ชุยเซี่ยนเดินตามเผยเจียนเข้าไปในสถานศึกษา ภายในนั้นมีทัศนียภาพที่งดงามราวกับเป็นอีกโลกหนึ่ง
เรือนเรียน หอนอน โรงอาหาร ห้องชา ห้องดนตรี 'สิ่งอำนวยความสะดวก' เรียกได้ว่าครบครันเป็นอย่างยิ่ง
ที่ด้านหนึ่งของระเบียงทางเดินด้านนอกเรือนเรียนหลัก
ชายวัยกลางคนท่าทางคร่ำครึที่เพิ่งจะพูดจาประชดประชันเผยเจียนเมื่อครู่นี้ กำลังถูกกลุ่มเด็กหนุ่มล้อมรอบเพื่อขอคำชี้แนะเรื่องการเรียน
"ท่านอาจารย์ 'ระงับตนฟื้นฟูจารีตคือเมตตา ผู้เมตตาย่อมสุขสงบในเมตตา' หัวข้อนี้ตั้งโจทย์ผิดหรือเปล่าขอรับ?"
"ศิษย์พลิกตำรา 'หลุนอวี่' หาจนทั่วแล้ว พบเพียงแค่ประโยคครึ่งแรกเท่านั้น"
ชุยเซี่ยนได้ยินเสียงจึงหันไปมอง
โจทย์ข้อนี้ไม่ได้ผิดพลาด เพราะมันคือโจทย์ประเภท 'เจี๋ยตา'
ประโยคครึ่งแรกมาจาก 'หลุนอวี่ บทเหยียนหยวน' ส่วนครึ่งหลังมาจาก 'หลุนอวี่ บทหลี่เหริน'
ในบรรดาโจทย์ประเภทเจี๋ยตา ข้อนี้นับว่าง่ายมาก
แต่บัณฑิตหนุ่มกลุ่มนี้กลับตั้งข้อสงสัยว่าตั้งโจทย์ผิด
เห็นได้ชัดว่าพวกเขาเพิ่งสัมผัสกับเรียงความแปดส่วนได้ไม่นาน ส่วนใหญ่คงยังไม่เคยลงสนามสอบเคอจวี่เลยด้วยซ้ำ
เป็นไปตามคาด
ชายวัยกลางคนผู้คร่ำครึผู้นั้นอธิบายว่า "โจทย์ข้อนี้ไม่ได้ผิดพลาด แต่เป็นโจทย์ประเภทเจี๋ยตา ประโยคครึ่งแรกมาจาก 'หลุนอวี่ บทเหยียนหยวน' ครึ่งหลังมาจาก 'หลุนอวี่ บทหลี่เหริน' ต้องใช้ 'ระงับตน' เป็นรากฐานของ 'สุขสงบในเมตตา' ในการเจาะประเด็น และยก 'จารีตคือระเบียบของเมตตา' มาตีโจทย์ เพื่ออธิบายถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของการฝึกฝนทั้งภายในและภายนอก..."
เหล่านักเรียนฟังแล้วเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง พากันร้องโอดครวญว่า 'ยากจัง'
ชายผู้คร่ำครึส่ายหน้าพลางหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้ "ในบท 'ส่งเสริมการศึกษา' ของตำราสวินจื่อกล่าวไว้ว่า การศึกษาไม่อาจหยุดยั้ง อย่าได้ท้อแท้เพียงเพราะพบเจออุปสรรคในตอนนี้ เช่นนี้แล้ววันหน้าจะลงสนามสอบได้อย่างไร เอาล่ะ อาจารย์ต้องไปสอนแล้ว พวกเจ้าแยกย้ายกันไปฝึกตีโจทย์ต่อเถอะ"
ดังนั้น เหล่านักเรียนจึงพากันโค้งคำนับและแยกย้ายกันไป
ชายผู้คร่ำครึผู้นั้นลุกขึ้นยืน พอดีกับที่เห็นเผยเจียนและชุยเซี่ยนเดินเข้ามา
รอยยิ้มของเขาหุบลงฉับพลัน ถึงขั้นแค่นเสียงฮึดฮัดในลำคอ แล้วหันหลังเดินเข้าห้องเรียนไป
หน้าผากของเผยเจียนกระตุกยิกๆ เขาพยายามข่มความโกรธเอาไว้ แล้วพูดกับชุยเซี่ยนว่า "นี่คือวิธีที่อาจารย์อู๋แสดงความเป็นมิตรกับข้า อย่าเข้าใจผิดล่ะ"
ชุยเซี่ยน "..."
ตกลงว่าเมื่อก่อนเจ้าไม่ได้เรื่องขนาดไหนกันเนี่ย ถึงได้ทำให้อาจารย์รังเกียจได้ขนาดนี้?
ดูเหมือนว่าเผยเจียนเองก็รู้สึกว่าคำอธิบายนี้ฟังดูฝืนเกินไป
เผยเจียนรับกล่องหนังสือที่ชุยเซี่ยนหิ้วอยู่มาถือไว้ แล้วพูดว่า "ข้าไปเข้าเรียนแล้วนะ หากเจ้าเบื่อก็ไปพักผ่อนที่ห้องข้างเถอะ ที่นั่นมีน้ำชา ขนม หนังสือ และพู่กันหมึกเตรียมไว้ให้"
พูดจบ เผยเจียนก็กัดฟันกรอด เดินตามอาจารย์อู๋ผู้นั้นเข้าห้องเรียนไป
ภายในห้องเรียน เหล่านักเรียนต่างนั่งประจำที่กันหมดแล้ว
เมื่อเห็นเผยเจียนเดินเข้ามา ทุกคนก็พากันขยิบตาหลิ่วตาให้กัน บรรยากาศดูขบขัน
อาจารย์อู๋ยืนอยู่หน้าสุดของห้องเรียน สายตาจ้องเขม็งไปที่เผยเจียน ด้วยเกรงว่าคุณชายเสเพลผู้นี้จะก่อเรื่องวุ่นวายอีก
ทว่าวันนี้กลับแปลกประหลาดนัก
เผยเจียนนั่งลงอย่างว่านอนสอนง่าย ไม่ได้ส่งเสียงดังแม้แต่น้อย สีหน้าก็ดูเป็นปกติมาก
เรื่องนี้ทำให้อาจารย์อู๋ที่เตรียมตัวรับมือไว้แล้ว รู้สึกไม่คุ้นชินเอาเสียเลย
จอมมารป่วนโลกผู้นี้วันนี้เปลี่ยนนิสัยแล้วหรือ?
มีเพียงเผยเจียนเท่านั้นที่ลอบโอดครวญอยู่ในใจ
นั่นก็เพราะน้องชายกำลังมองเขาอยู่จากนอกห้องเรียนน่ะสิ!
เขาจึงทำได้เพียงฝืนใจ 'แสดง' ต่อไป
เนื่องจากอินกับบทบาท 'อัจฉริยะ' มากเกินไป หลังจากนั้นเขาก็เผลอตั้งใจเรียนเข้าไปจริงๆ โดยไม่รู้ตัว!
ด้านนอกห้องเรียน
ชุยเซี่ยนยืนดูการแสดงอันงุ่มง่ามของเผยเจียนอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็กลั้นหัวเราะเดินจากไปเงียบๆ
การที่เขากับเผยเจียนรู้จักกันได้ ล้วนเป็นเพราะเขาหลอกล่อเอาทั้งสิ้น
แต่ไม่ว่าจะพูดอย่างไร ในยามที่ตระกูลชุยกำลังตกที่นั่งลำบาก เผยเจียนก็ยังยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือครอบครัวของเขา
ทั้งส่งข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำมัน และยังมอบเงินให้อีก
เพียงแค่ข้อนี้ ชุยเซี่ยนก็จะจดจำไว้ในใจเสมอ และจะคอยเคี่ยวเข็ญให้เผยเจียนตั้งใจเรียน
หลังจากออกจากห้องเรียน ชุยเซี่ยนก็เดินเตร็ดเตร่ไปรอบๆ สำนักศึกษาสกุลเผย
เขาไปดูห้องเรียนสำหรับผู้เริ่มต้นที่เผยเจียนพูดถึงก่อนเป็นอันดับแรก
หยุดดูอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็ส่ายหน้า ก่อนจะเดินจากไปอย่างเงียบเชียบ
ในฐานะอดีตด็อกเตอร์สาขาวรรณคดีจีน ชุยเซี่ยนที่ทะลุมิติมาอยู่ในยุคโบราณไม่เคยหลงตัวเอง และไม่เคยคิดว่าตนเองจะสามารถ 'ต่อย' ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ หรือ 'เตะ' กวีเอกได้
เขามีความเคารพต่อภูมิปัญญาของคนโบราณมาโดยตลอด
แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า เขาจะต้องกลับไปเป็นเด็กเริ่มเรียนอย่างว่านอนสอนง่าย และเริ่มเรียนรู้จากการอ่านเขียนตัวอักษรง่ายๆ ใหม่ตั้งแต่ต้น
นั่นมันทรมานเกินไปแล้ว
ชุยเซี่ยนตั้งใจจะข้าม 'ชั้นเล็ก' แล้วกระโดดไปเรียน 'ชั้นกลาง' หรือไม่ก็ 'ชั้นใหญ่' เลย
หากเปรียบเทียบกับโรงเรียนอนุบาลในชาติก่อน สำนักศึกษาสกุลเผยสามารถแบ่งอย่างง่ายๆ ได้เป็น ชั้นเล็ก ชั้นกลาง และชั้นใหญ่
ชั้นเล็กก็คือการเริ่มเรียนรู้ตัวอักษร
ชั้นกลาง ซึ่งก็คือชั้นเรียนที่เผยเจียนอยู่ จะเน้นการศึกษาและท่องจำสี่ตำราห้าคัมภีร์
ชั้นใหญ่ ก็คือกลุ่มนักเรียนที่ล้อมรอบอาจารย์อู๋เพื่อขอคำชี้แนะเมื่อครู่นี้ พวกเขาเริ่มศึกษาเรียงความแปดส่วน ฝึกตีโจทย์ เพื่อเตรียมตัวสำหรับการสอบเคอจวี่
หลังจากเดินชมสำนักศึกษาจนทั่วแล้ว ชุยเซี่ยนก็ไปที่ห้องข้างตามที่เผยเจียนบอก
ที่นี่เปรียบเสมือน 'ห้องชงชาผสมห้องพักผ่อน' อีกทั้งยังมีการจัดเตรียมโต๊ะ กระดาษ พู่กัน หมึก และแท่นฝนหมึกเอาไว้ให้เป็นพิเศษ
เวลานี้เหล่านักเรียนต่างกำลังเรียนหนังสืออยู่ ดังนั้นในห้องข้างจึงว่างเปล่า
สำนักศึกษาสกุลเผยมีกลิ่นอายของตระกูลใหญ่ผู้ดี แม้แต่เด็กรับใช้ประจำตัวคุณชายหรือบ่าวไพร่ก็สามารถเข้าไปนั่งฟังการสอนในห้องเรียนได้
อาจารย์อู๋มาจากครอบครัวที่ยากจน จึงเข้าใจความยากลำบากของลูกชาวนาเป็นอย่างดี
ดังนั้นเขาจึงสั่งการเป็นพิเศษว่า บ่าวไพร่ของแต่ละบ้านในสถานศึกษา สามารถมาฝึกคัดลายมือที่ห้องข้างได้
น่าเสียดายที่บ่าวไพร่ที่มาฝึกเขียนหนังสือนั้นมีเพียงหยิบมือเดียว
เสียงสอนหนังสือของอาจารย์อู๋จากห้องข้างๆ ดังกังวานหนักแน่น
สายลมแผ่วเบาพัดผ่านป่าไผ่ หอบเอากลิ่นหอมสดชื่นของใบไผ่โชยมา กระดาษบนโต๊ะถูกลมพัดจนเกิดเสียงดังพึ่บพั่บ
ไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่า
ภายในห้องข้าง ที่หน้าโต๊ะหนังสือ
เด็กรับใช้หนุ่มคนหนึ่ง หลังจากเปิดดูปึกกระดาษคัดลายมือที่เขียนโย้เย้ไปมา และมีรอยขีดเขียนวิจารณ์ของอาจารย์อู๋ทิ้งไว้บนโต๊ะ เขาก็เริ่มฝนหมึก
ชุยเซี่ยนมาเป็นเด็กรับใช้ที่จวนเผยก็เพื่อหาเงินไปจุนเจือครอบครัว
แต่เป้าหมายของเขาไม่ใช่แค่การหาเงินเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
เขาต้องการสร้างภาพลักษณ์ 'อัจฉริยะขั้นเทพ' ให้กับตัวเอง เพื่อปูทางสำหรับการสอบเคอจวี่และเส้นทางขุนนางในอนาคต
ดังนั้นเมื่อเขามาถึงจวนเผย จึงใช้ทั้งการหลอกล่อและหว่านล้อมสารพัดเพื่อให้ได้เข้ามาในสถานศึกษาพร้อมกับเผยเจียน
เพราะมีเพียงการเข้ามาในสถานศึกษาเท่านั้น เขาถึงจะเริ่มการแสดงของตัวเองได้!
และอาจารย์อู๋ที่กำลังสอนหนังสืออยู่ห้องข้างๆ ก็คือผู้ชมคนแรกที่ชุยเซี่ยนเลือกไว้สำหรับการแสดงฉากนี้
แม้ว่าพอเข้ามาในสถานศึกษาปุ๊บ เขาก็พลอยโดนอาจารย์อู๋ผู้นี้พูดจาเยาะเย้ยถากถางไปด้วยเพราะเผยเจียนก็ตาม
แต่หลังจากที่เดินเล่นและสอบถามผู้คนในสำนักศึกษาเมื่อครู่นี้ ชุยเซี่ยนกลับมีความประทับใจที่ดีต่ออาจารย์อู๋ผู้นี้เป็นอย่างมาก
ครู่ต่อมา
ชุยเซี่ยนใช้มือซ้ายจับพู่กัน รวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี ฝืนเขียนตัวอักษรโย้เย้สุดอัปลักษณ์ออกมาหนึ่งแผ่น
เมื่อมองดูตัวอักษรที่ตัวเองเขียนเสร็จ ชุยเซี่ยนก็รู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก
มันเขียนออกมาดูดีเกินไป
ไม่ได้การแล้ว
เขาขยำกระดาษแผ่นนั้นเป็นก้อนแล้วยัดใส่กระเป๋า
คิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็เอาแท่นฝนหมึกที่ทั้งสะอาดและหนักอึ้งมาวางทับไว้บนแขนซ้าย แล้วเริ่มเขียนต่อ
หลังจากเขียนเสร็จ หน้าผากของชุยเซี่ยนถึงกับมีเหงื่อซึมออกมา
การแกล้งทำตัวเป็นคนเรียนไม่เก่งนี่มัน...
ยากจริงๆ เลย!
ดูเหมือนว่าการจะเป็นคนเรียนไม่เก่งก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกัน
เขานำตัวอักษรสุดอัปลักษณ์ที่เขียนเสร็จแล้วมาคลี่ออกอย่างระมัดระวัง แล้ววางทิ้งไว้บนโต๊ะ
พลางฟังเสียงสอนหนังสือของอาจารย์อู๋จากห้องข้างๆ
ชุยเซี่ยนยิ้มและคิดในใจเงียบๆ ว่า "ท่านผู้ชมที่รัก ท่านพร้อมที่จะเป็นพยานในการถือกำเนิดของอัจฉริยะขั้นเทพแล้วหรือยัง?"
ราวหนึ่งชั่วยามต่อมา
อาจารย์อู๋ที่สอนหนังสือเสร็จแล้ว ก็มาพักผ่อนที่ห้องข้างครู่หนึ่ง
วันนี้เผยเจียนไม่ได้ก่อเรื่องวุ่นวาย ซ้ำยังทำตัวว่าง่ายเป็นพิเศษ ดังนั้นอารมณ์ของอาจารย์อู๋จึงถือว่าไม่เลวนัก
เมื่อเดินมานั่งลงที่หน้าโต๊ะในห้องข้าง อาจารย์อู๋ก็กวาดตามองบนโต๊ะตามความเคยชิน เพื่อดูว่ามีกระดาษคัดลายมือที่เขียนเสร็จแล้วรอให้เขาตรวจแก้หรือไม่
พร้อมกันนั้นก็รินน้ำชาให้ตัวเองหนึ่งถ้วย
ผลปรากฏว่าเพียงแค่กวาดตามองแวบเดียว อารมณ์ดีๆ ของอาจารย์อู๋ก็มลายหายไปในพริบตา ถ้วยชาที่ยกขึ้นมาถูกกระแทกลงบนโต๊ะด้วยความโมโห
เขารู้ดีว่าตัวอักษรบนโต๊ะ ล้วนเป็นฝีมือของพวกบ่าวไพร่และเด็กรับใช้ประจำตัว
ดังนั้นต่อให้จะเขียนได้ทุเรศนัยน์ตาเพียงใด อาจารย์อู๋ก็ยังพยายามเขียนคำวิจารณ์ให้ เพื่อเป็นการให้กำลังใจ
แต่ตัวอักษรที่เขียนในวันนี้ ไม่สามารถใช้คำว่า 'ทุเรศนัยน์ตา' มาบรรยายได้อีกต่อไปแล้ว
มันอัปลักษณ์ถึงขีดสุด!
ใช้เท้าเขียนยังไม่อัปลักษณ์ขนาดนี้เลย!
คนที่เขียนตัวอักษรนี้ไม่เพียงแต่โง่เขลาเบาปัญญา แต่ยังไม่มีความเคารพต่อพู่กันและหมึกเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังใจร้อน หยิ่งผยอง และอวดดี
บนโลกใบนี้ จะมีใครที่เขียนตัวอักษรทุกตัวได้อัปลักษณ์ขนาดนี้!
ให้ไก่กระโดดลงไปในน้ำหมึก แล้วไปเดินย่ำบนกระดาษขาว ยังจะเขียนออกมาดูดีกว่าตัวอักษรแผ่นนี้เสียอีก!
นี่มันเป็นการย่ำยีพู่กันและหมึกชัดๆ!
อาจารย์อู๋จ้องมองตัวอักษรสุดอัปลักษณ์แผ่นนั้น ในใจก็ยิ่งทวีความโกรธเกรี้ยว
เขาหยิบพู่กันขึ้นมาจุ่มหมึกแดง แล้วตวัดพู่กันเขียนรวดเดียวจบด้วยความเดือดดาล ทิ้งคำวิจารณ์ไว้หนึ่งบรรทัด ซึ่งในวันข้างหน้าทุกครั้งที่เขานึกถึงมัน จะต้องนอนพลิกไปพลิกมา กระสับกระส่ายตลอดคืน รู้สึกเสียใจไม่หยุดหย่อน และอับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนีว่า...
"ไม้ผุไม่อาจสลักเสลา!"