การผจญภัยในต่างโลกไม่ใช่เรื่องโรแมนติก ท่ามกลางเรื่องราวอันน่าตื่นเต้นของซากโบราณสถาน เวทมนตร์ สัตว์ร้ายขนาดยักษ์ และวีรบุรุษ สิ่งที่ต้องเผชิญมากกว่าคือปัญหาในชีวิตจริง—เช่น การนอนกลางดินกินกลางทรายในป่าเขาและทำอย่างไรให้อิ่มท้อง
การเดินทางหลบหนีเต็มไปด้วยความเร่งรีบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ปราสาทถูกตีแตกและต้องต่อสู้ดิ้นรนร่วมกับทหารองครักษ์ไม่กี่คนสุดท้ายจนถึงวินาทีสุดท้าย ย่อมไม่มีใครมีเวลาเตรียมเสบียงอาหารอัดแน่นใส่กระเป๋าออกมาได้หรอก อีกทั้งสถานที่สุดท้ายที่ทุกคนออกเดินทางมาคือสุสานบรรพชน ซึ่งดูยังไงก็ไม่น่าจะเป็นสถานที่สำหรับกักเก็บอาหาร...
ดังนั้นพอแอมเบอร์หิว ทุกคนก็ตระหนักได้ถึงปัญหาในโลกความเป็นจริงที่กำลังจ่อคอหอยอยู่
บริเวณโดยรอบเป็นพื้นที่รกร้าง ว่างเปล่าจนไม่มีแม้แต่หญ้าสักต้น ฝั่งตรงข้ามของเนินเขาคือแคว้นเซซิลที่กลายเป็นซากปรักหักพังในกองเพลิงไปแล้ว ทว่าที่ด้านล่างของเนินเขาห่างออกไปเล็กน้อย กลับมีป่าทึบผืนหนึ่ง
ในดินแดนยุคกลางฉบับเวทมนตร์แห่งนี้ ป่าทึบนอกเมืองคือตัวแทนของความอันตราย สถานที่ซึ่งแสงสว่างแห่งอารยธรรมสาดส่องไปไม่ถึง นอกจากสัตว์ร้ายแล้วก็มีแต่โจรป่าและสัตว์ประหลาด แต่ในขณะเดียวกันป่าทึบก็หมายถึงอีกสิ่งหนึ่ง นั่นคือมีอาหารค่อนข้างเยอะ
อีกทั้งการจะมุ่งหน้าไปยังเมืองแทนซานทางตอนเหนือ ก็จำเป็นต้องเดินทางผ่านป่าทึบผืนนี้ไปให้ได้
คณะเดินทางหาสถานที่ราบเรียบและเปิดโล่งบริเวณชายป่าเพื่อพักผ่อนชั่วคราว จากนั้นก็เริ่มแบ่งหน้าที่คนที่จะไปหาอาหาร
กาเวนมองไปที่สาวใช้ตัวน้อยท่าทางซื่อบื้อคนนั้นก่อน—เด็กสาวที่ชื่อเบ็ตตี้คนนี้ขาดตัวตนอย่างแท้จริง ทว่ากลับมีความกล้าหาญไม่เบา ก่อนหน้านี้ตอนที่มังกรร่อนถลาลงมาเธอก็ไม่ได้ร้องไห้ด้วยความหวาดกลัว แน่นอนว่าอาจจะตกใจจนทำอะไรไม่ถูกเลยไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง ตอนนี้ในมือของเด็กสาวยังคงกำกระทะก้นแบนใบนั้นไว้แน่น เธอยืนนิ่งอยู่กับที่ด้วยความประหม่าเล็กน้อย เมื่อสังเกตเห็นสายตาของกาเวน เธอก็หดคอลงนิดหน่อย
"เบ็ตตี้ เฮตตี้ รีเบคก้า พวกเธอสามคนอยู่ที่นี่ ไบรอน เจ้าอยู่เป็นองครักษ์" กาเวนเอ่ยปากพูด "คนอื่นไปล่าสัตว์กับข้า รวมทั้งเจ้าด้วย แอมเบอร์"
เบ็ตตี้ไม่มีพลังต่อสู้ เฮตตี้กับรีเบคก้าในฐานะนักเวทแม้จะแตกต่างออกไป แต่พวกเธอก็ไม่เหมาะที่จะวิ่งไล่จับสัตว์ป่าในป่าทึบ อีกทั้งพวกเธอยังสูญเสียพลังงานไปมาก ตั้งแต่การต่อสู้ในปราสาทก่อนหน้านี้จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีโอกาสทำสมาธิฟื้นฟูพลังเลย สำหรับผู้ใช้เวทมนตร์ที่ต้องการสภาพจิตใจอันดีเยี่ยมเพื่อดึงพลังออกมาใช้ นี่คือปัญหาถึงตาย ดังนั้นสู้ให้อยู่เฝ้าที่พักดีกว่า หากฟื้นฟูมานาได้เร็วเท่าไหร่ การเดินทางต่อจากนี้ก็จะมีพลังต่อสู้เพิ่มขึ้นอีกหน่อย
ทหารผู้ภักดีต่อตระกูลทั้งสามคนย่อมไม่มีข้อกังขาต่อการจัดสรรนี้ ทว่าแอมเบอร์กลับเบิกตากว้าง "ทำไมข้าต้องไปด้วยล่ะ? ข้าก็เหนื่อยเหมือนกันนะ!"
กาเวนถลึงตาใส่เธอ "จับหูของเจ้าดูสิ อย่างน้อยๆ ก็มีสายเลือดเอลฟ์อยู่ครึ่งหนึ่ง ไม่ตามข้าไปล่าสัตว์ในป่าแล้วจะกล้าพูดได้เต็มปากเหรอว่าบรรพบุรุษของเจ้าเคยอาศัยอยู่บนต้นไม้น่ะ?"
แอมเบอร์เบะปาก เต็มไปด้วยความขุ่นเคืองในใจ "ท่านมันเหยียดเผ่าพันธุ์—ใครบอกท่านกันว่าเอลฟ์ต้องล่าสัตว์ในป่าเสมอไป ข้าเรียนรู้วิธีเร้นกาย ไม่ใช่การลาดตระเวนป่าสักหน่อย..."
"เจ้าขุดสุสานข้า"
แอมเบอร์: "...ก็ได้"
กาเวนพาทหารสามนายและฮาล์ฟเอลฟ์ที่อ้างว่าตัวเองล่าสัตว์ไม่เป็นเข้าไปล่าสัตว์ในป่า ทิ้งอัศวินไบรอนผู้ซื่อสัตย์ภักดีกับสุภาพสตรีทั้งสามคนให้อยู่เฝ้าที่พักในค่ายชั่วคราว
หลังจากใช้พลังเวทที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดวางรูนเตือนภัยบางส่วน เฮตตี้ก็นั่งลงบนก้อนหินด้วยความเหนื่อยล้า ส่วนรีเบคก้าก็พาเบ็ตตี้เดินไปรอบๆ ในระยะการเตือนภัยของอัศวินไบรอนวงหนึ่ง จากนั้นก็หอบกิ่งไม้แห้งมัดเล็กๆ ที่หาได้จากบริเวณใกล้เคียงเดินกลับมา
หลังจากกองกิ่งไม้ไว้บนพื้น รีเบคก้าก็ถอยหลังไปสองก้าว ยกไม้เท้าเวทมนตร์ขึ้น ร่ายคาถาจุดไฟพื้นฐานที่สุด ลูกไฟระเบิดที่ไม่ค่อยเสถียรลูกหนึ่งจึงควบแน่นขึ้นในอากาศ
เฮตตี้รีบห้ามอีกฝ่ายไว้ก่อนที่ลูกไฟนี้จะระเบิด "ช่างเถอะ ข้าทำเองดีกว่า"
หลังจากใช้เปลวไฟเวทมนตร์ที่ดูปกติหน่อยจุดกองไฟ ความหนาวเย็นที่สะสมตัวมาจากอุโมงค์ใต้ดินและลมหนาวยามใกล้รุ่งก็ค่อยๆ ถูกขับออกจากร่างกายในที่สุด เฮตตี้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก พลางมองรีเบคก้าอย่างจนใจเล็กน้อย "เมื่อไหร่เจ้าถึงจะเรียนรู้เวทมนตร์อย่างอื่นนอกจากเวทลูกไฟได้สักทีนะ..."
รีเบคก้าก้มหน้าลงด้วยความละอายใจ "ขอโทษค่ะ ท่านป้า"
"อย่าแสดงท่าทางไม่ได้เรื่องออกมาง่ายๆ แบบนี้สิ ถึงจะขอโทษก็อย่าก้มหน้าขนาดนี้" เฮตตี้กุมขมับอย่างจนใจยิ่งกว่าเดิม "เจ้าเป็นผู้สืบทอดบรรดาศักดิ์แล้วนะ รู้ตัวไหม? การแสดงออกของเจ้าในวันนี้... พูดตามตรง ท่านบรรพชนคงจะผิดหวังมาก ถึงแม้ว่าท่านจะไม่ได้แสดงมันออกมาก็เถอะ"
รีเบคก้าเกิดอาการประหม่าขึ้นมาทันที "งั้น... งั้นจะทำยังไงดีคะ?"
เฮตตี้ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจ "เฮ้อ จะทำยังไงได้ล่ะ? ดูสภาพของตระกูลตอนนี้สิ เกรงว่าคงไม่มีทายาทตระกูลเซซิลคนไหนทำให้ท่านบรรพชนรู้สึกพอใจได้หรอก สภาพของพวกเราในตอนนี้... ช่างไม่คู่ควรกับความรุ่งโรจน์ของตระกูลในวันวานเอาเสียเลย"
รีเบคก้าเม้มปากแน่น สำหรับเธอที่เติบโตมาตามวิถีชีวิตของลูกหลานชนชั้นสูงทั่วไปตั้งแต่เด็ก เรื่องราวต่างๆ ที่พึ่งประสบพบเจอมาเมื่อเร็วๆ นี้ล้วนเหนือความคาดหมายของเธอไปมาก ไม่มีครูคนไหนเคยสอนเธอว่าควรรับมือกับเรื่องพวกนี้อย่างไร—ไม่ว่าจะเป็นคลื่นเวทมนตร์และการโจมตีของสัตว์ประหลาด หรือความจริงที่ว่าท่านบรรพชนปีนกลับออกมาจากโลงศพ—ทั้งหมดนี้ล้วนทำให้ไวเคานต์สาวรู้สึกทำอะไรไม่ถูก
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง ในที่สุดรีเบคก้าก็รวบรวมความกล้า "ท่านป้าคะ ท่านคิดว่าท่านบรรพชน... ท่านฟื้นคืนชีพขึ้นมาจริงๆ หรือคะ?"
เฮตตี้มองตารีเบคก้า เธอเดาความคิดของหลานสาวคนนี้ออกได้ไม่ยากเลย
"เจ้าสงสัยในตัวท่านบรรพชน หรือสงสัยเรื่องการฟื้นคืนชีพของท่านบรรพชนกันล่ะ?"
"จริงๆ แล้วข้าก็รู้ว่าไม่ควรสงสัย แต่เรื่องนี้... มันยากที่จะเชื่อจริงๆ"
"ข้าก็เหมือนกัน แต่ความจริงมันอยู่ตรงหน้าแล้ว" เฮตตี้ส่ายหน้า "ยังจำบทเรียนแรกที่ผู้ฝึกหัดเวทมนตร์ทุกคนต้องเรียนได้ไหม? ไม่ใช่ความรู้เชิงทฤษฎีหรือสมการเวทมนตร์อะไรหรอก แต่เป็นคติพจน์ประโยคหนึ่งที่ว่า ความจริงอาจสวนทางกับสามัญสำนึก แต่ความจริงก็ย่อมเป็นความจริงเสมอ ประโยคนี้เมื่อนำไปใช้กับเรื่องอื่นนอกเหนือจากเวทมนตร์ก็ยังคงเป็นจริงเช่นกัน"
เมื่อเห็นรีเบคก้าตกอยู่ในภวังค์ความคิด เฮตตี้ก็เสริมขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา "ไม่ว่าเหตุผลที่ท่านบรรพชนฟื้นคืนจากการหลับใหลอันยาวนานจะเป็นอะไรก็ตาม เรื่องที่ว่าบรรพชนของตระกูลเซซิลฟื้นคืนชีพขึ้นมา จะต้องเป็นความจริง..."
เบ็ตตี้มองเจ้านายหญิงทั้งสองคนแวบหนึ่ง พบว่าตัวเองฟังเรื่องที่พวกเธอคุยกันไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่น้อย จึงก้มหน้าลง นั่งกอดกระทะก้นแบนสุดที่รักของเธอเหม่อลอยต่อไป
ไม่นานนัก กาเวนที่ออกไปล่าสัตว์ก็พาทหารสามนายกับแอมเบอร์อีกหนึ่งตัวกลับมา
ถึงแม้จะล่าสัตว์มาได้ไม่เยอะนัก แต่ก็ถือว่าเป็นที่น่าพอใจ พวกเขานำกระต่ายสามตัวกับนกขนาดใหญ่ที่มีขนงดงามแต่เรียกชื่อไม่ถูกกลับมาด้วยสองตัว แถมยังเด็ดผลไม้ป่าหลากหลายชนิดกลับมาอีกกองใหญ่ เรื่องทำให้ท้องอิ่มคงไม่มีปัญหาแล้ว
เมื่อเห็นแอมเบอร์จัดการกับซากสัตว์ที่ล่ามาได้อย่างคล่องแคล่วและชำนาญ กาเวนก็เบะปาก "ยังจะบอกว่าตัวเองล่าสัตว์ไม่เป็นอีก ฝีมือช่ำชองของเจ้ามันพอๆ กับเกรย์เอลฟ์ในป่ามอสวู้ดเลยนะ"
ป่ามอสวู้ดเป็นป่าอันกว้างใหญ่ไพศาลที่ตั้งอยู่บนเส้นพรมแดนระหว่างอาณาจักรอันซูกับประเทศชนเผ่าออกูเรย์ทางตะวันตก เกรย์เอลฟ์——ซึ่งเป็นสายพันธุ์ย่อยของเอลฟ์——ที่อาศัยอยู่ในป่ามอสวู้ดได้รับการยกย่องว่าเป็นนักล่าที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก หากพูดถึงแค่ความสามารถในการไล่ล่าเหยื่อในป่าทึบ พวกเขายังยอดเยี่ยมยิ่งกว่าวู้ดเอลฟ์เสียอีก หลังจากที่กาเวนพบว่าตัวเองจำเป็นต้องเร่งเรียนรู้สามัญสำนึกของโลกใบนี้อย่างเร่งด่วน พอมีเวลาว่างเขาก็จะค้นดูคลังความทรงจำในหัว ความรู้ด้านนี้เขาก็เพิ่งจะค้นเจอ จึงนำมาประยุกต์ใช้ซะตรงนี้เลย
พยายามแสร้งทำตัวเป็นชาวบ้านท้องถิ่นขนานแท้.jpg
แอมเบอร์จัดการกับเครื่องในของนกยักษ์แสนสวยตัวนั้นไปพลาง ตอบกลับไปโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมา "สมกับเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่เมื่อเจ็ดร้อยปีก่อนจริงๆ—มุกเกี่ยวกับเกรย์เอลฟ์ของท่านเนี่ย อย่างน้อยๆ ก็มีประวัติศาสตร์มาหลายร้อยปีแล้วใช่ไหมล่ะ? ท่านรู้ไหมว่าตอนนี้เกรย์เอลฟ์เขาหันไปทำธุรกิจนำเข้าส่งออกสมุนไพร ไม่ล่าสัตว์กันแล้ว?"
กาเวน: "..."
มือของแอมเบอร์ยังคงขยับต่อไปไม่หยุด เธอเสียบซากสัตว์ที่จัดการเสร็จแล้วเข้ากับไม้ยาวอย่างชำนาญ นำไปย่างไว้ข้างกองไฟ จากนั้นก็มองกาเวนแวบหนึ่ง "ข้าจะบอกท่านให้นะ ข้าล่าสัตว์ไม่เป็นจริงๆ ถึงข้าจะมีสายเลือดเอลฟ์อยู่ครึ่งหนึ่งก็เถอะ แต่ตั้งแต่จำความได้ ข้าก็ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมมนุษย์มาตลอดแล้ว มีโจรเฒ่าคนหนึ่งเป็นคนเลี้ยงดูข้ามาจนโต..."
"แล้วฝีมือของเจ้าเนี่ย..."
"ถึงข้าจะล่าสัตว์ไม่เป็น แต่ข้าขโมยไก่เป็นนะ" แอมเบอร์หัวเราะเหมือนเด็กที่เพิ่งขุดสุสานบรรพชนของคนอื่นเสร็จแล้วยังสามารถพูดคุยหัวเราะร่าเริงกับเจ้าทุกข์ได้ "ฝีมือพวกนี้ข้าเรียนรู้มาตั้งแต่ตอนนั้นแหละ"
กาเวน: "..."
เฮตตี้ที่อยู่ข้างๆ ได้ยินคำพูดของแอมเบอร์ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย "ช่างหยาบคายสิ้นดี"
แอมเบอร์ส่ายนิ้วไปมา "ใช่ๆๆ ข้ามันหยาบคาย ใครใช้ให้ข้าเป็นขโมยล่ะ ก็ทำได้แค่ล้วงเหรียญทองแดงไม่กี่เหรียญจากกระเป๋าคนแปลกหน้าเป็นครั้งคราว เทียบไม่ได้กับพวกขุนนางที่อาศัยอยู่ในปราสาทแล้วสามารถควักเงินจากกระเป๋าประชาชนได้อย่างเปิดเผยแบบพวกท่านหรอก"
คุณหนูแอมเบอร์พูดไม่ทันขาดคำ ดาบยาวในมือของอัศวินไบรอนก็ดัง "เช้ง—" ถูกชักออกจากฝักและพาดลงบนคอของเธอ
ฮาล์ฟเอลฟ์เหงื่อแตกพลั่กทันที
กาเวนโบกมือ ให้อัศวินไบรอนเก็บดาบลงไป จากนั้นก็มองแอมเบอร์ด้วยความสงสัย "ข้าล่ะแปลกใจจริงๆ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นหรอกนะ แค่อาศัยปากของเจ้าเนี่ย เจ้าอยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้โดยไม่ถูกคนตีตายได้ยังไงกัน?"
ฮาล์ฟเอลฟ์สาวยังไม่ทันได้ปริปาก กาเวนก็เลียนแบบน้ำเสียงของเธอพลางส่ายหัวไปมาพูดว่า "ฝีมือการหนีเอาชีวิตรอดเป็นเลิศ—ใช่ไหมล่ะ?"
แอมเบอร์: "..."
"เอาล่ะ มีความขัดแย้งทางชนชั้นหรือความขัดแย้งทางอุดมการณ์อะไรก็เก็บไว้ก่อนเถอะ ตอนนี้เราลงเรือลำเดียวกันแล้ว" กาเวนพ่นลมหายใจ เอื้อมมือไปหยิบผลไม้ลูกหนึ่งจากด้านข้างมาจ่อที่ปากอย่างสุ่มๆ "ทุกคนฟื้นฟูพละกำลังกันก่อน สายเวทมนตร์ก็รีบหาเวลาทำสมาธิฟื้นฟูมานาซะ เราต้องออกเดินทางก่อนเที่ยง เราผ่านค่ำคืนในใต้ดินมาแล้วคืนหนึ่ง จะมาปล่อยให้เวลาช่วงกลางวันที่เหลืออยู่สูญเปล่าไปอีกไม่ได้"
"เบ็ตตี้ เจ้าเอาเจ้านั่นวางไว้ข้างๆ ก่อนเถอะ" รีเบคก้ามองสาวใช้ตัวน้อยของตัวเองแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี "ตอนนี้ยังไม่ได้ใช้หรอก"
เบ็ตตี้มองเจ้านายหญิงของตน สลับกับมองกระทะก้นแบนในมือ ราวกับกำลังตกอยู่ในความลังเล
กาเวนรู้สึกสงสัยเล็กน้อย "ว่าแต่ทำไมเจ้าถึงถือกระทะใบนี้อยู่ตลอดเลยล่ะ?"
เบ็ตตี้ดูหวาดกลัวกาเวนเล็กน้อย เธอหดคอลง กำด้ามจับกระทะไว้แน่น "คุณนายแฮนเซ่นบอกข้าว่า ต่อไปข้ามีหน้าที่ทอดไส้กรอกกับขนมปังแผ่น... ด้วยกระทะใบนี้ค่ะ"
"คุณนายแฮนเซ่นเป็นคนดูแลห้องครัวในปราสาทค่ะ" เฮตตี้อธิบายให้กาเวนฟังเสียงเบา "แต่เธอตายไปแล้ว"
กาเวนถอนหายใจ มองเด็กสาวที่มีรอยตกกระสองสามจุดบนใบหน้าคนนั้น
"กระทะใบนี้เป็นของเจ้า และจะเป็นของเจ้าตลอดไป" เขาพูด "ตอนนี้เจ้าเอามันวางไว้ข้างๆ ก่อน แล้วมากินข้าวได้แล้ว"
(ตอนที่สองมาแล้ว!!)