ชี่ปี้ลี่ถูกพาตัวมายังเรือนของหลี่กวนอี
ในฐานะที่เป็นเค่อหานแห่งเผ่าเถี่ยเล่อ ตระกูลเซวียจึงให้การต้อนรับอย่างสมเกียรติ บนโต๊ะมีออเดิร์ฟเย็นแปดอย่าง ผลไม้แปดอย่าง ผักแปดอย่าง ผลไม้นานาพรรณอีกแปดชนิด และขนมอีกแปดชนิด รวมทั้งหมดสี่สิบแปดอย่าง แต่ละอย่างจัดใส่จานใบเล็ก ทว่าสามารถนำมาประกอบรวมกันเป็นจานกลมใบใหญ่ บนจานมีลวดลายปลาหลีฮื้อแดงว่ายน้ำ ดูประณีตงดงาม
เด็กคนนั้นน้ำลายสอ ลอบมองชี่ปี้ลี่อย่างระมัดระวัง
จากนั้นก็แอบยื่นมือออกไปหยิบ แต่กลับถูกชี่ปี้ลี่ยื่นมือมาตีเบาๆ
เค่อหานหนุ่มยิ้มพลางส่ายหน้า เอ่ยด้วยภาษาเถี่ยเล่อว่า
"ต้องมีมารยาทสิ หุนเจียน"
"พวกเราถึงจะยากจน แต่ก็ไม่ใช่เด็กตะกละตะกลามใช่ไหม"
เด็กที่ถูกเรียกว่าหุนเจียนเกาหัว นั่งลงอย่างว่าง่าย หลังเหยียดตรงแล้วตอบว่า "ใช่!"
ชี่ปี้ลี่หัวเราะ เขาหยิบลูกอมเม็ดหนึ่งจากอกเสื้อยื่นให้ หุนเจียนส่ายหน้า บอกว่าไม่กิน ไม่หิว และไม่ได้อยากกิน ชี่ปี้ลี่พูดกลั้วหัวเราะว่า "เจ้าเป็นเด็กดี นี่จึงเป็นของขวัญที่ข้าให้เจ้า เจ้ากินได้"
เค่อหานหนุ่มมองเด็กเผ่าเถี่ยเล่อรับลูกอมไปอย่างดีใจ
ประคองไว้ในฝ่ามือ เลียอย่างระมัดระวัง บนใบหน้าเผยรอยยิ้มเบิกบาน "หวานจังเลยเค่อหาน หวานมาก!"
ชี่ปี้ลี่ยิ้มพยักหน้า แววตาแฝงความเศร้าสร้อย
แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังคงนั่งหลังตรงแน่ว ดั่งต้นหลิวแดงแห่งดินแดนประจิม ดั่งโขดหินแห่งดินแดนประจิม กระทั่งเขาเห็นเด็กหนุ่มคนนั้นเดินเข้ามา จึงลุกขึ้น ก้าวไปข้างหน้าสองก้าว แล้วโค้งคำนับลงอย่างสุดซึ้ง
"ท่านมาแล้ว หลานชายของเกอลุ่นอี้อู้ซือม่อเฮ่อเค่อหานแห่งเผ่าเถี่ยเล่อ บุตรชายของม่อเฮ่อตัวเท่อเล่อชี่ปี้เก๋อ ขอคารวะขอบคุณบุญคุณของท่าน"
เขาเอ่ยชื่อปู่และพ่อของตนออกมาทั้งหมด เพื่อแสดงความเคารพอย่างเป็นทางการ
หลี่กวนอีประคองเขาขึ้น ชี่ปี้ลี่ยิ้มกว้าง ยื่นมือไปลูบหัวเด็กข้างๆ แล้วกล่าวว่า "เมื่อวานเด็กคนนี้ถูกส่งตัวกลับ แต่ดินแดนประจิมอยู่ไกลเกินไป ขุนนางที่จัดการเรื่องนี้รู้ว่าข้าอยู่ที่นี่ จึงมาสอบถามข้า บอกว่าพวกเขากวาดล้างคนชั่วกลุ่มหนึ่ง และช่วยเด็กคนนี้ออกมา"
"พวกเขาบอกว่าภายใต้เบื้องพระยุคลบาทขององค์จักรพรรดิ ความชั่วร้ายทั้งปวงล้วนถูกลงโทษตามกฎหมาย"
"ข้ากล่าวขอบคุณไป พอกลับมา เด็กคนนี้ถึงบอกข้าว่า ไม่ใช่คนพวกนั้นที่ช่วยเขา พวกเขาแค่เอาเรื่องของท่านมายกความดีความชอบใส่ตัว แล้วมาโอ้อวดกับข้าเท่านั้น"
หุนเจียนมีรอยยิ้มบนใบหน้าพลางเอ่ย "ขอบคุณพี่ชายที่ช่วยข้า"
"พวกคนเลวนั่น บอกว่าจะฮุบความดีความชอบของท่าน แล้วให้เค่อหานพูดจาดีๆ ให้พวกเขาสักสองสามประโยค ก็จะได้เลื่อนขั้นแล้ว พวกเขาไม่รู้หรอกนะ ข้าแอบฟังได้ยินชัดเจนเลย"
เขาเลิกคิ้วขึ้นราวกับจะทวงความดีความชอบ
ชี่ปี้ลี่กล่าวว่า "วันนี้ข้ามากล่าวขอบคุณ เลยอยากเชิญท่านไปกินข้าวที่ที่พักของข้าสักมื้อ"
หลี่กวนอีตอบตกลงโดยไม่ลังเล ชี่ปี้ลี่ดีใจมาก
เขาและหลี่กวนอีไม่ได้ไปยังสถานีม้าเร็วที่พักอยู่
ถึงจะยากจน แต่ถึงอย่างไรก็เป็นเค่อหานแห่งเผ่าเถี่ยเล่อ ราชสำนักใจกว้าง มอบเรือนให้ทั้งหลัง ข้าวของเครื่องใช้เสื้อผ้าอาหารไม่ขาดแคลน แต่ชี่ปี้ลี่บอกว่า หากต้อนรับหลี่กวนอีในเรือนพักของฮ่องเต้ คงจะเป็นการทำร้ายเขาเสียมากกว่า
ท่านช่วยชีวิตเด็กๆ เผ่าเถี่ยเล่อของพวกเรา ข้าจะเนรคุณไม่ได้
ตอนที่พูดประโยคนี้ เค่อหานหนุ่มมีรอยยิ้ม ในดวงตาของเขามีความเจ้าเล่ห์และเฉลียวฉลาดดั่งสุนัขจิ้งจอกแห่งดินแดนประจิม และยังมีความองอาจดั่งราชสีห์ เขาพาหลี่กวนอีไปยังเรือนที่ค่อนข้างทรุดโทรมแห่งหนึ่ง
ด้านในยังมีเด็กคนอื่นๆ อีก ในลานเรือนตั้งหม้อใบใหญ่ ข้างในมีเนื้อหั่นชิ้นกำลังต้มจนเดือดปุดๆ กลิ่นหอมโชยขึ้นมา เด็กพวกนั้นผอมมาก สวมเสื้อผ้า พอพัดลมมา เสื้อผ้าก็แนบไปกับลำตัว เผยให้เห็นรอยซี่โครงสองข้าง
หลี่กวนอีไม่เห็นลาของเขา
ชี่ปี้ลี่ยิ้ม ชี้ไปที่ชิ้นเนื้อในหม้อ แล้วเอ่ยอย่างตรงไปตรงมาว่า
"ไม่มีของกินอะไรดีๆ หรอก เงินก็ไม่พอ ขุนนางที่นี่บอกจะให้ของขวัญข้า แต่ข้าคิดว่า การขอบคุณผู้มีพระคุณ ไม่ควรเอาของของคนอื่น พี่ลาตัวนี้บรรทุกข้าเดินทางมาไกลแสนไกล แต่ก็ยังต้องฆ่าเพื่อเลี้ยงท่าน"
หลี่กวนอีจำคำพูดของชี่ปี้ลี่ได้ จึงถามว่า "นี่ไม่ใช่ลาที่ผู้อาวุโสในเผ่าเรี่ยไรเงินซื้อให้เจ้าหรอกหรือ กินไปแบบนี้เลยหรือ"
ชี่ปี้ลี่ตอบว่า "ก็เพราะเป็นลาที่ผู้อาวุโสเรี่ยไรเงินซื้อมา ถึงสมควรใช้เพื่อขอบคุณท่าน นี่ก็เท่ากับว่าพี่น้องร่วมเผ่าของพวกเรา ได้เลี้ยงเนื้อท่านชิ้นหนึ่งร่วมกัน มาสิ มาพบผู้มีพระคุณของพวกเจ้า"
เขายื่นมือไปตบไหล่เด็กๆ รอบตัวเบาๆ เด็กเหล่านี้มีหน้าตาและท่าทางแตกต่างกัน หลี่กวนอีดูออกว่าน่าจะไม่ใช่คนเผ่าเดียวกัน ชี่ปี้ลี่กล่าวว่า "เก้าแซ่เถี่ยเล่อ มีหุยเหอ ผูกู้ ถงหลัว หุน ซือเจี๋ย ป๋าเหย่กู่ ชี่ อาปู้ซือ กู่หลุนอูกู่ซือ"
"ข้าคือเค่อหานของเผ่าชี่ หุนเจียนรื่อจิ้น เป็นคนเผ่าหุน"
"ถึงแม้จะไม่ใช่คนเผ่าของพวกเรา แต่ก็เป็นเผ่าที่อาศัยอยู่ในดินแดนประจิมเหมือนกัน ล้วนอยู่ภายใต้ชื่อเถี่ยเล่อ ทุกคนต่างก็ใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก ถึงแม้พวกเราจะตีกันบ่อยๆ แต่ต่อให้มีความขัดแย้งใหญ่โตแค่ไหน ก็ไม่อาจเห็นเด็กตายแล้วไม่ช่วยได้"
"เป็นลูกของพวกเขา ก็เหมือนเป็นลูกของพวกเรา"
บนใบหน้าของชี่ปี้ลี่มีรอยยิ้ม เขาชี้ไปที่หม้อ แล้วให้เด็กๆ นำชามใบหนึ่งมาให้ ข้างในใส่น้ำจิ้มชนิดหนึ่ง มีน้ำส้มสายชูและซอส ทั้งยังมีต้นหอมหั่นท่อน ผักชี จากนั้นใช้ตะเกียบคู่ใหญ่คีบเนื้อ เป็นเนื้อติดหนังที่ต้มในน้ำเปล่าใส่ขิงลงไปเล็กน้อย แล้วเอ่ยว่า
"นี่เป็นวิธีกินของบ้านพวกเรา ต้มเนื้อชั้นดี แล้วจิ้มน้ำจิ้มกิน"
"ไม่ประณีตเหมือนของเจียงหนาน เชิญท่านลองชิมดู"
หลี่กวนอีรับมา จากนั้นก็จิ้มน้ำจิ้มแล้วเอาเข้าปากท่ามกลางสายตาที่จับจ้องของทุกคน มีกลิ่นคาวดินนิดๆ เขากินเนื้อชิ้นนั้นลงไปภายใต้สายตาของชาวเถี่ยเล่อ แล้วยิ้มพลางถามว่า "ยังมีอีกไหม"
เด็กๆ จึงพากันหัวเราะ ชี่ปี้ลี่ยิ้มพยักหน้า เด็กๆ เริ่มแบ่งของกินกันเอง ค่อยๆ ซดน้ำซุปอย่างระมัดระวัง แล้วถึงกินเนื้อ มันเป็นรสชาติที่คนจงหยวนไม่ชอบ ลาตัวนี้ไม่ได้ตอน การรีดเลือดก็ทำได้ไม่ดี วิธีทำก็ไม่ประณีตพอ
ในเนื้อมีกลิ่นคาวที่สลัดไม่หลุด แต่พวกเขากลับเหมือนได้กินของที่อร่อยที่สุดในโลก แววตามีประกาย หลี่กวนอีหันไปมองเค่อหานหนุ่มข้างๆ ชี่ปี้ลี่ยิ้มแล้วพูดว่า "การที่สามารถช่วยเด็กพวกนี้ไว้ได้ในช่วงสุดท้ายก่อนออกจากแคว้นเฉิน ข้ากลับไป ก็สามารถอธิบายกับผู้อาวุโสได้แล้ว"
หลี่กวนอีถาม "เจ้าจะไปแล้วหรือ"
ชี่ปี้ลี่ส่งเสียงอืมในคอ ตอบว่า "ฮ่องเต้เชิญให้ข้าอยู่ต่อ สัญญาว่าจะมอบบรรดาศักดิ์และองค์หญิงให้ แต่พระองค์ไม่ได้ตรัสว่าจะให้พี่น้องร่วมเผ่าของข้ามาอยู่ที่ชายแดนจงหยวนได้อย่างไร องค์ชายเล็กของชาวต่างเซี่ยงและพระพุทธเจ้ามีชีวิตแห่งดินแดนประจิมต่างก็ตั้งใจจะอยู่ต่อแล้ว"
หลี่กวนอีหลุบตาลง ความจริงเขารู้วิธีรักษาสมดุลอำนาจของฮ่องเต้ดี ดังนั้นตั้งแต่แรก เขาก็รู้ว่าชี่ปี้ลี่จะไม่ได้ในสิ่งที่หวัง ถึงกระนั้น เขาก็ยังหวังให้ชายหนุ่มคนนี้สมปรารถนา
ชี่ปี้ลี่กล่าวว่า "ขุนนางแคว้นเฉินถามข้าว่าอยากอยู่ต่อไหม บอกว่าดินแดนประจิมหนาวเหน็บ นอกด่านยากจนข้นแค้น สู้รั้งอยู่ที่นี่ตลอดไปไม่ได้ มีทั้งสาวงามและทองคำ ชาตินี้ไร้กังวล"
"เจียงหนาน จงหยวนช่างดีเหลือเกิน"
"แม้แต่ข้าเองยังรู้สึกเลยว่า เนื้อต้มที่ชอบกินที่สุดตอนเด็กๆ มันมีกลิ่นคาว ลมที่นี่ดี น้ำและหญ้าก็ดี ตอนที่พัดมา ลมยังมีกลิ่นอายของน้ำ ต้นหลิวปลิวไสว หญิงสาวก็งดงาม แต่ว่า..."
เค่อหานหนุ่มนั่งอยู่ท่ามกลางเด็กๆ เขาตบดาบโค้ง รอยยิ้มสงบนิ่ง
"ฤดูใบไม้ผลิแล้ว หญ้าที่ดินแดนประจิมกำลังจะแตกยอด ตอนที่มันปกคลุมผืนดิน จะมีดอกไม้สีม่วงชนิดหนึ่งบานสะพรั่ง ยามสายลมพัดผ่าน ต้นหญ้าจะโอนเอน แม่น้ำในบ้านเกิดของข้าที่ไหลมา ดูราวกับทองคำ"
"วัวแกะกำลังร้องหิวโหย ถึงเวลาต้องไปเลี้ยงสัตว์แล้ว"
"ที่นั่นต่างหากคือบ้านของข้า"
หลี่กวนอีถาม "ทำไมไม่มาหาข้า"
ชี่ปี้ลี่คิดครู่หนึ่งแล้วตอบว่า "...นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ หากข้ามาหาท่าน มันจะรบกวนท่านเกินไปไหม จะทำให้ท่านถูกองค์จักรพรรดิหวาดระแวงและไม่พอพระทัยไปด้วยหรือเปล่า"
หลี่กวนอีหลับตาลง เขาถามว่า "เจ้ามีกระดาษกับพู่กันไหม"
ชี่ปี้ลี่ตอบ "ไม่ต้องทำแบบนี้หรอก ข้า..."
หลี่กวนอีฉีกชายเสื้อของตนขาด
ชี่ปี้ลี่เงียบไป เขาไม่ใช่คนโง่ เมื่อมองเด็กหนุ่มตรงหน้า ริมฝีปากก็สั่นระริก หลี่กวนอียื่นมือไปหยิบฟืนท่อนหนึ่งใต้หม้อเหล็ก นำมาฝนกับพื้นจนกลายเป็นพู่กันแท่งใหญ่แข็งแรง แล้วเขียนตัวอักษรลงบนชายเสื้อของตน จากนั้นก็เรียกหุนเจียนมา สั่งว่า
"ไปที่ที่เจ้าไปตามข้าเมื่อกี้ เอาของสิ่งนี้ไปให้คุณลุงที่ชอบกินถั่วลิสงคั่วเกลือ ลุงคนนั้นชื่อจ้าวต้าปิ่ง เจ้าขอถั่วลิสงคั่วเกลือกำใหญ่ๆ จากเขาได้เลย จากนั้น ให้พี่จ้าวเอาของสิ่งนี้ ไปส่งที่วังเจ็ดอ๋องแห่งทูเจวี๋ย ให้กับผู้ชายที่หน้าตาสะสวยเหมือนสตรีคนหนึ่ง"
อ๋องเจ็ดแห่งทูเจวี๋ยตั้งมั่นอยู่ในดินแดนประจิม ครอบครองทุ่งหญ้ากว้างใหญ่
เขาต้องการแยกตัวเป็นอิสระจากกระโจมของบิดา ผู้เป็นขุนพลเทพแห่งแผ่นดิน
ดังนั้นจึงหวังจะได้เส้นทางการค้าของตระกูลเซวีย
หลังจากที่อ๋องเจ็ด 'ช่วย' หลี่กวนอีจากเงื้อมมือของเยว่เชียนเฟิงก่อนหน้านี้ เรื่องนี้ก็เริ่มตกลงกันได้แล้ว และเส้นทางจากตระกูลเซวียไปยังทูเจวี๋ย ก็ต้องผ่านดินแดนประจิมพอดี เรื่องใหญ่ขนาดนี้ ต่อให้แบ่งผลประโยชน์ออกมาเพียงส่วนหนึ่ง ก็เพียงพอที่จะจุนเจือเผ่าเถี่ยเล่อหลายพันครัวเรือนได้แล้ว
เด็กคนนั้นวิ่งออกไปอย่างดีใจ
หลี่กวนอีมองแผ่นหลังของเขา หันกลับมามองเค่อหานแห่งเผ่าเถี่ยเล่อ มองดาบโค้งที่เอวของเขา แล้วถามว่า "พี่ชี่ปี้ฝึกดาบงั้นหรือ"
หลี่กวนอีพูดต่อ "พวกเราสองคนมาประลองกันหน่อยไหม"
ชี่ปี้ลี่เงียบไปครู่หนึ่ง ตอบว่า "ข้าแข็งแกร่งกว่าท่าน"
หลี่กวนอียิ้มพลางกล่าว "แค่ประลองกระบวนท่า เป็นอย่างไร"
ชี่ปี้ลี่สูดหายใจลึก บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มองอาจเต็มตื้นเช่นกัน เขาตอบว่า "ได้!" เขาปลดดาบโค้งลงมา แต่ยังคงสวมฝักดาบไว้ ส่วนหลี่กวนอียกกระบี่ในมือขึ้น ชี้ไปที่เค่อหานตรงหน้า เด็กๆ พากันถอยห่างออกไป
พวกเขาสวมเสื้อผ้าที่ค่อนข้างสกปรก นั่งอยู่ตรงนั้น ในอ้อมกอดกอดชามไว้ ยื่นมือไปหยิบเนื้อข้างในยัดเข้าปาก ทั้งยังดูดนิ้วไปด้วย
ดาบโค้งในมือชี่ปี้ลี่ชี้ไปที่เด็กหนุ่มตรงหน้า เขายื่นมือไปลูบจี้เขี้ยวหมาป่าโบราณที่สืบทอดมานับพันปีซึ่งห้อยอยู่บนคอ ไม่ได้แสดงความแข็งแกร่งที่แท้จริงของตนออกมา เพียงเอ่ยเสียงเบาว่า "ท่านระวังตัวด้วย"
เด็กหนุ่มฝั่งนั้นยิ้มรับ
หลี่กวนอีกระโดดเบาๆ ฝีเท้าคล่องแคล่ว ชี่ปี้ลี่ชะงักไป
นี่มัน...!!!
ในชั่วพริบตาที่ท่าร่างของหลี่กวนอีเปลี่ยนไป เด็กหนุ่มก็เปลี่ยนจากหยุดนิ่งเป็นการพุ่งทะยาน เพียงพริบตาเดียวก็ร่นระยะห่างเข้ามา กระบี่ในมือที่ยังสวมฝักฟาดฟันออกไปราวกับเป็นดาบโค้งเล่มหนึ่ง ชี่ปี้ลี่ขยับตัววูบ ดาบโค้งในมือก็รับกระบวนท่านี้ไว้
ทว่าในชั่วพริบตาที่ดาบและกระบี่ปะทะกัน
กระบี่ของเด็กหนุ่มราวกับกลายเป็นดาบโค้ง ราวกับกลายเป็นผีเสื้อ มันพลิกแพลงไปตามปราณดาบของชี่ปี้ลี่ จากนั้นท่าร่างสำนักพิชัยสงครามแต่เดิมของหลี่กวนอี ก็พลันพลิ้วไหวคล่องแคล่วหาใดเปรียบ ในชั่วพริบตาที่หมุนตัว หลี่กวนอีรั้งกระบี่กลับ ใช้นิ้วกรีดลงบนหลังของชี่ปี้ลี่เบาๆ
ชี่ปี้ลี่ชะงักฝีเท้า เขาคล้ายจะรู้แล้วว่านี่คืออะไร
นี่คือแก่นแท้ปราณดาบโค้งทองคำที่สมบูรณ์ที่สุดเมื่อห้าร้อยปีก่อน
เขาหมุนตัวกวาดดาบ
'ดาบโค้ง' ของหลี่กวนอีก็ดีดสะท้อนบนคมดาบของชี่ปี้ลี่เช่นกัน กระโดดพลิกแพลงท่าร่าง ใช้นิ้วกรีดผ่านร่างของชี่ปี้ลี่อีกครั้ง ชี่ปี้ลี่ค่อยๆ คลายความระมัดระวังลง ใช้วิชาดาบออกมาอย่างเต็มที่ แฝงความน่าเกรงขามและมีแบบแผน
แต่หลี่กวนอีเคยประมือกับองค์ชายสามแห่งเถี่ยเล่อมามากกว่าหนึ่งครั้ง
แก่นแท้ของดาบโค้งนี้ เขาทำได้
ราวกับผีเสื้อ
ดั่งสายลม
ยิ่งวิชาดาบของชี่ปี้ลี่รุนแรงเท่าใด ผีเสื้อตัวนี้ก็มักจะพลิกแพลงตามได้เสมอ ราวกับสายลมเหนือเกลียวคลื่น ชี่ปี้ลี่รวดเร็วหลี่กวนอีก็รวดเร็ว ชี่ปี้ลี่เชื่องช้าเขาก็เชื่องช้า ทว่ากลับติดตามเป็นเงาตามตัว วิชาดาบลึกล้ำไร้ผู้ทัดเทียม
ชี่ปี้ลี่ถอยร่นอย่างรวดเร็ว แววตาสว่างวาบ หอบหายใจหนักหน่วง เอ่ยว่า "นี่มัน!!!"
หลี่กวนอียืนอยู่กับที่ เขากำกระบี่แน่น
"วิชาดาบโค้งทองคำของเถี่ยเล่อ"
"หมู่ที่ผ่านมา ข้าเข้าใจความจริงข้อหนึ่งลึกซึ้งยิ่งขึ้น มีเพียงตอนที่ในมือมีดาบเท่านั้น ถึงจะมีสิทธิ์พูดเรื่องการปกป้องหรือไม่ปกป้อง"
ดวงตาของเขาสงบนิ่ง มองเค่อหานตรงหน้า ยกกระบี่ขึ้น นึกถึงคำสอนของผู้เฒ่าเซวีย เด็กหนุ่มเอ่ยเสียงเบา "อุดมการณ์ที่เรียกว่าความถูกต้อง โดยปราศจากกำลังและคมดาบนั้น ไม่เพียงพอหรอก"
"ชี่ปี้ลี่ เข้ามาเถอะ"
"เคล็ดวิชาดาบที่แท้จริงของเผ่าเถี่ยเล่อ รวมถึงกลศึกทหารม้าของเผ่าเถี่ยเล่อ ข้าล้วนทำได้ เจ้าจะไป ข้าก็คงไม่ไปส่ง แต่สิ่งเหล่านี้ ข้าจะถ่ายทอดให้เจ้า เวลาเหลือน้อย เจ้าจะจำได้มากแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับตัวเจ้าเองแล้ว"
เด็กหนุ่มหยิบยื่นความช่วยเหลือให้อย่างตรงไปตรงมา
เขากำกระบี่ นึกถึงตำนานการมาไปดั่งสายลมในม้วนบันทึก ในสายตาของชี่ปี้ลี่ เขาคล้ายกับอาบไล้ไปด้วยแสงสว่าง หลี่กวนอีเพียงกุมกระบี่ เอ่ยเสียงเบาว่า
"ราชาพลม้าเบาแห่งแผ่นดิน ที่ถูกฝังไว้ในหน้าประวัติศาสตร์แล้วเอ๋ย ตำนานเล่าว่าความเร็วในการทะลวงค่ายนั้นเร็วจนฝ่ายตรงข้ามยากจะตั้งรับได้อย่างสมบูรณ์ ไม่สวมเกราะ หรือสวมเพียงเกราะเบา หมอบราบไปกับหลังม้า ยามสองฝ่ายปะทะกัน เพียงดาบเดียวก็สามารถปลิดชีพศัตรูได้"
"ชี่ปี้ลี่ ข้าเชื่อมั่นในตัวเจ้า ทหารม้าดาบโค้งทองคำ จะต้องปรากฏขึ้นอีกครั้งในกลียุคนี้ด้วยมือของเจ้า"
"ขอให้เจ้าสามารถปกป้องราษฎรของเจ้าได้"
ชี่ปี้ลี่กำดาบ มองเด็กหนุ่มตรงหน้า เอ่ยว่า "ท่าน ไม่สิ หลี่กวนอี ไม่กลัวว่าหลังจากข้าเรียนรู้สิ่งเหล่านี้แล้ว พลม้าเบาเถี่ยเล่อจะกลายเป็นศัตรูของท่านในอนาคตหรือ ในกลียุคเช่นนี้ เผ่าเถี่ยเล่อมีชีวิตอยู่โดยไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นตายร้ายดีอย่างไร"
หลี่กวนอีตอบอย่างใจเย็น "ข้าจะถ่ายทอดวิธีรับมือให้กับขุนศึกของจงหยวน"
"อีกอย่าง ข้าก็ยังอยู่"
"สิ่งสำคัญที่สุดคือ ชี่ปี้ลี่เป็นคนเช่นนั้นหรือ"
ชี่ปี้ลี่เงียบไปนาน ก็หัวเราะออกมา เขาหัวเราะเสียงดัง หัวเราะจนน้ำตาแทบไหล จากนั้นก็พรูลมหายใจยาวอย่างเบิกบาน เอ่ยว่า
"ท่านนี่ช่างเป็นคน 'โง่' จริงๆ!!!"
"แต่ว่า ข้าจะไม่มีวันเป็นศัตรูกับท่าน ไม่มีวัน!"
ชี่ปี้ลี่ยิ้มยกดาบโค้งในมือขึ้น เอ่ยเสียงเบาว่า
"ข้ามาจงหยวน ได้เข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิ แต่กลับไม่ได้รับความช่วยเหลือ ข้าคิดว่าตัวเองมาที่นี่เสียเที่ยวเปล่า แต่ตอนนี้เพิ่งพบว่า ข้ายังทำภารกิจของตนสำเร็จอยู่ดี"
ชี่ปี้ลี่ยกดาบในมือขึ้น เขามองเด็กหนุ่มตรงหน้า บนใบหน้าของเค่อหานหนุ่มจึงปรากฏรอยยิ้มองอาจเต็มตื้นเหมือนตอนที่พบกันครั้งแรกอีกครั้ง
"เข้ามาเถอะ โปรดชี้แนะด้วย"
เขาก้าวเท้ายาวพุ่งไปข้างหน้า ตวัดดาบโค้ง คมดาบแหวกอากาศ
แต่ในใจกลับคิดว่า
ในกลียุคนี้ ช่างไร้สาระสิ้นดี เก้าแซ่เถี่ยเล่อกำลังจะสูญสิ้นอยู่แล้ว แต่ในที่สุดเขากลับได้พบกับโอกาสที่คนเฒ่าคนแก่ในบ้านเกิดเคยกล่าวไว้ที่นี่ ทหารม้าดาบโค้งทองคำ ราชาพลม้าเบาแห่งแผ่นดิน ชื่อที่โลกหลงลืมไปแล้ว จะต้องถูกกล่าวถึงอีกครั้ง
ตำนานที่ถูกอ๋องถู่อวี้หุนทำลายล้าง ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ ขอให้เจ้าปรากฏตัวบนสนามรบได้อีกครั้ง
ขอให้เจ้าสามารถปกป้องประชาชนของเจ้าได้อีกครั้ง
ขอให้เจ้า สามารถควบตะบึงในสมรภูมิได้อีกครา!
เด็กหนุ่มตรงหน้าแทงกระบี่ออกไปอย่างใจเย็น สง่างามผ่าเผย
เสียงปะทะดังกังวาน ดาบและกระบี่ร่ายรำ
ล้อรถม้าหมุนด้วยความเร็วสูง ใบหน้าเล็กๆ ของหุนเจียนซีดเผือด ชายหนุ่มข้างๆ ที่งดงามยิ่งกว่าหญิงสาวที่สวยที่สุดในเผ่าใช้สองมือดึงสายบังเหียนไว้ ยามที่ดวงตาของเขาฉายแววตื่นเต้น ถึงกับมีประกายสีม่วงประหลาดวาบขึ้นมาในความดำขลับ นัยน์ตาสีม่วง ผมดำผิวขาว ช่างหล่อเหลางดงามจริงๆ
รถม้าของผั่วจวินใช้ทักษะการขับรถม้าขั้นสูงในเมืองหลวง ซึ่งเป็นทักษะที่สามารถสลัดการตามล่าของชาวต่างเซี่ยงและทูเจวี๋ยบนทุ่งหญ้าได้ สลัดทหารยามหลุดไปถึงสามช่วงตึก จากนั้นก็พุ่งพรวดเข้าไป มุ่งหน้าไปยังเรือนของหลี่กวนอีตามคำแนะนำของตระกูลเซวีย
ในใจผั่วจวินเบิกบานยิ่งนัก
นายท่านเรียกหาเขาแล้ว
ฮ่าๆๆ แถมยังเป็นราชโองการชายเสื้ออีก ของสิ่งนี้เขาจะต้องส่งทอดต่อไป รอให้เขากลายเป็นตาแก่ ก็จะบอกผั่วจวินรุ่นต่อไป ว่าตัวเองเก่งกาจแค่ไหน ตาแก่พวกนั้นในอดีตโง่เง่าเต่าตุ่นแค่ไหน
ฮ่าๆๆ สะใจ สะใจจริงๆ
เหยากวงเอ๋ยเหยากวง คราวนี้ข้าคงเร็วที่สุดสินะ...
เขาหอบหายใจหนักผลักประตูเรือนเข้าไป กวาดตามองเรือนนี้อย่างภาคภูมิใจ รู้สึกว่าทุกหนทุกแห่งล้วนมีกลิ่นอายความเป็นราชัน แม้แต่หินสำหรับฝึกดาบ สระน้ำด้านข้าง หรือแม้แต่เด็กผมขาวที่โผล่มาตรงนั้นก็ยังดูเข้ากันไปหมด...
หืม? เดี๋ยวก่อน
เด็กผมขาว?!!!
ผั่วจวินค่อยๆ เงยหน้าขึ้น เห็นเด็กสาวผมเงินนั่งนิ่งอยู่ข้างกำแพง
เหยากวง