“หายไปงั้นเหรอ? ฉันไปพูดแบบนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?” หลินเฉาหยางถามด้วยความประหลาดใจ
“ฉันเห็นบทความปกิณกะในหนังสือพิมพ์บอกว่าคุณเป็นคนพูดค่ะ”
“ฉันแค่บอกว่ามันจะเสื่อมความนิยมลง เธอควรจะไปหาต้นฉบับมาอ่านดูนะ บทความที่ฉันเขียนเกี่ยวกับวรรณกรรมบาดแผลตีพิมพ์ในนิตยสาร ‘ตุลาคม’”
กงอวิ๋นพยักหน้าด้วยใบหน้าที่เจือแววขัดเขินเล็กน้อย
เถาอวี้โม่ถามด้วยความอยากรู้ “กงอวิ๋น หนังสือพิมพ์ฉบับไหนเหรอ?”
กงอวิ๋นมองไปทางหลินเฉาหยาง มีท่าทีอึกอักเหมือนอยากจะพูดแต่ก็เงียบไป
“มองฉันแบบนั้นทำไม? พูดมาตามตรงเถอะ ก็แค่บทความชิ้นเดียวเอง” หลินเฉาหยางพูดพลางหัวเราะ
“เป็นบทความปกิณกะที่ตีพิมพ์ใน ‘เยียนจิงหว่านเป้า’ ค่ะ เนื้อหาหลักๆ ก็คือการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทความของพี่เขยในนิตยสาร ‘ตุลาคม’
บทความของพี่เขยฉันยังไม่เคยอ่านนะคะ แต่บทความของเขา เอ่อ... ดูเหมือนจะมีทัศนคติที่ไม่ค่อยเป็นมิตรกับพี่เขยเท่าไหร่ เขาบอกว่าพี่เขยโด่งดังมาจากวรรณกรรมบาดแผล แต่กลับอาศัยการด้อยค่าวรรณกรรมบาดแผลเพื่อเรียกร้องความสนใจ ทำตัวสร้างกระแส...”
ขณะที่พูดกงอวิ๋นก็คอยสังเกตสีหน้าของหลินเฉาหยางไปด้วย เมื่อเห็นว่าเขายังคงมีสีหน้าเป็นปกติ เธอจึงพูดต่อ ไม่คิดเลยว่าเถาอวี้โม่ที่อยู่ข้างๆ จะไม่พอใจขึ้นมา “คนคนนั้นเป็นใครกัน? ทำไมถึงพูดแบบนี้ล่ะ?”
หลินเฉาหยางโบกมือให้เถาอวี้โม่ “อวี้โม่ กงอวิ๋นก็แค่มาเล่าให้ฟัง เธอจะตื่นเต้นไปทำไม?”
“พี่เขย คนคนนี้ทำเกินไปแล้วนะคะ พี่ไม่เคยมีความแค้นอะไรกับเขา เขามีสิทธิ์อะไรมาว่าพี่แบบนี้? ฉันว่าเขาต่างหากที่ทำตัวสร้างกระแส!”
ความโกรธเคืองของเถาอวี้โม่ทำให้คนรู้สึกราวกับว่าคนที่ถูกด่าไม่ใช่หลินเฉาหยางแต่เป็นตัวเธอเอง “กงอวิ๋น หนังสือพิมพ์ฉบับนั้นเป็นของงวดไหนเหรอ?”
ยังไม่ทันที่กงอวิ๋นจะได้พูด หลินเฉาหยางก็ห้ามเถาอวี้โม่ไว้ก่อน “เอาล่ะ การวิจารณ์และการถูกวิจารณ์ในแวดวงวรรณกรรมถือเป็นเรื่องปกติที่สุดแล้ว”
เถาอวี้ซูพูดขึ้นในตอนนั้นว่า “เรื่องของพี่เขยเธอ เธอไม่ต้องไปกังวลหรอก”
เถาอวี้โม่พูดอย่างไม่ยอมแพ้ว่า “ถึงอย่างนั้นก็ยอมให้คนอื่นด่าโดยไม่ตอบโต้ไม่ได้นี่นา!”
หลินเฉาหยางส่ายหน้ายิ้มๆ “นี่นับเป็นการด่าที่ไหนกัน เขาวิจารณ์มา ถ้าอยากฟังก็ฟังไว้สักสองสามประโยค ถ้าไม่อยากฟังก็ทำเป็นไม่ได้ยินก็พอ แวดวงวรรณกรรมมีคนตั้งมากมาย ถ้าทุกคนวิจารณ์ฉันแล้วฉันต้องตอบโต้ทุกคน ฉันไม่ต้องเหนื่อยตายหรอกเหรอ?”
เมื่อเห็นหลินเฉาหยางพูดอย่างสบายๆ ความโกรธของเถาอวี้โม่ก็บรรเทาลง กงอวิ๋นมองดูท่าทีของหลินเฉาหยาง ในใจเต็มไปด้วยความเลื่อมใส
นี่สินะที่เรียกว่าความใจกว้างของนักเขียน!
พ่อตาเถามองดูท่าทีของหลินเฉาหยางแล้วก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ การที่ลูกเขยในวัยนี้สามารถทำตัวสงบนิ่งไม่ยินดียินร้ายต่อคำชมหรือคำด่าได้นั้น ถือเป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่ง
หลังจากที่กงอวิ๋นกับอวี้โม่กลับไปแล้ว หลินเฉาหยางกับเถาอวี้ซูก็เข้าไปในบ้าน เถาอวี้ซูพูดอย่างดุเดือดว่า “อยู่ดีๆ ก็มาพูดจาให้ร้ายคนอื่น คนคนนี้ช่างไม่มีมารยาทเอาเสียเลย”
การถูกคนเขียนบทความด่าไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เถาอวี้ซูโกรธที่สุด ประเด็นสำคัญคือบทความนั้นลงชื่อคนสองคนชัดๆ ทำไมเธอถึงไม่มีค่าพอให้โดนด่าด้วยล่ะ?
“ก็แค่บทความวิจารณ์ชิ้นเดียว ไม่เห็นน่าโมโหเลย ตอนที่เขามีคนชมพวกเราก็มีไม่ใช่หรือไง?
ฉันเขียนนิยาย ใครๆ ก็วิจารณ์ได้ทั้งนั้น แต่เราจะไปตอบโต้คำวิจารณ์ของทุกคนก็คงเป็นไปไม่ได้ใช่ไหมล่ะ? ถ้าต้องมาคอยใส่ใจคำวิจารณ์ในหนังสือพิมพ์ฉบับเดียว คงได้เหนื่อยตายกันพอดี”
หลินเฉาหยางไม่ได้ใจกว้างอะไรหรอก เพียงแค่เขามีความคิดแบบปล่อยผ่านขั้นสุดก็เท่านั้น
เขาเขียนนิยายก็เพื่อหาค่าต้นฉบับ ชื่อเสียงเป็นแค่ผลพลอยได้ มีคนวิจารณ์เขาก็ปล่อยให้วิจารณ์ไปสิ ที่เราหามาได้ก็คือเงินก้อนนี้ไม่ใช่เหรอ?
อย่าทำตัวเหมือนดาราบางคนในยุคหลังๆ เลย ที่ถ่ายละครเรื่องเดียวก็ได้เงินมากกว่าที่ชาวบ้านหาได้ทั้งชีวิต แต่กลับต้องมาบีบน้ำตาหน้าจอ บอกว่าตัวเองถ่ายทำลำบากยากเข็ญแค่ไหน นิ้วถลอกนิดหน่อยก็แทบจะเรียกรถพยาบาล เพื่อจะได้ซื้อพื้นที่ข่าวให้ตัวเองติดเทรนด์
น่าสมเพชไหมล่ะ?
“ทัศนคติของคุณนี่ดีจริงๆ เลยนะ!”
“นี่แหละที่เรียกว่ามาดผู้นำ!” หลินเฉาหยางเอ่ยชมตัวเอง
“พอยอหน่อยก็เหลิงเลยนะ!”
สองสามีภรรยาหยอกล้อกันสองสามประโยค หลินเฉาหยางก็ไม่ได้เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจอีก
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น หลินเฉาหยางไปทำงานที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยเยียนจิง เถาอวี้ซูก็จะไปด้วย
เธอบอกว่าอ่านหนังสือที่ห้องสมุดมันเย็นสบายดี หลินเฉาหยางก็ไม่ได้คิดอะไรมาก
เมื่อถึงห้องสมุด หลินเฉาหยางก็ไปทำงานที่จุดยืมคืนหนังสือ ส่วนเถาอวี้ซูก็มุ่งหน้าตรงไปยังห้องวารสารและหนังสือพิมพ์
“เยียนจิงหว่านเป้า... เยียนจิงหว่านเป้า...”
เธอพึมพำอยู่ในลำคอ พลางค้นหาพลิกไปพลิกมาในกองหนังสือพิมพ์
หลังจากหาอยู่นาน ในที่สุดเธอก็พบหนังสือพิมพ์ฉบับที่กงอวิ๋นพูดถึง
‘โต้แย้งสิ่งที่สวี่หลิงจวินเรียกว่า “ความเสื่อมถอยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ของวรรณกรรมบาดแผล”’
เถาอวี้ซูตั้งใจอ่านบทความนี้ บทความไม่ได้ยาวนัก มีความยาวไม่ถึงสองพันตัวอักษร เนื้อหาพันแปดร้อยตัวอักษรแรกยังถือว่าปกติ แต่พอถึงช่วงครึ่งหลังก็เริ่มหลุดกรอบไปหน่อย
ผู้เขียนคนนี้อาจจะเป็นแฟนตัวยงของวรรณกรรมบาดแผล หรือไม่ก็เป็นนักเขียนเสียเอง พอวิจารณ์ไปถึงตอนท้ายก็เริ่มควบคุมความโกรธแค้นที่มีต่อหลินเฉาหยางที่ไปด้อยค่าวรรณกรรมบาดแผลไม่ได้ ถ้อยคำที่ใช้จึงเต็มไปด้วยความเหน็บแนมและเกรี้ยวกราด ซึ่งหลุดพ้นขอบเขตของการถกเถียงไปแล้ว
นอกจากจะด่าสามีแล้ว ยังเมินเฉยต่อเธออีก น่าเจ็บใจนัก!
ทว่าหลังจากอ่านบทความจบ เถาอวี้ซูก็ถือว่าวางใจลงได้เปลาะหนึ่ง
ระดับการเขียนของบทความนี้อยู่ในเกณฑ์ธรรมดา เป็นไปได้สูงว่าจะเป็นนักศึกษาที่กำลังโกรธเกรี้ยว หรือไม่ก็นักเขียนมือสมัครเล่นของวรรณกรรมบาดแผล บทความแบบนี้ไม่ต้องไปกังวลหรอก คาดว่าคงไม่สร้างผลกระทบอะไรมากนัก
เธอวางหนังสือพิมพ์ลง แต่พอคิดดูอีกทีก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
ว่ากันตามความเป็นจริง เนื้อหาในบทความของสามีนั้นตรงไปตรงมา แต่จะบอกว่าเป็นการด้อยค่าวรรณกรรมบาดแผลก็ไม่ผิดนัก ตอนนี้วรรณกรรมบาดแผลกำลังเป็นที่นิยมไปทั่วประเทศ บทความของสามีก็เปรียบเสมือนยาดีที่ขมปาก คำเตือนที่ระคายหู ย่อมต้องมีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่พอใจเขาเพราะเรื่องนี้ บทความแบบนี้ต้องไม่ได้มีแค่ชิ้นเดียวแน่ๆ
เธอจึงหอบหนังสือพิมพ์มาอีกกองแล้วค้นหาพลิกไปพลิกมา ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง เธอก็เจอบทความอีกชิ้นหนึ่งเข้าจริงๆ
ดูจากหัวข้อแล้วก็เป็นการคัดค้านความคิดเห็นของสามีเช่นกัน แต่บทความนี้อย่างน้อยก็ยังอยู่ในขอบเขตของการถกเถียง หลังจากเถาอวี้ซูอ่านจบก็วางมันลง
เธอครุ่นคิดในใจ นิตยสาร ‘ตุลาคม’ ฉบับนี้เพิ่งตีพิมพ์ออกมาไม่ถึงครึ่งเดือน ลำพังแค่เธอสุ่มค้นดูในห้องสมุดก็พบเสียงคัดค้านถึงสองชิ้นแล้ว
ต้องรู้ไว้ว่าหนังสือพิมพ์ไม่เคยเป็นสมรภูมิหลักในการถกเถียงปัญหาของแวดวงวรรณกรรม นิตยสารวรรณกรรมและนิตยสารวิจารณ์วรรณกรรมเหล่านั้นต่างหากที่เป็น
ในเมื่อตอนนี้บนหนังสือพิมพ์เริ่มมีเสียงคัดค้านปรากฏขึ้นอย่างต่อเนื่อง คาดว่าอีกสักเดือนสองเดือน เสียงวิพากษ์วิจารณ์บนหน้านิตยสารก็คงจะมีไม่น้อยอย่างแน่นอน
บางบทความที่วิจารณ์อย่างบริสุทธิ์ใจนั้นไม่น่ากลัว ที่น่ากลัวก็คือบทความประเภทที่ตีพิมพ์ใน ‘เยียนจิงหว่านเป้า’ ทั้งที่สามารถพูดคุยกันดีๆ ได้ แต่เขากลับต้องใช้คำพูดเหน็บแนม หรือถึงขั้นใช้ถ้อยคำหยาบคาย
เถาอวี้ซูรู้สึกว่าตัวเองจำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือเอาไว้ก่อน สามีไม่สนใจว่าจะโดนด่า แต่เธอทนไม่ได้
การไปตามด่ากราดนักเขียนบทความเหล่านั้นทีละคนย่อมไม่ใช่เรื่องที่สมควรทำ ท้ายที่สุดแล้วนอกจากจะทำให้ตัวเองโมโหแทบตายและสูญเสียเวลาและพลังงานไปอย่างเปล่าประโยชน์แล้ว ก็ไม่ได้อะไรกลับมาเลย
เถาอวี้ซูครุ่นคิดในใจ หากภายหลังกระแสสังคมหันมาวิจารณ์สามีอยู่ฝ่ายเดียวคงไม่ดีแน่ วิธีที่ดีที่สุดคือการทำให้น้ำขุ่น ต่างฝ่ายต่างพูดในมุมของตัวเอง ถึงตอนนั้นก็จะไม่มีใครสนใจบทความของสามีอีก
เรื่องอื่นเธออาจจะไม่เก่ง แต่เรื่องเขียนบทความวิจารณ์เธอยังพอทำได้ พอดีเลยจะได้ถือโอกาสนี้ฝึกฝนฝีมือไปด้วย
หลินเฉาหยางที่กำลังอู้งานอยู่ในคลังหนังสือไม่รู้เลยว่า ภรรยาเพียงแค่อ่านบทความไปสองชิ้นก็เริ่มเตรียมการที่จะคว่ำวรรณกรรมบาดแผลแล้ว เขาแอบอู้งานเขียนนิยายไปได้พันแปดร้อยตัวอักษร ก็ได้รับกระดาษโน้ตที่ส่งมาจากชั้นล่าง บอกว่ามีคนมาหาเขา
เมื่อลงไปดู ก็พบว่าเป็นโจวเยี่ยนหรู
ทักทายกันสองสามประโยค โจวเยี่ยนหรูก็เข้าเรื่องทันที “เรื่องรวมเล่มของ ‘รองเท้าคู่เล็ก’ คุยกันเรียบร้อยแล้วนะ ตอนนี้นิยายกำลังดัง ทางสำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชนก็มีความตั้งใจที่จะร่วมงานด้วยมาก คุณมีเวลาว่างวันไหน ไปที่นั่นกับฉันสักรอบสิ”
“พรุ่งนี้แล้วกันครับ ผมจะลางานครึ่งวัน ช่วงเช้าจะแวะไป”
“ตกลง งั้นพรุ่งนี้ฉันจะรอคุณที่หน้าสำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชนนะ คุณรู้ที่อยู่ใช่ไหม?”
“ถนนเฉาเน่ยหมายเลข 166 ใครบ้างจะไม่รู้ล่ะครับ!”
โจวเยี่ยนหรูพยักหน้า ทั้งสองคุยกันอีกสองสามประโยค เธอก็ขอตัวกลับไป
เช้าวันรุ่งขึ้น หลินเฉาหยางมาถึงถนนเฉาเน่ยหมายเลข 166 อาคารสูงห้าชั้นของสำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชนตั้งตระหง่านอยู่อย่างเงียบสงบริมถนน เวลานี้ตรงกับช่วงเช้าที่คนไปทำงานพอดี จึงมีคนจำนวนไม่น้อยขี่จักรยานเข้าไปในลาน
ห่างออกไปไม่ไกล หลินเฉาหยางก็เห็นโจวเยี่ยนหรูกำลังจูงจักรยานยืนรออยู่ที่ประตูใหญ่
“เหล่าโจว รอนานแล้วใช่ไหมครับ?” หลินเฉาหยางเดินเข้าไปทักทาย
“ฉันก็เพิ่งมาถึงเหมือนกัน ไปกันเถอะ!”
ทั้งสองเดินเข้าไปในลาน มาถึงหน้าป้อมยาม โจวเยี่ยนหรูก็ตะโกนเข้าไปข้างในว่า “เหล่าจ๋าย ลงทะเบียนหน่อย!”
มองแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นคนคุ้นเคยกันดี ลุงยามในป้อมหยิบสมุดออกมาให้โจวเยี่ยนหรูลงทะเบียน สายตากวาดมองหลินเฉาหยางแวบหนึ่ง
“พ่อหนุ่มหน้าตาไม่คุ้นเลย นักเขียนใหม่เหรอ?”
“คุณรู้จักสวี่หลิงจวินใช่ไหมล่ะ?” โจวเยี่ยนหรูแนะนำ
“สวี่หลิงจวินเหรอ เคยได้ยินสิๆ” เหล่าจ๋ายพูดพลางรับสมุดที่ทั้งสองลงทะเบียนเสร็จแล้วมา
เมื่อทั้งสองคนขึ้นบันไดไปแล้ว เขาก็กวาดสายตามองชื่อบนสมุด หลินเฉาหยาง
พ่อหนุ่มคนนี้ลายมือใช้ได้เลยแฮะ!
ห้องทำงานของกองบรรณาธิการวรรณกรรมร่วมสมัยแห่งสำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชนอยู่บนชั้นสาม โจวเยี่ยนหรูพาเขาเดินเข้าไปในห้องทำงานวรรณกรรมร่วมสมัย ริมกำแพงมีโต๊ะวางเรียงรายอยู่แปดเก้าตัว หน้าโต๊ะมีกลุ่มบรรณาธิการนั่งอยู่ บนโต๊ะของแต่ละคนเต็มไปด้วยกองต้นฉบับ แม้แต่บนพื้นก็ยังมีต้นฉบับที่บรรจุในซองกระดาษคราฟต์มัดรวมกันไว้อย่างแน่นหนาอยู่ไม่น้อย
“เหล่าหลี่ พาคนมาส่งให้คุณแล้ว!”
เสียงตะโกนของโจวเยี่ยนหรูทำให้ชายวัยกลางคนหน้าเหลี่ยมสวมแว่นตาคนหนึ่งเดินออกมา เขายิ้มพลางลุกขึ้นอ้าแขนออก ทักทายโจวเยี่ยนหรูก่อน จากนั้นก็จับมือหลินเฉาหยางอย่างกระตือรือร้น
“ท่านนี้คือสหายสวี่หลิงจวินใช่ไหมครับ?”
“นี่คือหลี่สู่กวง รองหัวหน้ากองบรรณาธิการ นิยายของคุณก็อยู่ในความดูแลของเขาแหละ” โจวเยี่ยนหรูแนะนำ
“เรียกผมว่าเหล่าหลี่ก็พอครับ” หลี่สู่กวงกล่าว
หลินเฉาหยางยิ้ม “คุณเรียกผมว่าเฉาหยางก็ได้ครับ ผมชื่อจริงว่าหลินเฉาหยาง”
พวกเขาทักทายกันสองสามประโยค หลี่สู่กวงก็ร้องเรียก “เสี่ยวเยว่” ชายหนุ่มคนหนึ่งในห้องทำงานก็ลุกขึ้น ดูอายุราวๆ สามสิบ หลี่สู่กวงแนะนำว่า “เยว่หงจื้อ บรรณาธิการผู้รับผิดชอบของคุณ ผมรับผิดชอบการพิจารณาขั้นที่สอง ส่วนบรรณาธิการใหญ่รับผิดชอบการพิจารณาขั้นสุดท้าย”
หลังจากแนะนำตัวกันสั้นๆ เยว่หงจื้อก็ไปหาเก้าอี้มาสองตัวให้ทั้งสองคนนั่ง แล้วก็วุ่นวายกับการรินน้ำให้
“ไม่ต้องยุ่งหรอก เขายังต้องกลับไปทำงานอีก คุยกันสั้นๆ ก็พอ” โจวเยี่ยนหรูกล่าว
ความจริงก็ไม่มีอะไรให้คุยมากนัก สำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชนจะตีพิมพ์รวมเล่ม ‘รองเท้าคู่เล็ก’ ก็แค่ให้นักเขียนกับบรรณาธิการได้มาพบปะทำความคุ้นเคยกันเท่านั้นเอง
พวกเขาพูดคุยสัพเพเหระกันสองสามประโยค พอได้ยินว่าหลินเฉาหยางทำงานที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยเยียนจิง เยว่หงจื้อก็เกิดความเคารพเลื่อมใสขึ้นมาทันที นั่นมันสถานที่สุดยอดเลยนะ
คุยเรื่องประสบการณ์การแต่ง ‘รองเท้าคู่เล็ก’ กันอีกสองสามประโยค ก็มีเสียงผู้ชายดังมาจากระเบียงทางเดิน
“สวี่หลิงจวินมาหรือยัง? อยู่ไหนล่ะ?”
พวกเขาที่กำลังคุยกันอยู่ชะงักไปและมองไปทางประตู
เห็นเพียงชายวัยกลางคนหน้าตาขึงขังกำลังชะเง้อมองอยู่ที่ประตู กวาดสายตามองเข้ามาในกองบรรณาธิการแวบหนึ่ง สายตาก็มาหยุดอยู่ที่หลินเฉาหยางทันที
ในกองบรรณาธิการมีแค่หลินเฉาหยางกับโจวเยี่ยนหรูที่เป็นคนนอก แถมหลินเฉาหยางยังเป็นคนหน้าใหม่ เขาจึงสังเกตเห็นได้ในพริบตา
หลี่สู่กวงยิ้มเจื่อนๆ พลางพูดว่า “ผมยังคุยไม่จบเลยนะ!”
“ไม่เป็นไร พวกคุณคุยกันไปก่อนเถอะ ฉันก็แค่แวะมาดู”
ชายวัยกลางคนปากก็พูดไปอย่างนั้น แต่สายตากลับเหมือนปีศาจที่ได้เห็นเนื้อพระถังซัมจั๋ง จ้องหลินเฉาหยางไม่วางตา
หลี่สู่กวงยิ้มให้หลินเฉาหยาง “คราวนี้คุณกลายเป็นคนโปรดของสำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชนของเราไปซะแล้ว”
“เอาล่ะ! ก็ไม่มีอะไรให้คุยมากหรอกนะ หลังจากนี้ถ้ามีปัญหาอะไรทางเสี่ยวเยว่จะติดต่อคุณไป คุณรับมือเขาก่อนแล้วกัน” หลี่สู่กวงพยักพเยิดหน้าไปทางประตู
เมื่อสี่ห้าวันก่อน สวีหวยจง นักเขียนสายทหารของกองทัพได้วิ่งไปที่กองบรรณาธิการ ‘วรรณกรรมประชาชน’ ไปหาจางกวงเหนียนผู้เป็นบรรณาธิการใหญ่ ซุบซิบกันอยู่พักหนึ่ง แล้วก็ทิ้งต้นฉบับไว้ชุดหนึ่ง
จางกวงเหนียนมอบหมายต้นฉบับให้กับชุยเต้าอี้ที่รับผิดชอบกลุ่มงานนิยายภาคเหนือ โดยให้เขารีบตรวจทานต้นฉบับโดยเร็วที่สุด
ระบบการพิจารณาต้นฉบับของกองบรรณาธิการนั้นเป็นระบบสามขั้น ชุยเต้าอี้เป็นหัวหน้ากลุ่มงานนิยายภาคเหนือของ ‘วรรณกรรมประชาชน’ มีหวังฝูและคนอื่นๆ เป็นผู้ช่วย โดยทั่วไปแล้วหลังจากบรรณาธิการใต้บังคับบัญชาของเขาทำการพิจารณาขั้นต้นเสร็จ เขาก็จะทำการพิจารณาในขั้นที่สอง
สุดท้ายก็จะส่งให้บรรณาธิการใหญ่พิจารณาในขั้นสุดท้าย หากมีผลงานที่มีข้อถกเถียงค่อนข้างมากหรืออาจก่อให้เกิดผลกระทบ ก็ยังต้องให้บรรณาธิการบริหารร่วมพิจารณาในขั้นสุดท้ายด้วย
จางกวงเหนียนให้ชุยเต้าอี้เป็นคนพิจารณาต้นฉบับตั้งแต่แรก ตอนแรกเขาคิดว่ามีใครใช้เส้นสาย ในใจจึงรู้สึกไม่ค่อยพอใจนัก
แต่พอประคองต้นฉบับอ่านไปได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เขาก็เปลี่ยนความคิดไป
หลังจากใช้เวลาสองวันในการอ่านต้นฉบับอย่างละเอียด ชุยเต้าอี้ก็สามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า นี่คือนิยายแนวสงครามที่ยอดเยี่ยมมากๆ เรื่องหนึ่ง
แต่พอเขามองดูชื่อผู้แต่งบนต้นฉบับก็เกิดความสงสัยขึ้นมาอีก แน่นอนว่าเขารู้จักชื่อของสวี่หลิงจวิน
‘คนเลี้ยงม้า’ เมื่อปีที่แล้ว ‘รองเท้าคู่เล็ก’ ในปีนี้ นักเขียนคนนี้เรียกได้ว่าโด่งดังระเบิดเถิดเทิงในแวดวงวรรณกรรม แต่นิยายของเขาทำไมถึงส่งมาจากกองทัพได้ล่ะ?
ชุยเต้าอี้ไปหาจางกวงเหนียนเพื่อสอบถามสถานการณ์ จางกวงเหนียนถูกเขาซักไซ้จนหมดหนทาง จึงบอกเขาไปว่านิยายเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับสงครามทางใต้ที่ยังคงดำเนินอยู่ เดิมทีถูกส่งไปให้ทางกองทัพตรวจสอบ ผู้บังคับบัญชาของกองทัพอ่านแล้วรู้สึกว่าดีมาก ต้องการหานิตยสารวรรณกรรมที่น่าเชื่อถือเพื่อตีพิมพ์ จึงได้ส่งมาที่ ‘วรรณกรรมประชาชน’
หลังจากเข้าใจสถานการณ์แล้ว ชุยเต้าอี้ก็ไม่ได้พูดอะไรอีก ขอแค่ไม่ได้ใช้เส้นสายก็พอ
คนรุ่นหลังเมื่อพูดถึงยุคทองของวรรณกรรมในยุคแปดศูนย์ สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือความสง่างามของบรรณาธิการชื่อดัง ในเวลานั้นเมืองเยียนจิงมีบรรณาธิการสี่คนที่ผู้คนในแวดวงวรรณกรรมขนานนามให้เป็น “สี่บรรณาธิการผู้ยิ่งใหญ่” ซึ่งชุยเต้าอี้ก็คือหนึ่งในนั้น
สำหรับอาชีพของตัวเองแล้ว ชุยเต้าอี้มีความยึดมั่นในแบบของเขา แน่นอนว่าเขาไม่ต้องการให้มีผลงานที่ได้ชื่อเสียงมาอย่างไม่สมศักดิ์ศรีผ่านมือเขาไปตีพิมพ์ใน ‘วรรณกรรมประชาชน’ ซึ่งเป็นนิตยสารระดับหอเกียรติยศแห่งวรรณกรรมจีน







