"รัฐมนตรีเมิ่ง สุขภาพของคุณดีขึ้นบ้างหรือยังครับ?" หลัวเสียงเฟยเริ่มถามหยั่งเชิง
"สุขภาพ? สุขภาพฉันก็แข็งแรงดีตลอดนี่นา" เมิ่งฝานเจ๋อตอบด้วยความงุนงง เขาไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆ หลัวเสียงเฟยถึงนึกอยากจะห่วงใยสุขภาพของเขาขึ้นมา เมื่อกี้เห็นๆ อยู่ว่ากำลังพูดเรื่องเสี่ยวเฝิงคนนั้นอยู่ไม่ใช่หรือไง?
หลัวเสียงเฟยถามอีกครั้ง "รัฐมนตรีเมิ่ง ผมได้ยินคนจากสถาบันวิจัยถ่านหินบอกว่า ท่านไปโรงพยาบาลน่ะครับ"
"ใช่ ตอนนี้ฉันก็โทรหาเธอจากโรงพยาบาลนี่แหละ" เมิ่งฝานเจ๋อตอบ พูดจบเขาก็หัวเราะขึ้นมา "เฮ้อ พูดผิดไปหน่อย ฉันมาโรงพยาบาลเพื่อมาเยี่ยมวิศวกรฉางน่ะ จริงสิ เธอก็รู้จักนี่ ฉางเกินหลิน หัวหน้าวิศวกรของสถาบันวิจัยถ่านหิน เขาความดันโลหิตสูง หลายวันก่อนทำงานหนักเกินไป ฉันเลยบังคับให้เขามานอนโรงพยาบาล วันนี้ได้คุยกับเสี่ยวเฝิงของพวกเธอเรื่องรถขุดขนาด 25 ลูกบาศก์เมตรนิดหน่อย แล้วได้ข้อคิดอะไรบางอย่าง ฉันก็เลยมาโรงพยาบาลเพื่อหาหัวหน้าวิศวกรฉางเพื่อปรึกษาเรื่องนี้"
"เอ่อ..." หลัวเสียงเฟยถึงกับหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ นี่มันเรื่องอะไรกัน สถาบันวิจัยถ่านหินทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่โทรมาหา บอกว่าเฝิงเซี่ยวเฉินทะเลาะกับรัฐมนตรีเมิ่ง แถมยังทำให้รัฐมนตรีเมิ่งโมโหจนต้องเข้าโรงพยาบาล แต่ความจริงแล้ว รัฐมนตรีเมิ่งชื่นชมเฝิงเซี่ยวเฉินมาก แถมยังบอกว่าได้ข้อคิดอีกต่างหาก ส่วนเรื่องที่เขาไปโรงพยาบาล นั่นก็เป็นเรื่องจริง แต่ไปโรงพยาบาลไม่ได้แปลว่าต้องไปแอดมิตนี่นา เขาไปเยี่ยมคนป่วยไม่ได้หรือไง?
แม้จะเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดแล้ว แต่หลัวเสียงเฟยก็ไม่สามารถพูดตรงๆ กับเมิ่งฝานเจ๋อได้ ทางสถาบันวิจัยถ่านหินปล่อยไก่ตัวเบ้อเริ่มไปแล้ว ในอนาคตย่อมต้องโทรมาอธิบายและขอโทษอีกครั้ง แต่เรื่องพรรค์นี้ หากไม่ให้ผู้ใหญ่รับรู้ได้ย่อมเป็นเรื่องดีที่สุด ถ้าตอนนี้หลัวเสียงเฟยปากมากไปฟ้องเมิ่งฝานเจ๋อ ด้านหนึ่งเมิ่งฝานเจ๋ออาจจะโกรธที่สถาบันวิจัยทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ และอีกด้านหนึ่งก็อาจจะมองหลัวเสียงเฟยในแง่ลบ โดยรู้สึกว่าหลัวเสียงเฟยเป็นคนใจแคบ เรื่องเข้าใจผิดเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้ จำเป็นต้องมาฟ้องเขาด้วยหรือ?
"ท่านสุขภาพแข็งแรงดีก็ดีแล้วครับ อดีตผู้บังคับบัญชาคือแสงสว่างนำทางของพวกเรา พวกเรายังหวังให้ท่านนำพวกเราไปสร้างอุปกรณ์เหมืองแร่เปิดขนาดใหญ่ด้วยกันอยู่นะครับ" หลัวเสียงเฟยประจบประแจงและกลบเกลื่อนหัวข้อสนทนาก่อนหน้านี้ไป
การที่เมิ่งฝานเจ๋อไปโรงพยาบาลชานเมืองฝั่งใต้ เป็นเพราะถูกเฝิงเซี่ยวเฉินกระตุ้นจริงๆ ก่อนหน้านี้ เขาตั้งความหวังไว้กับโครงการรถขุดขนาด 25 ลูกบาศก์เมตรอย่างมาก โดยตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องทำโครงการนี้ให้สำเร็จก่อนเกษียณ เพื่อถือเป็นการปิดฉากการทำงานตลอดชีวิตของเขาอย่างสมบูรณ์แบบ แต่หลังจากได้ฟังที่เฝิงเซี่ยวเฉินพูด เขาก็ตระหนักได้ว่า การใช้วิธีปะผุไปเรื่อยๆ ต่อให้สามารถประกอบรถขุดขนาด 25 ลูกบาศก์เมตรออกมาได้ ก็ไม่นับว่าเป็นผลงานที่น่ายินดีอะไรเลย
ในตอนนั้น รถขุดขนาด 12 ลูกบาศก์เมตรก็ถูกขยายขนาดขึ้นมาจากรถขุดขนาด 6 ลูกบาศก์เมตรเดิม หลังจากขยายสเปกแล้ว ความยากของงานวิศวกรรมไม่ได้เพิ่มขึ้นแค่เท่าตัว แต่เพิ่มขึ้นเกินกว่าสิบเท่า โชคดีที่ช่างเทคนิคและคนงานแนวหน้าได้แสดงสติปัญญาและความสามารถ ทั้งทำงานหนักและทำงานอย่างชาญฉลาด ประกอบกับการที่รัฐบาลทุ่มเทงบประมาณอย่างไม่อั้น ถึงได้สร้างรถขุดขนาด 12 ลูกบาศก์เมตรจนสำเร็จ การจะสร้างรถขุดขนาด 25 ลูกบาศก์เมตรบนพื้นฐานเช่นนี้ องค์ความรู้ทางเทคนิคที่มีอยู่ย่อมไม่เพียงพออย่างแน่นอน ความยากทางเทคนิคคงต้องเพิ่มขึ้นอีกสิบเท่า ดังคำกล่าวที่ว่า 'ลูกธนูที่หมดแรง แม้แต่ผ้าไหมบางๆ ก็ยังเจาะไม่ทะลุ' การพึ่งพาวิธีการแบบนี้เพื่อไปท้าชนกับระดับแนวหน้าของโลก จะไปได้ไกลสักแค่ไหนกัน?
เมื่อคิดถึงเรื่องเหล่านี้ เขาก็นั่งไม่ติดอีกต่อไป จึงเรียกรถยนต์จากสถาบันวิจัยแล้วมุ่งตรงไปยังโรงพยาบาลชานเมืองฝั่งใต้ เพื่อหาฉางเกินหลินที่กำลังนอนพักรักษาตัวอยู่และปรึกษาหารือกับเขา พอเปิดประเด็นขึ้นมา เมิ่งฝานเจ๋อถึงเพิ่งค้นพบว่า แท้จริงแล้วฉางเกินหลินเองก็มีท่าทีสงวนท่าทีต่อโครงการรถขุดขนาด 25 ลูกบาศก์เมตรเช่นกัน เหตุผลของเขากับเฝิงเซี่ยวเฉินแทบไม่ต่างกันเลย อย่างมากก็แค่มีวิธีนำเสนอที่แตกต่างกันเท่านั้น
"เหล่าฉาง ในเมื่อคุณคิดว่าแผนงานนี้ไม่เวิร์ค ทำไมถึงไม่บอกแต่แรกล่ะ?" เมิ่งฝานเจ๋อพูดด้วยน้ำเสียงเชิงบ่น
ฉางเกินหลินยิ้มเจื่อนๆ แล้วตอบว่า "รัฐมนตรีเมิ่ง ท่านเคยบอกพวกเราว่า นี่อาจจะเป็นโครงการสุดท้ายที่ท่านทำก่อนเกษียณ ต่อให้พวกเราต้องเจอกับความยากลำบากใหญ่หลวงแค่ไหน ก็ต้องช่วยสานฝันของท่านให้สำเร็จครับ"
"เจ้าเด็กนั่นพูดถูกเผงเลย นี่มันคือโครงการเอาใจผู้ใหญ่ชัดๆ" เมิ่งฝานเจ๋อถอนหายใจ
"เด็กที่ไหนครับ?" ฉางเกินหลินถามด้วยความประหลาดใจ
เมิ่งฝานเจ๋อเล่าเรื่องที่บังเอิญเจอและได้พูดคุยกับเฝิงเซี่ยวเฉินให้ฉางเกินหลินฟังรอบหนึ่ง ฉางเกินหลินนิ่งคิดไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า "เป็นคนเก่งที่หาได้ยากจริงๆ ฟังจากสถานการณ์ที่ท่านเล่ามา พ่อหนุ่มคนนี้มีความเข้าใจเรื่องเทคนิคอย่างถ่องแท้พอตัว ในขณะเดียวกันก็ยังเข้าใจเรื่องการบริหารธุรกิจและทักษะการเจรจาระหว่างประเทศ นี่มันมีกลิ่นอายความเก่งกาจของรัฐมนตรีเมิ่งสมัยหนุ่มๆ อยู่หลายส่วนเลยนะครับ คนแบบนี้ ถ้าเอามาไว้ที่นี่แล้วปั้นดีๆ สักสามถึงห้าปีก็สามารถรับผิดชอบงานใหญ่ได้ด้วยตัวเองแล้วล่ะครับ"
"ถูกต้อง ปล่อยคนคนนี้ไว้ที่กรมโลหะการก็เสียของแย่!" เมิ่งฝานเจ๋อพูดอย่างเอาแต่ใจ หากคำพูดนี้ไปเข้าหูผู้บริหารของคณะกรรมการเศรษฐกิจเข้า คงต้องโกรธจนกระอักเลือดเป็นแน่
ด้วยความคิดที่อยากจะดึงตัวคนเก่ง เมิ่งฝานเจ๋อจึงไปหาโทรศัพท์ในโรงพยาบาลเครื่องหนึ่ง แล้วโทรไปที่สถาบันวิจัยถ่านหินก่อน เพื่อให้พวกเขาช่วยหาเบอร์โทรศัพท์ของกรมโลหะการ สวีอิ๋นชิวลองตะล่อมถามดู ถึงได้รู้ว่าเมิ่งฝานเจ๋อไม่ได้ป่วยเลยสักนิด และพ่อหนุ่มจากกรมโลหะการอะไรนั่นก็ไม่ได้ทำให้เขาโมโหด้วย เมื่อรู้ว่าตัวเองปล่อยไก่ สวีอิ๋นชิวก็ไม่กล้าบอกเมิ่งฝานเจ๋อเรื่องที่ตัวเองไปหาเรื่องกรมโลหะการ หลังจากบอกเบอร์โทรศัพท์ทางนั้นให้เมิ่งฝานเจ๋อไปแล้ว เธอก็เรียกหัวหน้าสำนักงานกับหวังย่าหรูมาด่าอีกฉาดใหญ่ หาว่าพวกเขาสืบข่าวผิดพลาด ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานของตนกับหน่วยงานพันธมิตรต้องมัวหมอง หวังย่าหรูถึงกับอยากร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา เวลาผ่านไปแค่นี้ก็โดนด่าไปสองรอบแล้ว แถมยังเกี่ยวข้องกับระดับรัฐมนตรีอีก จะให้เธอไปเรียกร้องความเป็นธรรมที่ไหนได้?
จากสวีอิ๋นชิว เมิ่งฝานเจ๋อได้รู้ว่าเฝิงเซี่ยวเฉินเป็นลูกน้องของหลัวเสียงเฟย แน่นอนว่าสวีอิ๋นชิวก็ฟังมาจากหลิวเยี่ยนผิงอีกที เมิ่งฝานเจ๋อกับหลัวเสียงเฟยค่อนข้างคุ้นเคยกันดี ก่อนหน้านี้เคยร่วมงานกันมาหลายครั้ง และในการร่วมงานเหล่านั้น เมิ่งฝานเจ๋อก็ปรากฏตัวในฐานะเจ้านายของหลัวเสียงเฟยมาโดยตลอด เขาสามารถเรียกหลัวเสียงเฟยว่า 'เสี่ยวหลัว' ได้อย่างเปิดเผย โดยไม่ต้องกังวลว่าอีกฝ่ายจะไม่พอใจอะไร
การที่หลัวเสียงเฟยพาเฝิงเซี่ยวเฉินจากหนานเจียงมายังเมืองหลวง เขากล้ารับปากแค่ว่าจะช่วยจัดการหาตำแหน่งพนักงานประจำในรัฐวิสาหกิจในเครือให้เท่านั้น หากคิดจะเข้าสู่ระบบของคณะกรรมการเศรษฐกิจนั้นเป็นไปไม่ได้เลย เพราะตัวหลัวเสียงเฟยเองก็เป็นแค่ผู้บริหารระดับกลางในคณะกรรมการเศรษฐกิจ ไม่มีอำนาจในการรับคน แต่เมิ่งฝานเจ๋อนั้นต่างออกไป เขาเป็นถึงรัฐมนตรีช่วยว่าการ แถมยังเป็นผู้อาวุโสมากบารมี ในกระทรวงถ่านหินเรียกได้ว่าคำไหนคำนั้น การจะจัดแจงตำแหน่งให้ใครสักคนเป็นเรื่องที่ง่ายดายมาก
เมิ่งฝานเจ๋อลงมือดึงตัวคนแบบนี้ หลัวเสียงเฟยย่อมไม่มีทางตกลง เมิ่งฝานเจ๋อกับเฝิงเซี่ยวเฉินแค่คุยกันไม่กี่ประโยคในห้องเอกสารก็ยังชื่นชมเขาขนาดนี้ นี่พิสูจน์ให้เห็นว่ามุมมองที่หลัวเสียงเฟยมีต่อเฝิงเซี่ยวเฉินก่อนหน้านี้นั้นถูกต้องอย่างสมบูรณ์ คนคนนี้คือเพชรที่รอการเจียระไนอย่างแท้จริง คนเก่งขนาดนี้ หลัวเสียงเฟยจะตัดใจยกให้เมิ่งฝานเจ๋อได้อย่างไร ความสัมพันธ์ก็ส่วนความสัมพันธ์ แต่ถ้าเกี่ยวข้องกับเรื่องผลประโยชน์ล่ะก็ งานนี้ต้องสู้ยิบตาไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว
"เสี่ยวหลัว เรื่องนี้พวกเราตกลงตามนี้นะ พรุ่งนี้ฉันจะให้คนออกคำสั่งย้ายเลย" เมิ่งฝานเจ๋อพูดสาย หมายจะมัดมือชก
หลัวเสียงเฟยหัวเราะ "รัฐมนตรีเมิ่ง เรื่องนี้เกรงว่าคงต้องพิจารณากันยาวๆ หน่อยล่ะมั้งครับ? สิ่งที่เสี่ยวเฝิงกำลังทำอยู่ตอนนี้ เป็นงานที่ผู้อำนวยการจางของพวกเราสั่งการลงมาด้วยตัวเอง ถ้าผมมอบเขาให้ท่าน วันหลังผู้อำนวยการจางมาทวงคนจากผม ผมคงรับผิดชอบไม่ไหวแน่ๆ"
ผู้อำนวยการจางที่หลัวเสียงเฟยพูดถึง คือรองผู้อำนวยการท่านหนึ่งของคณะกรรมการเศรษฐกิจ ซึ่งทั้งคุณวุฒิและระดับตำแหน่งก็สูสีกับเมิ่งฝานเจ๋อ หลัวเสียงเฟยประเมินแล้วว่าตัวเองงัดกับเมิ่งฝานเจ๋อไม่ไหว จึงทำได้เพียงยกเอาผู้บริหารของคณะกรรมการเศรษฐกิจมาเป็นเกราะกำบังเท่านั้น
"เสี่ยวหลัวเอ๊ย ฉันยังไม่รู้จักเธอหรือไง!" เมิ่งฝานเจ๋อด่าปนหัวเราะ "เธอชอบฮุบของดีไว้กินคนเดียวมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว พอรู้ว่าเสี่ยวเฝิงคนนี้เก่ง เธอก็กำไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ฉันจะบอกให้นะ ทางฝั่งฉันโอกาสเยอะ สวัสดิการก็ดี เสี่ยวเฝิงมาอยู่กับฉันแล้วจะมีความก้าวหน้า ทางฝั่งเธอไม่มีงานเป็นการอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน คนเก่งดีๆ แท้ๆ เธอกลับเอาไปใช้งานเป็นแค่ล่าม นี่เขาเรียกว่าเสียของ รู้หรือเปล่า?"
"รัฐมนตรีเมิ่ง ท่านเข้าใจผิดแล้วครับ ที่ผมให้เสี่ยวเฝิงทำหน้าที่ล่ามตอนนี้ ก็แค่เพื่อให้เขาคุ้นเคยกับสถานการณ์ไปก่อน ขั้นต่อไป พวกเราต้องส่งเขาลงไปหาประสบการณ์ข้างล่างแน่นอน หยกไม่ได้เจียระไนย่อมไม่เป็นเครื่องประดับนี่ครับ... อะไรนะครับ ท่านบอกว่าอยากจะตั้งคณะทำงานร่วมกับพวกเรา เพื่อร่วมกันพัฒนารถขุดขนาด 25 ลูกบาศก์เมตรหรือครับ? อื้มๆ นี่เป็นโครงการที่ดีเลยนะครับ... ให้เสี่ยวเฝิงเข้าร่วมด้วย? อันนี้พอจะพิจารณาดูได้ครับ อื้มๆ ขอผมลองพิจารณาดูหน่อยนะครับ..."
สีหน้าของหลัวเสียงเฟยเริ่มจริงจังขึ้น เขาพูดกับเมิ่งฝานเจ๋ออีกสองสามประโยค แล้วจึงวางสาย เถียนเหวินเจี้ยนที่ยืนหน้าเจื่อนอยู่ด้านข้างลังเลเล็กน้อย ก่อนจะเดินเข้าไปถาม "ท่านอธิบดีครับ เรื่องของรัฐมนตรีเมิ่ง..."
ช่วงเวลาเมื่อครู่นี้ เถียนเหวินเจี้ยนได้ฟังต้นสายปลายเหตุคร่าวๆ แล้ว และรู้ด้วยว่าทางสถาบันวิจัยถ่านหินเข้าใจผิดไปเอง เดิมทีในใจเขาแอบตื่นเต้นอยู่บ้าง แต่คราวนี้กลับเหมือนโดนน้ำเย็นสาดรดหัว ความตื่นเต้นทั้งหมดแตกสลายกลายเป็นฟองสบู่ ฟังจากความหมายของรัฐมนตรีเมิ่งในสาย ดูเหมือนว่าจะชื่นชมเฝิงเซี่ยวเฉินเป็นอย่างมาก สิ่งนี้ทำให้ความอิจฉาริษยาและเคียดแค้นของเถียนเหวินเจี้ยนทวีคูณขึ้นไปอีกหลายส่วน การที่หลัวเสียงเฟยถึงกับแต่งเรื่องโกหกว่าผู้อำนวยการจางให้ความสนใจด้วยตัวเองเพื่อรั้งตัวเฝิงเซี่ยวเฉินเอาไว้ นับเป็นเรื่องที่หาได้ยากมากในความทรงจำของเถียนเหวินเจี้ยน เห็นได้ชัดว่าในใจของหลัวเสียงเฟย เฝิงเซี่ยวเฉินครองตำแหน่งที่สำคัญมากเพียงใด
แกเพิ่งจะอายุสิบเก้าเองนะเว้ย ทำไมถึงได้มีความสามารถขนาดนี้ เก่งกาจทะลุฟ้าขนาดนี้ แกจะไม่ให้คนอื่นเขาเป็นเลขาฯ อย่างมีความสุขบ้างเลยหรือไง? เถียนเหวินเจี้ยนคิดอย่างเคียดแค้น
หลัวเสียงเฟยไม่ได้ต่อบทสนทนากับเถียนเหวินเจี้ยน แต่หันไปถามเฝิงเซี่ยวเฉินว่า "เสี่ยวเฝิง เธอไปคุยอะไรกับรัฐมนตรีเมิ่งมาล่ะ เขาถึงได้ให้ความสำคัญกับเธอมากขนาดนั้น จริงสิ เขายังอยากจะออกคำสั่งย้ายเธอไปกรมถ่านหินด้วยนะ จัดการตำแหน่งข้าราชการประจำให้โดยตรงเลย เธอสนใจไหมล่ะ?"
เฝิงเซี่ยวเฉินแอบเบ้ปากเบาๆ นึกในใจว่าคุณปฏิเสธแทนผมไปหมดแล้ว มาถามผมตอนนี้ว่าสนใจไหม ผมยังจะบอกว่าสนใจได้อีกเหรอ? แต่เรื่องตำแหน่งข้าราชการประจำอะไรนี่ ก็ไม่ได้ดึงดูดใจอะไรผมมากมายนักหรอก ถ้าเปลี่ยนเป็นพวกหวังเหว่ยหลงล่ะก็ แค่คำพูดประโยคนั้นของคุณ พวกเขาก็คงเกลียดคุณไปชั่วชีวิตแล้ว
เมื่อคิดได้ดังนี้ เฝิงเซี่ยวเฉินก็ยิ้มออกมาเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า "รัฐมนตรีเมิ่งประเมินผมสูงเกินไปจริงๆ ครับ ความจริงผมก็แค่เอาข้อคิดที่ได้จากการอ่านเอกสารช่วงหลายวันนี้ไปแลกเปลี่ยนกับเขาเท่านั้นเอง ไม่ได้คู่ควรให้เขามาให้ความสำคัญขนาดนี้เลย สำหรับความคิดเห็นส่วนตัวของผม ผมยังหวังว่าจะได้อยู่ที่กรมโลหะการต่อไป เพื่อเรียนรู้อะไรต่างๆ จากอธิบดีหลัวให้มากขึ้นครับ จะได้เป็นข้าราชการประจำหรือไม่ จริงๆ แล้วก็ไม่สำคัญหรอกครับ ตอนนี้ผมยังอายุยังน้อย ถ้าได้บรรจุเป็นข้าราชการประจำ เกรงว่าจะทำให้คนอื่นเอาไปนินทาได้ครับ"







