มังกร
สิ่งมีชีวิตชนิดนี้ไม่ได้ปรากฏตัวในโลกของมนุษย์เดินดินมาเป็นเวลานานมากแล้ว อันที่จริง สำหรับเผ่าพันธุ์ทรงภูมิปัญญาส่วนใหญ่บนทวีปลอเรน มังกรเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่กึ่งกลางระหว่างตำนานกับความเป็นจริง พวกเขารู้แน่ชัดว่าสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งชนิดนี้มีอยู่จริง แต่โดยพื้นฐานแล้วแทบจะไม่มีใครเคยเห็นมังกรยักษ์ตัวเป็นๆ ในช่วงชีวิตของตนเลย
ยกเว้นพวกเอลฟ์ทางใต้ที่ชอบทำตัวลึกลับและมีอายุยืนยาวเป็นพิเศษ เอลฟ์ที่มีอายุขัยยาวนานนั้นมีคุณสมบัติมากพอที่จะอวดอ้างตนว่าเป็นพยานแห่งประวัติศาสตร์ ในประวัติศาสตร์อันยาวนานของจักรวรรดิเอลฟ์ บันทึกเกี่ยวกับการติดต่อกับมังกรนั้นก็ยังพอมีอยู่บ้างหนึ่งหรือสองครั้ง
สิ่งมีชีวิตที่สง่างามและทรงพลังซึ่งมีเกล็ดสีน้ำเงินเข้มและปีกคู่ยักษ์ตัวนั้น บินโฉบผ่านท้องฟ้าพร้อมกับพ่นลมหายใจมรณะลงมา เสาเพลิงที่ร้อนระอุจนกลายเป็นสีขาวนั้นแฝงไปด้วยเวทมนตร์ภาษามังกรโบราณ อานุภาพของมันไม่ใช่แค่เปลวไฟธรรมดาๆ อย่างแน่นอน ที่ใดก็ตามที่เสาเพลิงกวาดผ่าน ผืนดินจะลุกโชนเป็นไฟกองโต ซ้ำยังลุกไหม้และลุกลามต่อไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีเชื้อเพลิง เพียงแค่การพ่นไฟไม่กี่ครั้ง แคว้นเซซิลทั้งแคว้นก็จมอยู่ท่ามกลางทะเลเพลิงอย่างสมบูรณ์
และหลังจากทำเรื่องทั้งหมดนี้เสร็จสิ้น มังกรยักษ์ตัวนั้นก็ยังคงบินวนเวียนอยู่ที่นี่อีกครู่หนึ่ง ราวกับกำลังตรวจสอบผลงานของตัวเอง ในท้ายที่สุดมันถึงจะกระพือปีกบินขึ้นสู่ท้องฟ้าเบื้องบน แล้วหายลับไปในหมู่เมฆที่กำลังสว่างขึ้นเรื่อยๆ
กาเวนได้ยินเสียงสูดลมหายใจลึกๆ หลายครั้งดังมาจากข้างกาย รวมถึงเฮตตี้ด้วย ทุกคนเพิ่งจะกล้าผ่อนคลายและสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก็ตอนนี้เอง หากมังกรตัวนั้นยังคงป้วนเปี้ยนอยู่นานกว่านี้อีกนิด ก็ไม่รู้จริงๆ ว่าใครในหมู่พวกเขาจะทนกลั้นหายใจไม่ไหวจนสลบเหมือดไปก่อน
"มังกร... มังกร..." รีเบคก้ากำไม้เท้าเวทของตัวเองแน่น ปากก็พร่ำบ่นพึมพำไม่หยุด "บรรพบุรุษเจ้าคะ ข้าเห็นมังกร..."
กาเวนกระแอมไอสองครั้ง "อะแฮ่ม ไม่ต้องให้เจ้าบอก ข้าก็เห็นแล้ว"
รีเบคก้าถึงเพิ่งจะสะดุ้งได้สติกลับมา นางมองกาเวนอย่างเก้อเขินเล็กน้อย ก่อนจะมองไปยังแคว้นเซซิลด้วยสีหน้าซับซ้อน
ถูกคลื่นเวทมนตร์ทำลายล้างไปรอบหนึ่ง แล้วยังถูกไฟมังกรแผดเผาซ้ำอีกรอบ สถานที่แห่งนี้พังพินาศจนไม่เหลือชิ้นดีแล้วจริงๆ
ส่วนสัตว์ประหลาดพวกนั้น... แม้พวกมันจะค่อนข้างรับมือยากสำหรับพวกทหารยามที่มีพลังการต่อสู้อ่อนหัดของแคว้นเซซิล แต่ท้ายที่สุดแล้วพวกมันก็เป็นเพียงสัตว์กลายพันธุ์ระดับต่ำสุดเท่านั้น ภายใต้การแผดเผาของไฟมังกร พวกมันแทบทั้งหมดก็กลายเป็นเถ้าถ่านไปแล้ว ถึงแม้จะมีบางส่วนรอดชีวิตมาได้ แต่หลังจากสภาพแวดล้อมโดยรอบเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ การสลายตัวไปเองของพวกมันก็เป็นเพียงแค่เรื่องของเวลา
"ข้านึกว่ามังกรจะปรากฏตัวแค่ในตำนานเสียอีก" แม้แต่อัศวินไบรอนที่ปกติเป็นคนเงียบขรึมก็ยังอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปาก ทหารสามนายที่อยู่ข้างๆ เขายังคงตัวสั่นเทาจนยืนไม่ขึ้น แต่อัศวินผู้เข้มงวดมาโดยตลอดกลับไม่ได้ตำหนิพวกเขาในเวลานี้ เพียงแค่ขมวดคิ้วแน่น "ใต้เท้า ท่านเคยติดต่อกับมังกรบ้างหรือไม่ขอรับ?"
"ไม่เคย" กาเวนส่ายหน้า "มังกรเป็นสิ่งมีชีวิตที่ลึกลับมาก แม้แต่เมื่อเจ็ดร้อยปีก่อนตอนที่ครึ่งหนึ่งของทวีปลอเรนต้องพลิกคว่ำคะมำหงาย พวกมันก็ไม่เคยเข้ามาแทรกแซงโลกทางโลกเลย"
แม้ปากจะพูดไปแบบนั้น แต่ภายในใจของกาเวนกลับไม่ได้รู้สึกตกตะลึงกับสิ่งมีชีวิตขนาดยักษ์พวกนั้นมากนัก เพราะเขาเคยเห็นมังกรยักษ์จากช่องทางอื่นมาแล้ว ในช่วงเวลาหลายวันที่ถูกแขวนอยู่บนท้องฟ้า เขาเคยเห็นสิ่งมีชีวิตชนิดนี้ปรากฏตัวบนทวีปมากกว่าหนึ่งครั้ง เพียงแต่มังกรนั้นลึกลับจริงๆ ต่อให้กาเวนจะถูกแขวนอยู่บนฟ้ามานานกี่หมื่นปีก็ไม่รู้ แต่มังกรยักษ์ที่เขาเคยเห็นก็มีจำนวนจำกัดมาก ประกอบกับภาพเหล่านั้นทั้งยุ่งเหยิงและกระจัดกระจาย เขาจึงไม่สามารถสรุปลักษณะนิสัยของเผ่าพันธุ์มังกรออกมาได้มากนัก
ในตอนนั้นเอง เงาข้างกายกาเวนก็ไหววูบกะทันหันสองครั้ง เขาหันไปมอง และก็เห็นแอมเบอร์ยืนอยู่ข้างหลังตัวเองจริงๆ บนใบหน้าของหญิงสาวฮาล์ฟเอลฟ์ยังคงมีท่าทีหวาดผวาไม่หาย
"ข้าเห็นมังกรล่ะ!" แอมเบอร์ร้องโวยวายเสียงดัง "ท่านแม่ของข้าต้องไม่มีทางเชื่อแน่ๆ ข้าเห็นมังกร! ตัวเบ้อ~~~~เริ่มเลย!"
"เอาล่ะๆ ทุกคนที่นี่ก็เห็นกันหมดนั่นแหละ" กาเวนถลึงตาใส่หัวขโมยที่ทั้งขี้ขลาดและเสียงดังคนนี้ไปทีหนึ่ง "เมื่อกี้เจ้าหนีไปไหนมา?"
"มุดอยู่ในซอกหินแถวนี้ไง" แอมเบอร์ยืดอกพูด "ฝีมือการหนีเอาชีวิตรอดของข้าน่ะเป็นเลิศ!"
กาเวนกุมขมับถอนหายใจ "ความเข้ากันได้กับเงามืดอย่างน้อยก็ระดับปรมาจารย์ แต่พลังต่อสู้ซึ่งๆ หน้ากลับเก่งกว่าห่านแค่กระผีกริ้น เจ้ายังจะภูมิใจอีกนะ"
จากนั้นเขาก็ส่ายหน้า "ที่นี่ไม่เหมาะจะอยู่นาน พวกเรารีบไปกันเถอะ"
เขาก้าวเดินลงไปตามเนินเขา แม้ว่ามังกรจะจากไปแล้ว แต่สวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่าจะมีตัวประหลาดอะไรโผล่ออกมาอีก ดังนั้นการรีบออกไปให้เร็วที่สุดจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด ส่วนเฮตตี้กลับมองไปยังดินแดนของตระกูลเป็นครั้งสุดท้ายด้วยสีหน้าซับซ้อน "ท่านบรรพบุรุษ... มังกรตัวนั้นเผาทำลายดินแดนของพวกเรา"
"สิ่งที่มันเผาคือกองซากปรักหักพังของเรา ถ้าพูดให้ถูก สิ่งที่มันเผาคือพวกสัตว์ประหลาดต่างหาก" กาเวนมองเฮตตี้แวบหนึ่ง ก่อนหน้านี้ตอนที่มังกรยักษ์พ่นลมหายใจ เขาคอยสังเกตอย่างตั้งใจ โดยพื้นฐานแล้วมันพ่นใส่จุดที่มีสัตว์ประหลาดอยู่หนาแน่นที่สุด แม้จะไม่รู้ว่าทำไมถึงมีหลายครั้งที่พ่นพลาดเป้าไปบ้าง แต่แนวโน้มการพ่นของมันก็ค่อนข้างชัดเจน "แคว้นเซซิลมันพินาศไปตั้งแต่ก่อนที่มังกรตัวนั้นจะมาแล้ว"
"แต่ว่า..."
"หรือเจ้ายังอยากจะไปทวงความยุติธรรมกับมังกรอีก?" กาเวนยักไหล่ "พูดอะไรให้อยู่กับความเป็นจริงหน่อยเถอะ ถ้าอยากจะทำอะไรจริงๆ ละก็ นั่นก็คือรีบกลับไปสู่สังคมศิวิไลซ์ให้เร็วที่สุด แล้วรายงานเรื่องสัตว์ประหลาดกับมังกรทั้งหมดขึ้นไป"
เฮตตี้ไม่สามารถโต้แย้งได้ จึงทำได้เพียงพยักหน้า "เจ้าค่ะ"
อันที่จริงกาเวนเข้าใจความรู้สึกของเฮตตี้เป็นอย่างดี แคว้นเซซิลคือบ้านเกิดของนาง เป็นสถานที่ที่นางเกิดและเติบโตมา แม้บ้านเกิดจะถูกทำลายไปแล้ว แต่บาดแผลในใจกลับไม่ได้ก้าวผ่านไปได้ง่ายนัก ต่อให้รู้เต็มอกว่ามังกรยักษ์ตัวนั้นก็แค่มาจุดไฟซ้ำบนกองซากปรักหักพัง และไฟกองนี้ก็เป็นไปได้มากว่ามีไว้เพื่อเผาสัตว์ประหลาดพวกนั้น นางก็ยังคงรู้สึกตะขิดตะขวงใจอยู่นิดหน่อย
เพราะถึงยังไงนี่ก็ถือเป็นการเฆี่ยนศพต่อหน้าต่อตา
แต่เข้าใจก็ส่วนเข้าใจ กาเวนกลับยากที่จะรู้สึกอินตามไปด้วย เพราะถึงยังไงจนกระทั่งตอนที่ปีนออกมาจากโลงศพ เขาก็ยังไม่ได้เป็นบรรพบุรุษของตระกูลเซซิลตระกูลนี้เลย...
ด้วยสภาพจิตใจที่สับสนวุ่นวายสารพัด คณะเดินทางจึงได้ก้าวออกจากพื้นที่แห่งนี้ สิ่งที่ขวางอยู่ตรงหน้าพวกเขาต่อไปก็คือป่าทึบผืนหนึ่ง
เฮตตี้ถือไม้เท้าเวทไว้ในมือข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างก็วาดอักษรรูนที่สว่างสลับมืดสองสามตัวขึ้นกลางอากาศ จากนั้นก็เงยหน้ามองไปทางป่าทึบ "ต้องทะลวงผ่านป่าผืนนี้ไปให้ได้ถึงจะกลับขึ้นไปบนถนนใหญ่ได้ นั่นเป็นทางผ่านเดียวที่จะมุ่งหน้าไปยังเมืองแทนซาน"
ส่วนกาเวนก็มองดูอักษรรูนที่ส่องแสงระยิบระยับในมือของเฮตตี้ด้วยสีหน้าอยากรู้อยากเห็นและอิจฉา (แม้ว่าเขาจะพยายามปกปิดมันแล้วก็ตาม) "เวทมนตร์นี่เป็นสิ่งที่สะดวกสบายจริงๆ..."
"ท่านบรรพบุรุษ?" เฮตตี้รู้สึกสับสนเล็กน้อย ก่อนจะแสดงสีหน้าหวาดหวั่นออกมาทันที "ทักษะพวกนี้ของข้าทำให้ท่านไม่พอใจหรือเจ้าคะ?"
กาเวนชะงัก "หา? ทำไมข้าต้องไม่พอใจด้วย?"
"ตระกูลเซซิลตั้งมั่นอยู่ได้ด้วยพลังของอัศวินมาโดยตลอด ศิลปะการต่อสู้และวิชาขี่ม้าถึงจะเป็นสายเลือดแท้ของตระกูล คนที่เดินบนเส้นทางของจอมเวทอย่างข้ากับรีเบคก้า... หากเป็นเมื่อร้อยกว่าปีก่อน อย่าว่าแต่สิทธิ์ในการสืบทอดเลย เกรงว่าแค่จะยืนหยัดอยู่ในตระกูลก็คงเป็นปัญหาแล้ว" เฮตตี้อธิบายด้วยความประหม่าเล็กน้อย "เพียงแต่... เพียงแต่ตั้งแต่เกิดเรื่องเมื่อหนึ่งร้อยปีก่อน สถานะของตระกูลก็ตกต่ำลงอย่างหนัก ผู้คนก็ค่อยๆ ร่วงโรย ลูกหลานที่สามารถครอบครองพลังเหนือธรรมชาตินั้นมีน้อยมาก ดังนั้นเส้นทางอื่นนอกเหนือจากเส้นทางของอัศวินถึงได้รับการยอมรับ... แต่ไม่ว่าจะพูดยังไง นี่ก็ถือเป็นการขัดต่อกฎของตระกูลอยู่ดี"
กาเวนโพล่งขึ้นมาลอยๆ "ไอ้กฎงี่เง่าพรรค์นี้ใครเป็นคนตั้ง?"
สำหรับกฎประจำตระกูลที่คร่ำครึตามแบบฉบับเช่นนี้ คนที่มีความคิดเปิดกว้างอย่างเขาย่อมเกลียดชังมันเข้ากระดูกดำมาโดยตลอด
ทว่านึกไม่ถึงว่าพอเขาพูดประโยคนี้ออกไป บรรยากาศในที่นั้นก็กลายเป็นกระอักกระอ่วนขึ้นมาทันที อัศวินไบรอนก้มหน้าลงแกล้งทำเป็นผูกเชือกรองเท้าเป็นคนแรก ทั้งที่เขาสวมรองเท้าบูทเหล็กอยู่ ส่วนเฮตตี้ก็ยืนนิ่งอึ้งอยู่กับที่ ขณะที่รีเบคก้าก็ค่อยๆ ยกนิ้วชี้ไปที่ตัวกาเวนเองอย่างกล้าๆ กลัวๆ หลังจากนั้นสองวินาที
กาเวน "..."
ค้นดูในความทรงจำสักหน่อย ปีนั้น... ดูเหมือนจะมีเรื่องแบบนี้อยู่จริงๆ แฮะ
วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ กาเวนเซซิล ในวัยหนุ่มที่กำลังห้าวหาญ หลังจากได้รับชัยชนะกลับมาครั้งหนึ่ง เขาได้ดื่มเหล้าฉลองความสำเร็จอย่างดุเดือดกับชาร์ลส์ที่ 1 ปฐมกษัตริย์ผู้ก่อตั้งอาณาจักรอันซู สองสหายรักเมาแล้วโม้โอ้อวด สนทนากันว่าตอนนี้มหาภารกิจใกล้จะสำเร็จลุล่วงแล้ว คนกลุ่มหนึ่งที่เคยนำพาเผ่าพันธุ์หนีตายมายังแดนเหนืออย่างยากลำบากในอดีต บัดนี้ล้วนกลายเป็นขุนนางผู้มีความดีความชอบในการบุกเบิก เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้ง สามารถคาดเดาได้เลยว่าในอนาคตอันใกล้นี้ จะมีขุนนางรุ่นแรกเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก และตราบใดที่พวกเขายังมีชีวิตและมีทายาทสืบสกุล เบื้องหลังของขุนนางรุ่นแรกที่ไม่มีรากฐานอะไรเลยเหล่านี้ จะต้องให้กำเนิดตระกูลเก่าแก่ที่มีสายเลือดบริสุทธิ์และสืบทอดกันมายาวนานตระกูลแล้วตระกูลเล่าอย่างแน่นอน...
ดังนั้นกษัตริย์และขุนนางผู้ก่อตั้งประเทศสองคนที่กำลังเมาได้ที่ จึงสุมหัวคิดกันว่าควรจะจัดการวางระเบียบแบบแผนล่วงหน้าเสียหน่อยดีหรือไม่ กำหนดกฎประจำตระกูลหรือคำสอนประจำบ้านอะไรทำนองนั้นออกมา เพื่อป้องกันไม่ให้พวกลูกหลานลืมเลือนเจตนารมณ์ของบรรพบุรุษ และในฐานะผู้บุกเบิกในหมู่ผู้บุกเบิก ผู้ริเริ่มก่อตั้งในหมู่ผู้ริเริ่มก่อตั้ง กาเวนเซซิลและชาร์ลส์ที่ 1 ย่อมต้องทำตัวเป็นแบบอย่างอย่างไม่ต้องสงสัย
ด้วยเหตุนี้ กาเวนเซซิลเมื่อเจ็ดร้อยปีก่อนจึงกระดกเหล้าดีกรีแรงรวดเดียวไปค่อนแก้ว แล้วมองดาบอัศวินที่เอวตัวเองแวบหนึ่ง ก่อนจะยกมือขึ้นตวัดพู่กันทิ้งตัวอักษรไว้บนโต๊ะหนึ่งบรรทัด:
อัศวินเจ๋งกว่าจอมเวท
หลังจากชาร์ลส์ที่ 1 เห็นเข้าก็รู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมาก จึงตวัดพู่กันเขียนไปหนึ่งบรรทัดเช่นกัน:
ท่านกาเวนพูดถูก
ประโยคแรกกลายเป็นคำสอนของบรรพบุรุษตระกูลเซซิล ส่วนประโยคหลัง... ประโยคหลังถูกพวกข้ารับใช้และขุนนางทัดทานของชาร์ลส์ที่ 1 ถวายฎีกาคัดค้านหัวชนฝาจนต้องยกเลิกไป
ขุนนางที่คิดการณ์ไกลเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม และองค์กษัตริย์ที่สร่างเมาแล้ว ย่อมไม่มีทางเอาคำพูดพล่อยๆ ตอนเมาแบบนี้ไปบรรจุไว้ในนโยบายหลักของชาติอย่างแน่นอน แต่ทว่ากาเวนเซซิลกลับเอาความรู้สึกในใจของตัวเองในตอนนั้นไปบรรจุไว้ในกฎประจำตระกูลอย่างจริงจังเสียนี่
เมื่อหลุดออกจากคลังความทรงจำ กาเวนก็มองเฮตตี้กับรีเบคก้าด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วนใจอย่างเต็มประดา
เขาถอนหายใจ "ตอนนั้นเมาไปหน่อย พวกเจ้าก็คิดซะว่าไม่มีกฎข้อนี้ก็แล้วกัน..."
เฮตตี้ & รีเบคก้า "....?"
และในตอนนั้นเอง เสียงร้องโครกครากที่ดังมาจากท้องของแอมเบอร์ที่อยู่ด้านข้าง ก็ช่วยแก้สถานการณ์ให้กาเวนได้ในที่สุด
"ถึงข้าจะรู้ว่าการพูดเรื่องนี้ตอนที่พวกท่านปู่หลานกำลังดื่มด่ำกับความสุขในครอบครัวมันดูไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่นัก" เด็กสาวฮาล์ฟเอลฟ์ลูบท้องด้วยความเก้อเขินเล็กน้อย "แต่ข้าชักจะหิวแล้วล่ะ"
และความหิวของแอมเบอร์ก็ราวกับกลายเป็นสัญญาณเริ่มต้น หลังจากนางพูดจบ เสียงกระเพาะลำไส้บีบตัวหลายครั้งก็ดังตามมาจากท้องของทุกคนในที่นั้น
แม้แต่กาเวนก็ไม่มีข้อยกเว้น
จนกระทั่งบัดนี้ กาเวนถึงเพิ่งตระหนักได้ว่า ตั้งแต่ตอนที่ออกจากสุสานอันมืดมิดนั่นมา ทุกคนที่อยู่ที่นี่ก็ไม่ได้กินอะไรมาเป็นเวลานานมากแล้ว
และระยะเวลาที่เขาไม่ได้กินอะไรก็ยาวนานยิ่งกว่าใครทุกคนเสียอีก ครั้งสุดท้ายที่เขาได้เพลิดเพลินกับความพึงพอใจในการเคี้ยวอาหาร พวกค่างบนทวีปลอเรนยังห่างไกลจากการเดินสองขาตั้งตรงอยู่มากนัก