ไม่ว่าสหายเหล่าหลิวจะไม่พอใจแค่ไหน ก็ไม่อาจชดเชยช่องว่างในความเป็นจริงระหว่าง 'ตุลาคม' กับ 'วรรณกรรมประชาชน' ได้
เขารู้ดีว่าเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่หลินเฉาหยางจะควบคุมได้ ท้ายที่สุดอารมณ์ก็สงบลง เหลือเพียงรอยยิ้มขื่นอย่างจนใจ
"ฉันคำนวณสารพัด แต่ดันไม่ได้คำนวณว่าทางกองทัพเขาจะมีข้อเรียกร้องนี้ด้วย เฮ้อ เอาเถอะ เป็นแบบนี้แล้วจะทำยังไงได้ล่ะ ก็แค่เสียดายนิยายเรื่องนั้นของนาย"
ความคับข้องใจของสหายเหล่าหลิวใช่ว่าจะหายไปได้ในเวลาอันสั้น หลินเฉาหยางอาศัยช่วงเลิกงานลากเขาออกไปกินข้าวข้างนอก พูดคุยเปิดอกกันอย่างเต็มที่ และรับปากว่านิยายเรื่องต่อไปจะมอบให้ 'ตุลาคม' อย่างแน่นอน ในใจเขาถึงได้รู้สึกดีขึ้นมาบ้าง
พอถึงเช้าวันอาทิตย์ ครอบครัวตระกูลเถาก็แต่งตัวกันอย่างเรียบร้อย พากันนั่งรถเมล์สาย 332 เข้าเมืองอย่างครึกครื้น
ม.เยียนจิงตั้งอยู่วงแหวนรอบสี่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือในยุคหลัง หากมองในอีกสามสิบปีให้หลังก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แต่ในยุคสมัยนี้ การเข้าเมืองแต่ละครั้งต้องใช้เวลาไม่น้อยเลยจริงๆ
แม้ว่าการเข้าเมืองครั้งนี้จะมีจุดประสงค์หลักเพื่อไปกินเฉวียนจวี้เต๋อ แต่ครอบครัวนานๆ จะได้ออกมาสักที แน่นอนว่าต้องเดินเที่ยวให้หนำใจ กว่าจะไปถึงร้านเก่าแก่ของเฉวียนจวี้เต๋อที่ตั้งอยู่เฉียนเหมินก็เกือบเที่ยงแล้ว
ในยุคหลังเมื่อพูดถึงเฉวียนจวี้เต๋อ ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ารสชาติมันเปลี่ยนไป ความเป็นจริงแล้วรสชาติไม่ได้เพิ่งมาเปลี่ยนเอาตอนหลัง แต่มันเปลี่ยนไปตั้งแต่ช่วงยุค 50 ที่มีการร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชนแล้ว
เพราะในยุคก่อนหน้านั้น ราคาเป็ดย่างไม่ได้เป็นมิตรกับคนทั่วไปนัก พอถึงยุค 50 เพื่อให้ชาวบ้านจำนวนมากได้ลิ้มรสอาหารเลิศรสอย่างเป็ดย่าง เฉวียนจวี้เต๋อจึงยอมลดทอนคุณภาพของวัตถุดิบลง
รสชาติอาจไม่ดีเท่าเมื่อก่อน แต่จำนวนคนที่พอจะจ่ายไหวก็มีมากกว่าเดิมจริงๆ นับว่ามีทั้งข้อดีและข้อเสีย แน่นอนว่าในยุคหลัง การที่มันกลายเป็นร้านสำหรับนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ
ครอบครัวทั้งเก้าคนเดินเข้าไปในเฉวียนจวี้เต๋อ ยังไม่ทันได้สั่งอาหาร เด็กๆ ไม่กี่คนได้กลิ่นที่โชยมาจากเตาย่างก็น้ำลายแทบสอแล้ว
วันนี้พ่อตาเถาเป็นเจ้ามือ แต่คนสั่งอาหารกลับเป็นแม่ยายเถา
เห็นเพียงแม่ยายเถากวาดสายตามองเมนูอาหารอย่างไม่ใส่ใจนัก ดวงตาดูเหมือนจะไม่ได้มองตัวหนังสือบนนั้นเท่าไหร่ ปากก็ร่ายชื่ออาหารออกมาทีละอย่าง
"ปลิงทะเลน้ำแดง เต้าหู้หมูสไลซ์ สันในหมูทอดกรอบ ไก่ผัดพริกแห้ง เห็ดหอมผัดหน่อไม้ แล้วก็เอาเป็ดย่างมาสองตัว โครงเป็ดตัวนึงเอาไปต้มซุป อีกตัวเอาไปคั่วพริกเกลือ"
เถาอวี้โม่ที่อยู่ด้านข้างเอ่ยเตือน "แม่คะ เมนูเนื้อเยอะไปหรือเปล่า"
การมากินข้าวที่ร้านอาหารต้องคำนึงถึงความสมดุลระหว่างเนื้อสัตว์กับผัก มีทั้งของเย็นและของร้อน เถาอวี้โม่ชอบกินเนื้อก็จริง แต่พอเห็นแม่สั่งอาหารแบบนี้แล้วก็ดูเหมือนคนบ้านนอกเข้ากรุง น่าขายหน้านิดหน่อย เธอจึงอดไม่ได้ที่จะส่งเสียงเตือน
แม่ยายเถาพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย "พวกแกแต่ละคนทำตัวเหมือนผีตายอดตายอยากมาเกิด ถ้าฉันไม่สั่งเมนูเนื้อเยอะๆ มันจะไปพอกินได้ยังไง แกมาที่นี่เพื่อกินหน่อไม้หรือไง"
เถาอวี้โม่ถูกแม่ตอกกลับจนพูดไม่ออก ได้แต่พึมพำว่า "ทำเหมือนแม่ไม่กินงั้นแหละ"
จากพฤติกรรมการสั่งอาหารของแม่ยายเถา สามารถมองเห็นความคุ้นชินของลูกสาวตระกูลนายทุนได้นิดหน่อยจริงๆ สั่งโดยไม่ดูราคาอาหารเลยด้วยซ้ำ
อย่างเช่นสันในหมูทอดกรอบราคา 2 หยวน 1 เหมา หมูชุบแป้งทอดราคา 9 เหมา กินแล้วความแตกต่างจริงๆ ก็ไม่มากนัก ไม่มีอะไรมากไปกว่าเนื้อสัมผัสที่ต่างกัน แต่เธอกลับเลือกสั่งสันในหมูทอดกรอบ
ในบรรดาอาหารทั้งหมดที่แม่ยายเถาสั่ง นอกจากเป็ดย่างแล้วที่แพงที่สุดคือปลิงทะเลน้ำแดง จานละ 5 หยวน 2 เหมา เทียบเท่ากับค่าอาหารสิบแปดวันของคนทั่วไปเลยทีเดียว
ปกติกินข้าวที่บ้านก็ดูไม่ออกหรอก แต่พอไปกินที่ร้านอาหารเมื่อไหร่ แม่ยายก็มีความเสี่ยงที่จะเผยให้เห็นถึงชาติตระกูลลูกสาวนายทุน
แต่ไม่ว่าแม่ยายจะสั่งอาหารยังไง พ่อตาเถาก็ยังคงแสดงสีหน้าราบเรียบ ดูเหมือนจะเตรียมใจเลือดตกยางออกสักครั้งมาแต่เนิ่นๆ แล้ว
มาที่เฉวียนจวี้เต๋อ แน่นอนว่าเป้าหมายหลักคือการมากินเป็ดย่าง
แต่ก็เหมือนอย่างที่แม่ยายเถาพูด พอเมนูเนื้อยกมาเสิร์ฟ เด็กๆ ในบ้านก็ทำตัวราวกับผู้ลี้ภัยที่หนีความอดอยากมายังเมืองเยียนจิง สวาปามกันอย่างตะกละตะกลาม
โดยเฉพาะตอนที่เป็ดย่างยกมาเสิร์ฟ เป็ดย่างของเฉวียนจวี้เต๋อใช้เตาแขวน เป็ดที่ย่างออกมามีรูปร่างสวยงาม อวบอ้วนสมบูรณ์ สีสันสดใสเป็นสีแดงพุทรา หนังกรอบเนื้อนุ่ม รสชาติที่ได้กินดีกว่าเป็ดที่ขายตามร้านขายของชำทั่วไปมากจริงๆ
พอกินข้าวเสร็จ พ่อตาเถาก็ไปคิดเงิน อาหารมื้อนี้หมดไปทั้งหมด 34 หยวน 6 เหมา 5 เฟิน แทบจะเท่ากับเงินเดือนหนึ่งเดือนของคนงานทั่วไปเลยทีเดียว
เถาอวี้โม่แอบดูบิลค่าอาหารแล้วก็ตกใจจนแลบลิ้น
กว่าครอบครัวจะกลับมาถึงม.เยียนจิง ก็เป็นเวลาบ่ายสามโมงกว่าแล้ว มองเห็นแต่ไกลว่ามีตาแก่ตัวเล็กๆ คนหนึ่งนั่งอยู่ตรงที่ร่มใต้ตึก
"พี่จู ทำไมมานั่งอยู่ตรงนี้ล่ะ" พ่อตาเถาเดินเข้าไปถาม
"อยากมาหาคุณเล่นหมากสักกระดาน เคาะประตูถึงรู้ว่าพวกคุณไม่อยู่บ้าน อยากจะกลับก็ร้อนเกินไป เลยนั่งพักสักหน่อย"
ตอนนี้หลินเฉาหยางไม่เชื่อคำพูดที่ออกมาจากปากตาแก่จูแม้แต่ครึ่งคำ คาดว่าเขาไม่ได้อยากจะกลับหรอก แต่ตั้งใจมานั่งรอจนกว่าจะเจอต่างหาก
ด้วยมารยาทการเล่นหมากของตาแก่จู ในเยียนยฺเหวียนอันกว้างใหญ่แห่งนี้ก็คงมีแค่พ่อตาเถาคนเดียวที่ยอมเล่นหมากกับเขา
"เฉาหยาง มาเล่นหมากเป็นเพื่อนฉันหน่อย!"
ตาแก่จูบอกว่ามาหาพ่อตาเถาเล่นหมาก แต่พอเข้าประตูมากลับเรียกหาหลินเฉาหยาง
"คุณลุงก็เล่นกับพ่อผมสิครับ!"
"ฝีมือหมากเขาห่วยเกินไป" ตาแก่จูพูด
"คุณลุงก็พูดจาไว้หน้ากันหน่อยเถอะครับ"
"นี่เขาเรียกว่าพูดตามความจริง"
ทั้งสองคนกางกระดานหมาก หลินเฉาหยางผายมือ "คุณเริ่มก่อนเลย"
จูกวงเฉี่ยนเห็นเขาแสร้งทำเป็นใจกว้างก็แค่นเสียงหัวเราะเยาะ หยิบหมากดำวางลงตรงกลางกระดานอย่างมั่นคง
หลินเฉาหยางวางหมากขาวตามลงไป จูกวงเฉี่ยนก็วางหมากลงไปอีกเม็ดโดยไม่เสียเวลาคิด
มองดูการกระทำของตาแก่ หลินเฉาหยางก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
การเปิดเกมแบบนี้...
เขาเงยหน้าขึ้นมองจูกวงเฉี่ยน "คุณลุงท่องตำราหมากมาใช่ไหมครับ"
ตาแก่หน้าตึง "แค่หมากโกะกระจอกๆ ฉันจะไปท่องตำราหมากทำไม"
หลินเฉาหยางคาดว่าต่อให้ตีตาแก่จนตาย เขาก็คงไม่ยอมรับหรอกว่าตัวเองท่องตำราหมากมา
หมากล้อมมีตำราหมาก หมากโกะจริงๆ แล้วก็มีตำราหมากเช่นกัน แต่มักจะพบเห็นได้ตามบันทึกเบ็ดเตล็ดของปัญญาชนบางคนในสมัยโบราณ ไม่ได้เป็นที่ยอมรับอย่างเป็นทางการ
ก็มีแต่ในยุคหลังที่ข้อมูลข่าวสารพัฒนาแล้วเท่านั้นแหละ ถึงจะมีคนหันมาสนใจตำราหมากของหมากโกะ
ไม่เจอกันพักหนึ่ง หลินเฉาหยางสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าการเดินหมากของตาแก่จูไม่เหมือนเดิม
จะไม่ให้บอกว่าตาแก่นี่มารยาทการเล่นหมากงั้นๆ ได้ยังไง
เล่นหมากโกะแท้ๆ ยังอุตส่าห์ท่องตำราหมากมาอีก ค่านิยมมันเสียก็เพราะคนแบบพวกคุณนี่แหละ
ไม่รู้จริงๆ ว่าตาแก่นี่ไปเรียนมาจากไหน ห้องสมุดมหาวิทยาลัยเยียนจิงไม่น่าจะมีของพรรค์นี้นะ?
หลินเฉาหยางเล่นหมากไปใจลอยไป เผลอแป๊บเดียวก็แพ้ไปหนึ่งกระดาน ตาแก่จูดีใจเนื้อเต้น แทบจะใช้ไม้เท้าค้ำยันเต้นแทงโก้เลยทีเดียว
"เฉาหยางเอ๊ย หมู่นี้ฝีมือหมากถดถอยลงนะ!" ตาแก่จูพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"แค่ต่อให้ตานึงหรอกน่า!"
การประลองหมากกับผู้คน ความน่าเกรงขามเป็นสิ่งสำคัญมาก พอเห็นตาแก่จูได้ใจจนลืมตัว หลินเฉาหยางจะปล่อยให้เขามีความสุขต่อไปได้ยังไง
"ฝีมือหมากของคุณลุงพัฒนาขึ้นมานิดหน่อยนี่ครับ ถึงกับฟลุกชนะผมได้ตั้งกระดานนึง"
"ฟลุก?" ตาแก่จูเหล่ตามองหลินเฉาหยาง หัวเราะเยาะ "ต่อให้สองครั้งคิดว่าตัวเองเล่นเก่งจริงๆ หรือไง"
ตาแก่นี่ ชนะแค่กระดานเดียวก็ลอยซะขนาดนี้ ถ้าปล่อยให้ชนะเยอะกว่านี้ ไม่บินขึ้นฟ้าไปเลยเหรอ
หลินเฉาหยางตัดสินใจว่าต้องสั่งสอนเขาสักหน่อยแล้ว
พอเล่นหมากอีกครั้ง เขาก็งัดพลังออกมาเต็มร้อย ชนะกระดานแล้วกระดานเล่า จนสุดท้ายเห็นตาแก่จูไม่พูดอะไรอีก เขาก็พอใจ
เขาดื่มน้ำอย่างสบายใจเฉิบ "คุณลุงคิดไปก่อนนะ ผมไปเติมน้ำหน่อย"
รอจนหลินเฉาหยางเติมน้ำกลับมา ตาแก่จูก็ยังคงขมวดคิ้วแน่น แยกเขี้ยวอยู่ที่เดิม
"ยอมแพ้เถอะน่า บอกแล้วไงว่าคุณลุงสู้ผมไม่ได้หรอก!"
ตาแก่จูเงยหน้าขึ้นมาถลึงตาใส่เขาอย่างแรง แต่ความเป็นจริงก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า เขาจึงโยนหมากยอมแพ้อย่างไม่เต็มใจ
ชนะหมากแล้ว หลินเฉาหยางยังไม่ลืมที่จะทำลายความมั่นใจของตาแก่
"ตำราหมากเนี่ย ก็พึ่งพามากไปไม่ได้หรอกนะ ที่สำคัญยังไงก็ต้องดูที่ระดับฝีมือของตัวเองด้วย"
"ฮึ!" ตาแก่จูแค่นเสียงฮึดฮัดอย่างไม่ยอมรับ
แต่แพ้ก็คือแพ้ ชนะก็คือชนะ เขาขี้เกียจต่อล้อต่อเถียงกับหลินเฉาหยาง ในใจคำนวณว่ากลับไปคงต้องศึกษาให้ลึกซึ้งกว่านี้อีกหน่อย ฝีมือของเจ้าเด็กนี่สูงกว่าที่เขาคิดไว้เล็กน้อย ครั้งนี้เขาประมาทศัตรูเกินไป
แพ้หมากแล้วตาแก่จูก็ยังไม่ยอมกลับ ตอนนี้ก็ใกล้จะถึงเวลาอาหารเย็นแล้ว เขาเตรียมตัวจะกินข้าวเย็นฟรีก่อนค่อยกลับ
ใครจะไปคิดว่ามื้อเที่ยงครอบครัวตระกูลเถากินมาดีเกินไป มื้อเย็นก็เลยไม่คิดจะทำกับข้าวเลยสักนิด
พอถึงเวลาอาหาร มีแค่เด็กๆ ไม่กี่คนที่ย่อยอาหารเร็วร้องโวยวายว่าหิว แม่ยายเถาจึงต้มบะหมี่ให้กินแบบขอไปที
แพ้หมากก็ช่างเถอะ แต่มื้อเย็นดันได้กินแค่บะหมี่ ก่อนกลับตาแก่จูยังไม่ลืมบ่น "แม้แต่ซอสสักนิดก็ไม่มี"
"อายุมากแล้วอย่ากินเค็มนักเลยครับ มันเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจและสมองได้ง่าย"
วันนี้หลินเฉาหยางก็ยังเป็นคนเดินไปส่งเขา ตาแก่มองเขาทีหนึ่ง "รู้ไหมว่าเคล็ดลับอายุยืนคืออะไร"
"ระวังเรื่องอาหารการกิน ออกกำลังกายให้มาก ทำจิตใจให้เบิกบานครับ" หลินเฉาหยางตอบตามมาตรฐาน
"ผิด! คือเลิกยุ่งเรื่องชาวบ้านต่างหาก!"
พูดจบก็สะบัดไม้เท้า เดินก้าวสั้นๆ จากไป
เฮ้อ ตาแก่นี่!
กลางเดือนกรกฎาคม เถาอวี้โม่สอบเข้ามหาวิทยาลัยเสร็จสิ้น ก็เหมือนเก็บอาวุธเข้าคลัง ปล่อยม้าคืนสู่ป่า วันๆ เอาแต่เรียกเพื่อนฝูงไปเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในเยียนจิง บวกกับนักเรียนประถมอย่างเถาซีเหวินและนักเรียนอนุบาลชั้นเล็กอย่างเถาซีอู่ที่ปิดเทอมฤดูร้อน ในบ้านจึงมีแต่เสียงเอะอะโวยวายตลอดทั้งวัน
เถาอวี้ซูก็ปิดเทอมฤดูร้อนแล้วเช่นกัน แต่ไม่เหมือนกับน้องสาว เวลาส่วนใหญ่เธอยังคงอ่านหนังสือทบทวนบทเรียนอยู่ที่บ้าน นานๆ ครั้งถึงจะออกไปเดตกับหลินเฉาหยาง
วันนี้เถาอวี้โม่พาเพื่อนร่วมชั้นสองคนมาที่บ้าน ซึ่งก็คือกงอวิ๋นและเด็กสาวผมเปียแกะที่เคยไปดูหลินเฉาหยางที่ห้องสมุดด้วยกันก่อนหน้านี้
พอเข้าบ้านมา กงอวิ๋นก็ถามเถาอวี้โม่ "พี่เขยเธออยู่บ้านหรือเปล่า"
"ไม่อยู่ ไปทำงานแล้ว!"
ตั้งแต่ฐานะของหลินเฉาหยางถูกเปิดเผยในครอบครัวตระกูลเถา เรื่องที่พี่เขยของตัวเองคือสวี่หลิงจวิน เถาอวี้โม่ก็เอาไปอวดที่โรงเรียนไม่รู้กี่รอบแล้ว
พอได้ยินว่าหลินเฉาหยางไม่อยู่บ้าน ทั้งสองคนก็รู้สึกเสียดายเล็กน้อย
เถาอวี้โม่ยืมเครื่องเล่นเทปของเถาอวี้ซูมา เด็กสาวหลายคนซ่อนตัวอยู่ในห้องฟังเพลงของเติ้งลี่จวิน
แน่นอนว่าจุดประสงค์หลักของพวกเธอในวันนี้ไม่ใช่การฟังเพลง แต่เป็นการอัดเพลง
ในเมื่อเป็นเครื่องเล่นเทป แน่นอนว่าย่อมเล่นได้และอัดได้ด้วย
พวกเธออุตส่าห์ไปยืมตลับเทปของเติ้งลี่จวินมาหลายม้วน แล้วก็ซื้อตลับเทปเปล่ามาอีกหลายม้วน นี่คงเป็นกิจกรรมละเมิดลิขสิทธิ์ยุคแรกสุดในประเทศแล้วล่ะมั้ง
ต่อให้เว็บปี่ชวี่เก๋อมาเห็นยังต้องเรียกพวกเธอว่าบรรพบุรุษ!
เด็กสาวหลายคนง่วนอยู่ตั้งนาน ในที่สุดก็อัดเทปออกมาได้หนึ่งม้วน เถาอวี้โม่ตะโกนด้วยความตื่นเต้น "รีบเปิดฟังเร็วเข้า ฟังเร็ว!"
กงอวิ๋นเอาตลับเทปที่อัดเสร็จแล้วใส่เข้าไป แล้วกดปุ่มเล่น
"ดอกไม้งามไม่บานนานตราบ
วิวงดงามมิอยู่ยั้งยืนยง
……"
เสียงอันไพเราะอ่อนหวานดังออกมา เด็กสาวหลายคนก็ร้องตะโกนด้วยความดีใจ
"อวี้โม่ เครื่องเล่นเทปนี้ใช้ดีมากเลย!" กงอวิ๋นพูดด้วยสีหน้าตื่นเต้น
"แหงสิ ซื้อมาตั้งสองร้อยหยวนเชียวนะ!" เถาอวี้โม่พูดอย่างภาคภูมิใจ
เด็กสาวผมเปียแกะพูดด้วยความอิจฉา "ฉันไปห้างสรรพสินค้าซีตานยังไม่เคยเห็นเครื่องเล่นเทปเครื่องเล็กขนาดนี้เลย"
"ห้างสรรพสินค้าจะมีของดีแบบนี้ได้ยังไง เธอต้องไปที่ร้านค้ามิตรภาพถึงจะมี" กงอวิ๋นให้ความรู้
เถาอวี้โม่พยายามซ่อนความทะนงตัวบนใบหน้าอย่างสุดความสามารถ "โธ่เอ๊ย ก็แค่เครื่องเล็กกว่านิดหน่อยเอง"
"อวี้โม่ พี่เขยเธอดีกับพี่สาวเธอจังเลยนะ!"
"แน่นอนสิ พวกเขาสองคนคบกันตั้งแต่ตอนที่พี่สาวฉันไปทำงานในชนบทแล้ว เป็นคู่สามีภรรยาที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา"
พอพูดถึงความรักของพี่สาวกับพี่เขย เถาอวี้โม่ก็มีสีหน้าเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
เด็กสาวหลายคนส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวพลางอัดเทปต่อไป วุ่นวายอยู่ทั้งบ่าย ในที่สุดก็ได้ตลับเทปมาสี่ม้วน ขณะที่กำลังเตรียมตัวจะออกจากครอบครัวตระกูลเถาอย่างอารมณ์ดี ก็เห็นหลินเฉาหยางเดินเข้าบ้านมาพอดี
"พี่เขย!"
"อวี้โม่ เพื่อนมาเหรอ"
"อืม"
หลินเฉาหยางเห็นเถาอวี้โม่ทำท่าเหมือนจะเดินไปส่งทั้งสองคน จึงพูดขึ้น "ถึงเวลาอาหารแล้ว กินข้าวเสร็จค่อยกลับเถอะ"
เด็กสาวหลายคนไม่ได้คิดถึงเรื่องกินข้าวเลยสักนิด พอถูกหลินเฉาหยางทัก เถาอวี้โม่ก็รั้งไว้เช่นกัน "นั่นสิ กินข้าวเสร็จค่อยกลับเถอะ"
กงอวิ๋นทั้งสองคนไม่กล้าปฏิเสธ จึงอยู่ต่อ
ตอนกินข้าว กงอวิ๋นเอาแต่จ้องมองหลินเฉาหยาง ถูกเถาอวี้โม่ดุไปหลายครั้งก็ยังไม่ยอมเปลี่ยนนิสัย
หลินเฉาหยางก็ไม่ได้ใส่ใจ คิดแค่ว่าเด็กสาวคนนี้อาจจะเป็นพวกวัยรุ่นสายอาร์ต
พอกินข้าวเสร็จ กงอวิ๋นถึงได้ถามขึ้น "พี่เขย พี่คิดว่าวรรณกรรมบาดแผลจะหายไปในอนาคตจริงๆ เหรอคะ"







