อันที่จริง นิยายเรื่อง บันทึกการเดินทางทางเรือ ก็คือเรื่องราวที่หลินเฉาหยางดัดแปลงมาจากภาพยนตร์เรื่อง Life of Pi (ชีวิตอัศจรรย์ของพาย) ที่เขาเคยดูในยุคหลัง
Life of Pi เล่าเรื่องราวของเด็กหนุ่มชาวอินเดียชื่อพายซึ่งประสบอุบัติเหตุเรืออับปางขณะเดินทางพร้อมครอบครัว โชคร้ายที่เขาต้องติดอยู่บนซากเรือแตกหักร่วมกับเสือเบงกอลที่ชื่อริชาร์ด ปาร์กเกอร์ และต้องลอยคออยู่กลางมหาสมุทรแปซิฟิก
ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดยหลี่อัน ผู้กำกับชาวจีน เข้าฉายในปี 2012 และกวาดรายได้บ็อกซ์ออฟฟิศทั่วโลกไปอย่างถล่มทลายถึง 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ในขณะเดียวกัน ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังกวาดรางวัลใหญ่หลายสาขาในปีนั้น เช่น รางวัลออสการ์สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม และสาขาเทคนิคพิเศษยอดเยี่ยม เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จทั้งด้านรายได้และกล่องรางวัล ทำให้เส้นทางสายภาพยนตร์ของผู้กำกับหลี่อันพุ่งทะยานสู่จุดสูงสุดอีกครั้ง
สิ่งที่น่ากล่าวถึงคือ ตอนที่ภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉายในประเทศจีน มันเคยสร้างเสียงตอบรับและกระแสการชมภาพยนตร์อย่างล้นหลาม ส่งผลให้กวาดรายได้ในประเทศไปได้ถึง 570 ล้านหยวนในท้ายที่สุด
Life of Pi ไม่นับว่าเป็นภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ฟอร์มยักษ์เชิงพาณิชย์ ในช่วงปี 2012 รายได้ 570 ล้านหยวนจึงถือเป็นปาฏิหาริย์บนตารางบ็อกซ์ออฟฟิศที่ไม่ธรรมดาอย่างไม่ต้องสงสัย
ท้ายที่สุดแล้ว นี่คือภาพยนตร์ที่ชาวอเมริกาลงทุนและอำนวยการสร้าง กำกับโดยชาวจีน และบอกเล่าเรื่องราวของชาวอินเดีย
จากจุดนี้ย่อมเห็นได้ว่า ตัวเรื่องราวของ Life of Pi นั้นสอดคล้องกับสุนทรียภาพและรสนิยมของคนจีนเป็นอย่างมาก
ส่วนในเรื่องราวของหลินเฉาหยาง ฉากหลังของยุคสมัยได้เปลี่ยนจากประเทศอินเดียในช่วงทศวรรษที่เจ็ดสิบ มาเป็นประเทศจีนในช่วงทศวรรษที่สามสิบ
ตัวเอกอย่างพายถูกเปลี่ยนเป็นตู้ซานเจียง อายุและอุปนิสัยไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก เพียงแต่ปรับเปลี่ยนความเชื่อทางศาสนาอันหลากหลายของพายในภาพยนตร์ซึ่งไม่สอดคล้องกับบริบทของประเทศจีน ให้กลายเป็นศาสนาพุทธ ลัทธิเต๋า และศาสนาคริสต์แทน
นอกจากนี้ยังตัดฉากพนักงานเคลมประกันสอบปากคำตัวเอกในภาพยนตร์ออกไป โดยเปลี่ยนเรื่องราวให้เป็นการสนทนาระหว่างตัวเอกกับนักเขียนโดยตรง หลินเฉาหยางใช้วิธีการนี้ในการสานต่อโครงสร้างการเล่าเรื่องแบบสองชั้นที่ซ้อนทับเป็นเบื้องหน้าและเบื้องหลังตามแบบฉบับของเรื่องราวต้นฉบับเอาไว้
นักเขียนคนหนึ่งที่กำลังตามหาแรงบันดาลใจบังเอิญล่วงรู้ถึงประสบการณ์ชีวิตอันเป็นตำนานของตู้ซานเจียง จึงเดินทางมาสัมภาษณ์เขาที่โรงพยาบาล เวลานี้ล่วงเลยมากว่าสี่สิบปีแล้วนับตั้งแต่ตู้ซานเจียงลอยคอข้ามทะเล เขาในวัยหกสิบเศษกลายเป็นชายชราที่นอนเอนกายอยู่บนเตียงผู้ป่วย และบอกเล่าประสบการณ์อันเป็นตำนานของตนให้นักเขียนฟัง
ตู้ปังเจี๋ย บิดาของตู้ซานเจียงเป็นนักวิจัยสัตว์รุ่นแรกของประเทศจีน และควบตำแหน่งผู้อำนวยการคนแรกของสวนสัตว์เมืองฮู่ซ่าง ด้วยสภาพครอบครัวเช่นนี้ จึงหล่อหลอมให้ตู้ซานเจียงมีนิสัยใกล้ชิดกับสัตว์มาตั้งแต่เด็ก
เซี่ยงไฮ้ในยุคสาธารณรัฐจีนเป็นศูนย์รวมของพ่อค้าและนักการเมืองจากหลากหลายประเทศ วัฒนธรรมของหลายชาติและหลายชนชาติที่ถักทอเข้าด้วยกัน ทำให้ตู้ซานเจียงได้สัมผัสกับศาสนาพุทธ ลัทธิเต๋า และศาสนาคริสต์ เขาเป็นเด็กฉลาดหลักแหลมมาแต่กำเนิด จึงค่อยๆ ก่อเกิดมุมมองอันเป็นเอกลักษณ์ต่อความศรัทธา ตลอดจนสัญชาตญาณดิบของมนุษย์และสัตว์
ครั้งหนึ่ง ความพยายามที่จะผูกมิตรกับเสือเบงกอลของเขาทำให้บิดาโกรธจัด บิดาจึงมอบบทเรียนอันนองเลือดให้เขาประจักษ์ในตอนนั้นเลยว่า รูปแบบกระบวนการคิดของสัตว์กับมนุษย์นั้นแตกต่างกัน หากลืมความจริงข้อนี้ไปเมื่อใดก็เท่ากับเอาชีวิตไปทิ้ง
สงครามรุกรานจีนปะทุขึ้น ญี่ปุ่นเข้ายึดครองภาคเหนือของประเทศจีนอย่างรวดเร็ว หลังพ่ายแพ้ย่อยยับในยุทธการซงฮู่ กลุ่มผู้มีอิทธิพลก็คิดจะฉวยโอกาสในช่วงสงครามลักลอบนำสัตว์หายากในสวนสัตว์ไปขายทำกำไรที่ต่างประเทศ
บิดาซึ่งกำลังพาครอบครัวเตรียมลี้ภัยบังเอิญล่วงรู้แผนการร้ายของผู้มีอิทธิพลเข้า จึงพยายามขัดขวางโดยไม่ห่วงชีวิตของตน ทว่าสุดท้ายคนทั้งครอบครัวกลับถูกจับตัวไปไว้บนเรือกลไฟที่เตรียมขนส่งสัตว์ออกนอกประเทศ
เดิมทีหลังจากออกทะเลแล้ว ครอบครัวของพวกเขาจะต้องถูกคนร้ายสังหารทิ้ง ทว่าจู่ๆ กลางทะเลกลับเกิดพายุฝนฟ้าคะนองพัดกระหน่ำอย่างรุนแรง และกลืนกินเรือกลไฟลำนั้นไปในชั่วพริบตา
เรือกลไฟอับปางลง แต่ตู้ซานเจียงรอดชีวิตมาได้ด้วยเรือชูชีพ นอกจากเขาแล้ว บนเรือยังมีเสือเบงกอลที่เขาเคยพยายามผูกมิตรด้วย ไฮยีน่า ลิงชิมแปนซี และม้าลายที่กำลังบาดเจ็บ
การเดินทางผจญภัยเริ่มต้นขึ้นนับแต่นั้น
เพื่อความอยู่รอด ไฮยีน่าที่หิวโซจึงประเมินสถานการณ์แล้วลงมือสังหารม้าลายที่บาดเจ็บ ลิงกอริลลาที่พยายามหยุดยั้งความโหดร้ายของไฮยีน่าก็ถูกฆ่าตายตามไป ส่วนตู้ซานเจียงทำได้เพียงมองดูอยู่ด้านข้างอย่างหมดหนทาง
แต่เขาก็รู้ดีว่า ภายใต้สายตาอันหิวโหยของไฮยีน่าที่จ้องมองมา คนต่อไปที่จะต้องตายอาจเป็นเขาก็ได้
ทว่าขณะที่เขากำลังรวบรวมความกล้าหาญเตรียมจะประกาศศึกกับไฮยีน่า เสือกลับเป็นฝ่ายพุ่งเข้าขย้ำไฮยีน่าจนตาย
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเสือที่กำลังหิวโซ ตู้ซานเจียงจึงจำต้องโยนแพไม้ที่เพิ่งต่อเสร็จลวกๆ ลงทะเล แล้วกระโจนหนีไปอยู่บนแพไม้นั้นแทน
ด้วยเหตุนี้ หนึ่งเรือชูชีพกับหนึ่งเสือ และหนึ่งแพไม้กับหนึ่งคน จึงถูกผูกโยงเข้าด้วยกันด้วยเชือกเพียงเส้นเดียว ล่องลอยไปอย่างไร้จุดหมายท่ามกลางมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาลสุดลูกหูลูกตา
ตลอดการเดินทาง ตู้ซานเจียงต้องคอยระแวดระวังไม่ให้เสือที่หิวโซกระโจนเข้ามากินเขาตลอดเวลา แต่ในขณะเดียวกัน ทั้งสองต่างก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่ตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกันท่ามกลางท้องทะเลอันโดดเดี่ยว
พวกเขาเป็นศัตรูกัน โจมตีกัน อยู่เป็นเพื่อนกัน ผ่านความเป็นความตายมาด้วยกัน และร่วมเป็นประจักษ์พยานถึงความมหัศจรรย์อันงดงามตระการตาของท้องทะเล
ท้ายที่สุดเมื่อตื่นขึ้นมา ทั้งสองก็ลอยมาติดอยู่บนเกาะเล็กๆ รูปทรงคล้ายมนุษย์ บนเกาะเต็มไปด้วยแหล่งอาหาร แม้กระทั่งรากไม้ก็ยังสามารถนำมากินได้
เสือกระโจนขึ้นฝั่งไปแล้ว เดิมทีตู้ซานเจียงก็คิดจะลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่เช่นกัน ทว่าพอตกกลางคืนเขากลับพบว่า ภายในผลไม้บนต้นไม้กลับมีฟันมนุษย์ซุกซ่อนอยู่
ที่แท้ที่นี่ก็คือเกาะกินคน ในตอนกลางวันมันจะดึงดูดสิ่งมีชีวิตให้เข้ามาบนเกาะ พอตกกลางคืน น้ำจืดจะแปรสภาพเป็นกรดเพื่อย่อยสลายสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ และนำสารอาหารที่ได้ไปหล่อเลี้ยงสรรพสิ่งบนเกาะ
เพื่อเอาชีวิตรอด ตู้ซานเจียงจึงจำต้องออกเดินทางอีกครั้ง คราวนี้เขาขนเสบียงอาหารจนเต็มเรือเล็ก มุ่งหน้ากลับสู่ท้องทะเลอีกหน และในไม่ช้าเขาก็พบแผ่นดิน
เมื่อตู้ซานเจียงกลับมาเหยียบแผ่นดินได้ในที่สุด เสือตัวนั้นก็กระโจนขึ้นฝั่งและหายลับเข้าไปในป่าริมทะเลเช่นกัน
จากคำบอกเล่าของตู้ซานเจียง นักเขียนได้รับเรื่องราวการผจญภัยอันเป็นตำนานที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความท้าทาย ทว่าเขากลับรู้สึกว่าในคำบอกเล่าของตู้ซานเจียงนั้นมีบางจุดที่ยากจะทำความเข้าใจ
อย่างเช่นตอนที่ตู้ซานเจียงเล่าว่าหลังจากเรืออับปาง ลิงชิมแปนซีได้เกาะกล้วยลอยมาจนถึงเรือของเขา อย่างเช่นปลาบินที่พวกเขากลืนกินประทังชีวิตกลางทะเล อย่างเช่นการที่ตู้ซานเจียงสามารถอยู่ร่วมกับเสือได้เป็นเวลานานโดยไร้รอยขีดข่วน หรืออย่างเช่นความมหัศจรรย์นานัปการบนเกาะรูปทรงมนุษย์แห่งนั้น...
ภายใต้การซักไซ้ไล่เลียงอย่างไม่ลดละของนักเขียน ในที่สุดตู้ซานเจียงก็ยอมเล่าเรื่องราวอีกเวอร์ชันหนึ่งออกมา
ในเรื่องราวเวอร์ชันนี้ ไม่มีสัตว์ตัวใดรอดชีวิตเลย มีเพียงเขา มารดาของเขา พ่อครัวบนเรือ และกะลาสีเรือเท่านั้น
กะลาสีขาหักและแผลเกิดการติดเชื้อ พ่อครัวจึงแนะนำให้กะลาสีตัดขาเพื่อรักษาชีวิต ทว่าท่ามกลางท้องทะเลที่ล่องลอยอย่างไร้จุดหมาย ทั้งยังไม่มียาชาและยาแก้อักเสบ การตัดขาจึงไม่มีทางสำเร็จ กะลาสีเรือจึงต้องจบชีวิตลงเช่นนั้น
จากนั้นพ่อครัวก็ใช้ชิ้นส่วนร่างกายของกะลาสีไปเป็นเหยื่อตกปลา และนี่ก็คือที่มาของฝูงปลาบินกลางทะเลในเรื่องราวแรกของตู้ซานเจียง
มารดาดูออกว่าพ่อครัวไม่ได้ทำไปเพื่อช่วยกะลาสีเรือ จุดประสงค์ที่แท้จริงของเขาคือการฆ่ากะลาสีทิ้ง เพื่อใช้ศพของเขาเป็นเหยื่อล่อปลาทะเลมากักตุนไว้เป็นเสบียงอาหารต่างหาก
หลังจากนั้น สัญชาตญาณดิบในตัวพ่อครัวก็ค่อยๆ เผยออกมา เขาถึงขั้นกินเนื้อที่หลงเหลืออยู่ของกะลาสีเรือ
วันหนึ่ง ตู้ซานเจียงเผลอทำปลาตกน้ำไปโดยไม่ตั้งใจจึงถูกพ่อครัวทุบตีอย่างทารุณ มารดาที่พยายามเข้ามาปกป้องเขาจึงถูกพ่อครัวใช้มีดแทงจนตาย แล้วโยนศพทิ้งลงทะเลกลายเป็นอาหารของฉลาม
ความโกรธแค้นและสัญชาตญาณดิบในใจของตู้ซานเจียงถูกจุดประทุขึ้นจนถึงขีดสุด เขาสบโอกาสใช้มีดเล่มเดียวกันนั้นสังหารพ่อครัวเพื่อล้างแค้นให้มารดา และรอดชีวิตมาได้ในที่สุด
เมื่อเล่ามาถึงตรงนี้ ตู้ซานเจียงก็ยิ้มแล้วเอ่ยถามนักเขียนว่า คุณอยากจะเชื่อเรื่องราวไหนล่ะ?
เรื่องราวถูกตัดจบลงอย่างกะทันหันเพียงเท่านี้
หลังจากอ่านนิยายจบ เย่จ้าวเหยียนก็ยังรู้สึกอินจนอารมณ์ค้าง เรื่องราวในเวอร์ชันหลังไม่ได้ถูกขยายความในนิยาย เป็นเพียงการใช้ตัวอักษรไม่กี่พันคำในการบรรยายเท่านั้น
ในเรื่องราวนี้ ตู้ซานเจียงดูเหมือนจะตีแผ่ความจริงออกมาจนหมดเปลือก ทว่าในความเป็นจริงกลับยังมีบางจุดที่ชวนให้ฉงนสงสัยอยู่
เพราะเขารู้สึกอยู่ลึกๆ ว่าเรื่องราวยังไม่จบสมบูรณ์ ข้อสงสัยบางอย่างในใจยังไม่ได้รับการคลี่คลาย
เมื่อดวงตาของเขาจดจ่ออยู่กับตัวอักษรไม่กี่บรรทัดในหน้าสุดท้ายของนิยายอย่างเหม่อลอยอยู่ครู่หนึ่ง จู่ๆ ความรู้สึกขนลุกซู่ก็แล่นพล่านขึ้นมาในใจ
หากจะบอกว่าตู้ซานเจียงเปรียบเปรยมนุษย์เป็นสัตว์ เพื่อสลักเสลาความทรงจำของตนเองให้ดูงดงามขึ้นมา เช่นนั้นความจริงของเรื่องนี้ จะเป็นไปตามที่เรื่องราวเวอร์ชันสองบอกเล่ามาจริงๆ หรือ?
ในสมองของเขาเอาแต่ขบคิดเชื่อมโยงเรื่องราวทั้งสองเวอร์ชันจากปากของตู้ซานเจียงอย่างไม่หยุดหย่อน ข้อมูลที่กระจัดกระจายถูกนำมาปะติดปะต่อเข้าด้วยกันเรื่อยๆ ดูเหมือนว่าเขากำลังขยับเข้าใกล้ความจริงของเรื่องราวเข้าไปทุกที
ฉับพลันนั้น เขาก็บังเกิดความกระจ่างแจ้งขึ้นมาในใจ
หากอ้างอิงตามคำบอกเล่าของตู้ซานเจียง ไฮยีน่าก็คือพ่อครัวผู้โหดเหี้ยม ม้าลายที่บาดเจ็บคือกะลาสีเรือที่บาดเจ็บ มารดาคือลิงชิมแปนซี เช่นนั้นตู้ซานเจียงก็คือเสือเบงกอลตัวนั้น
คนทั้งสี่ลอยคออยู่ท่ามกลางมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาล เพื่อประทังความหิวโหย พ่อครัวจึงพุ่งเป้าไปที่กะลาสีเรือที่บาดเจ็บเป็นอันดับแรก จากนั้นก็ลงมือสังหารมารดาของตู้ซานเจียง
ตู้ซานเจียงแก้แค้นให้มารดา จึงลงมือสังหารพ่อครัวตามไป
หลังจากการเข่นฆ่ากันเอง บนเรือก็เหลือเพียงตู้ซานเจียงแค่คนเดียว ตู้ซานเจียงก็คือเสือตัวนั้นที่เฝ้ารอฮุบเหยื่อในท้ายที่สุดเหมือนดั่งสุภาษิต 'ตั๊กแตนจับจักจั่น นกขมิ้นอยู่เบื้องหลัง'
นี่จึงเป็นคำอธิบายว่าเหตุใด ในเรื่องราวเวอร์ชันแรกที่ตู้ซานเจียงเล่า เขาถึงสามารถอยู่ร่วมกับเสือได้อย่างปลอดภัยถึง 277 วัน นั่นก็เพราะเสือตัวนั้นคือตัวเขาเอง มันเป็นตัวแทนของความชั่วร้ายในจิตใจ เป็นความมืดมิดที่ฝังรากลึกที่สุดในกมลสันดานของมนุษย์
หลังจากขึ้นฝั่ง เสือก็มุดหายเข้าไปในป่าและไม่ปรากฏตัวออกมาอีกเลย สิ่งนี้ก็เป็นเครื่องยืนยันถึงสมมติฐานนี้ได้เช่นกัน
เย่จ้าวเหยียนขบคิดตามตรรกะนี้ต่อไป มารดาถูกพ่อครัวสังหาร เมื่อมารดาสิ้นใจลง ด้วยอุปนิสัยของพ่อครัว ขนาดชิ้นส่วนร่างกายของกะลาสีเรือเขายังไม่ยอมปล่อยผ่าน แล้วเขาจะโยนศพมารดาทิ้งลงทะเลไปได้อย่างไร?
ดังนั้น ตู้ซานเจียงจึงโกหกในเรื่องนี้
เย่จ้าวเหยียนนึกถึงความเป็นไปได้ขึ้นมาประการหนึ่ง หัวใจของเขาก็พลันร่วงหล่นวูบ
ในสถานการณ์คับขันที่ไร้ซึ่งอาหารประทังชีวิต แล้วศพเหล่านั้นหายไปไหนกันล่ะ?
สติสัมปชัญญะบอกเย่จ้าวเหยียนว่า ตู้ซานเจียงที่ปลดปล่อยสัญชาตญาณดิบในใจออกมาแล้ว ย่อมต้องทำเรื่องพรรค์เดียวกับพ่อครัวอย่างแน่นอน
มิเช่นนั้นเขาก็คงไม่มีทางรอดชีวิตจนขึ้นฝั่งมาได้ บางทีอาจจะอดตายไปตั้งแต่ตอนลอยคออยู่กลางทะเลแล้วก็เป็นได้
ดังนั้น บทสรุปของศพเหล่านั้นไปจบลงที่ใด จึงเป็นเรื่องที่กระจ่างชัดโดยไม่ต้องเอ่ยคำใดให้มากความ
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เย่จ้าวเหยียนก็รู้สึกปั่นป่วนในช่องอก ยากที่ความรู้สึกจะยอมรับความจริงข้อนี้ได้
ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งรู้สึกหวาดกลัว ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกสิ้นหวังต่อธาตุแท้ของมนุษย์อย่างสุดซึ้ง
ขณะเดียวกัน ท้องไส้ก็ปั่นป่วนจนเกิดความรู้สึกคลื่นเหียนอย่างรุนแรงขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ถึงขั้นโก่งคออาเจียนออกมาในทันที เขาต้องใช้มือยันกำแพงเอาไว้ ปฏิกิริยาทางร่างกายที่ตอบสนองอย่างรุนแรงทำให้เขาไอและอาเจียนออกมาอย่างไม่อาจกลั้น
น้ำตาเอ่อคลอเบ้า น้ำลายไหลย้อยลงมาตามริมฝีปากที่อ้ากว้างอย่างควบคุมไม่ได้
เขาทุกข์ทรมานอยู่นานพักใหญ่กว่าจะเริ่มดีขึ้น จึงใช้นิ้วปาดคราบน้ำตาที่หางตา น้ำตาเหล่านั้นไม่ได้เกิดจากความซาบซึ้ง และไม่ได้เกิดจากความเวทนา แต่เป็นผลพวงจากปฏิกิริยาทางร่างกายตอนอาเจียนต่างหาก
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วเบนสายตากลับไปจดจ่อที่หน้านิตยสารอีกครั้ง
เขาฝืนทนวิเคราะห์ต่อไปอย่างดื้อดึง เช่นนั้นเกาะรูปทรงมนุษย์ที่ตู้ซานเจียงและเสือมองเห็นและแวะพักพิง ก็คงจะเป็นร่างจำแลงของมารดาในใจเขาสินะ
รากไม้และเถาวัลย์ที่มีอยู่ทุกหนแห่งบนเกาะเป็นตัวแทนของเส้นเอ็นและหลอดเลือดของมนุษย์ นอกจากนี้บนเกาะยังมีฝูงเมียร์แคตอยู่ยุ่บยั่บเต็มไปหมด
เย่จ้าวเหยียนนึกถึงคำบรรยายเกี่ยวกับฝูงเมียร์แคตเหล่านี้ในนิยาย ที่บอกว่าเมื่อมองจากที่ไกลๆ จะเห็นเป็นกลุ่มก้อนสีขาวสว่างกำลังยั้วเยี้ย ในหัวของเขาก็พลันปรากฏภาพหนอนแมลงวันที่ชอนไชอยู่บนเนื้อเน่าเปื่อยลอยขึ้นมา
ภายในผลไม้บนเกาะมีฟันมนุษย์ซุกซ่อนอยู่ ก็คงเหมือนกับเศษซากที่หลงเหลืออยู่หลังจากถูกน้ำย่อยสลายไปแล้ว
เย่จ้าวเหยียนเข้าใจแล้วว่า เกาะรูปทรงมนุษย์แห่งนี้ก็คือภาพจินตนาการที่ตู้ซานเจียงสร้างขึ้นเพื่อสลักเสลาความทรงจำอันโหดร้ายให้ดูงดงาม เป็นเลือดเนื้อของมารดาที่ช่วยหล่อเลี้ยงชีวิตของเขาเอาไว้
เขาค่อยๆ ปะติดปะต่อเรื่องราวเวอร์ชันที่สามที่ซ่อนเร้นอยู่ในนิยายออกมาได้สำเร็จ และเข้าใจแล้วว่าเหตุใดหลินเฉาหยางจึงหยุดปลายปากกาลงหลังจากเล่าเรื่องราวเวอร์ชันที่สองจบอย่างคร่าวๆ
นั่นเป็นเพราะเรื่องราวสุดท้ายนี้มันช่างโหดร้ายทารุณเกินไปน่ะสิ ในเรื่องราวนี้ ความเป็นมนุษย์ได้มลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงสัญชาตญาณดิบอันเปลือยเปล่าที่กำลังคำรามก้องอย่างเหิมเกริมอยู่กลางมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาล
ความสะเทือนใจยากจะสงบลงได้แม้เวลาจะผ่านไปเนิ่นนาน ความหวาดกลัวที่ซึมลึกเข้ากระดูกดำทำให้เย่จ้าวเหยียนหนาวสั่นไปทั้งตัว เขาใช้มือปิดหน้านิตยสารลง
ผ่านไปไม่กี่วินาที เขาก็หยิบนิตยสารขึ้นมาอีกครั้ง แล้วนำไปวางให้ห่างตัวยิ่งขึ้น
เมื่อกลับมาที่เตียง สายตาของเขาก็ยังคงอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองไปทางนิตยสารเล่มนั้นด้วยความหวาดผวา
ในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ เขาคงจะไม่หยิบนิยายเรื่องนี้ขึ้นมาอ่านอีกแล้วล่ะ







