เนื่องจากสวีหยุนพูดประโยคสุดท้ายออกมาเป็นภาษาจีนมาตรฐาน ดังนั้นคำว่า 'ลี่เฟยอวี่' สามพยางค์นี้เมื่อฟังเข้าหูนิวตันจึงดูเรียกยากและแปลกประหลาดเป็นอย่างยิ่ง
"ลวี๋เฟยอวี๋?"
ภายในห้อง นิวตันพึมพำทวนชื่อนั้นซ้ำอีกครั้ง จากนั้นก็ขมวดคิ้วแล้วถามว่า
"ดูจากรูปร่างหน้าตาของคุณ..... คุณมาจากตะวันออกงั้นหรือ?"
สวีหยุนพยักหน้าเบาๆ ไม่ได้รู้สึกแปลกใจกับเรื่องนี้
"ใช่ครับ บรรพบุรุษของผมมาจากดินแดนตะวันออก"
ในประวัติศาสตร์อารยธรรมอันยาวนานของจีน การติดต่อสื่อสารระหว่างแผ่นดินแม่กับประเทศอื่นๆ แทบไม่เคยขาดตอน
อย่างเช่นเส้นทางสายไหมอันโด่งดัง
เมื่อ 119 ปีก่อนคริสตกาล จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ได้ส่งจางเชียนเป็นทูตไปยังภูมิภาคตะวันตก โดยเริ่มต้นจากเมืองหลวงฉางอัน ผ่านประเทศต่างๆ ในเอเชียกลางและเอเชียตะวันตก จนไปถึงโรมในท้ายที่สุด ถือเป็นการบุกเบิกเส้นทางสายไหม
เมื่อไปถึงโรม ผ้าไหมก็ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจากจักรพรรดิซีซาร์รวมถึงเหล่าเชื้อพระวงศ์และขุนนาง จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจและสถานะ
นับแต่นั้นมา กองคาราวานสินค้าเอเชีย-ยุโรปที่จัดตั้งขึ้นโดยทางการหรือเอกชนก็ค่อยๆ ก่อตัวเป็นห่วงโซ่อุตสาหกรรมการขนส่ง
กองคาราวานเหล่านี้อาจไม่ได้มีขนาดใหญ่โตเป็นพิเศษนัก แต่ความถี่นั้นไม่น้อยเลย ถึงขั้นเคยมีกรณีที่กองคาราวานเดินทางกลับมาแผ่นดินแม่ก็เปลี่ยนราชวงศ์ไปแล้วถึงสองยุคสมัย
เมื่อเวลาผ่านไป พ่อค้าท้องถิ่นบางคนก็ตัดสินใจตั้งรกรากอยู่ในยุโรปเสียเลย
ตัวอย่างเช่นในศตวรรษที่ 13 ที่เมืองเนเปิลส์ของอิตาลีเคยมีแหล่งชุมชนของพ่อค้าชาวจีนปรากฏขึ้น
ในเวลานั้นมีชาวจีนราวร้อยกว่าคนไปตั้งรกรากอยู่ที่นั่นและเริ่มสืบเชื้อสายลูกหลาน ทว่าในท้ายที่สุดพวกเขาก็แทบจะสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ไปในเหตุการณ์โรคระบาดช่วงศตวรรษที่ 15 และไม่มีบันทึกทางประวัติศาสตร์กล่าวถึงอีกเลย
ด้วยเหตุผลดังกล่าว แม้ชาวยุโรปจำนวนมากจะไม่เคยเห็นคนผิวเหลืองมาก่อน แต่แนวคิดที่ว่าผมดำ ตาดำ ผิวเหลือง เท่ากับชาวตะวันออกก็ได้แพร่หลายออกไปแล้ว
ทว่ายุโรปนั้นมีขนาดเล็ก ไม่ได้มีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลเหมือนแผ่นดินจีน ขนาดในช่วงต้นยุค 90 ประชาชนในถิ่นทุรกันดารบางแห่งยังมองชาวต่างชาติเป็นปีศาจร้ายอยู่เลย
ดังนั้นการที่นิวตันรู้ว่าสวีหยุนมาจากตะวันออกจึงไม่ใช่เรื่องประหลาดพิสดารอะไร แน่นอนว่าความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโลกตะวันออกของเขาก็มีเพียงเท่านี้แหละ
ส่วนที่ว่าโลกตะวันออกมีกี่ประเทศ หรือตอนนี้อยู่ในราชวงศ์ไหน นิวตันไม่มีทางรู้เลยเด็ดขาด
และด้วยเหตุนี้เอง......
นิวตันจึงอดไม่ได้ที่จะเกิดความสงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับที่มาของสวีหยุน
การอยากเจอชาวตะวันออกตัวเป็นๆ ในยุคสมัยนี้ มีความยากน้อยกว่าการได้เห็นสาวหูสัตว์แค่นิดเดียวเท่านั้นแหละ ช่วงนี้ถ้าคุณไปเดินเล่นแถวยุโรปเหนือ บางทีอาจจะได้เจอสาวค้างคาวถังแตกสักคนก็ได้
ตัดภาพกลับมาที่ปัจจุบัน
เมื่อมองนิวตันที่แสดงท่าทีอยากรู้อยากเห็นเล็กน้อย สวีหยุนก็ปรับลมหายใจครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดแนะนำตัวตามที่คิดเตรียมไว้ล่วงหน้าว่า
"ถูกต้องครับ อย่างที่คุณเห็น ผมเป็นลูกหลานชาวตะวันออก บรรพบุรุษของผมมาจากสำนักที่ชื่อว่าสำนักเฟิงหลิงเยวี่ยอิ่ง......"
นิวตันพูดแทรกขึ้นมาทันที พร้อมกับทวนคำด้วยความสงสัยเล็กน้อยว่า
"sect (สำนัก)?" (ผู้เขียนค้นคว้าข้อมูลมาแล้ว ในภาษาอังกฤษยุคใหม่ตอนต้นมีคำว่า sect อยู่จริง แต่ความหมายค่อนข้างคล้ายกับแก๊งหรือพรรคพวก)
"ใช่ครับ sect"
สวีหยุนพยักหน้า ส่งสัญญาณว่าคำศัพท์นี้ไม่ผิด ก่อนจะอธิบายต่อว่า
"แนวคิดของสำนักก็คล้ายๆ กับมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์นั่นแหละครับ บรรพบุรุษของผมเป็นพนักงานในนั้น และถูกส่งมาที่ยุโรปเมื่อหลายสิบปีก่อน......"
เมื่อเห็นนิวตันแสดงสีหน้าครุ่นคิด สวีหยุนจึงพูดต่อ
"ตอนนั้นปู่ของผมตั้งรกรากอยู่ที่อัมสเตอร์ดัม ปกติก็มีการติดต่อค้าขายกับทางลอนดอนอยู่บ้าง อย่างเช่นพวกฝ้าย อะไรทำนองนี้ รองเท้าของผมก็เป็นผลิตภัณฑ์จากฝ้ายชนิดหนึ่ง
แต่ว่าครั้งนี้เนื่องจากเหตุโรคระบาด ผมกับครอบครัวจึงพลัดหลงกันตอนที่เดินทางออกจากเมือง ในระหว่างที่กำลังตื่นตระหนก ผมเหลือบไปเห็นว่าในสวนผลไม้มีแอปเปิลอยู่ ก็เลยถือวิสาสะบุกรุกเข้ามา......"
นิวตันได้ฟังดังนั้นสีหน้าก็ไม่เปลี่ยน ทว่าแววตากลับทอประกายแห่งความเข้าใจ
เขาไม่ได้สงสัยในคำพูดของสวีหยุนมากนัก ซ้ำยังปะติดปะต่อเรื่องราวให้สมเหตุสมผลในหัวตัวเองเสร็จสรรพ
ประการแรก ปัจจุบันอัมสเตอร์ดัมเป็นเมืองท่าและเมืองการค้าที่สำคัญที่สุดในยุโรป เป็นศูนย์รวมของพ่อค้าหรือองค์กรต่างๆ จากทั่วทุกสารทิศ
ตามแนวโน้มการพัฒนาในปัจจุบัน อัมสเตอร์ดัมอาจได้รับการพัฒนาต่อไปในอนาคต ซึ่งความจริงก็เป็นเช่นนั้น เมื่อถึงศตวรรษที่ 17 อัมสเตอร์ดัมถึงขั้นเคยกลายเป็นศูนย์กลางทางการเงินและวัฒนธรรมของโลก
แต่พอถึงศตวรรษที่ 21 รัศมีของอัมสเตอร์ดัมก็ค่อยๆ จางหายไป ถึงขั้นพัฒนาห่วงโซ่อุตสาหกรรมบางอย่างที่ไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดได้ขึ้นมา
อันที่จริงการพัฒนางานบริการแบบนี้ขึ้นมาก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก แต่การที่ยังสามารถออกใบเสร็จรับเงินให้คุณนำกลับไปเบิกได้นี่สิ แม่งโคตรจะหลุดโลกไปเลย.....
อ๊ะ คุณถามว่าผมรู้ได้ยังไงน่ะเหรอ?
ก็ผู้เชี่ยวชาญเจนสนามที่ชื่อเยี่ยนหั่วชุ่ยช่านในกลุ่มเจ็ดเป็นคนบอกผมไงล่ะ!
อะแฮ่ม......
กลับเข้าเรื่องกันต่อ
สรุปก็คือ จากจุดนี้ ที่มาที่ไปของสวีหยุนยังคงมีน้ำหนักรับฟังได้
ทว่าแม้เสื้อผ้าบนตัวเขาจะดูแปลกประหลาดไปบ้าง แต่จากเนื้อผ้าก็พอมองออกว่าฐานะทางบ้านย่อมไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
เหตุผลประการที่สองที่ทำให้นิวตันเชื่อก็คือ เส้นทางการแพร่กระจายของโรคระบาดในครั้งนี้ ซึ่งปัจจุบันสงสัยอย่างยิ่งว่าต้นตอของโรคจะมาจากเนเธอร์แลนด์
ระหว่างปี 1663 ถึงปี 1664 อัมสเตอร์ดัมเกิดการระบาดของกาฬโรค ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 5 หมื่นคน
เรือสินค้าขนฝ้ายที่ออกเดินทางจากอัมสเตอร์ดัมไปยังอังกฤษอาจนำเชื้อกาฬโรคเข้ามาในลอนดอน ส่งผลให้พื้นที่ท่าเรือรอบนอกลอนดอนและเขตแพริชเซนต์ไจลส์ต้องเผชิญกับภัยพิบัติเป็นอันดับแรก
ดังนั้นเมื่อดูจากเส้นทางการเดินทาง สวีหยุนก็สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันเช่นกัน
บุตรชายคนโตหรือคนรองของครอบครัวเศรษฐีชาวตะวันออกที่หนีมาลี้ภัยในลอนดอนเมื่อหนึ่งถึงสองปีก่อน เมื่อไม่นานมานี้ตอนที่อพยพออกจากลอนดอนเป็นครั้งที่สอง ก็พลัดหลงกับครอบครัวเพราะไม่ชินเส้นทาง......
เมื่อคิดได้ดังนี้ นิวตันก็อดไม่ได้ที่จะหรี่ตาแคบลง
"เฟยอวี้... เฟยอวี๋ใช่ไหม? โดยส่วนตัวแล้วฉันรู้สึกเห็นใจกับสิ่งที่คุณต้องเผชิญนะ แต่หลังจากนี้คุณวางแผนจะทำยังไงต่อล่ะ?"
เวลาที่พูดประโยคนี้ ความคิดของนิวตันก็หมุนวนไปอย่างรวดเร็ว
ในคำพูดก่อนหน้านี้ของสวีหยุน เขายอมรับว่าตัวเอง 'ถือวิสาสะบุกรุก' เข้ามาในคฤหาสน์ของบ้านเขา ดังนั้นปัญหาการโต้เถียงยืดเยื้อที่นิวตันกังวลที่สุดจึงหมดไปโดยปริยาย
ประกอบกับตอนนี้สวีหยุนฟื้นฟูความสามารถในการเคลื่อนไหวแล้ว เรียกได้ว่าตอนนี้นิวตันกุมความได้เปรียบเอาไว้ในมืออย่างเบ็ดเสร็จ
แน่นอนว่า
ท่านปู่นิวตันในวัยหนุ่มไม่รู้เลยว่า ประโยคครึ่งหลังของสวีหยุนนั้นจงใจพูดให้เขาฟัง ท้ายที่สุดแล้วนิสัยของท่านปู่นิวตันก็เป็นที่รู้กันดีในแวดวงฟิสิกส์ยุคหลัง ไม่ว่าจะอยากโอนอ่อนตามอารมณ์เขาหรืออยากทวนน้ำเหยียบกับระเบิดก็ล้วนเป็นเรื่องง่ายดายทั้งสิ้น
ดังนั้นเมื่อเผชิญกับคำถามของนิวตัน บนใบหน้าของสวีหยุนจึงปรากฏความกระอักกระอ่วนขึ้นมาเล็กน้อยอย่างพอดิบพอดี
"นายนิวตัน ตอนนี้ผมพลัดหลงกับครอบครัวและไม่มีที่ไป ไม่ทราบว่าจะขอพักอาศัยอยู่ที่นี่ชั่วคราวได้ไหมครับ?
คุณวางใจได้เลยครับ พ่อแม่ของผมค่อนข้างมีฐานะ รับรองว่าจะไม่เอาเปรียบคุณแน่นอน หรือถ้าไม่สะดวกใจจริงๆ เราจะเซ็นสัญญากันก็ได้ ที่บ้านมีอะไรให้ช่วยก็เรียกใช้ผมได้เต็มที่เลยครับ"
ฝั่งตรงข้ามของสวีหยุน
เมื่อได้ยินคำว่า 'ค่อนข้างมีฐานะ' แววตาของนิวตันก็ทอประกายวาบขึ้นมาทันที