สมควรพูดออกไปตรงๆ เลย ปกป้องพวกเขาไว้ดิบดีขนาดนี้ แล้วจะทดสอบระดับความสามารถที่แท้จริงของพวกเขาได้อย่างไร" ท่านผู้เฒ่าลี่ที่อยู่ด้านข้างแค่นเสียงเย็นชา
"ไม่ว่าจะเป็นการออกฝึกฝนหรือการทดสอบ ล้วนต้องเกิดอุบัติเหตุขึ้น ถึงจะมองเห็นความสามารถที่แท้จริงได้!"
ศิษย์หลายคนต่างรู้สึกว่าท่านผู้เฒ่าลี่ช่างพูดจาสบายปากนัก ไม่ได้มาลำบากด้วยก็พูดได้สิ การบำเพ็ญเพียรของพวกเขามันง่ายนักหรืออย่างไร!
ทว่าไม่รู้ว่าเป็นเพราะปากกาของท่านผู้เฒ่าลี่ศักดิ์สิทธิ์เกินไปหรือไม่ จู่ๆ บนท้องฟ้าก็บังเกิดเสียงดังกึกก้อง "ครืน!" จนปลากลไกถึงกับสั่นสะเทือน ทุกคนเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นเพียงว่าบนท้องฟ้าปรากฏรูโหว่ขนาดใหญ่ ซึ่งมีแสงสีน้ำตาลแผ่ซ่านออกมา
"นั่นมันอะไรกัน?" เหล่าศิษย์ฝ่ายนอกและสัตว์อสูรพากันมองไปยังรูโหว่ขนาดใหญ่บนท้องฟ้า
หลินจิ้งและกระรอกใบสนที่กำลังพิงขอบปลากลไกเพื่อชื่นชมทิวทัศน์เบื้องล่างอยู่ ก็เงยหน้าขึ้นมองเช่นกัน แววตาของพวกเขาแปรเปลี่ยนไป
เพราะหลังจากที่รูโหว่ขนาดใหญ่นี้ปรากฏขึ้นเพียงครู่เดียว ลำแสงขนาดมหึมาก็สาดส่องลงมาอย่างรุนแรง และเป้าหมายของลำแสงนี้ก็ไม่ใช่ที่อื่นใด แต่เป็นปลากลไก หรือหากจะพูดให้ถูกก็คือ สาดส่องลงมาที่ร่างของหลินจิ้ง!
"อะไรวะเนี่ย?!" เมื่อมองดูลำแสงที่ตกลงมาอย่างรุนแรง หลินจิ้งและกระรอกใบสนก็คิดจะหลบหลีก ทว่ากลับราวกับถูกล็อกเป้าหมายเอาไว้
"แย่แล้ว มันพุ่งเป้ามาที่เรา"
ภาพเบื้องหน้าของหลินจิ้งมืดดับลง กระรอกใบสนวางกรงเล็บลงบนถุงเก็บของ แต่กลับพบว่าในบรรดาสิ่งของที่สะสมไว้ ไม่มีสิ่งใดที่สามารถรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้ได้เลย...
"คงไม่ใช่ว่าสำนักศพอสูรจะมาจับตัวคนหรอกนะ ไม่ถูกสิ นี่ยังอยู่ภายในสำนักแท้ๆ เหิมเกริมเกินไปแล้ว!"
สติของพวกเขาพร่าเลือนไปวูบหนึ่ง ก่อนที่ภาพเบื้องหน้าจะถูกแสงสว่างกลืนกินไปจนหมดสิ้น