"เสี่ยวเฝิง คุณอยู่ที่โรงงานของเรามาวันกว่าๆ แล้ว วันนี้ก็ไปเดินดูในโรงงานมาค่อนวัน คุณมีความคิดเห็นยังไงกับโรงงานเราบ้าง?"
อวี๋ฉุนอันไม่ได้ตอบคำถามที่เฝิงเซี่ยวเฉินถามก่อนหน้านี้ แต่กลับถามถึงความประทับใจที่เฝิงเซี่ยวเฉินมีต่อโรงงานซินหมินก่อน
เฝิงเซี่ยวเฉินคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบว่า "ดูเหมือนจะขาดความมีชีวิตชีวาไปหน่อยนะครับ"
"เฉียบ!" อวี๋ฉุนอันเอ่ยชม "ใช่เลย ขาดความมีชีวิตชีวา เริ่มตั้งแต่ผอ.เฮ่อ ไปจนถึงผอ.ไต้ แล้วก็หัวหน้าแผนกเถา รวมถึงหัวหน้าเวิร์กชอปข้างล่าง และคนงานทั่วไปบางคน ต่างก็มีทัศนคติแบบทำไปวันๆ แล้วมันจะไปมีความมีชีวิตชีวาได้ยังไง?"
"ผมรู้สึกว่าหัวหน้าแผนกเซี่ยจากแผนกเทคนิค ดูเหมือนจะยังพอมีความกระตือรือร้นอยู่บ้างนะครับ" เฝิงเซี่ยวเฉินพูด เขาคิดถึงตอนกินข้าวเที่ยง ท่าทางที่เซี่ยเฉิงเฉิงคุยกับเผิงไห่หยางอย่างออกรสออกชาติ นั่นก็น่าจะเป็นการแสดงออกถึงความมีชีวิตชีวาอย่างหนึ่งไม่ใช่หรือ?
อวี๋ฉุนอันส่ายหน้าแล้วพูดว่า "เหล่าเซี่ยคนเนี้ย ฝีมือก็พอมีอยู่บ้าง แต่ถ้าพูดถึงความกระตือรือร้น นั่นมันเรื่องเมื่อสิบกว่าปีก่อนแล้ว ถ้าคุณคุยเรื่องเทคนิคกับเขา เขาอาจจะพอมีความสนใจอยู่บ้าง แต่ถ้าจะให้เขาเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการผลิตในโรงงาน เขาก็จะกลายเป็นคนใบ้ ไม่ก็เอาแต่เน้นย้ำถึงความยากลำบาก สรุปก็คือไม่อยากรับผิดชอบนั่นแหละ"
"ทำไมถึงเป็นแบบนั้นล่ะครับ?" เฝิงเซี่ยวเฉินถาม
"ก็เพราะระบบหม้อข้าวใบเดียวกันไงล่ะ" อวี๋ฉุนอันบอก "โรงงานแบบพวกเรา แผนการผลิตทั้งหมดเบื้องบนเป็นคนตัดสินใจ ให้ผลิตเท่าไหร่ก็ผลิตเท่านั้น ให้ผลิตอะไรก็ต้องผลิตอย่างนั้น พอเป็นแบบนี้ ทุกคนยังต้องมานั่งคิดอะไรอีกทำไมล่ะ? ทำงานตามหน้าที่ไปเรื่อยๆ นั่นแหละดีที่สุด ถ้าเกิดอยากทำอะไรแปลกใหม่ขึ้นมา ทำออกมาดีก็เสมอตัว แต่ถ้าทำพังก็รนหาที่ตายเปล่าๆ"
เฝิงเซี่ยวเฉินนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงพูดกลั้วหัวเราะ "เรื่องที่ผลิตวาล์วไฮดรอลิกสำหรับรถขุดขนาด 12 ลูกบาศก์เมตรให้พวกเรา ก็นับว่าเป็นเรื่องแปลกใหม่ที่ทำพังสินะครับ?"
อวี๋ฉุนอันพยักหน้า "ใช่เลย เป็นแบบนั้นแหละ ตอนแรกเป็นพนักงานจัดซื้อของหลินจ้งพวกคุณที่มาหาโรงงานเรา แถมยังบอกว่าเป็นโครงการวิจัยและพัฒนาที่สามกระทรวงร่วมกันออกเอกสารสั่งการ ผู้บริหารโรงงานหน้ามืดตามัวก็เลยรับงานมา ผลคือวาล์วไฮดรอลิกที่ส่งไปเกิดน้ำมันรั่ว ผู้บริหารของกรมเครื่องจักรกลโทรมาหาผอ.เฮ่อ บอกว่าโรงงานเราเป็นตัวถ่วง และสั่งให้พวกเราต้องหาวิธีแก้ไขชดเชยให้ได้
แต่เรื่องแก้ไขอะไรพวกเนี้ย มันจะไปง่ายขนาดนั้นได้ยังไง ผอ.เฮ่อสั่งการเด็ดขาดกับทั้งแผนกเทคนิคและแผนกผลิตว่าต้องแก้ปัญหาน้ำมันรั่วนี้ให้ได้ ช่วงนั้นเซี่ยเฉิงเฉิงเครียดจนร้อนในขึ้นเต็มปาก แต่ก็ยังแก้ไม่ได้ พวกเราทำได้แค่หาวิธีผลิตออกมาก่อนสองตัวแล้วส่งไปให้พวกคุณดูว่าพอจะถูไถไปได้ไหม ผอ.เฮ่อพูดในที่ประชุมผู้บริหารระดับกลางตั้งหลายครั้งว่า รู้อย่างนี้ไม่น่ารับงานนี้เลย มูลค่าการผลิตก็ไม่ได้เยอะอะไร กลับหาเหาใส่หัวเปล่าๆ"
"เรื่องน้ำมันรั่วเนี่ย ไม่ใช่เพราะการฝังตัวของเม็ดทรายในรูวาล์วเหรอครับ แก้ปัญหาก็ไม่น่าจะยากขนาดนั้นมั้ง?" เฝิงเซี่ยวเฉินพูด
อวี๋ฉุนอันตอบ "เรื่องการฝังตัวของเม็ดทรายน่ะใครๆ ก็รู้ ถ้าจะแก้ปัญหานี้ ไม่ปรับเปลี่ยนขั้นตอนการผลิต ซึ่งก็หาเครื่องเจียรละเอียดแบบอื่นไม่ได้ปุบปับ ก็ต้องเพิ่มทรัพยากรในการทำความสะอาดทรายทีหลัง ความจริงพวกเราก็ทำแบบนั้นแหละ แต่ทำความสะอาดซ้ำไปตั้งสิบกว่ารอบก็ยังไม่เกลี้ยง ประสิทธิภาพและผลลัพธ์ของการทำความสะอาดด้วยมือมันไม่ได้ดั่งใจ พวกเราเสนอให้สร้างเครื่องทำความสะอาดทรายอัตโนมัติสักชุด แต่ก็โดนโรงงานปัดตกไป"
"ทำไมถึงปัดตกล่ะครับ?" เฝิงเซี่ยวเฉินถาม
"ไม่อยากเสียเงินไง" อวี๋ฉุนอันตอบ
"ต้องใช้เงินเท่าไหร่ครับ?"
"พวกเราไม่ได้คำนวณละเอียด กะว่าน่าจะสักสองพันกว่าหยวนมั้ง"
"แค่สองพันกว่าหยวนเนี่ยนะ?" เฝิงเซี่ยวเฉินมึนตึ้บ "โรงงานพวกคุณคงไม่ได้ไม่มีปัญญาจ่ายเงินแค่นี้หรอกนะครับ?"
"ไม่ใช่แบบนั้นหรอก" อวี๋ฉุนอันบอก "แค่ผู้บริหารโรงงานรู้สึกว่าจ่ายเงินไปแบบนี้มันไม่คุ้ม พวกเขาบอกว่า วาล์วไฮดรอลิกของรถขุดก็ผลิตแค่ไม่กี่ตัว มูลค่ารวมๆ กันก็แค่พันกว่าหยวน จะให้เสียเงินสองพันเพื่อสร้างเครื่องทำความสะอาดทรายอัตโนมัติ มันไม่คุ้มเอาซะเลย"
เฝิงเซี่ยวเฉินพูดขึ้น "ถ้าสร้างเครื่องนี้ขึ้นมาได้ แน่นอนว่าไม่ได้มีแค่วาล์วไฮดรอลิกของพวกเราที่ใช้ได้ ชิ้นส่วนไฮดรอลิกอื่นๆ ที่พวกคุณผลิต ก็ต้องเกี่ยวข้องกับการทำความสะอาดทรายเหมือนกันไม่ใช่เหรอครับ? หรือว่าชิ้นส่วนไฮดรอลิกอื่นจะไม่มีปัญหาการฝังตัวของเม็ดทรายเลย?"
อวี๋ฉุนอันแค่นหัวเราะ "มีสิ แต่พวกเราก็ขายแบบนี้มาตลอด ลูกค้าก็ไม่เคยบ่น แล้วพวกเรามีความจำเป็นอะไรที่ต้องทำให้มันดีขึ้นด้วยล่ะ?"
"นี่มัน..." เฝิงเซี่ยวเฉินถึงกับพูดไม่ออก
จะว่าไปแล้ว สถานการณ์ของโรงงานซินหมินแบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบวางแผนจากส่วนกลาง องค์กรไม่มีอำนาจตัดสินใจในการผลิตและการดำเนินงานเลย จะผลิตเท่าไหร่ กำหนดราคาอย่างไร ล้วนถูกกำหนดโดยรัฐ องค์กรมีรายได้คงที่แน่นอนไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทำดีทำชั่วก็มีค่าเท่ากัน การไม่คิดจะพัฒนาจึงเป็นเรื่องที่ปกติมาก บริษัทที่ผลิตชิ้นส่วนไฮดรอลิกในประเทศก็มีอยู่แค่ไม่กี่แห่ง ตราบใดที่คุณภาพสินค้ายังพอรับได้ ลูกค้าก็ไม่มีทางปฏิเสธ แล้วเฮ่อหย่งซินกับพวกมีความจำเป็นอะไรต้องหาเรื่องใส่ตัว ไปลองทำนวัตกรรมทางเทคโนโลยีอะไรนั่นด้วยล่ะ?
เรื่องวาล์วไฮดรอลิกสำหรับรถขุดขนาด 12 ลูกบาศก์เมตร ถือเป็นบทเรียนสำหรับพวกเฮ่อหย่งซิน เดิมทีพวกเขากะจะใช้เป็นผลงาน เพื่อให้ชื่อของตัวเองได้เข้าหูผู้บริหารของกระทรวงเครื่องจักรกล แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นการขุดหลุมฝังตัวเอง สิ่งที่พวกเขาคิดในตอนนี้คือจะหนีออกจากหลุมนี้ได้ยังไง ไม่ใช่การคิดว่าจะทำงานนี้ให้ออกมาดีได้ยังไง พอผ่านเรื่องแบบนี้มา พวกเขาคงยิ่งหมดความสนใจในเรื่องนวัตกรรมเข้าไปอีกใช่ไหมล่ะ?
"แล้วคุณจะลากอาจารย์เหอกับคนอื่นๆ มาขบคิดเรื่องเสียงดังของปั๊มไฮดรอลิกทำไมอีกล่ะครับ?" เฝิงเซี่ยวเฉินถามต่อ ผู้บริหารโรงงานไม่สนใจ แผนกเทคนิคก็ไม่ใส่ใจ แต่รองหัวหน้าแผนกผลิตอย่างอวี๋ฉุนอัน กลับพาคนงานไม่กี่คนมานั่งคิดค้นนวัตกรรม นี่มันไม่แปลกประหลาดไปหน่อยเหรอ?
"เพราะงี้ผมถึงไม่เป็นที่โปรดปรานของเจ้านายไง" อวี๋ฉุนอันไม่ได้อธิบาย แต่หัวเราะเยาะตัวเอง
"ในโรงงานซินหมิน มีคนแบบคุณเยอะไหมครับ?" เฝิงเซี่ยวเฉินถาม
"ที่คุณเห็นอยู่ไม่กี่คนนี่แหละ อาจารย์เหอ อาจารย์เยี่ย เสี่ยวหาน แล้วก็ยังมีคนอื่นๆ อีก ไว้มีโอกาสผมจะแนะนำให้คุณรู้จัก จะว่าไปก็ถือว่าไม่น้อยเลยล่ะ" อวี๋ฉุนอันตอบ
เฝิงเซี่ยวเฉินจึงถามข้อสงสัยของตัวเองออกไป "ในเมื่อเจ้านายไม่คิดจะก้าวหน้า แล้วผู้บริหารระดับกลางธรรมดาๆ อย่างคุณ โดยเฉพาะคนงานธรรมดาอย่างอาจารย์เหอ พวกเขาทำไปเพื่ออะไร หวังอะไรกันแน่ครับ?"
"ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าหวังอะไร" อวี๋ฉุนอันบอก "เพื่อที่จะเสนอคำแนะนำที่มีเหตุผล ผมไปขัดใจผู้บริหารโรงงานมาไม่น้อยเลย โดยเฉพาะผอ.ไต้กับหัวหน้าแผนกเถาที่คอยจะมองว่าผมแส่ไม่เข้าเรื่อง ความจริงแล้ว ผมก็ไม่ได้หวังอะไรหรอก ความคิดของผมก็คือ ถ้าเรื่องไหนมันสามารถทำให้ดีขึ้นได้ แต่ผมไม่ได้ทำ ในใจมันก็จะอึดอัดทรมาน อาจารย์เหอกับคนอื่นๆ ก็น่าจะเป็นแบบนี้เหมือนกัน นี่ก็คงเรียกว่าคนประเภทเดียวกันก็มักจะดึงดูดกันล่ะมั้ง"
ที่แท้ก็เป็นโรคย้ำคิดย้ำทำประเภทหนึ่ง เฝิงเซี่ยวเฉินคิดในใจ
ก็เหมือนกับที่ปราชญ์ท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า: ประเทศจีนตั้งแต่โบราณกาลมา มีคนที่ก้มหน้าก้มตาทำงานหนัก มีคนที่ต่อสู้ดิ้นรนอย่างเอาเป็นเอาตาย มีคนที่เรียกร้องความเป็นธรรมเพื่อประชาชน มีคนที่ยอมพลีชีพเพื่อแสวงหาสัจธรรม คนเหล่านี้ไม่ได้หวังชื่อเสียงเงินทองอะไร ล้วนเกิดจากสัญชาตญาณที่อยากจะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี ในสายตาของคนธรรมดาสามัญ คนเหล่านี้คือพวกหาเรื่องใส่ตัว ลงแรงไปแล้วก็ใช่ว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดีเสมอไป แต่สำหรับคนเหล่านี้ ใครจะรู้ล่ะว่าการตั้งใจทำงานอาจเป็นความสุขอย่างหนึ่งของพวกเขาก็ได้?
"แล้วหานเจียงเยว่ล่ะครับ?" เฝิงเซี่ยวเฉินถามยิ้มๆ
"เสี่ยวหานน่ะเหรอ..." อวี๋ฉุนอันนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้น "สถานการณ์ของเธออาจจะไม่เหมือนกันซะทีเดียว เธอยังมีความหยิ่งทะนงแบบคนหนุ่มสาวอยู่ ตอนที่เพิ่งมาใหม่ๆ เป็นเพราะชิ้นส่วนที่เวิร์กชอปงานโลหะส่งมาให้เวิร์กชอปประกอบมักจะมีปัญหา เธอเลยไปทะเลาะกับแผนกผลิตอยู่หลายครั้ง ตอนหลังพอเห็นว่าไม่ได้ผลอะไร เธอก็ลงมือทำเองเลย เหมือนอย่างที่คุณเห็นเมื่อเช้านี้ เธอขอยอมไปแก้ไขชิ้นส่วนที่มีตำหนิด้วยตัวเอง ดีกว่าไปขอให้พวกแผนกช่างกัดงานทำใหม่ ก็เพราะไม่อยากโมโหนั่นแหละ"
"แบบนี้ก็ถือว่าถูกขัดเกลาความหัวแข็งลงไปบ้างแล้วใช่ไหมครับ?" เฝิงเซี่ยวเฉินพูด
สีหน้าของอวี๋ฉุนอันมีความกังวล "ใช่แล้ว ผมดูยัยหนูนี่ออกว่าในใจขัดแย้งกันมาก ใจหนึ่งผมก็หวังให้เธอลดความหัวแข็งลงบ้าง จะได้ไม่เอาตัวเองไปชนจนเจ็บตัว อย่างคนรุ่นพวกผม ล้วนแต่เคยชนจนเจ็บตัวมาแล้วทั้งนั้น ต้องจ่ายค่าตอบแทนไปเท่าไหร่ถึงจะได้เรียนรู้วิธีการใช้ชีวิตในสังคม แต่อีกใจหนึ่ง ผมก็หวังให้เธอรักษาความหัวแข็งในตอนนี้เอาไว้ มีเหลี่ยมมีมุมสิถึงจะมีชีวิตชีวา ถ้าคนหนุ่มสาวอย่างเสี่ยวหานกลายเป็นคนไหลลื่นไปซะหมด ประเทศของเราก็คงหมดหวังแล้วจริงๆ"
"พูดให้ถึงที่สุดแล้ว ก็ยังเป็นปัญหาเรื่องระบบอยู่ดีแหละครับ" เฝิงเซี่ยวเฉินกล่าว "ระบบที่ดีจะทำให้คนขี้เกียจกลายเป็นคนขยัน ระบบที่แย่จะทำให้คนขยันกลายเป็นคนขี้เกียจ ระบบของโรงงานซินหมินในตอนนี้ ก็คือการทำให้ทุกคนกลายเป็นคนธรรมดาที่ไม่มีอะไรโดดเด่น ถ้าระบบนี้ไม่เปลี่ยน ผมว่ายัยหนูเสี่ยวหานก็คงถูกกลืนกินไปในไม่ช้าก็เร็ว"
"คุณอย่าไปเรียกเธอว่ายัยหนูต่อหน้าเชียวนะ เดี๋ยวเธอได้เอาตายแน่" อวี๋ฉุนอันหัวเราะออกมา บางทีอาจจะรู้สึกว่าคำพูดเมื่อครู่ของเฝิงเซี่ยวเฉินดูแก่แดดเกินไป ต้องเข้าใจก่อนว่า ตัวเฝิงเซี่ยวเฉินเองก็เพิ่งจะเป็นเด็กหนุ่มอายุไม่ถึงยี่สิบ แต่กลับมาเลียนแบบน้ำเสียงของคนวัยกลางคนและคนแก่ อย่างอวี๋ฉุนอัน หรือเหอกุ้ยหัว เรียกหานเจียงเยว่ว่ายัยหนู
"ไม่เป็นไรหรอกครับ เธอไม่มาเอาเรื่องผมจนถึงตายหรอก" เฝิงเซี่ยวเฉินพูดอย่างมั่นใจ
อวี๋ฉุนอันก็แค่พูดหยอกเล่นไปอย่างนั้น พอพูดจบ ก็วกกลับเข้าเรื่องเดิม เขาบอกว่า "เสี่ยวเฝิง ที่คุณพูดเมื่อกี้มีเหตุผลมาก ระบบคือสิ่งที่สำคัญที่สุด การไม่มีระบบที่ดี มันทำให้คนขยันกลายเป็นคนขี้เกียจได้จริงๆ คุณดูหลวี่ปานที่เวิร์กชอปงานโลหะสิ เรียนเทคนิคมาตั้งหลายปี ถ้าพูดถึงฝีมือช่างกลึง ยังสู้ช่างฟิตอย่างหานเจียงเยว่ไม่ได้เลย แต่ก็ไม่มีใครทำอะไรเขาได้ เงินเดือนก็รับตามปกติทุกเดือน พอถึงเวลาก็ต้องเลื่อนขั้นให้เขา ไม่อย่างนั้นเขาก็จะไปโวยวายถึงกรมมณฑล"
"ในหมู่ผู้บริหารโรงงาน ไม่มีใครอยากจะเปลี่ยนสภาพแบบนี้เลยเหรอครับ?" เฝิงเซี่ยวเฉินถาม
อวี๋ฉุนอันตอบ "มีน่ะมันก็มี แต่กำลังคนมันอ่อนแอเกินไป"
"ใครเหรอครับ?" เฝิงเซี่ยวเฉินถาม
อวี๋ฉุนอันตอบ "คือเลขาธิการพรรคของโรงงานเรา ชื่อสวีซินคุน เขาเป็นทหารปลดประจำการ มีความกระตือรือร้นในการทำงาน ตอนที่มาใหม่ๆ เคยเสนอให้จัดระบบการประเมินผลในเวิร์กชอป ให้รางวัลคนขยันและลงโทษคนขี้เกียจ แต่จนใจที่ตัวเขาเองไม่รู้เรื่องเทคนิค เลยเสนอวิธีประเมินผลดีๆ ออกมาไม่ได้ ส่วนเฮ่อหย่งซินก็เป็นผู้อำนวยการโรงงานมาสิบกว่าปี หยั่งรากลึก พอเขาไม่ร่วมมือกับเหล่าสวี เหล่าสวีก็ตบมือข้างเดียวไม่ดัง มาตรการการประเมินผลก็เลยเข็นไม่ขึ้น เรื่องนี้ทำอยู่หลายเดือน สุดท้ายก็ต้องปล่อยเลยตามเลย กลับเป็นเหล่าสวีที่โมโหจนต้องไปนอนโรงพยาบาลอยู่สองเดือน"
"ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง" เฝิงเซี่ยวเฉินพยักหน้า เริ่มจะเข้าใจโรงงานแห่งนี้ขึ้นมาบ้างแล้ว







