"กองทัพไท่ผิง..."
หลี่กวนอีมองตัวอักษรทั้งสามคำนี้ สีหน้าชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะอ่านต่อไปและเห็นบันทึกด้านบนเขียนไว้ว่า "กองทัพไท่ผิงใต้สังกัดท่านอ๋องไท่ผิง ไร้ผู้ต่อกรในใต้หล้า"
"ทว่ากองทัพไท่ผิงในยามนี้ เป็นเพียงกบฏทรยศเท่านั้น!"
"เซวียเทียนซิงหลบหนีออกไป ไกลถึงนอกด่าน ในดินแดนที่เหล่าผู้กล้าตั้งตนเป็นใหญ่ เขาแบ่งแยกดินแดนสร้างเมือง ค้นหาคนผู้หนึ่งมาขนานนามว่าเป็นบุตรชายของท่านอ๋องไท่ผิง ตั้งให้เป็นอ๋อง ส่วนตนเองตั้งตนเป็นแม่ทัพใหญ่ วางอำนาจบาตรใหญ่ ใช้ข้ออ้างแก้แค้นให้ท่านอ๋องไท่ผิงเพื่อรวบรวมไพร่พล"
"ยังมีอีกคน นามว่าหยวนซื่อทง เป็นขุนพลใต้บังคับบัญชาท่านอ๋องไท่ผิง นิสัยหยาบกระด้างและโอหัง"
"เขาก็สนับสนุนเด็กหนุ่มคนหนึ่งเช่นกัน ให้ชื่อว่า [บุตรชายท่านอ๋องไท่ผิง] ยกทัพในดินแดนผู้กล้านอกด่าน ใช้ลวดลายหน้ากากเกราะทองคำหม่นเป็นธงรบ ขนานนามว่ากองทัพไท่ผิง และเรียกตัวเองว่ากองทัพไท่ผิงพิทักษ์อ๋อง ทั้งยังตั้งมั่นอยู่ในดินแดนนอกด่าน ทั้งสองฝ่ายเข่นฆ่ากันอย่างดุเดือดเลือดพล่าน"
หลี่กวนอีพลิกดูม้วนบันทึกนี้ หลุบตาลงเงียบๆ เขาไม่รู้ความจริงของม้วนบันทึก
บนม้วนบันทึก มีคำวิจารณ์ที่ขุนนางแคว้นเฉินบันทึกไว้
น้ำเสียงของอาลักษณ์ผู้นี้ช่างดูถูกเหยียดหยามยิ่งนัก
"ก็แค่ฝูงหมาป่ารุมทึ้งพยัคฆ์เท่านั้น"
"สำนักพิชัยสงครามในใต้หล้า ใช่ว่าจะสง่างามเปิดเผยไปเสียหมด ตอนที่ท่านอ๋องไท่ผิงยังมีชีวิตอยู่ สามารถสะกดข่มพวกเสือสางเหล่านี้ไว้ได้ ทว่าหลังจากท่านอ๋องไท่ผิงสิ้นชีพ พวกเขากลับจับอาวุธขึ้นมา ในใจย่อมมีความคิดที่จะแก้แค้นให้ท่านอ๋องไท่ผิง แต่ทว่านอกเหนือจากนี้ ใช่ว่าจะไม่มีความคิดที่จะสร้างชื่อเสียงเกียรติยศให้ตนเอง"
"สันดานมนุษย์ช่างซับซ้อนเช่นนี้แล"
"เพื่อแก้แค้นให้ท่านอ๋องไท่ผิง จึงไม่ยอมตั้งหลักในต้าเฉินของเรา แต่กลับตั้งธงรบใหญ่ อาศัยการตายของท่านอ๋องไท่ผิงมาแบ่งแยกใต้หล้า แล้วจะนับว่าเป็นความจงรักภักดีกล้าหาญอันใดได้?"
"ดุดันกล้าหาญดั่งพยัคฆ์ร้าย แต่กลับตกต่ำลง"
"เมื่อดูไพร่พลทหาร ก็ล้วนมีความจงรักภักดี ทั้งสองฝ่ายต่างคิดว่าตนเองเป็นสหายร่วมรบใต้สังกัดท่านอ๋องไท่ผิง ยังคงต่อสู้เพื่อแม่ทัพผู้แบ่งปันทองคำให้พวกเขา ทว่าต่างก็คิดว่าอีกฝ่ายคือผู้ขโมยชื่อเสียงของท่านอ๋องไท่ผิง และเป็นกบฏที่ต้องการหาผลประโยชน์ใส่ตัว"
"ด้วยเหตุนี้ ทั้งสองฝ่ายจึงเข่นฆ่ากันอย่างดุเดือด"
"ชื่อเสียงของยอดขุนพลอันดับห้าของแผ่นดินนั้นเย้ายวนใจเกินไป"
"วีรบุรุษในใต้หล้า ก็เป็นแค่สัตว์ป่ากระหายเลือดเท่านั้น เมื่อถึงคราวจำเป็น อย่าว่าแต่แม่ทัพผู้เคยนำพาตนก้าวไปข้างหน้าเลย แม้แต่บิดามารดาก็สามารถทอดทิ้งได้"
ทว่าใต้ตัวอักษรบรรทัดนี้ กลับมีคำสั่งที่เขียนด้วยพู่กันสีชาดอยู่อีกหนึ่งบรรทัด
"มองด้านเดียวเกินไปแล้ว"
"อย่าใช้ความคิดของพวกเจ้าไปประเมินจิตใจของยอดขุนพลเหล่านี้"
"ความภักดีที่พวกเขามีต่อท่านอ๋องไท่ผิงนั้นน่ายกย่อง แต่ความภักดีของพวกเขาล้วนตั้งอยู่บนวิจารณญาณของตนเอง ยี่สิบสี่ขุนพลแม้จะอยู่ใต้บังคับบัญชาของเขา แต่พวกเจ้ากลับมองข้ามไปจุดหนึ่ง ยอดขุนพลในใต้หล้าเหล่านี้ไม่มีทางยอมจำนนต่อขุนพลคนอื่นๆ อย่างแท้จริง"
"ท่านอ๋องไท่ผิงสิ้นชีพไปแล้ว"
"แต่ไม่ว่าจะเป็นหยวนซื่อทง หรือเซวียเทียนซิง ล้วนไม่ยอมรับจุดจบเช่นนี้ พวกเขายังคงปรารถนาที่จะได้เห็นร่างที่สวมเกราะสีหมึก ถืออาวุธเทพ ขี่กิเลนสวมหน้ากาก บุกทะลวงอยู่แนวหน้าในสนามรบ"
"พวกเขาล้วนปรารถนาที่จะตั้งธงรบผืนนี้ขึ้นมาอีกครั้งในยุคกลียุค"
"ด้วยเหตุนี้จึงไม่เสียดายที่จะกระทำพฤติกรรมต่างๆ ที่คนนอกยากจะเข้าใจ ในสถานการณ์ที่คำสั่งของราชสำนักและแม่ทัพขัดแย้งกัน กองทัพใหญ่ก่อกบฏ พวกเขาจำเป็นต้องมีธงรบสักผืน นั่นคือนามของทายาทท่านอ๋องไท่ผิง"
"เช่นนี้จึงจะทำให้ทหารระดับล่างเหล่านั้นมีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ แม้ว่ามันจะเป็นของปลอมก็ตาม"
"การต่อสู้ระหว่างพวกเขาก็ล้วนมาจากความมั่นใจในวิจารณญาณของตนเอง ทว่าสงสัยในความภักดีของอีกฝ่าย จุดจบของการไร้ผู้นำ เดิมทีก็คือการแยกย้ายและเข่นฆ่ากันเอง สำหรับสัตว์ร้ายในยุคกลียุคเหล่านี้ พวกเขาจะเชื่อในวิจารณญาณของตนเอง และเดินไปบนเส้นทางสายนี้จนถึงที่สุด"
"ก็ปล่อยให้พวกมันเข่นฆ่ากันเองจนตายไปเถอะ"
จากนั้นบนม้วนบันทึกนี้ก็มีคำตอบอีก
[ขอบพระคุณท่านอัครเสนาบดีที่ชี้แนะ]
หลังจากนั้นก็เป็นคำประจบสอพลอยืดยาว และนี่ก็ทำให้หลี่กวนอีรู้ว่าตัวอักษรสีชาดเหล่านั้นเป็นฝีมือของใคร ถานไถ่เซี่ยนหมิง สหายในวัยหนุ่มของเซวียเต้าหย่ง แต่ก็เป็นศัตรูในยามนี้ ผู้นำของตระกูลผู้ดีฝ่ายบุ๋น บิดาของฮองเฮา
หลี่กวนอีมองม้วนบันทึก
สองยอดขุนพลเข่นฆ่ากันอยู่นอกด่าน ต่างก็สนับสนุน [บุตรชายท่านอ๋องไท่ผิง]
ล้วนนำ [กองทัพไท่ผิง]
เซวียเทียนซิง อันดับที่ห้าสิบเจ็ดในทำเนียบขุนพลเทพ
หยวนซื่อทง อันดับที่ห้าสิบสี่ในทำเนียบขุนพลเทพ
ในบรรดาขุนศึกที่ไม่มีแคว้นใหญ่หนุนหลัง ไม่สามารถก่อสงครามขนาดใหญ่ได้ พวกเขาคือตัวตนระดับสูงสุดอย่างแท้จริง
ความซับซ้อนของสถานการณ์และจิตใจคนทำให้หลี่กวนอีพูดไม่ออก ผ่านไปเนิ่นนาน เขาพลิกอ่านต่อไป ขุนพลเทพที่เหลือ บ้างก็ตายในสนามรบ มีสองคนที่หนีไปแคว้นอิ้ง ยามนี้เป็นขุนพลในกองทัพราชวงศ์อิ้ง มีหนึ่งคนเดินทางไปยังค่ายต้าฉีที่ดินแดนประจิม ส่วนอีกไม่กี่คนที่เหลือ ล้วนระหกระเหินเร่ร่อน ไม่รู้เบาะแส
นอกจากผู้ตาย ผู้ทรยศ และผู้พลัดพราก
ยังเหลือขุนพลอีกสองคนที่รอดชีวิต
หลี่กวนอีพลิกดูม้วนบันทึก
"กู่เต้าฮุย ตอนที่จูเก๋อชิงคงและขุนพลอีกสามคนก่อกบฏ กู่เต้าฮุยได้รายงานราชสำนักล่วงหน้า นำทัพเข้าปิดล้อม สังหารจูเก๋อชิงอวิ๋นและขุนพลทั้งสามด้วยตนเอง ตัดหัวพวกเขาด้วยมือตนเอง หิ้วศีรษะเข้าเฝ้า ฮ่องเต้ทรงพระเกษมสำราญ กบฏจึงถูกปราบปราม ได้รับแต่งตั้งเป็นแม่ทัพใหญ่สารวัตรวังหลวง ขุนนางบู๊ขั้นสองชั้นเอก บรรดาศักดิ์ท่านโหวเวยอู่"
"ก่งจ้าวฉี ดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ฝู่จวิน บรรดาศักดิ์เจิ้นหนานป๋อ"
ยี่สิบสี่ขุนพล บ้างหนี บ้างกบฏ บ้างตาย หรือบ้างก็ชูธงรบของตนเอง ทั้งยังมีคนทรยศ
เวลาสิบปี พายุตั้งเค้าเมฆาพัดพา เปลี่ยนแปลงเร็วเกินไปแล้ว
หลี่กวนอีตั้งสติ เขาพอจะเข้าใจสรรพคุณของหน้ากากเกราะทองคำหม่นในมือแล้ว ในม้วนบันทึกของแคว้นเฉิน ย่อมมีคำบรรยายถึงชุดเกราะที่ปฐมกษัตริย์ของพวกเขาใช้ หน้ากากเกราะทองคำหม่นนี้ดูน่าเกรงขามและแข็งแกร่ง ดาบกระบี่ฟันแทงไม่เข้า
แน่นอน หากถูกทุบเข้าที่กลางกระหม่อม หน้ากากเกราะทองคำหม่นอาจกันดาบกระบี่ได้ แต่กะโหลกศีรษะอาจไม่แน่
บางทีท้ายที่สุดอาจกลายเป็นกะโหลกที่แหลกเหลวกับหน้ากากที่สมบูรณ์
สรรพคุณที่แท้จริง อยู่ที่การปกปิดกลิ่นอายของตนเอง
แทบจะทำให้ยอดขุนพลเวลาควบม้าตะลุยในสนามรบ ยากที่ผู้ใช้จอมเวทจะล็อกเป้าหมายได้ สามารถทำตามกลยุทธ์อ้อมตลบหลังได้ง่ายดายยิ่งขึ้น
"มิน่าล่ะซือชิงถึงชอบใช้หน้ากากนี้ เมื่อประกอบกับเกราะมังกรดำพันกาย กระบี่เฉิงอิ่ง และวิชาตัวเบาของเขาแล้ว แทบจะไร้ที่ติเลยทีเดียว"
ข้างนอกมีเสียงคนของวังหลวงแว่วมา หลี่กวนอีจึงนำม้วนบันทึกกลับไปวางไว้ที่เดิม
จากนั้นก็ทำม้วนตำราพิชัยสงครามบางส่วนให้ดูยุ่งเหยิงและมีรอยยับย่นเล็กน้อย
ต่อให้มีคนมา ก็จะคิดว่าเขากำลังอ่านของพวกนี้อยู่
จากนั้นก็ไปถอดเกราะ เปลี่ยนเป็นชุดธรรมดา ยังพูดคุยสัพเพเหระกับเยี่ยปู้อี๋และคนอื่นๆ อีกครู่หนึ่ง ถึงค่อยๆ เดินไปทางตระกูลเซวีย พลางครุ่นคิดถึงเรื่องโชคชะตาเหล่านั้น คิดถึงเบาะแสของยี่สิบสี่ขุนพลที่เขียนไว้ในม้วนบันทึก มียอดขุนพลถึงเจ็ดแปดคนที่ยังคงออกจากแคว้นเฉินไป แล้วหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย
วรยุทธ์ของพวกเขา ต่อให้ไม่มีอาวุธและชุดเกราะ
หากอยู่ในยุทธภพ ก็ถือเป็นยอดฝีมือผู้ยิ่งใหญ่ฝ่ายหนึ่ง ไม่มีทางที่จะตกตายไปได้
หากต้องการรู้เบาะแสของพวกเขา
ในหัวของหลี่กวนอีนึกถึงสถานที่เพียงแห่งเดียว
ตลาดมืดปรโลก
หลี่กวนอีพลันรู้สึกว่า การที่องค์กรนี้มีตัวตนอยู่ทั่วทั้งใต้หล้า ย่อมมีเหตุผลของมัน
แต่หากต้องการก้าวเข้าไปในตลาดมืด จำเป็นต้องมีป้ายคำสั่งของตนเองเสียก่อน
หรือว่า จะใช้หน้ากากของซือถูเต๋อชิ่งและชื่อเสียงของนักฆ่าอันดับสิบของแผ่นดินดี?
หลี่กวนอีครุ่นคิด ในใจจดจำเรื่องนี้ไว้อย่างเงียบๆ จากนั้นก็ลอบขอบคุณซือถูเต๋อชิ่งอยู่ในใจ
สมแล้วที่เป็นเจ้า!
นักฆ่าอันดับสิบของแผ่นดิน!
ตายไปแล้วยังสร้างประโยชน์ได้อีก!
หลี่กวนอีอารมณ์ดีขึ้นมาบ้าง คิดถึงเรื่องขององค์ชายผู้นั้นพลางก้าวเดินไป ฤดูร้อนในเจียงหนานนั้นอบอ้าว ในอากาศราวกับมีความชื้น ไม่รู้ว่าฝนเริ่มตกตั้งแต่เมื่อใด ฝนเม็ดเล็กๆ โปรยปรายลงมา ทำให้บนแผ่นหินสีเขียวดูเงียบสงบ เด็กหนุ่มก้าวเดินไปที่นี่
จากนั้นก็หันไปชนเข้ากับหัวโล้นๆ ดำๆ
ปึก!!!
หลี่กวนอีหน้ามืดทะมึน จากนั้นรอบด้านก็ปรากฏดาวระยิบระยับ
ตั้งแต่ร่างกายฝึกฝนจนสำเร็จ เขาก็ไม่เคยเจอสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน ตั้งสติได้ เบื้องหน้าก็เห็นพระสงฆ์สวมจีวรสีเทารูปหนึ่ง ดูอายุราวสี่ห้าสิบปี ผิวค่อนข้างคล้ำ บนใบหน้ามีรอยเหี่ยวย่น เป็นพระพุทธเจ้ามีชีวิตแห่งดินแดนประจิมที่หลี่กวนอีเคยพบนั่นเอง
ปรมาจารย์อันดับสามของแผ่นดิน
หลี่กวนอีกล่าว "ผู้อาวุโส"
จากนั้นก็เบี่ยงตัวตั้งใจจะหลีกทางให้ แต่ทว่าในตอนที่เขาเบี่ยงตัวหลบนั้น พระพุทธเจ้ามีชีวิตก็ก้าวออกไปก้าวหนึ่งเช่นกัน เท้าของทั้งสองคนเกือบจะเหยียบซ้อนกัน จากนั้นหลี่กวนอีก็เปลี่ยนก้าวเท้าอีกหลายครั้ง แต่ก็ยังคงชนเข้ากับพระพุทธเจ้ามีชีวิตอยู่ดี
เขาเบี่ยงตัวถอยหลังไป จากนั้นก็กล่าวว่า "ผู้อาวุโส มาหาข้าหรือขอรับ?"
ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ควรจะมองออกแล้ว
พระพุทธเจ้ามีชีวิตแห่งดินแดนประจิมหัวเราะ "อ้อ ประสกน้อยมีวาสนากับพระพุทธองค์"
"วันนี้หลวงจีนเฒ่ามาหาเจ้าจริงๆ เพียงแต่เจ้ามาสายไปสักหน่อย ข้าให้อาหารแมวอยู่ตรงนั้น ก็พอดีเลยทีเดียว" เขายกแขนเสื้อขึ้น ใต้แขนเสื้ออันกว้างขวาง มีเจ้าเหมียวเพิ่งเกิดใหม่หลายตัว
หลวงจีนเฒ่าหัวเราะ "หากเจอเจ้าเร็วกว่านี้ แมวพวกนี้ก็คงไม่ได้ลูบคลำแล้วกระมัง?"
"ประสกน้อย เฉินเฉิงปี้เจ้าบ้าการต่อสู้นั่นมาหาข้าแล้ว หลวงจีนเฒ่าจะถ่ายทอดวรยุทธ์ให้เจ้า ย่อมไม่มีปัญหาอันใด แต่จู่ๆ ข้าก็นึกครึ้มใจ รู้สึกว่าต้องมาดูเจ้าเสียหน่อยในตอนนี้ หนึ่งคือเพื่อลูกแมวพวกนี้ สองคือ..."
"ก็เพื่อเจ้าเหมียวอีกนั่นแหละ"
เขาหัวเราะ ท่าทางเจ้าเล่ห์ กะพริบตาพลางกล่าวว่า "วันนี้เจอเจ้า กลับพบว่าเจ้ามีบางอย่างเปลี่ยนไป ดังนั้นหลวงจีนเฒ่าจึงคิดว่าควรจะคุยกับเจ้าสักหน่อย"
"ตามข้ามาเถอะ"
หลี่กวนอีคิดครู่หนึ่ง สะพายกระบี่เดินตามหลวงจีนเฒ่าไป
พระชราพาเขาเดินไปใต้ศาลาแห่งหนึ่ง จากนั้นทั้งสองก็ทรุดตัวลงนั่ง พระพุทธเจ้ามีชีวิตที่มาจากดินแดนประจิมรูปนี้มองเด็กหนุ่มเบื้องหน้า หัวเราะพลางกล่าวว่า "บนร่างประสกน้อย มีปราณสีม่วงเพิ่มมาหนึ่งสาย ทั้งยังมีโชควาสนาสีเขียวอีกไม่น้อย ทว่ากลับมาถึงอย่างกะทันหัน"
"ตอนที่เจอเมื่อหลายวันก่อน เจ้ายั้งไม่มีของพวกนี้เลย มีเพียงโชควาสนาสายเดียวเท่านั้น"
"ช่วงนี้มีวาสนาปาฏิหาริย์หรือ?"
หลี่กวนอีกล่าวอย่างเปิดเผย "มีวาสนาปาฏิหาริย์อยู่บ้าง โชควาสนาเหล่านี้เดิมทีถูกคนขโมยไป วันนี้กลับคืนมาแล้ว"
พระสงฆ์มองเขา ยิ้มบางๆ พลางกล่าวว่า "เป็นเรื่องดีจริงๆ!"
พระชราลูบคลำแมวบนเข่า ยิ้มพลางกล่าวว่า "แต่ข้าดูประสกน้อยได้รับโชควาสนาแล้ว กลับดูเหมือนกำลังกังวลเรื่องอะไรอยู่ เป็นอะไรไป โชควาสนาสีเขียวอมม่วง คนเดินดินในโลกล้วนคิดว่าเป็นดวงชะตาที่ดีเลิศไร้เปรียบ หรือว่าประสกไม่คิดเช่นนั้น?"
หลี่กวนอีนั่งอยู่ตรงนั้น เขาเอ่ยความสงสัยของตนเองออกมาอย่างเปิดเผย
"ข้าไม่ค่อยเชื่อจริงๆ"
"หากเป็นสีเขียวอมม่วง สูงส่งจนไม่อาจเอ่ยปากได้ เหตุใดปีนั้นข้าจึงถูกขโมยโชควาสนาไปได้เล่า?"
"เหตุใดบิดามารดาของข้าจึงด่วนจากไปเร็วนัก?"
"หากโชควาสนาสีม่วงหมายถึงความสูงส่งที่สุดของมนุษย์จริงๆ แล้วเหตุใดคนในวันนี้ ถึงถูกข้าซ้อมเอาได้? แถมยังต้องคายของออกมาทั้งต้นทั้งดอกอีก?"
"แล้วเหตุใดโชควาสนานี้จึงได้กลับคืนมาสู่ร่างของข้าอีกครั้ง?"
หลี่กวนอีมองพระสงฆ์เบื้องหน้า พลางกล่าวว่า
"หากปราณกษัตริย์ร้ายกาจถึงเพียงนั้นจริงๆ บัลลังก์ของแคว้นเหลียงก็คงไม่ถูกแคว้นเฉินขโมยไป"
"หากต้องมีปราณกษัตริย์ จึงจะประสบความสำเร็จในกิจการใหญ่ได้ จักรพรรดิแดงก็คงไม่มีทางถือกระบี่สามฉื่อ แล้วกวาดล้างใต้หล้าได้หรอก ใต้บังคับบัญชาของเขาพวกหมอดู คนฆ่าหมู นั่นล้วนเป็นโชควาสนาสีเขียวอมม่วงงั้นหรือ?"
"แต่ทว่าพวกเขาเดินมาจนสุดทาง แล้วตามหาจอมเวทมาทำนายดวงชะตา"
"ทุกคนล้วนมีดวงชะตาสูงส่งจนไม่อาจเอ่ยปาก"
"แต่ทว่าในตอนเริ่มต้น โชควาสนาของพวกเขาแม้แต่ข้าวก็ยังกินไม่อิ่มด้วยซ้ำ"
พระพุทธเจ้ามีชีวิตแห่งดินแดนประจิมกล่าวว่า "ดูเหมือนว่า ประสกน้อยจะไม่ค่อยเชื่อเรื่องโชคชะตาสินะ"
หลี่กวนอียืดแผ่นหลังตรง ตอบว่า
"หากโชควาสนาใช้ได้ผลถึงเพียงนั้นจริงๆ แว่นแคว้นในใต้หล้าก็คงไม่ล่มสลาย"
"หากดวงชะตาเป็นตัวกำหนดทุกสิ่งจริงๆ คนร่ำรวยก็จะร่ำรวยไปตลอดกาล ลูกของคนจนทันทีที่มีโชควาสนาดวงชะตา ก็จะถูกแย่งชิง ถูกฆ่าตาย โลกจะต้องกลายเป็นเช่นนี้อย่างแน่นอน แต่คนในใต้หล้า ล้วนเชื่อในดวงชะตา ทว่าปราณสีม่วงที่ไหลเวียน ก็มีความมหัศจรรย์อยู่บ้าง"
"ข้ายังคง... ไม่เข้าใจจริงๆ"
พระพุทธเจ้ามีชีวิตแห่งดินแดนประจิมคิดครู่หนึ่ง ยิ้มตาหยีพลางกล่าวว่า "เจ้าเก่งกาจมากจริงๆ เดินมาถึงจุดนี้ด้วยตัวเอง ขาดอีกเพียงก้าวสุดท้ายเท่านั้น"
"ดูเหมือนว่าข้าจะต้องมาชี้แนะเจ้าแล้ว"
"วีรบุรุษมากมายในโลก ก็เป็นเพียงปุถุชนแท้จริงเท่านั้น สิ่งที่เรียกว่าดวงชะตา ก็เป็นเพียงของที่มีมาแต่กำเนิด คนยากจนเกิดมาย่อมมีลูกหลานยากจน คนร่ำรวยเกิดมาย่อมมีลูกหลานร่ำรวย ถ้าเช่นนั้น ประสกน้อย"
"ลูกหลานของคนยากจนในใต้หล้าจะต้องยากจนไปตลอดชีวิต และลูกหลานของคนร่ำรวยจะต้องร่ำรวยไปตลอดชีวิตอย่างนั้นหรือ?"
พระพุทธเจ้ามีชีวิตตอบเองว่า "ไม่หรอก เพราะยังมีโชคชะตาที่เกิดขึ้นภายหลัง"
"คนร่ำรวยยากที่จะรักษาสมบัติไว้ได้เกินสามชั่วอายุคน คนยากจนก็มีวันที่ได้โบยบินขึ้นสู่สรวงสวรรค์"
"สรรพสัตว์ทนทุกข์ เพราะไม่สามารถกำหนดชาติกำเนิดของตนเองได้ นี่ก็คือโชควาสนาในตอนเริ่มต้น"
"ทว่าร่างที่ต่ำต้อย ไม่ใช่เรื่องน่าอับอาย ร่างกายที่เป็นทาสติดที่ดินของถู่อวี้หุน ก็ยังกวาดล้างน่านฟ้ากว้างใหญ่ไพศาลของดินแดนประจิม สร้างราชหาอำนาจที่ไม่มีใครเทียบเคียงได้; กษัตริย์และขุนนางใหญ่ ปีนั้นเว่ยอู่กงค้างคืนในตำหนักของไทเฮา มหาจักรพรรดิแห่งจงโจวโกรธเกรี้ยวแต่ก็ไร้ความสามารถที่จะทำอะไรได้"
"นี่ก็คือวิถีแห่งภายหลังแล้ว"
"บิดามารดาและตระกูลมอบโชคชะตาฟ้าลิขิตในส่วนแรกให้ โชควาสนาหลังจากนั้นก็คือสิ่งที่ตนเองสร้างขึ้น"
"ดวงชะตาแต่กำเนิด ล้วนมาจากฟ้า วิถีแห่งภายหลัง จึงจะเป็นของมนุษย์"
"คัมภีร์ 'ไท่เจี่ย' กล่าวไว้ว่า: สวรรค์ทำบาป ยังพอฝืนได้; ตนทำบาปเอง มิอาจรอดชีวิต"
"กล่าวอีกว่า: จงปฏิบัติตามลิขิตสวรรค์เสมอ แสวงหาความสุขด้วยตนเอง"
"ล้วนหมายถึงความแตกต่างระหว่างโชคชะตาแต่กำเนิด และการกระทำในภายหลัง"
"ตามที่หลวงจีนเฒ่าเห็น ประสกน้อยได้โชควาสนาในช่วงแรกกลับคืนมา ก็ไม่มีความหมายอันใดแล้ว สิ่งนี้กำหนดชีวิตเริ่มต้นของเจ้า ด้วยอำนาจบารมีของบิดามารดาเจ้า หากไม่มีอุปสรรค สิบปีนั้นเจ้าคงจะร่ำรวยหาเปรียบไม่ได้"
"ทว่าสิบปีของประสกน้อยได้ผ่านพ้นไปแล้ว ความขมขื่นก็ลิ้มรสมาหมดแล้ว นิสัยใจคอก็ถูกขัดเกลามาแล้ว... สิบปีนั้นไม่อาจชดเชยกลับมาได้ โชควาสนานี้กลับมา ก็ทำได้เพียงหลอมรวมเป็นวิถีวรยุทธ์แขนงหนึ่งเท่านั้น"
"อาหารเลิศรสเมื่อสิบปีก่อนเอากลับมา มันก็บูดเสียหมดแล้ว"
"วีรบุรุษมากมายในโลก ก็เป็นเพียงคนโง่เขลาเท่านั้น ประสกน้อยกลับไม่เลวเลย"
หลี่กวนอีกล่าว "คนโง่เขลาหรือ? เหตุใดจึงว่าเช่นนั้น?"
หลวงจีนเฒ่าหัวเราะ "คนส่วนใหญ่มีความเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งต่อดวงชะตา จึงถูกหยินหยางและลิขิตสวรรค์ผูกมัดไว้ นั่นก็คือสิ่งที่เรียกว่าดวงชะตา คือสิ่งที่เรียกว่ามนุษย์ล้วนมีโชคชะตากำหนด ทว่าคนที่ดีเลิศ ดวงชะตาก็มิอาจกักขังได้ คนที่ชั่วร้ายสุดขีด ดวงชะตาก็มิอาจกักขังเขาได้เช่นกัน"
"ก็เหมือนกับว่ามียอดนักคำนวณอันดับหนึ่งของแผ่นดินมาทำนายดวงชะตาให้เจ้า"
"หลวงจีนเฒ่าถอดรองเท้าออก เอาส้นรองเท้าฟาดหน้าเขาสามทีป้าบๆๆ"
"ตีจนเขาหน้าตาฟกช้ำดำเขียว เลือดกำเดาไหลกระฉูด"
"เขาคำนวณออกมาได้ไหมเล่า?"
"ข้าหยิบมีดเล่มหนึ่ง วางไว้บนโต๊ะ ลองถามเขาดูว่า ข้าจะเอามีดแทงพุงเขา หรือจะไม่แทง? เจ้าคิดว่าเทพคำนวณจะคำนวณอะไรออกมาได้ล่ะ?"
หลี่กวนอีอ้าปากค้าง
พระพุทธเจ้ามีชีวิตชรายิ้มตาหยี "นี่ก็คือดวงชะตาแต่กำเนิด และโชควาสนาในภายหลัง"
หลวงจีนเฒ่ากล่าว "วีรบุรุษและชนชั้นสูงตั้งเท่าไร ที่มองไม่ทะลุปรุโปร่งถึงสิ่งที่เรียกว่าดวงชะตา อย่างเช่นคนที่ประสกน้อยพบเจอในวันนี้ สิบกว่าปีมานี้ ถูกดวงชะตาที่บิดาของเขาทำนายไว้กักขัง ไม่เคยขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย เช่นนี้จะไม่ใช่ปุถุชนธรรมดาได้อย่างไร?"
พระพุทธเจ้ามีชีวิตแห่งดินแดนประจิม ชายชราที่หยอกล้อด่าทออยู่กับจู่เหวินหย่วน
เพียงประโยคเดียว ก็สามารถมองทะลุชีวิตของเฉินอวี้อวิ๋นได้แล้ว
ถูกคำทำนายดวงชะตาเพียงประโยคเดียว กักขังและกำหนดชีวิตไปจนตาย
หลี่กวนอีพลันรู้สึกว่าหลวงจีนเฒ่าเบื้องหน้านี้ไม่ธรรมดา เขากล่าวว่า
"ในเมื่อสิ่งเหล่านี้คือโชคชะตาแต่กำเนิด เช่นนั้นดวงชะตาสามารถหลีกหนีได้หรือไม่?"
หลวงจีนเฒ่าคิดครู่หนึ่ง เขานั่งอยู่ตรงนั้น บนศีรษะมีฝนเทกระหน่ำลงมา เขาใช้แขนเสื้อบดบังเจ้าเหมียว ยื่นมือออกไปเกาใต้คางมันเบาๆ เจ้าเหมียวใช้หัวดันฝ่ามือของเขา ส่งเสียงครางครืดคราด ปรมาจารย์อันดับสามของแผ่นดิน หลวงจีนเฒ่าผู้มีใบหน้าเมตตาอารียิ้มบางๆ พลางกล่าวว่า
"ชะตาข้าลิขิต"
"บุญวาสนาแสวงหาเอง"
ถ้อยคำเหล่านี้ช่างเรียบง่ายแต่ทรงพลังยิ่งนัก
พระพุทธเจ้ามีชีวิตกล่าว "ประสกน้อยรู้หรือไม่ว่าเหตุใดจึงมีผู้มีอำนาจมากมายเลื่อมใสในนิกายของข้า?"
"เพราะข้าบอกพวกเขาว่า ขอความร่ำรวยได้ความร่ำรวย ขอชายหญิงได้ชายหญิง ขออายุยืนได้อายุยืน"
หลี่กวนอีกล่าว "พวกเขาคงจะถูกกักขังอยู่ในระดับแรกกระมัง"
หลวงจีนเฒ่ากล่าว "ใช่แล้ว แต่คำสอนที่แท้จริงก็บอกพวกเขาไปแล้ว พวกเขาไม่แสวงหาเองต่างหาก บุญวาสนาต้องแสวงหาเอง ขอสิ่งใดก็จะได้สิ่งนั้น เดิมทีหลวงจีนเฒ่ากังวลว่าประสกน้อยจะถูกตีกรอบอยู่ในความยากลำบากบางอย่าง แต่เมื่อดูตอนนี้แล้ว กลับกลายเป็นกังวลไปเปล่าๆ เสียแล้ว"
พระพุทธเจ้ามีชีวิตแห่งดินแดนประจิมคิดครู่หนึ่ง เขาอุ้มเจ้าเหมียวไว้ในอ้อมอก จากนั้นก็กล่าวว่า "มาลองดูสักหน่อยเถอะ" เขาตบไหล่เด็กหนุ่มเบาๆ จากนั้นโชควาสนาสีเขียวบนศีรษะของหลี่กวนอีก็พลุ่งพล่านขึ้นมา แล้วเขาก็หิ้วคอเสื้อด้านหลังของหลี่กวนอีขึ้น
หลวงจีนเฒ่าหิ้วเด็กหนุ่มออกมาในคราวเดียว ตวาดว่า
"ออกมา!"
น้ำเสียงดั่งอสนีบาตวสันต์
วางหลี่กวนอีไว้ด้านข้าง
หลี่กวนอีหันขวับไป มองดูโชควาสนาสีเขียวที่ไหลเวียน
ในความเคลิบเคลิ้มนั้น ก็เข้าใจความหมายของหลวงจีนเฒ่า
ออกมาจากดวงชะตาในอดีต
สิ่งที่ดีต่อข้า ข้าก็รับไว้ สิ่งที่ไม่ดีต่อข้า ก็ไสหัวไป
อย่าถูกสิ่งที่เรียกว่าดวงชะตากักขังไว้
หลี่กวนอีพลันรู้สึกว่าคำว่า 'ออกมา' ของพระสงฆ์รูปนี้ ช่างวิเศษสุดจะพรรณนา พลันรู้สึกปลอดโปร่ง อารมณ์ว้าวุ่นที่เกิดขึ้นในใจพร้อมกับการได้รับโชควาสนากลับคืนมาก็สลายหายไปจนสิ้น หลวงจีนเฒ่าตบไหล่เขา พลางกล่าวว่า
"วันนั้นกระบี่เดียวผ่าเชือกขาด แต่ทว่า ประสกน้อย เจ้าสามารถผ่าพันธนาการแห่งโลกโลกีย์ในใต้หล้านี้ได้หรือไม่?"
"วันนั้น เจ้าผ่า [เชือก] เส้นนี้ขาดแล้วจริงๆ หรือ?"
ดวงตาของพระพุทธเจ้ามีชีวิตสงบนิ่งและอ่อนโยน
หลี่กวนอีเงียบงันไปเนิ่นนาน เขาประสานมือคารวะ "ขอบพระคุณผู้อาวุโสขอรับ"
หลวงจีนเฒ่ายิ้มพลางส่ายหน้า เขาก้าวไปข้างหน้าครึ่งก้าว สายฝนโปรยปรายลงมา เขายกนิ้วชี้ไปที่ท้องฟ้า "ดวงชะตา? ก็แค่คำพูดเหลวไหลของบัณฑิตคร่ำครึและจอมเวทเท่านั้น ชะตาของสรรพสัตว์ อยู่ที่การเปลี่ยนแปลง อยู่ที่ตัวของสรรพสัตว์เอง!"
"กายเนื้อ ยังพอมีโชคชะตา"
"กายแห่งคุณธรรมกตัญญู ไฉนจึงไม่อาจเปลี่ยนแปลงสวรรค์ได้?!"
"ดูสิ"
ชายชรายกนิ้วชี้ไปบนฟ้า จากนั้นเมฆฝนก็สลายตัวไป หลี่กวนอีเห็นแสงจันทร์กระจ่างใสบนท้องฟ้า เด็กหนุ่มไม่เคยเห็นแสงจันทร์ที่กระจ่างใสปานนี้มาก่อน มันเงียบสงบและสว่างไสว เขายืนอยู่ตรงนั้น หันกลับไปมอง เห็นหลวงจีนเฒ่าเดินจากไปไกล ด้านหลังมีลูกแมวตัวน้อยยกเท้าขึ้น หนึ่งตัว สองตัว สามตัว...
หนึ่งก้าว สองก้าว
ส่ายไป ส่ายมา
หลวงจีนเฒ่าโค้งตัวลง แขนเสื้อแกว่งไกว จากนั้นหมั่นโถวลูกเล็กๆ หนึ่งลูก สองลูกก็ร่วงหล่นลงมา บนใบหน้ามีรอยยิ้ม เจ้าเหมียวร้องเบาๆ พระจันทร์บนฟ้า พระสงฆ์บนดิน เจ้าเหมียวด้านหลัง หนทางเบื้องหน้า ทุกสิ่งล้วนเป็นธรรมชาติ ไม่มีสิ่งใดขัดหูขัดตาแม้แต่น้อย
ปรมาจารย์อันดับสามของแผ่นดิน
หลี่กวนอีละสายตากลับมา เขามองโชควาสนานั้น พลันใบหน้าก็เผยรอยยิ้มตามอำเภอใจ
จริงด้วย ของสิ่งนี้ ดูเหมือนว่าจะสามารถฝึกฝนเป็นวรยุทธ์ได้
ไม่มีโชควาสนา ข้าก็เดินมาจนถึงทุกวันนี้ เฉินอวี้อวิ๋นมีโชควาสนา ก็ยังล้มลงใต้คมกระบี่ของข้า
ผู้เข้มแข็งย่อมมีโชคเสมอ โชควาสนาดั่งโอรสสวรรค์ มิใช่สิ่งที่ถูกกำหนดไว้ ผู้ที่มีทหารเข้มแข็งม้าแข็งแรงต่างหากจึงจะได้เป็น
เขาชูนิ้วขึ้นสู่ดวงจันทร์บนท้องฟ้า
"ช่างหัวโชคชะตาสิวะ"
เขาหัวเราะลั่น ตัดสินใจที่จะฝึกฝนของสิ่งนี้ให้เป็นวรยุทธ์ ก้าวยาวๆ เดินออกมา การสนทนากับพระชรารูปนี้ ทำให้เวลาล่วงเลยไปมากแล้ว เขารีบก้าวเดินมุ่งหน้าไปยังตระกูลเซวีย บนร่างเปียกปอนไปด้วยน้ำฝน พลันก็ชะงักไปเล็กน้อย
บนท้องฟ้ายังคงมีเมฆฝน สายฝนยังคงโปรยปรายลงมา
บนถนนสีดำ แสงจันทร์สาดส่องลงมาราวกับหยกขาว เป็นตรอกซอกซอยที่แคบและอึดอัด
หยาดฝนหยดติ๋งๆ
ภายใต้แสงจันทร์ เด็กสาวผมเงินกางร่ม ยืนอยู่ตรงนั้น รอคอยเขาอย่างเงียบๆ