คนที่คุ้นเคยกับนิวตันน่าจะรู้ดี
นอกจากวิชาการด้านฟิสิกส์และคณิตศาสตร์แล้ว ผู้อาวุโสนิวตันยังมีความหมกมุ่นในเรื่องเงินทองมากกว่าคนทั่วไปอีกด้วย
ยกตัวอย่างเช่น จุดประสงค์แรกเริ่มที่เขารับตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านคณิตศาสตร์ ก็เพราะเงินเดือนศาสตราจารย์ด้านนี้ค่อนข้างสูง เรื่องนี้เขาถึงกับเขียนลงในจดหมายโต้ตอบด้วยลายมือของตัวเอง โดยไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจเลยแม้แต่น้อย
หรืออย่างเช่นการที่เขาไปรับตำแหน่งผู้ว่าการโรงกษาปณ์ในเวลาต่อมา ก็เพื่อจะได้สัมผัสกับเงินบ่อยๆ เช่นกัน
นอกจากนี้ ความจริงแล้วนิวตันยังเป็นนักลงทุนหุ้นตัวยงอีกด้วย
แถมยังเป็น 'เม่า' ตัวเบ้อเริ่มในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นโลกเลยทีเดียว
นั่นคือหิมะแรกของปีคริสต์ศักราช 1720 ซึ่งมาเยือนช้ากว่าปี 1719 เล็กน้อย
อังกฤษภายใต้หิมะที่ปกคลุมดูเหมือนจะซบเซา แต่ตลาดหุ้นกลับร้อนแรงขึ้นมาอย่างกะทันหัน ในสังคมเต็มไปด้วยเสียงเรียกร้องให้ "วิ่งเข้าตลาด" หลายคนถึงขั้นกู้หนี้ยืมสินมาเล่นหุ้นด้วยซ้ำ
ตอนนั้นผู้อาวุโสนิวตันที่อยู่ในห้องปฏิบัติการก็เริ่มนั่งไม่ติดเช่นกัน ในครั้งแรกเขางัดเอาเงินเก็บก้อนโตถึง 7,000 ปอนด์ ออกมาซื้อหุ้นตัวหนึ่งด้วยความสั่นเทา
ผลปรากฏว่าเฒ่านิวตันดวงเฮงสุดๆ ราคาหุ้นพุ่งขึ้นเป็นเท่าตัวในเวลาอันรวดเร็ว กลายเป็น 14,000 ปอนด์
ตอนนั้นเฒ่านิวตันยังพอมีสติอยู่บ้าง เมื่อเห็นว่าได้กำไรก็รีบเทขายหุ้น รับเงินสด 14,000 ปอนด์เข้ากระเป๋าอย่างสบายใจ
ทว่าผ่านไปไม่นาน เมื่อเห็นตลาดหุ้นที่ร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ นิสัยโลภมากของผู้อาวุโสนิวตันก็กำเริบอีกครั้ง
ดังนั้นในเดือนเมษายน ปี 1720 เฒ่านิวตันจึงระดมทุนก้อนใหญ่กลับเข้าสู่ตลาดอีกหน โดยกว้านซื้อหนึ่งในหุ้นที่มาแรงและมีอัตราการเติบโตสูงที่สุดในยุคนั้น นั่นก็คือ
หุ้นของบริษัทเซาท์ซีของอังกฤษ
แต่ทว่าคราวนี้ผู้อาวุโสนิวตันกลับดวงกุดอย่างน่าเวทนา ความโชคร้ายตามติดมาติดๆ
หลังจากนิวตันเทหมดหน้าตักได้ไม่นาน ในเดือนมิถุนายน ปี 1720 รัฐสภาอังกฤษก็ผ่าน "พระราชบัญญัติฟองสบู่" ซึ่งเป็นการใช้ข้อจำกัดทางนโยบายกับบริษัทต่างๆ เช่น บริษัทเซาท์ซี
ทันทีที่ร่างกฎหมายฉบับนี้ออกมา ตลาดหุ้นก็เกิดข่าวร้ายครั้งใหญ่ และอังกฤษก็เผชิญกับวิกฤตตลาดหุ้นพังทลายอย่างรุนแรงตามมา
หุ้นของบริษัทเซาท์ซีที่เดิมทีมีราคาสูงกว่า 1,200 ปอนด์ ร่วงดิ่งลงมาเหลือไม่ถึง 500 ปอนด์ในพริบตา และยังคงดิ่งลงเหวอย่างต่อเนื่อง
ทั่วทั้งตลาดหุ้นอังกฤษ นักลงทุนต่างโอดครวญกันระงม ผู้คนเดือดร้อนกันถ้วนหน้า
ภาพเหตุการณ์นี้ดูคุ้นตาบ้างไหมล่ะ
นี่แหละคือเหตุผลที่ว่าทำไมถึงบอกว่าประวัติศาสตร์มักจะซ้ำรอยเดิมเสมอ...
สรุปก็คือ
หุ้นในมือของนิวตันก็ถูกหั่นครึ่งอย่างน่าอนาถเช่นกัน เขาจำใจต้องยอมเฉือนเนื้อขาดทุนไปถึง 20,000 ปอนด์เพื่อออกจากตลาด และได้ทิ้งวาทะเด็ดเตือนใจชาวโลกเอาไว้ว่า
"ฉันสามารถคำนวณการโคจรของวัตถุบนท้องฟ้าได้ แต่ไม่อาจคาดเดาความบ้าคลั่งของมนุษย์ได้เลย" (I can calculate the motions of heavenly bodies, but not the madness of people)
จากนั้นเงินสองหมื่นปอนด์ในตอนนั้นก็ถูกนำไปแปลงค่าเงินตามราคาสินค้าบางอย่าง พอไปตกอยู่ในปากของพวกเพจเรียกยอดไลก์ มันก็กลายเป็นพาดหัวข่าวสุดพิสดารทำนองว่านิวตันขาดทุนย่อยยับไปถึง 30-60 ล้านเลยทีเดียว
แต่ในความเป็นจริง มูลค่าของเงินก้อนนี้อยู่ที่ประมาณ 5 ล้านเท่านั้น เพราะเงินส่วนใหญ่ผู้อาวุโสนิวตันได้นำต้นฉบับงานเขียนไปจำนองมา ไม่ใช่เงินสดทั้งหมด
กลับมาสู่ความเป็นจริงในปัจจุบันกันต่อ
แม้ว่าตอนนี้นิวตันจะยังไม่เติบโตเป็นเม่าตัวอวบอ้วน และเฒ่านิวตันก็ยังเป็นเพียงเสี่ยวหนิว ทว่าความมุ่งมั่นในการไขว่คว้าหาเงินทองของเขากลับมีมากกว่าเสียด้วยซ้ำ ตามรอยประวัติศาสตร์ปกติแล้ว หลังจากที่เสี่ยวหนิวทะเลาะกับแม่ในครั้งนี้ได้สามเดือน เขาก็จะย้ายไปอยู่ที่บ้านของเฟรดดี้
ช่วงนั้นเขาต้องใช้ชีวิตอย่างประหยัดมัธยัสถ์ ถึงขั้นเคยไปไถเงินเด็กประถมอยู่หลายคนด้วยซ้ำ เรื่องค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันถือเป็นปัญหาใหญ่จริงๆ
หากการเลี้ยงดูสวีหยุนสักระยะหนึ่งแล้วได้ผลตอบแทนกลับมา นี่ก็นับว่าเป็นการทำธุรกิจที่คุ้มค่าไม่เบา...
อย่างไรเสียก็แค่เพิ่มตะเกียบมาอีกคู่... หรือจะพูดให้ถูกคือเพิ่มส้อมมาอีกคัน ค่าอาหารส่วนนี้ก็แค่ให้สวีหยุนทำงานแลกเอาก็ได้คืนมาแล้ว หรือถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็เอาเสื้อผ้ามาขัดดอกซะ
จากการประเมินด้วยสายตาของเสี่ยวหนิว ระดับเสื้อผ้าบนตัวของ "เฟยอวี๋" คงไม่ได้ด้อยไปกว่ารองเท้าบูตสักเท่าไหร่
แน่นอนล่ะ
นั่นคือสถานการณ์ที่ค่อนข้างสุดโต่งไปสักหน่อย ตอนนี้นักเรียนเสี่ยวหนิวยังไม่ได้หน้าหนาใจดำถึงขั้นนั้น
จากนั้นเสี่ยวหนิวก็ไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยขึ้น
"เฟยอวี๋ จะให้แกอยู่ที่นี่สักพักก็ไม่มีปัญหาหรอกนะ แต่มีเรื่องหนึ่งที่ฉันต้องพูดให้ชัดเจนเสียก่อน
คฤหาสน์ที่แกเห็นอยู่นี่เป็นทรัพย์สินของตระกูลฉัน แต่ด้วยเหตุผลส่วนตัวบางอย่าง ตอนนี้ฉันอาศัยอยู่กับลุง
เดิมทีห้องนี้เป็นห้องเก็บของในสวน พื้นที่ก็มีแค่นี้แหละ ดังนั้นถ้าแกจะพักอยู่ที่นี่ล่ะก็..."
สวีหยุนมองตามสายตาของเสี่ยวหนิวที่หยุดนิ่งอยู่บนพื้นไม้ ก็พอจะเดาอะไรออกรางๆ จึงพูดสวนขึ้นมา
"ฉันต้องปูนอนบนพื้นใช่ไหม"
"บิงโก!"
เสี่ยวหนิวดีดนิ้วดังเป๊าะ จากนั้นก็คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงพูดเสริม
"ฉันให้แกยืมเครื่องนอนสำหรับปูนอนพื้นได้นะ ข้างในยัดไส้ด้วยต้นกก นอนสบายมากเลยล่ะ
ส่วนเรื่องอาหารฉันก็จัดการให้ได้ วันละสองมื้อ แต่แกต้องจ่ายค่าที่พักและค่าอาหารวันละหนึ่งเพนนี
ค่าใช้จ่ายก้อนนี้ หากยังสะสมไม่ถึงหนึ่งกินนี ก็สามารถหักลบกับรองเท้าคู่นั้นได้ แต่ถ้าเกินหนึ่งกินนีเมื่อไหร่ แกก็ต้องเอาเสื้อผ้ามาเป็นหลักค้ำประกัน จนกว่าแกจะได้เจอกับครอบครัวแล้วเอาเงินมาจ่าย"
สวีหยุนรับฟังอย่างเงียบๆ พลางคำนวณในใจครู่หนึ่ง ก่อนจะลอบถอนหายใจ
สมกับเป็นปรมาจารย์วัยหนุ่ม หน้าเลือดจริงๆ!
ตอนนี้คือปี 1665 กว่าที่เงินปอนด์อันโด่งดังในยุคหลังจะถือกำเนิดขึ้น ก็ต้องรอจนถึงปี 1694
ปัจจุบันสกุลเงินที่หมุนเวียนในอังกฤษคือเหรียญโลหะที่เรียกว่ากินนี ซึ่งผลิตขึ้นตั้งแต่ปี 1633
ตามอัตราแลกเปลี่ยน หนึ่งเหรียญกินนีมีค่าเท่ากับ 21 ชิลลิง หรือก็คือ 252 เพนนี
แน่นอนล่ะ
อีกไม่กี่ปีต่อจากนี้ เมื่อราคาทองคำพุ่งสูงขึ้น อำนาจการซื้อของเหรียญกินนีก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ถึงตอนนั้นจะมานั่งคำนวณก็คงไม่มีความหมายอะไรแล้ว
แล้วในยุคนี้ รายได้ต่อปีของครอบครัวชาวอังกฤษทั่วไปอยู่ที่เท่าไหร่กันล่ะ
0.65 กินนี!
ต่อให้เป็นครูบาอาจารย์ รายได้ทั้งปีก็ตกอยู่แค่ราวๆ 1.8 กินนีเท่านั้น
ส่วนนักบวชจะสูงขึ้นมาหน่อย อาจได้ถึงสี่กินนีหรือมากกว่านั้น
ตามราคาที่นักเรียนเสี่ยวหนิวเสนอมา สมมติว่าสวีหยุนอาศัยอยู่ที่นี่ครบหนึ่งปี เขาจะต้องจ่ายเงินสามร้อยหกสิบกว่าเพนนี
หรือก็คือ 'ค่าอาหาร' ประมาณ 1.5 กินนี
นี่มันขูดรีดกันชัดๆ
แต่ถึงราคาจะแพงหูฉี่แค่ไหน สวีหยุนก็ไม่อาจปฏิเสธราคานี้ หรือพูดให้ถูกคือไม่อาจปฏิเสธข้อเสนอของนิวตันได้
เพราะตอนนี้กาฬโรคกำลังระบาดหนักในลอนดอน ผู้ลี้ภัยที่เร่ร่อนไปทั่ว ตลอดจนผู้มีอิทธิพลที่ฉวยโอกาสทำเรื่องเลวทรามนั้นมีมากมายเหลือเกิน
ขืนออกไปเร่ร่อนข้างนอกคนเดียว อย่าว่าแต่จะมีโอกาสสานสัมพันธ์กับเสี่ยวหนิวในภายหลังเลย แค่เอาชีวิตรอดให้ได้สักสามวันก็ถือว่าปาฏิหาริย์แล้ว
อย่าคิดว่าเรื่องแลกเปลี่ยนลูกกันกิน หรือการขายลูกกินจะเกิดขึ้นแค่ในแผ่นดินแม่ยุคโบราณเท่านั้น ยุโรปสมัยก่อนในช่วงสงครามก็มีเรื่องพรรค์นี้ไม่แพ้กันเลย
ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลหรืออารมณ์ สวีหยุนก็ทำได้เพียงยอมให้ปรมาจารย์ของตัวเองฟันหัวแบะแต่โดยดี
"ไม่มีปัญหา ฉันยอมรับข้อเสนอของนาย"
นักเรียนเสี่ยวหนิวจึงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ก่อนจะพูดต่อ
"ดีมาก อ้อ เดี๋ยวฉันจะเอามีดมาให้ แกก็ไปจัดการเหลาจานไม้เอาเองก็แล้วกัน
แล้วก็อย่าลืมสลักชื่อไว้ตรงมุมด้วยล่ะ ต่อไปแกต้องใช้มันใส่ข้าวกิน... ไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากให้จานแกหรอกนะ แต่จานไม้ในบ้านมันมีอยู่แค่นั้น คนนอกมากินข้าวก็ต้องลงมือทำภาชนะเองเท่านั้นแหละ"