หลี่กวนอีเงยหน้าขึ้น มองเห็นท่านปู่เฉินเฉิงปี้
สภาพร่างกายของท่านปู่ค่อนข้างสะบักสะบอม เสื้อผ้ามีรอยฉีกขาดจากปราณพลัง ทำให้ท่านปู่ใหญ่ดูเหมือนขอทานที่เร่ร่อนอยู่ข้างนอกมานาน แต่บนใบหน้ากลับประดับด้วยรอยยิ้มเบิกบาน เห็นได้ชัดว่าการต่อสู้กับปรมาจารย์อันดับหกเมื่อครู่นี้ทำให้เขาสะใจมาก
จากนั้นท่านปู่ใหญ่มองเห็นหลี่กวนอี สีหน้าก็พลันแข็งค้าง
เฉินเฉิงปี้ไม่ใช่ศิษย์ของสำนักหยินหยาง
ยิ่งไม่มีวาสนาพอให้ท่านปู่ซือมิ่งแบ่งกายทิพย์ให้ ดวงตาทั้งสองของเขาจึงไม่สามารถมองเห็นกายทิพย์และโชคชะตาได้
แต่เขาเป็นผู้ฝึกยุทธ์ชั้นยอด หมกมุ่นอยู่กับวิชายุทธ์ของราชวงศ์มาหลายปี เขามองเห็นเสื้อผ้าบนร่างของหลี่กวนอีพองออกเล็กน้อย มีกลิ่นอายพลังไหลเวียนไปตามร่างกายราวกับมังกรและงู ร่องรอยเช่นนี้ เฉินเฉิงปี้มองปราดเดียวก็ดูออก
วิถีพลังนี้คือ 'พลังเทพหกความว่างสี่บรรจบ' ของเขาอย่างแน่นอน
ทว่ากลับไม่ใช่ 'พลังเทพหกความว่างสี่บรรจบ' เสียทีเดียว
พลังขั้นนี้หลังจากไหลเวียนเปลี่ยนแปลงแล้ว กลับเริ่มรวมตัวกันอย่างเป็นธรรมชาติ
พลังเทพหกความว่างสี่บรรจบขั้นที่สอง เดิมทีสามารถควบคุมปราณแท้ได้ห้าขั้น ตอนนี้หลี่กวนอีมี 'เคล็ดธนูเทพแขนหยก' 'พลังมังกรแดง' และปราณซ่อนเร้นสายหยินที่ได้มาจากซือถูเต๋อชิ่ง แต่ในเวลานี้ นอกเหนือจากปราณพลังทั้งสามสายนี้แล้ว ยังมีกลิ่นอายอันลึกล้ำสุดจะเปรียบไหลเวียนอยู่อีกสายหนึ่ง
สง่างามผ่าเผย สว่างไสวเที่ยงธรรม
ดุจดั่งมีองค์ราชันอยู่เบื้องหน้า ดังนั้นพลังเทพและปราณพลังอื่นๆ ที่เปรียบเสมือนทหารกล้าแม่ทัพทะนง ล้วนต้องยอมศิโรราบ!
“……………???”
“ปราณม่วงแห่งองค์จักรพรรดิ?”
เฉินเฉิงปี้เพียงแค่หลงใหลในวิถียุทธ์ ความรู้และประสบการณ์ของเขาแท้จริงแล้วไม่ต่ำต้อย เพียงพริบตาเดียวก็มาปรากฏตัวอยู่ข้างหลี่กวนอี คว้าจับร่างกายของหลี่กวนอีไว้ ไม่รู้ว่าใช้วิธีการใดของผู้ฝึกยุทธ์ เพียงชั่วครู่ก็กระตุ้นโชคชะตาในร่างของหลี่กวนอีออกมา
ตู้ม!!!
โชคชะตาแผ่ซ่าน
กว้างใหญ่ไพศาลดั่งเมฆเขียวบดบังจันทรา
ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยปราณสีม่วงอันสูงส่งล้ำค่าเกินบรรยายสายหนึ่ง
ดังนั้นท่านปู่ใหญ่จึงอ้าปากค้าง จ้องมองหลี่กวนอีเขม็ง
โชคชะตาในใต้หล้าแบ่งออกเป็นหลายขั้น ในนั้นปราณสีเขียวอมม่วงถือว่าสูงค่าเกินบรรยาย ตัวเฉินเฉิงปี้เองก็เป็นปราณสีเขียวบริสุทธิ์ ส่วนปราณสีม่วง หากไม่ใช่ยอดคนแห่งสำนักเต๋าที่หาตัวจับยาก ก็ต้องเป็นองค์จักรพรรดิที่เดินทางไปทั่วหล้า หากไม่ใช่เช่นนี้ก็มิอาจครอบครองได้
เฉินเฉิงปี้จ้องมองหลี่กวนอี มุมปากกระตุก
สีหน้าของท่านปู่ยับย่นเข้าหากัน
เส้นผมสีขาวชี้ฟูยุ่งเหยิง ทั้งร่างดูคล้ายกับลูกสุนัขมอมแมมตัวหนึ่ง
เขาสลัดมือของหลี่กวนอีออกราวกับถูกไฟดูด ถอยหลังไปหลายก้าวเสียงดังตึงตัง
จากนั้นก็ไปนั่งยองๆ อยู่ด้านข้างแล้วเริ่มครุ่นคิดอย่างจริงจัง
คิดไปคิดมา ก็มองหลี่กวนอี เอ่ยถามอย่างระมัดระวัง “เจ้าเร่ร่อนอยู่ข้างนอก เจ้าคือ... อะแฮ่ม ข้าหมายความว่า มีแค่ท่านอาหญิงที่พาเจ้ามางั้นรึ?”
หลี่กวนอีพยักหน้า
ท่านปู่ปั้นหน้าทุกข์ระทม เอ่ยว่า “เจ้าเคยเจอพ่อของเจ้าหรือไม่?”
หลี่กวนอีตอบอย่างเปิดเผยว่า “ไม่เคยครับ”
ใบหน้าของเฉินเฉิงปี้กระตุก
ประวัติของหลี่กวนอีนั้นเฉินเฉิงปี้ก็รู้ดี ไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรขึ้นมาได้ ใบหน้าถึงกับดำคล้ำ พระสนมกุ้ยเฟยตระกูลเซวียให้หลี่กวนอีเรียกตนว่าท่านอา ตั้งแต่เล็กก็อยู่ข้างนอก โตแล้วถึงกลับมาเมืองเจียงโจว ทั้งยังถูกพยัคฆ์ร้ายตระกูลเซวียที่มีเล่ห์เหลี่ยมร้อยแปดพันเก้าเลี้ยงดูมา แถมมารดามันเถอะยังมีปราณสีม่วงบริสุทธิ์อีกสายหนึ่ง
หัวใจของเฉินเฉิงปี้ถึงกับกระตุก
ในใจอดไม่ได้ที่จะสบถด่าทอ
ใคร?!
ลูกของใครทิ้งไว้?!
ใคร?!!
ท่านปู่กัดฟันกรอด พอคิดว่าอาจจะเป็นสายเลือดราชวงศ์แคว้นเฉินที่ทิ้งลูกไว้ และเพราะเป็นสาเหตุจากราชวงศ์แคว้นเฉิน จึงทำให้เด็กคนนี้ต้องเร่ร่อนอยู่ข้างนอกมานานหลายปี ชายชราก็รู้สึกหน้ามืดทะมึน
มารดามันเถอะ สร้างเวรสร้างกรรมแท้ๆ!!!
วันนี้ตาเฒ่าอย่างข้าจะจับพวกแกตอนให้หมด ไอพวกเดรัจฉาน เดรัจฉานเอ๊ย!
ท่านปู่ใหญ่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ จากนั้นยื่นมือไปนวดขมับที่เต้นตุบๆ อย่างบ้าคลั่งของตัวเอง หลังจากนั้น ในใจก็มีความรู้สึกอันรุนแรงพุ่งพล่านขึ้นมา ความรู้สึกนี้ตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง มุมปากของท่านปู่ใหญ่ยกขึ้น แล้วก็เม้มลง รู้สึกว่าตอนนี้ตัวเองควรจะเศร้าสิ
แต่เขาก็ยังควบคุมตัวเองไม่ให้หัวเราะออกมาไม่ได้
ความรู้สึกตื่นเต้นพวยพุ่งขึ้นมา
มุมปากยกขึ้น แล้วก็กดลง ซ้ำไปซ้ำมาเช่นนี้
นิสัยของเฉินเฉิงปี้กระจ่างใสดั่งแสงสว่าง แต่ก็รู้ว่าเรื่องแบบนี้จะด่วนสรุปมั่วซั่วไม่ได้ หากเจ้าเด็กนี่คือผู้มีกายแห่งสำนักเต๋าที่หาได้ยากยิ่งในใต้หล้า มีใจฝักใฝ่ในวิถีเต๋า จนปราณสีม่วงลอยมาจากทิศบูรพาล่ะ?
ตัวเองจะไม่เข้าใจผิดไปงั้นหรือ?
เฉินเฉิงปี้มาไวไปไวราวกับสายลม ตะโกนเสียงดังว่า “ไอ้หนู อยู่ตรงนี้นะ!”
จากนั้นท่านปู่ก็เหาะทะยานจากไป ความเร็วราวกับพายุคลั่ง หลี่กวนอีถอนหายใจ ด้วยความเร็วของเฉินเฉิงปี้ หากต้องการหาตัวเขา ต่อให้เขาวิ่งหนีไปที่ไหนในเมืองเจียงโจว ท่านปู่ก็หาเจออยู่ดี
เขาพยายามควบคุมโชคชะตาที่จู่ๆ ก็เพิ่มขึ้นมา
โชคชะตากำลังเปลี่ยนแปลง กว้างใหญ่ไพศาล บริสุทธิ์ทรงพลัง หลี่กวนอีครอบครองติง (กระถาง) ส่วนอีกฝ่ายขโมยผาน (ถาด) ไป แย่งชิงโชคชะตาเดิมของหลี่กวนอีไป ทำให้เขาต้องเร่ร่อนใช้ชีวิตอย่างยากลำบากมาสิบปี ผจญภัยมากมาย พิษกำเริบหลายครั้งจนแทบเจ็บปวดเจียนตาย เช่นนี้ก็เปรียบเสมือนโชคชะตาสิบปีนี้ของหลี่กวนอีกลายเป็นหลุมยักษ์
เป็นดวงชะตาที่ตกต่ำถึงขีดสุด
ราวกับขุมนรก
ส่วนเฉินอวี้อวิ๋นผู้นั้น เดิมทีก็เป็นคนมีดวงชะตาร่ำรวยสูงศักดิ์อยู่แล้ว
อีกทั้งยังช่วงชิงดวงชะตาและโชคชะตาของหลี่กวนอีไปอีก
ราวกับเพิ่มดอกไม้บนผ้าไหม เติมน้ำมันลงในกองไฟ
โชคชะตาและดวงชะตาของเขากำลังสะสมเพิ่มพูนขึ้นทีละชั้น ราวกับตั้งอยู่บนต้นน้ำอันกว้างใหญ่
เดิมทีหากทั้งสองไม่พบเจอกัน ย่อมไม่มีปัญหาอะไร แต่ท้ายที่สุดพวกเขาก็ได้พบกัน และตอนที่พบกันนั้น บนตัวของเฉินอวี้อวิ๋นมีของคู่ควรดวงชะตาของหลี่กวนอี หรือจะพูดให้ถูกคือ ในโชคชะตาที่ดูยิ่งใหญ่ไพศาลของเฉินอวี้อวิ๋นในตอนนี้ มีส่วนหนึ่งที่เป็นของหลี่กวนอี
เหมือนกับแม่น้ำสายนี้ที่อยู่ต้นน้ำเชื่อมต่อกับห้วงเหวลึกเบื้องล่าง
เหมือนกับแม่น้ำที่อยู่ต้นน้ำ เปิดเส้นทางทะลวงไปยังรอยแยกแห่งความว่างเปล่าอันใหญ่โตที่อยู่ปลายน้ำ
โชคชะตาดั่งสายน้ำ
จากบนลงล่าง ไหลทะลักลงมา
และที่ยอดเยี่ยมที่สุดก็คือ
ความเชื่อมโยงนี้ เป็นสิ่งที่องค์จักรพรรดิลงมือสร้างขึ้นเองเมื่อสิบปีก่อน
หากเมื่อสิบปีก่อนองค์จักรพรรดิไม่เคยช่วงชิงโชคชะตาและดวงชะตาของหลี่กวนอีไปให้โอรสของตน โชคชะตาของพวกเขาทั้งสองคนก็จะเป็นดั่งแม่น้ำสองสายที่แยกจากกันอย่างชัดเจน ไม่มีทางเชื่อมโยงกันได้เลย และหากหลี่กวนอีไม่ได้เร่ร่อนมาสิบปี ผ่านความยากลำบากจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ดวงชะตาของหลี่กวนอีในตอนนี้ก็คงไม่ตกต่ำถึงเพียงนี้
ต่อให้ดวงชะตาของคนทั้งสองเชื่อมโยงกัน โชคชะตาดวงชะตาของเฉินอวี้อวิ๋นก็คงไม่ไหลบ่าลงที่ต่ำราวกับสายน้ำ ไหลทะลักเข้าสู่ร่างกายของหลี่กวนอีอย่างไม่อาจควบคุมได้เช่นนี้
เป็นเพราะประสบการณ์ในช่วงสิบปีที่ผ่านมาของพวกเขามีความแตกต่างกันมากเกินไป จึงส่งผลสะท้อนไปถึงดวงชะตา
นำไปสู่ความแตกต่างของช่องว่างขนาดใหญ่ จึงเกิดเหตุการณ์โชคชะตาไหลย้อนกลับเช่นนี้
ชายหนุ่มยกมือขึ้น โชคชะตาสีเขียวอันกว้างใหญ่ไหลเวียนอยู่ในฝ่ามือของเขา นี่น่าจะเป็นโชคชะตาส่วนหนึ่งของหลี่กวนอีแต่เดิม เป็นตัวแทนของทายาทตระกูลมู่หรงและบุตรชายคนโตของแม่ทัพอันดับหนึ่งในใต้หล้าท่านอ๋องไท่ผิง ซึ่งตัวมันเองก็เป็นดวงชะตาที่ร่ำรวยและสูงศักดิ์
เป็นสีเขียวบริสุทธิ์
เป็นดวงชะตาของแม่ทัพใหญ่ผู้ 'ควบคุมทหารม้าทั่วหล้า'
และปราณสีม่วงสายนี้
หลี่กวนอียกมือขึ้น บนนิ้วมือมีปราณสีม่วงสายนั้นพันเกี่ยวอยู่ บริสุทธิ์สว่างไสว ปราณสีม่วงเช่นนี้ ปราณแห่งองค์จักรพรรดิ ปราณแห่งเส้นชีพมังกร คือสิ่งที่เฉินอวี้อวิ๋นครอบครองอยู่แต่เดิม ราวกับว่าในสายน้ำแห่งโชคชะตาของเขาก็มีน้ำของตัวเองอยู่ ทว่ากลับถูกโชคชะตาของหลี่กวนอีที่ไหลย้อนกลับมาพัดพาเอามาด้วย
ทุกสิ่งทุกอย่าง ล้วนถูกกำหนดไว้แล้ว
“มิน่าล่ะ ในม้วนตำราของโหวจงอวี้ เมื่อพูดถึงดวงชะตา พวกเขามักจะใช้คำว่า 'ยืมวาสนา'”
“'ยืมวาสนา'”
“พึงรู้ไว้ว่า มีการยืมก็ต้องมีการคืน ไปแล้วก็ต้องกลับ นี่ต่างหากคือวิถีแห่งหยินหยาง”
ชายหนุ่มกำมือ ปราณสีม่วงกระจายออก กลายเป็นปราณแห่งองค์จักรพรรดิหลอมรวมเข้าสู่วิชายุทธ์ เขาหลับตาลง สีหน้าสงบนิ่ง สัมผัสถึงเคล็ดวิชาอันลึกล้ำของพลังเทพในยามนี้ ส่วนท่านปู่เฉินเฉิงปี้พุ่งตัวดั่งสายลมไปพบกับชายชราผู้หนึ่งที่ปลูกกระท่อมอาศัยอยู่นอกเมืองหลวง
เขาทุบประตูอย่างบ้าคลั่ง พลางเอ่ยว่า “ตาเฒ่า ออกมา!”
ชายชราเปิดประตู เอ่ยถาม “เจ้าจะทำอะไร?”
เฉินเฉิงปี้กล่าว “ข้ามาขอให้เจ้าทำนายดวงให้ข้าสักครั้ง ไม่อย่างนั้น ข้าจะเอาเรื่องที่เทพคำนวณอยู่ที่นี่ไปบอกทุกคน ข้าจะไปป่าวประกาศในตลาดผี ข้าจะไปบอกที่สำนักศึกษา ข้า... ข้า... ข้าจะมัดเจ้าส่งไปที่สำนักศึกษาเลย!”
“ข้าจะเดินทางไปทั่วสารทิศ ตามหาสี่ตำนานผู้ยิ่งใหญ่ แล้วส่งตัวเจ้ากลับไป!”
เทพคำนวณถอนหายใจ “คนอื่นพูดแบบนี้ ข้าก็แค่ถือว่าผายลม”
“แต่คนบ้าบิ่นอย่างเจ้า มีความเป็นไปได้สูงที่จะมัดข้าไปจริงๆ”
“พูดมาเถอะ จะให้ทำนายเรื่องอะไร”
เฉินเฉิงปี้เอ่ย “ข้ารู้จักเด็กน้อยที่น่าสนใจมากคนหนึ่ง ข้าอยากจะถามเจ้าสักหน่อย...” เขาชะงักไป เดิมทีอยากจะถามดูว่าพ่อของหลี่กวนอีเป็นคนในราชวงศ์แคว้นเฉินหรือไม่ แต่การที่มีคนแบบนี้ปรากฏตัวขึ้นในหมู่ลูกหลาน เขาก็รู้สึกขายหน้าเหมือนกัน
ดังนั้นเฉินเฉิงปี้จึงเกาหูเกาแก้ม กว่าจะหาวิธีถามได้ก็เล่นเอาเหนื่อย จึงพูดตะกุกตะกักว่า “เจ้าลองทำนายดูสิ เด็กคนนี้เร่ร่อนอยู่ข้างนอกมาสิบปี เกี่ยวข้องกับราชวงศ์แคว้นเฉินของข้าหรือไม่”
เทพคำนวณเขย่าจอกศักดิ์สิทธิ์ เอ่ยว่า “ใช่”
“แถมยังเกี่ยวข้องกันมากด้วย โดยพื้นฐานแล้วเป็นความสัมพันธ์โดยตรงเลยล่ะ”
เฉินเฉิงปี้นิ่งเงียบไป เอ่ยว่า “ข้าลองถามดูนะ ข้าก็แค่ถามดูเฉยๆ ไม่ใช่เรื่องจริงหรอกนะ คือว่า มีศิษย์สายตรงของราชวงศ์แคว้นเฉินคนไหนมีความผูกพันฉันท์ชู้สาวกับพ่อแม่ของเขาหรือไม่”
เทพคำนวณมองเขาแวบหนึ่ง เขย่าอีกครั้ง โยนจอก แล้วฉีกยิ้มกล่าวว่า
“ใช่”
“รักฝังรากลึกเลยล่ะ”
ใบหน้าของเฉินเฉิงปี้ดำคล้ำไปแล้ว ท่านปู่ใหญ่แทบจะร้องไห้ กัดฟันแน่นแล้วเอ่ยว่า
“งั้นก็...”
“ถามๆๆ ถามบ้าอะไรนักหนา”
เทพคำนวณอารมณ์เสีย เอ่ยว่า “ตกลงกันไว้ว่าจะถามแค่คำถามเดียวไง แค่คำถามเดียว เจ้าถามข้อนี้จบก็มีอีกข้อ ตกลงจะจบไหมเนี่ย”
“เจ้ามัดข้าแล้วส่งตัวออกไปเลยดีกว่า”
แต่เฉินเฉิงปี้คว้าแขนของเขาไว้แน่น เอ่ยว่า “คำถามสุดท้าย คำถามสุดท้ายแล้ว”
“พ่อของไอ้หนูนั่น มียศเป็นอ๋องกงหรือไม่? ปราณสีม่วงมาจากแคว้นเฉินใช่ไหม?”
เทพคำนวณเอ่ยอย่างรำคาญใจ “ใช่ ใช่!”
“คำถามแรกก็ใช่ คำถามหลังก็ใช่”
เฉินเฉิงปี้จับข้อมือของเทพคำนวณไว้แน่น ชูนิ้วขึ้นมาหนึ่งนิ้ว เอ่ยว่า
“ยังมีอีกคำถาม”
เทพคำนวณโกรธจัด “ไปตายซะไป๊!”
เฉินเฉิงปี้เอ่ย “ข้าขอรับรองว่าเป็นคำถามสุดท้าย ไอ้หนูนั่นเป็นคนดีหรือเปล่า?”
เทพคำนวณชี้หน้าด่าเฉินเฉิงปี้ “คนอย่างเจ้า วิชายุทธ์บรรลุถึงขั้นเทพ จิตใจบริสุทธิ์ยิ่งนัก เจ้าเกลียดชังคนชั่ว และสนิทสนมกับวิญญูชน หากเป็นคนที่เจ้าไม่ชอบหน้า เจ้าคงเตะกระเด็นไปตั้งนานแล้ว ในเมื่อเจ้าอุตส่าห์มาถามถึงที่นี่ แล้วยังจะเป็นคนชั่วได้อีกหรือ?”
“ไปๆๆ อย่ามารบกวนการบำเพ็ญเพียรของข้า”
เขาสะบัดแขนเสื้อ ไล่ให้เฉินเฉิงปี้รีบไสหัวไป เฉินเฉิงปี้ดีใจมาก รีบจากไปทันที เทพคำนวณกลอกตา มองจอกศักดิ์สิทธิ์ในมือแล้วโยนเล่น ตะโกนเสียงดังว่า “เฉินเฉิงปี้ จำไว้ ผลคำทำนายจะเชื่อทั้งหมดไม่ได้ คำทำนายเดียวกัน แต่ตีความได้หลายแบบนะ”
เฉินเฉิงปี้จากไปแล้ว
ท่านปู่ใหญ่วิ่งรวดเดียวกลับมายังสถานที่ที่หลี่กวนอีอยู่
เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มสามารถสำเร็จวิชา 'พลังเทพหกความว่างสี่บรรจบ' แล้ว เขาจึงหัวเราะลั่น ความรู้สึกตื่นเต้นเมื่อครู่ในที่สุดก็ระเบิดออกมาจนหมด เขาหัวเราะร่วนพลางเอ่ยว่า “ฮ่าๆๆ ไอ้หนู ไอ้หนูเอ๊ย เจ้ามีปราณสีม่วงนี่นา!”
“ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมจริงๆ!”
ท่านปู่เดินวนรอบตัวหลี่กวนอีอย่างรวดเร็ว จนแทบจะทำให้เขาเวียนหัว
หลี่กวนอีชะงัก “หา?”
สารพัดวิธีในหัวที่เขาคิดขึ้นมาเพื่ออธิบายที่มาของปราณสีม่วงให้ท่านปู่ฟัง อย่างเช่น ได้รับมาจากวาสนาปาฏิหาริย์ หรืออย่างเช่น ได้รับมาจากการที่ท่านผู้เฒ่าจู่รับเป็นศิษย์ เป็นปราณสีม่วงของสำนักเต๋าอะไรทำนองนั้น ล้วนไม่ได้ถูกนำมาใช้เลย
เพราะชายชราตบไหล่เขาอย่างแรง เอ่ยว่า “ฮ่าๆๆ ดี!”
“ดีมากเลย”
“เจ้ามีปราณสีม่วงแล้ว”
“ท่านพ่อเอ๋ยท่านพ่อ ข้าถ่ายทอดวิชาให้ไอ้หนูนี่ ก็ไม่ถือว่าผิดกฎอะไรแล้วนะ! ฮ่าๆๆๆ!”
มีปราณม่วงแห่งองค์จักรพรรดิ ก็เท่ากับมีปราณมังกรของราชวงศ์แคว้นเฉิน
ยังไงตาเฒ่าอย่างข้าก็จะยึดตามนี้แหละ ลงไปปรโลกท่านก็เถียงข้าไม่ออกหรอก
เฉินเฉิงปี้ใช้สองมือกดไหล่หลี่กวนอี เบิกตากว้าง เอ่ยด้วยความตื่นเต้นสุดขีด “เจ้ามีปราณสีม่วงนี่ แม้แต่ข้าก็ยังไม่มีเลยนะ! ข้าจะบอกให้ว่า ในตระกูลราชวงศ์แคว้นเฉิน มีวิชายุทธ์แปลกประหลาดและร้ายกาจอยู่มากมาย ล้วนต้องใช้ไอ้สิ่งนี้ถึงจะฝึกได้!”
“ข้าจะสอนเจ้า เจ้ารีบเรียนเลย!”
“เรียนสำเร็จแล้วมาเล่นกับข้า”
ชายชราดีใจจนเนื้อเต้น
หลี่กวนอีอ้าปากค้าง จู่ๆ เขาก็หัวเราะออกมา หัวเราะอย่างเบิกบานใจและเป็นอิสระ จากนั้นก็หัวเราะจนปวดท้องลงไปนั่งกับพื้น น้ำตาแทบจะไหลออกมา
แคว้นเฉินคือวังวนของใต้หล้า
เมืองเจียงโจว ก็คือภาพย่อส่วนของยุคกลียุคในใต้หล้านี้
เขาเคยพบเจอผู้คนมามากมาย จักรพรรดิเฉินผู้เจ้าเล่ห์เพทุบายและเจนจัดในวิชาการเมือง ผู้เฒ่าเซวียผู้มีจิตใจห้าวหาญ จู่เหวินหย่วนผู้วางแผนสังหารนักฆ่าอันดับสิบของแผ่นดิน ผั่วจวินผู้เยาว์วัยและหยิ่งยโส ท่านอาจารย์หวังผู้สุขุมเยือกเย็น แต่ยังไม่เคยมีใครที่บริสุทธิ์ใจและอยู่ด้วยแล้วรู้สึกสบายใจถึงเพียงนี้มาก่อน
หลังจากที่ชายชรายืนยันเรื่องปราณสีม่วงแล้ว ถัดจากความไม่พอใจในตอนแรก ก็คือความดีใจ
เพราะปราณสีม่วงสามารถนำไปฝึกวิชายุทธ์พิเศษได้มากมาย สามารถมาสู้กันได้
ในใจไม่มีเล่ห์เหลี่ยมแม้แต่น้อย
หลี่กวนอีเช็ดน้ำตาที่เกิดจากการหัวเราะที่หางตา เอ่ยอย่างเบิกบานว่า “ตกลง!”
เขาเอ่ยว่า “มา เรามาเล่นกัน!”
จู่ๆ เขาก็ลุกขึ้น ก้าวไปข้างหน้าครึ่งก้าว มือขวากำหมัดเก็บไว้แนบลำตัว จากนั้นก็ก้าวไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าว
ปราณพลังหนักแน่น กว้างใหญ่ไพศาลพวยพุ่งออกมา
[ทลายภูผา] !
ได้รับผลท้อตอบแทนด้วยผลหลี่ (ได้รับน้ำใจตอบแทนด้วยน้ำใจ) สมควรเป็นเช่นนี้
สุดยอดวิชาของเจ้าผู้ครองแคว้นเฉินถูกแสดงออกมา เฉินเฉิงปี้ดีใจยิ่งนัก ใช้ปราณพลังอันนุ่มนวลสลายกระบวนท่านี้ไปในพริบตาเดียว เอ่ยว่า “เยี่ยม เยี่ยม มาๆๆ มาสู้กับข้า”
ทั้งสองคนประลองกันอยู่หลายกระบวนท่า เฉินเฉิงปี้ก็รับรู้ได้ว่านี่คือหนึ่งในสุดยอดวิชาของตระกูลตน อีกทั้งเมื่อเทียบกับที่บันทึกไว้ในม้วนตำรายังล้ำลึกและสมบูรณ์กว่ามาก จึงรู้สึกยินดี เอ่ยว่า “ดีๆๆ!”
“ไอ้หนู ดูให้ดี นี่คือ 'พลังเทพหกความว่างสี่บรรจบ' ตามวิถีเดิมคือใช้ปราณภายในนี้ไหลเวียนเปลี่ยนแปลง เพื่อควบคุมปราณภายในสายอื่นๆ แต่เมื่อมีปราณสีม่วงเข้ามาเกี่ยวข้อง มันก็จะไม่เหมือนเดิม”
“ใช้ปราณแท้ของข้าเป็นดั่งองค์ราชัน ปราณภายในจากเคล็ดวิชาอื่นเป็นดั่งขุนนาง”
“เปรียบดั่งดาวเหนือ สถิตอยู่กับที่โดยมีหมู่ดาวรายล้อม”
“ดุจดั่งกษัตริย์ผู้ศักดิ์สิทธิ์สถาปนาราชธานีและตั้งมั่น แว่นแคว้นนับหมื่นต่างนำเครื่องบรรณาการมาถวาย ธรรมชาติของขุนศึกผู้ทรยศทั้งปวง ย่อมต้องแปรพักตร์มารับใช้ การเดินพลังลมปราณเช่นนี้ ก็เหมือนกับการจับจุดสำคัญ ไม่ใช่แค่ปราณหกสายเท่านั้น แม้แต่จำนวนหกหกสามสิบหกของดาวเทียนกัง ไปจนถึงความไร้ที่สิ้นสุด ล้วนสามารถควบคุมได้ทั้งสิ้น!”
“ปราณพลังทั้งหลายไหลเวียน โดยมีปราณสีม่วงอยู่เหนือสุด กว้างใหญ่ไพศาล สูงศักดิ์เกินบรรยาย”
ร่างกายของชายชราเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลงยากคาดเดา เอ่ยว่า “บุคลิกภาพเช่นนี้ ไม่ใช่ 'พลังเทพหกความว่างสี่บรรจบ' อีกต่อไป วิชานี้บรรพบุรุษเจ้าผู้ครองแคว้นเฉินเป็นผู้คิดค้นขึ้น ต่อมาองค์จักรพรรดิรุ่นแล้วรุ่นเล่าเป็นผู้ทำให้สมบูรณ์ นามของมัน เป็นไปตามคำสั่งของบรรพชน!”
“มีนามว่า [จักรพรรดิกวาดล้างหกทิศ ค้ำจุนสี่ทิศา]!”
หลี่กวนอียกมือขึ้น ปราณสีม่วงสายหนึ่ง ชักนำให้ปราณพลังในร่างกายเปลี่ยนแปลงไหลเวียน บริสุทธิ์มากยิ่งขึ้น ส่วนชายชราเมื่อเห็นหลี่กวนอีมีความก้าวหน้าในการเรียนวิชายุทธ์ ก็เกิดความรู้สึกเบิกบานใจ ราวกับต้นเหมยที่ตัวเองปลูกไว้กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จึงดีใจจนห้ามไม่อยู่
สุดท้ายก็ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด จนกระทั่งท้องฟ้าเริ่มมืดลง ชายชราก็ตะโกนขึ้นมาเสียงดัง
เขายกมือขึ้นตบหน้าผากตัวเอง เอ่ยว่า
“แย่แล้ว! แย่แล้ว แย่แล้ว!”
“เมื่อกี้ข้าอารมณ์พาไป เกือบจะลืมธุระสำคัญเสียสนิท ก่อนหน้านี้ข้าบอกไปแล้วใช่ไหมว่ามีเจ้าหัวโล้นคนหนึ่ง พละกำลังมหาศาลมาก? ข้าจะให้เขาถ่ายทอดวิชายุทธ์ให้เจ้า”
หลี่กวนอีเอ่ย “ผู้อาวุโสท่านนั้นตกลงแล้วหรือครับ?”
เฉินเฉิงปี้เอ่ยอย่างภาคภูมิใจ “ข้าลงมือเอง มีอะไรที่ทำไม่ได้บ้างล่ะ?”
“ไอ้หนู พรุ่งนี้เจ้ามาแต่เช้าล่ะ ตาเฒ่าอย่างข้าจะพาเจ้าไปหาเจ้าแก่คนนั้น วันนี้สู้กันได้สะใจมาก ข้าจะไปหาวิธีมาปกปิดปราณสีม่วงของเจ้าสักหน่อย ไม่ว่ายังไง การปล่อยให้ของพรรค์นี้เปิดเผยออกมาก็นับว่าอันตรายเกินไป”
“อย่างน้อย ตอนที่ยังไม่มีวิชายุทธ์มากพอก็ถือว่าอันตราย”
นานๆ ทีท่านปู่จะทำหน้าจริงจัง ตบไหล่หลี่กวนอีเบาๆ แล้วหัวเราะลั่นเดินจากไป
หลี่กวนอีถอนหายใจ มองดูม้วนตำราก่อนหน้านี้ เขาเปิดอ่าน สีหน้าเคร่งขรึมลงเล็กน้อย หลังจากที่ท่านปู่จากไป เขาเปิดอ่านเอกสารเกี่ยวกับขุนพลทั้งยี่สิบสี่คนที่หาเจอเมื่อก่อนหน้านี้ และวันนี้ก็อ่านไปอีกครึ่งชั่วยาม ในที่สุดก็พบอะไรบางอย่าง
แต่ชื่อสามสี่ชื่อแรก กลับทำให้สีหน้าของหลี่กวนอีหมองคล้ำลงเล็กน้อย
“โหยวฉางเสีย ตำแหน่งหวยฮว่าจงหลางเจี้ยง เชี่ยวชาญกลยุทธ์บุกจู่โจมระยะไกล เคยนำทหารสามพันนายบุกยึดเมืองข้าศึกในคืนหิมะตกอย่างง่ายดาย มีความกล้าหาญ ห้าวหาญ... เสียชีวิตแล้ว”
“คืนหนึ่งดื่มสุราจนเมามาย พลัดตกน้ำเสียชีวิต”
“อวี้ฉือซื่อหลุน จอมพลัง สามารถใช้อาวุธหนักได้ ถือแส้เหล็กคู่ เมื่อพบศัตรูจะขว้างออกไป ศัตรูล้วนตับแตกสมองกระจาย... ออกรบกับแคว้นอิ้ง [ประมาทศัตรูบุกทะลวงเร็วเกินไป] กองหนุนด้านหลังมาไม่ทันเวลา สิ้นชีพหน้าประตูเมือง”
“จูเก่อชิงคง ทรยศต่อชาติ ถูกประหาร”
ทีละชื่อ ทีละชื่อ ล้วนมีประสบการณ์เคยควบม้าตะลุยสนามรบ ทว่ากลับตายตกไปจนหมดสิ้นภายในสิบปี
หลี่กวนอีนิ่งเงียบ ในที่สุดเขาก็เห็นนามหนึ่ง
“เซวียเทียนซิง ขุนนางทรยศ กบฏแผ่นดิน!”
“ในตอนนั้นเป็นเจ้าเมือง จึงปิดเมือง จัดงานเลี้ยงประตูเขียว เชิญผู้มีอำนาจมามากมาย เอ่ยว่า ”
“นายถูกหยามข้าทาสยอมตาย พวกท่านมิใช่ขุนนางของท่านอ๋องไท่ผิงหรือ? บัดนี้นายท่านตกอยู่ในอันตราย นับเป็นช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายอย่างแท้จริง แม้การนี้จะไม่สำเร็จ ก็ยังได้แสดงความจงรักภักดีของขุนนาง นอกประตูเขียว แม้ตายก็ไม่อาจถอย! โอกาสในวันนี้ ไม่อาจลังเล ผู้ใดตอบรับช้า ตัดหัว!”
ทุกคนล้วนรับปาก จึงได้เชือดสัตว์สาบานเป็นพันธมิตร
จึงทำการกบฏต่อแคว้นเฉิน ทว่ายังคงชูธงรบ บนธงมีลวดลายกิเลน
นามว่า
กองทัพไท่ผิง!