เฉินอวี้อวิ๋น
บุตรชายนอกสมรสของจักรพรรดิเฉิน
คือผู้ที่ขโมยโชคชะตาของเขาไป
หลี่กวนอีมีสีหน้าสงบนิ่ง ข่มความพลุ่งพล่านของพลังปราณและจิตวิญญาณเอาไว้ เขา เยี่ยปู้อี๋ โจวหลิวอิ๋ง และคนอื่นๆ ล้วนเห็นองครักษ์วังหลวงกลุ่มนั้นกำลังห้อมล้อมคนผู้หนึ่งเดินเข้ามา เด็กหนุ่มผู้นั้นอายุราวสิบสี่สิบห้าปี หน้าตาหล่อเหลาหมดจด คิ้วเรียวยาว ดวงตากลมโต โครงหน้าชัดเจน
ประหนึ่งว่ามีกลิ่นอายความเฉียบขาดอันสง่างามแผ่ซ่านอยู่ทั่วร่าง
คนผู้นั้นก็สังเกตเห็นหลี่กวนอีในทันทีเช่นกัน หลังจากเอ่ยถามคนซ้ายขวาจนรู้ฐานะสารวัตรวังหลวงของที่นี่แล้ว เด็กหนุ่มก็ก้าวยาวๆ ตรงเข้ามา ชุดเกราะขององครักษ์วังหลวงเป็นสีน้ำตาลเข้ม สีสันเรียบง่าย ไม่อาจเทียบกับความหรูหราน่าเกรงขามของสารวัตรวังหลวงได้เลย
เขายิ้มออกมา ยามที่ยิ้ม รูม่านตาขวาจะปรากฏสีเทาขาวเล็กๆ ขึ้นมาจุดหนึ่ง
"วีรบุรุษสารวัตรวังหลวงนี่เอง"
"อายุยังน้อยแถมยังเลือดร้อน แต่กลับสร้างความลำบากให้ฝ่าบาทไม่น้อยเลย"
ประโยคที่สองของเขาก็แฝงแววหาเรื่องเสียแล้ว เขายื่นมือออกไป คล้ายตั้งใจจะประลองกำลังกับหลี่กวนอีพลางพูดกลั้วหัวเราะ "ได้ยินว่าเจ้าก็มีความคิดจะเข้าร่วมการประลองด้วย ดูท่าคงตั้งใจจะสร้างชื่อเสียงให้แคว้นเฉินของเราสินะ"
ผู้ฝึกยุทธ์มักจะประลองกำลังกันด้วยการจับมือ หลี่กวนอีเงยหน้าขึ้น ยื่นมือออกไปอย่างเย็นชา
เป็นไปตามคาด มือของเฉินอวี้อวิ๋นปะทุพลังอันมหาศาลออกมาในทันที หมายจะสั่งสอนสารวัตรวังหลวงให้รู้สำนึก ทว่าจู่ๆ เขากลับพบว่าพลังของตนที่ไหลทะลักเข้าสู่ร่างของเด็กหนุ่ม กลับจมหายไปราวกับโคลนถลำลงทะเล ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองแม้แต่น้อย
วินาทีต่อมา พลังอันยิ่งใหญ่ก็ปะทุขึ้น
ใบหน้าของเฉินอวี้อวิ๋นแข็งค้าง ร่างกายถูกกระชากให้ขยับตาม
หลี่กวนอียกเท้าขึ้น เตะสวนออกไปตรงๆ เข้าที่เอวด้านข้างของเฉินอวี้อวิ๋น
ชุดเกราะส่งเสียงดังลั่น ร่างของเฉินอวี้อวิ๋นหมุนคว้างกลางอากาศ หลบหลีกพลังส่วนใหญ่ของลูกเตะนี้ไปได้ ท่าร่างและการพลิกแพลงเช่นนี้ไม่ใช่วิชาหรือกระบวนท่าของสำนักพิชัยสงคราม เห็นได้ชัดว่าเป็นวิชาลับแห่งยุทธภพ เฉินอวี้อวิ๋นยิ้มบางๆ พลางกล่าว "ที่แท้ วีรบุรุษสารวัตรวังหลวงก็มีฝีมือแค่นี้..."
เพียะ!!!
เสียงดังกังวานทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของเหล่าองครักษ์แข็งค้าง
โจวหลิวอิ๋งแทบจะสบถด่าออกมา แต่กลับหัวเราะลั่นในทันใด ท่าร่างของเฉินอวี้อวิ๋นนั้นปราดเปรียวมาก เขาลอยตัวขึ้นเล็กน้อย ทว่ามือขวาของหลี่กวนอีกลับยกขึ้นมา ง้างออก แล้วตบเข้าที่ใบหน้าของเฉินอวี้อวิ๋นอย่างจัง
พลังระเบิดจากเอ็นมังกรไขกระดูกพยัคฆ์สำแดงออกมาจนถึงขีดสุด
แทบจะมองเห็นร่างของเฉินอวี้อวิ๋นกระเด็นลอยไปกลางอากาศ แล้วกระแทกเข้ากับภูเขาจำลองด้านข้าง ท่ามกลางความเงียบงัน เฉินอวี้อวิ๋นที่เพิ่งจะแสดงท่าทีสงบเยือกเย็นและดูใจเย็นเมื่อครู่ ก็คลานออกมาจากกองเศษหิน หมวกเกราะร่วงหล่นบนพื้น ใบหน้าแดงก่ำ ดวงตาแทบจะพ่นไฟออกมา
ฝ่ามือนี้พลังทำลายล้างไม่ถือว่ามากนัก
แต่สำหรับเด็กหนุ่มอายุสิบสี่สิบห้าปีแล้ว พลังทำลายล้างทางจิตใจของฝ่ามือนี้ถือว่ามหาศาล
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อโจวหลิวอิ๋งยังให้ความร่วมมือด้วยการหัวเราะเยาะอย่างสะใจ
สีหน้าของเฉินอวี้อวิ๋นบิดเบี้ยวเล็กน้อย เขากำกระบี่แน่น แทบจะกัดฟันพูด "ข้าจะฆ่าเจ้า!" เหล่าองครักษ์ต่างก้าวไปข้างหน้าพร้อมกัน ส่วนโจวหลิวอิ๋งและเยี่ยปู้อี๋ก็ยกอาวุธขึ้นมาในเวลาเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายต่างพุ่งไปข้างหน้า ดูราวกับจะปะทะกันได้ทุกเมื่อ
หลี่กวนอีหลุบตาลง เขาสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของกลิ่นอายบางอย่าง
กระถางสัมฤทธิ์กำลังส่งเสียงก้องกังวานอย่างรุนแรง
จากบนร่างของเฉินอวี้อวิ๋นผู้นั้น ดูเหมือนจะมีการเชื่อมโยงพิเศษบางอย่าง จากนั้น โชคชะตาบริสุทธิ์ก็หลั่งไหลมารวมกันที่หลี่กวนอีราวกับสายน้ำ ปราศจากความลังเล และไม่จำเป็นต้องใช้วิชาลับหรือวิธีการใดๆ โชคชะตาก็เปรียบเสมือนสายน้ำ ธรรมชาติของมันก็ควรจะเป็นเช่นนี้อยู่แล้ว
มันสมควรที่จะไหลทะลักเข้าสู่ร่างกายของหลี่กวนอี
กระถางสัมฤทธิ์ส่งเสียงหึ่งๆ ดูดซับโชคชะตาสายนี้ที่มาจากเฉินอวี้อวิ๋นเข้าไปอย่างเป็นธรรมชาติและมหาศาล หลี่กวนอีหลุบตาลง ดูเหมือนเขาจะพอเข้าใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น...
โชคชะตา ไหลย้อนกลับมางั้นหรือ?!
หลี่กวนอีเปิดใช้วิชาดูโชคชะตา
สิ่งที่เรียกว่ากลิ่นอายแห่งจักรพรรดิคือการที่วิถีมนุษย์ให้ความสำคัญกับสีคราม และวิถีสวรรค์ก็โปรดปรานสีคราม ทว่าโชคชะตาของเฉินอวี้อวิ๋นในยามนี้กลับเป็นสีครามบริสุทธิ์ผืนใหญ่ สว่างไสวกว้างใหญ่ราวกับปราณบริสุทธิ์แห่งผืนฟ้า ทว่าท่ามกลางสีครามผืนใหญ่นี้ กลับมีสีม่วงบริสุทธิ์จุดหนึ่งปรากฏอยู่ ประหนึ่งดวงตะวันสาดแสงกลางนภา
ปราณสีครามอมม่วง คือสิ่งที่ล้ำค่าที่สุดในวิถีมนุษย์
ดูเหมือนว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา แม้จักรพรรดิเฉินผู้นี้จะไม่ได้ยอมรับเฉินอวี้อวิ๋นอย่างเปิดเผย แต่ก็ให้ความช่วยเหลืออย่างมหาศาล หากหลี่กวนอีไม่มีวิชาดูโชคชะตาที่ท่านปู่ซือมิ่งถ่ายทอดให้โดยตรง รวมทั้งความช่วยเหลือจากปราณของกระถางสัมฤทธิ์ ก็อาจไม่สามารถมองเห็นปราณสีม่วงเล็กๆ ที่กำลังจะผลัดเปลี่ยนร่างท่ามกลางโชคชะตาสีครามบริสุทธิ์นี้ได้
และตอนนี้ เมื่อเฉินอวี้อวิ๋นและหลี่กวนอีเข้ามาใกล้กัน
ดวงชะตาที่เดิมทีแผ่ขยายอย่างยิ่งใหญ่และมั่งคั่งถึงขีดสุดนี้กลับสั่นคลอนขึ้นมาทันที จากนั้นก็ราวกับจานรองกระถางและกระถางมาบรรจบกัน น้ำที่จานรองกระถางบรรจุไว้ ย่อมตกลงมาจากกระถาง และท้ายที่สุดก็ต้องกลับคืนสู่กระถาง
โครงสร้างชะตากรรมก็เป็นเช่นนี้เอง
โชคชะตานี้ไหลบ่าเข้ามาอย่างมหาศาล ปราณโชคชะตาในกระถางสัมฤทธิ์ของหลี่กวนอีสูบฉีดราวกับแม่น้ำ ปราณสูงศักดิ์สีครามที่หลั่งไหลเข้ามาถูกกลืนกินจนหมดสิ้น เฉินอวี้อวิ๋นจ้องมองหลี่กวนอีเขม็ง ไม่รู้ว่าทำไม ก่อนที่จะได้พบกับสารวัตรวังหลวงหนุ่มผู้นี้ เขาเคยคิดอยากจะผูกมิตรกับสารวัตรวังหลวงผู้นี้ให้ดีแท้ๆ
เขาคือมหาจักรพรรดิที่ถูกกำหนดไว้แล้ว!
จะเป็นกษัตริย์ผู้ปราดเปรื่องและทรงคุณธรรม ผู้เบิกทางสู่ยุคทองอันยิ่งใหญ่
แต่หลังจากพบหลี่กวนอี ในใจกลับเกิดความรู้สึกหวาดกลัวและโกรธแค้นขึ้นมา ท้ายที่สุดความหวาดกลัวนี้ก็พุ่งถึงขีดสุด กลายเป็นจิตสังหารอันรุนแรงตามสัญชาตญาณที่ปรารถนาจะให้คนตรงหน้าหายไปตลอดกาล
ภายใต้ความรู้สึกที่แทบจะเรียกได้ว่าเป็นสัญชาตญาณเช่นนี้
ประสบการณ์ คำตักเตือน และคำสอนตลอดหลายปีที่ผ่านมา ล้วนเลือนหายไปราวกับควันบางเบา
ดวงตาสีแดงฉานของเขาจ้องมองเด็กหนุ่มฝั่งนั้น จู่ๆ ก็มีเสียงราบเรียบดังขึ้น "หยุดมือ"
ร่างของเฉินอวี้อวิ๋นชะงักงันไปชั่วขณะ เขาหอบหายใจหนักหน่วง ความโกรธแค้นถูกเก็บงำลง เขาเก็บกระบี่เข้าฝัก จากนั้นก็หันกลับไปทำความเคารพพลางกล่าว "ท่านอาจารย์..." มือของหลี่กวนอีผละออกจากอาวุธ มองดูผู้มาเยือน
สวมชุดผ้าฝ้ายธรรมดา ทว่าท่วงท่าสง่างาม มีกลิ่นอายสูงศักดิ์อยู่ในตัว
อายุขัยดูราวสี่สิบกว่าปี เดินทอดน่องอย่างเรียบง่าย ทว่ากลับมีกลิ่นอายดุจขุนเขากดทับเข้ามา หลี่กวนอีสัมผัสได้ถึงพลังอำนาจอันแจ่มชัด นั่นคือแรงกดดันที่มาจากผู้ฝึกยุทธ์ระดับแนวหน้า
เยี่ยปู้อี๋กล่าว "ปรมาจารย์อันดับหกแห่งใต้หล้า"
"ผู้ควบคุมสรรพาวุธ ชวีไจ่ซื่อ"
ปรมาจารย์อันดับหก...
หลี่กวนอีนึกถึงคำพูดของท่านปู่เฉินเฉิงปี้ จึงเอ่ยถาม
"อยู่ระดับใดหรือ?"
เยี่ยปู้อี๋ตอบ "ระดับสุดยอดแห่งใต้หล้า สามารถควบคุมศาสตราวุธวิเศษและศาสตราคมได้ทุกชนิด ส่วนระดับที่แน่ชัด มีเพียงคนในระดับเดียวกับพวกเขาเท่านั้นที่รู้กันเอง ได้ยินมาว่าเขาควบคุมอาวุธทุกชนิดได้ถึงขีดสุด หากจับกระบี่ก็คือมือกระบี่อันดับหนึ่งแห่งใต้หล้า หากถือทวนก็คือขุนพลไร้เทียมทาน"
ชวีไจ่ซื่อมองรอยฝ่ามือบนใบหน้าศิษย์ของตนด้วยสายตาเรียบเฉย แล้วมองหลี่กวนอี
"อารมณ์ร้ายไม่เบา"
โจวหลิวอิ๋งเอ่ย "ผู้อาวุโส จะพูดเช่นนี้ไม่ได้นะขอรับ เป็นเจ้าเด็กนี่ที่เข้ามาหาเรื่องพวกเราก่อน"
"ทำไม ศิษย์ของปรมาจารย์ก็ไม่ต้องมีเหตุผลอย่างนั้นหรือ?"
ชวีไจ่ซื่อพยักหน้า "พูดได้ดี"
"แต่ทว่า ศิษย์ของปรมาจารย์ ก็คือผู้ที่ไม่ต้องมีเหตุผล!"
จู่ๆ เขาก็ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว พลังอำนาจอันยิ่งใหญ่กลายสภาพเป็นท้องทะเล หมายจะซัดกระหน่ำลงมา หลี่กวนอีกำกระบี่แน่น ทว่าในจังหวะที่ปรมาจารย์ผู้นี้กำลังจะลงมือ จู่ๆ ก็มีเสียงหัวเราะลั่นดังขึ้น เสียงหัวเราะในตอนแรกยังอยู่ทางทิศของประตูจูเชวี่ยซึ่งเป็นประตูวัง แต่ประโยคต่อมากลับดังมาจากระยะร้อยเมตรในพริบตา
คนผู้นี้ดูราวกับพุ่งผ่านพระราชวังทั้งหลังไปในชั่วพริบตา
"ฮ่าๆๆๆ ชวีไจ่ซื่อ เจ้าเฒ่า ในที่สุดเจ้าก็มาเสียที"
"มารังแกเด็กน้อยมันใช้ได้ที่ไหนกัน?"
มือของชวีไจ่ซื่อแทบจะฟาดลงบนร่างของหลี่กวนอีและพวกอยู่แล้ว แต่กลับถูกมืออีกข้างหนึ่งคว้าเอาไว้โดยตรง เฉินเฉิงปี้ในชุดผู้ฝึกยุทธ์ยืนอยู่ด้านหลังหลี่กวนอีและเยี่ยปู้อี๋ เอ่ยอย่างตื่นเต้น "ข้ารอเจ้ามาตั้งนานแล้ว ฮ่าๆๆ เจ้ามาแล้ว คันไม้คันมือหรือไง?"
เขาขยิบตาให้หลี่กวนอี แล้วมองชวีไจ่ซื่อ พลางพูดเสียงดังฟังชัด
"อย่าไปสนใจเด็กพวกนี้เลย ข้าจะเล่นเป็นเพื่อนเจ้าเอง!"
"มา รับกระบวนท่าของข้า ฝ่ามือคุนหลุน งูขาวแดนหิมะเกรี้ยวกราดเทียมฟ้า!"
ร่างของเฉินเฉิงปี้ก้าวไปข้างหน้าในพริบตา จากนั้นก็ซัดฝ่ามือออกไป พลังปราณหมุนวนราวกับเกลียวคลื่น เห็นได้ชัดว่าเป็นทิศทางการเปลี่ยนแปลงของพลังปราณที่เคยพูดถึงตอนนั่งคุยเล่นน้ำกับหลี่กวนอีในวันนั้น ซึ่งมีกลิ่นอายของคลื่นม้วนตัวอยู่ถึงสามสี่ส่วน
ชวีไจ่ซื่อขมวดคิ้ว เอ่ยว่า "เฉินเฉิงปี้"
"ข้าไม่มีอารมณ์จะเล่นกับเจ้า"
เฉินเฉิงปี้หัวเราะลั่น "เจ้าไม่มีอารมณ์เล่นกับข้า แต่ข้ามีก็พอแล้ว!"
เขาพูดพลางซัดออกไปหนึ่งกระบวนท่า ชวีไจ่ซื่อเป็นถึงปรมาจารย์ แต่ท่านปู่ใหญ่ตรงหน้าผู้นี้สมัยหนุ่มๆ ก็เป็นอัจฉริยะเลื่องชื่อของคฤหาสน์พิทักษ์แคว้น มีพลังฝึกปรือเกือบร้อยปี แถมยังเป็นวิชาพรหมจรรย์หยางบริสุทธิ์ เขาจึงไม่อาจประมาทได้ ร่างของเขาวูบไหว พริบตาต่อมาร่างของพวกเขาก็หายไปจากสายตาของทุกคน
มีเพียงทิศทางที่ห่างไกลออกไปสุดกู่เท่านั้น ที่มีเสียงดังกึกก้องราวกับฟ้าร้องอู้ๆ ดังแว่วมาเป็นระลอก
พร้อมกับเสียงหัวเราะลั่นของเฉินเฉิงปี้ และเสียงเย็นชาของชวีไจ่ซื่อ
"ในเมื่ออยากจะสู้ ข้าก็จะเล่นเป็นเพื่อนเจ้าสักหน่อย!"
ทันใดนั้น แรงสั่นสะเทือนอันรุนแรงก็แทบจะก่อให้เกิดพายุพัดกระหน่ำ กวาดล้างเมฆบนท้องฟ้าจนราบคาบ ทั้งสองต่อสู้กันพลางเคลื่อนที่ไปพลาง ไม่รู้ว่าไปถึงไหนแล้ว โจวหลิวอิ๋งมองดูความเคลื่อนไหวบนท้องฟ้าพลางเดาะลิ้น เอ่ยว่า "รู้แค่ว่าปรมาจารย์แห่งใต้หล้านั้นแข็งแกร่ง แต่ไม่นึกว่าจะถึงขั้นนี้..."
"แต่ว่า ท่านปู่เฉินปกติก็เอาแต่หัวเราะร่าเริง"
"ยังแข็งแกร่งขนาดนี้เลยหรือ?"
โจวหลิวอิ๋งอดอิจฉาไม่ได้ เอ่ยว่า "คราวหน้าข้าเอาสุราดีๆ ไปให้เขา เขาจะยอมสอนวิชาดีๆ ให้ข้าสักหน่อยได้ไหมนะ?"
"ระดับวิถียุทธ์แบบนี้ ข้าเรียนแค่สองสามกระบวนท่าก็พอแล้ว"
เยี่ยปู้อี๋เองก็อิจฉาเช่นกัน แต่เขายังคงใจเย็น เอ่ยขึ้นก่อนว่า
"ผู้ไร้เทียมทานแห่งใต้หล้า นับรวมๆ แล้วก็มีแค่หยิบมือเดียว สมัยหนุ่มๆ ท่านปู่เฉินก็เป็นขาประจำบนทำเนียบจอมยุทธ์เลื่องชื่อ เพียงแต่ตอนหลังกลับมาอยู่ในวัง ไม่ได้ท่องยุทธภพแล้ว วิชาฝีมือของเขาแกร่งกล้าแค่ไหน ใครจะรู้ล่ะ?"
"แม้ย่อมไม่อาจเทียบกับห้าปรมาจารย์ใหญ่ที่มีกระบี่คลั่งเป็นผู้นำได้แน่ แต่หากเทียบกับอันดับหกผู้นี้ ต่อให้สู้ไม่ได้ ก็คงไม่พ่ายแพ้ในเร็ววันหรอก"
"แต่นี่ก็เป็นเพราะท่านปู่เฉินมีพรสวรรค์ไร้ผู้ทัดเทียม ทั้งยังฝึกฝนอย่างหนักหน่วงทุกวัน และยังรักษาพรหมจรรย์หยางบริสุทธิ์ของร่างกายนี้ไว้ไม่ให้ถูกทำลายด้วย"
"คนบนโลกมีตั้งเท่าไหร่ จะมีสักกี่คนที่มีวิชาฝีมือเหมือนพวกเขา?"
"และถึงแม้จะเป็นวิชาฝีมือของพวกเขา หากต้องเผชิญหน้ากับกองทัพใหญ่ที่นำโดยขุนพลชื่อดังในทำเนียบขุนพลเทพ ก็ยังทำอะไรไม่ได้อยู่ดี กองทัพและค่ายกลสงครามต่างหากที่เป็นแกนหลักของยุคสมัยนี้ ผู้ฝึกยุทธ์ระดับแนวหน้าอาจไปมาไร้ร่องรอย แต่ก็ไม่อาจขวางกองทัพนับแสนได้หรอก!"
ดังนั้นความอิจฉาบนใบหน้าของโจวหลิวอิ๋งจึงค่อยๆ จางหายไป เขาเกาหัวพลางเอ่ย
"นั่นสิ ถ้าข้าต้องไม่แต่งงาน ไม่มีลูกไปตลอดชีวิต"
"ท่านพ่อข้าคงเฆี่ยนข้าตายแน่ๆ"
"ช่างเถอะๆ วิชายุทธ์ฝึกยากขนาดนี้ ข้าไปเรียนวิชาของสำนักพิชัยสงครามดีกว่า" เยี่ยปู้อี๋รักษาสภาพจิตใจของเพื่อนเอาไว้ได้ จากนั้นก็มองเห็นหลี่กวนอีและเฉินอวี้อวิ๋นทางฝั่งนั้น เฉินอวี้อวิ๋นสงบสติอารมณ์ลงแล้ว เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมพอเผชิญหน้ากับหลี่กวนอีทีไร เขาถึงได้สูญเสียความเยือกเย็นไปทุกที
เขาเอ่ยเสียงเย็น "ดี หลี่กวนอี เจ้าก็จะเข้าร่วมการประลองในพิธีบวงสรวงใหญ่ด้วยสินะ"
"ถึงตอนนั้นค่อยมาตัดสินกัน!"
พวกเขาจากไปแล้ว แววตาของหลี่กวนอีเย็นชา ในตอนนั้นเอง กระถางสัมฤทธิ์ก็ส่งเสียงร้องคำรามอย่างรุนแรง หลี่กวนอียื่นมือออกไป แต่สุดท้ายก็หดกลับมา ส่วนโชคชะตาในกระถางสัมฤทธิ์นั้นก็ไหลบ่าราวกับแม่น้ำ
ดวงตาทั้งคู่ของหลี่กวนอีจับจ้องไปยังเฉินอวี้อวิ๋นทางฝั่งนั้น
โชคชะตาของอีกฝ่ายตกมาอยู่ที่หลี่กวนอีแล้ว แต่ทว่าเมื่อยืนอยู่ในพระราชวังแห่งนี้
โชคชะตาบนศีรษะของเขากลับเริ่มฟื้นฟูขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
ดูเหมือนว่าจะได้รับการชดเชยจากราชวงศ์แห่งแคว้นเฉินนี้ อย่างไรเสียก็เป็นแผ่นดินของประเทศหนึ่ง อาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลนับหมื่นลี้ โชคชะตายิ่งใหญ่ไพศาล ไม่ใช่สิ่งที่จะสูญเสียไปได้ง่ายๆ
สำหรับประเทศหนึ่ง ประเทศมหาอำนาจที่เพิ่งจะปล้นชิงดินแดนประจิมสามร้อยลี้มาได้ โชคชะตากำลังรุ่งโรจน์ถึงขีดสุด แม้จะเป็นเพียงโชคชะตาเพียงน้อยนิดที่ดูไร้ค่า ก็เพียงพอที่จะทรงพลังมหาศาลแล้ว และการเปลี่ยนแปลงของโชคชะตาในตอนนี้ ก็มีสาเหตุมาจากการที่จักรพรรดิเฉินขโมยดวงชะตาและโชคชะตาของหลี่กวนอีไป ทุกสิ่งล้วนมีเหตุมีผลเกี่ยวเนื่องกัน ช่างลึกล้ำสุดจะพรรณนาจริงๆ
หลี่กวนอีหลุบตาลง มองเห็นโชคชะตาภายในกระถางสัมฤทธิ์
เต็มเปี่ยมจนล้นปรี่
หลี่กวนอีครุ่นคิด เฉินอวี้อวิ๋นขโมยโชคชะตาของเขาไป กลับทำให้เกิดความเชื่อมโยงบางอย่างกับตัวเขา เหมือนดั่งน้ำในจานรอง ในท้ายที่สุดก็ต้องกลับคืนสู่กระถาง เขาพ่นลมหายใจออกมายาวๆ สีหน้ายังคงสงบนิ่ง บอกลาคนอื่นๆ แล้วกลับเข้าไปในห้องเก็บเอกสาร
ส่วนเฉินอวี้อวิ๋นก็ถอดชุดเกราะออก แล้วกลับไปยังที่พักของตน
ชวีไจ่ซื่อเองก็กลับมาอย่างรวดเร็ว ปรมาจารย์อันดับหกแห่งใต้หล้าผู้นี้ยังคงมีท่วงท่าสง่างามน่าเกรงขาม สีหน้าเรียบเฉย การต่อสู้ที่สั่นสะเทือนสวรรค์เมื่อครู่ เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้เสียเปรียบเลย เมื่อพบเฉินอวี้อวิ๋น เขาเพียงแต่เอ่ยถาม "เหตุใดเมื่อครู่จึงเสียกิริยา?"
เฉินอวี้อวิ๋นกัดฟันตอบ
"ข้าไม่รู้ เพียแค่เห็นเขา ก็รู้สึกอึดอัดหงุดหงิดในใจ"
ชวีไจ่ซื่อกล่าว "เจ้าคือโอรสแห่งโอรสสวรรค์ ก็คือโอรสสวรรค์ในอนาคต"
"บิดาของเจ้าใช้ของวิเศษไร้เทียมทานมาเชิญข้าให้มาชี้แนะเจ้า แต่เจ้ากลับไม่สามารถควบคุมแม้แต่กลิ่นอายของตัวเองได้ หากเป็นเช่นนี้ ก่อนถึงพิธีบวงสรวงใหญ่ เจ้าไม่มีทางก้าวเข้าสู่ระดับที่สามได้แน่ หลานชายของเซียนกระบี่จะต้องทำลายเจ้าได้เป็นแน่!"
เฉินอวี้อวิ๋นพรูลมหายใจออกมายาวๆ เอ่ยว่า "ตกลง..."
เขาสงบสติอารมณ์ลง เอ่ยว่า "ตกลง ข้าคือกษัตริย์แห่งโชคชะตา ข้าย่อมต้องชนะ"
เขากำหยกวิเศษเม็ดนั้นไว้ ทาบลงบนหน้าอก ตอกย้ำกับตัวเองว่า
"ตัวข้าก็คือดวงชะตาชีซาจั่วมิ่งอยู่แล้ว"
"ท่านพ่อยังอุตส่าห์หาดวงชะตาสูงศักดิ์และมั่งคั่งที่สุดในวิชาดวงดาวจื่อเวยมาให้ข้า จื่อเวยและเทียนฝู่อยู่ในตำแหน่งเดียวกัน สองสิ่งหลอมรวมเป็นหนึ่ง กลายเป็นจื่อฝู่ รอบด้านยังมีเหวินชวี่เหวินชางและจั่วฝู่โย่วปี้คอยเกื้อหนุน"
"จื่อฝู่ถงกง ซื่อลู่ว่านจง ชีซาจั่วมิ่ง กุมอำนาจทหาร!"
"ข้าสมควรที่จะมั่งมีศรีสุขและสูงศักดิ์อยู่แล้ว!"
ชวีไจ่ซื่อกล่าว "แต่ในดวงชะตาของเจ้ายังมีอีกสิ่งหนึ่ง"
เขาเน้นทีละคำ
"ดวงชะตาของเจ้ามีสิ่งชั่วร้าย เว้นแต่จะเปลี่ยน [ความชั่วร้าย] ให้เป็น [อำนาจ] มิฉะนั้นดวงชะตาของเจ้าจะต้องพังพินาศแน่"
เฉินอวี้อวิ๋นกล่าว "ข้าจะไม่มีวันแพ้!"
เขาเอ่ย "ข้าจะกลายเป็นมหาราชองค์ใหม่!"
เฉินอวี้อวิ๋นกุมกระบี่ เอ่ยว่า
"ใต้หล้ากว้างใหญ่ไพศาล สายตาของข้าจะไม่หยุดอยู่แค่ที่เมืองเจียงโจวของแคว้นเฉินแห่งนี้ ภายนอกแคว้นเฉินนี้ ยังมียุทธภพที่ยิ่งใหญ่เพียงนี้ มีดินแดนประจิม มีเหล่าวีรบุรุษนอกด่าน มีทุ่งหญ้าของทูเจวี๋ย และยังมีจงหยวนของแคว้นอิ้ง และยังมี จงโจว ผู้เป็นเจ้านายแห่งใต้หล้าในนามอีกด้วย!"
"หลี่กวนอี ก็เป็นแค่หินรองเท้าของข้าเท่านั้น!"
"วันหน้าเมื่อข้าขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุด ใครจะไปรู้ว่าเขาคือใคร?"
"ข้าจะเป็นที่หนึ่งในใต้หล้า จะก้าวข้ามทุกคน เป็นลูกชายที่ท่านพ่อภาคภูมิใจ ข้าจะขึ้นครองบัลลังก์จักรพรรดิ ข้าจะจารึกชื่อไว้ในประวัติศาสตร์ ได้ยินว่าตระกูลเซวียมีหลานสาวคนหนึ่ง มีดวงชะตาสูงศักดิ์และมั่งคั่งยิ่งนัก ได้ยินว่าจะได้แต่งงานกับวีรบุรุษแห่งใต้หล้า สูงศักดิ์เกินพรรณนา"
"นางจะต้องมาเป็นหนึ่งในภรรยาของข้าแน่!"
ก้นบึ้งดวงตาของเฉินอวี้อวิ๋นเต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน
ชวีไจ่ซื่อไม่ค่อยชอบศิษย์ในนามผู้นี้นัก
วาสนาปาฏิหาริย์ทั้งหมดของเฉินอวี้อวิ๋น ล้วนเป็นสิ่งที่จักรพรรดิจัดเตรียมไว้ให้ และปรมาจารย์อันดับหกผู้นี้ ก็สามารถมองเห็นความปรารถนาในการครอบครองที่เรียกได้ว่าเก็บกดและบ้าคลั่งจากแววตาของเขา ดูเหมือนเป็นเพราะสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไป เขาจึงกระหายที่จะครอบครองทุกสิ่ง ทว่าเขารู้ดีว่า ต่อให้เฉินอวี้อวิ๋นได้เป็นจักรพรรดิ ก็ไม่มีทางได้แต่งงานกับคนของตระกูลเซวีย
สิ่งที่จักรพรรดิต้องการคือการจารึกชื่อไว้ในประวัติศาสตร์ เป็นกษัตริย์ผู้ทรงธรรมและปรีชาญาณ
ภรรยาของเขาก็คือคนตระกูลเซวีย คนรุ่นหลังของเขาก็แต่งงานกับคนตระกูลเซวียเช่นกัน
นี่จะทิ้งรอยด่างพร้อยไว้ให้เขา แม้เพียงนิดเดียว เขาก็จะเช็ดให้สะอาด
ชวีไจ่ซื่อมองเฉินอวี้อวิ๋น แววตาแฝงความดูแคลน
เด็กหนุ่มผู้นี้ราวกับคนที่ถูกตัณหาครอบงำ โลภมาก มีความปรารถนาในการครอบครองที่รุนแรง และมีความรู้สึกไม่มั่นคงอย่างสุดซึ้ง แทนที่จะเรียกว่าองค์ชาย กลับเหมือนหัวขโมยที่มีนิสัยบิดเบี้ยวซึ่งเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ถูกกดขี่อย่างหนักเสียมากกว่า
ปรมาจารย์แห่งใต้หล้าล้วนมีนิสัยเย่อหยิ่ง ชวีไจ่ซื่อไม่ยอมรับคนผู้นี้
เขาไม่คู่ควรที่จะเป็นศิษย์ของตน การสอนวิชายุทธ์ให้เขา ก็เป็นเพียงแค่การแลกเปลี่ยนเท่านั้น
ทันใดนั้น เฉินอวี้อวิ๋นก็ดีใจอย่างกะทันหัน "หืม?!"
"จู่ๆ โชคชะตาของข้าก็เคลื่อนไหว!"
"ตั้งแต่โบราณกาล โชคชะตาก็เหมือนสายน้ำ หากเคลื่อนไหวก็แปลว่าจะมีวาสนาครั้งใหญ่ ท่านอาจารย์ พิธีบวงสรวงใหญ่ครั้งนี้ ข้าจะต้องเป็นที่หนึ่งแน่"
สารวัตรวังหลวง · ภายในห้องเก็บเอกสาร
จิตใจของหลี่กวนอีเคาะกระถางสัมฤทธิ์ ภายในกระถางเต็มเปี่ยมไปด้วยโชคชะตา
สีครามบริสุทธิ์ยิ่งนัก
และในท่ามกลางสีครามบริสุทธิ์นั้น
ในที่สุดก็ปรากฏสีม่วงสายหนึ่งที่เปรียบเสมือนความสูงศักดิ์ที่สุดในใต้หล้าขึ้นมา
หลี่กวนอีเคาะสิ่งนี้เบาๆ ครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วเอียงกระถางสัมฤทธิ์เล็กน้อย โชคชะตาสายนี้ร่วงหล่นลงมา ปราณสีม่วงกว้างใหญ่ไพศาล ภายในแฝงไปด้วยบางสิ่งและความรู้สึกบางอย่างที่จางๆ และไม่อาจอธิบายได้ ล่องลอยหมุนวน สูงศักดิ์หาใดเปรียบ...
วินาทีที่ปราณสีม่วงแห่งโชคชะตาร่วงหล่นเข้าสู่ร่างกายของหลี่กวนอี
"เคล็ดวิชาเทวะหกความว่างเปล่าสี่บรรจบ" ที่เดิมทีก็ฝึกฝนได้ตามปกติจู่ๆ ก็สั่นสะเทือน
เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ราวกับวันที่หลี่กวนอีโยนม้วนตำราของโหวจงอวี้เข้าไปในกองไฟ จนเผยให้เห็นร่างที่แท้จริงของม้วนตำราเล่มนั้น ในยามนี้ "เคล็ดวิชาเทวะหกความว่างเปล่าสี่บรรจบ" ในร่างของหลี่กวนอีก็เริ่มเข้าสู่วิถีการโคจรแบบใหม่เช่นกัน
และในเสี้ยววินาทีนั้น หลี่กวนอีก็ตระหนักได้ทันทีว่าสิ่งนี้คืออะไร
ปราณม่วงแห่งองค์จักรพรรดิ!
"เคล็ดวิชาเทวะหกความว่างเปล่าสี่บรรจบ" มีปฏิกิริยา
ของสิ่งนี้ คือเคล็ดวิชาแท้จริงแห่งจักรพรรดิของแคว้นเฉินงั้นหรือ?!
บ้าเอ๊ย ท่านปู่ ท่านถ่ายทอดอะไรให้ข้ากันแน่เนี่ย?!
ท่านไม่กลัวพ่อท่านถีบฝาโลงปีนออกมาหรือไง?
หลี่กวนอีหนังหัวชาหนึบ สัมผัสได้ว่าเคล็ดวิชาในร่างเริ่มหลอมรวมเข้ากับปราณสีม่วงโดยตรง
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
หน้าต่างถูกเคาะ เสียงร่าเริงของเฉินเฉิงปี้ก็ดังแว่วมา
"เจ้าหนู เจ้ากำลังทำอะไรอยู่?"
"หืม?!!!"