คืนก่อนที่จะมาตระกูลเผย
ฉุยจ้งหยวนเคยเป็นกังวล โดยบอกว่าเซี่ยนเกอนอนดิ้น ไม่รู้ว่าเตียงของตระกูลเผยจะกว้างพอหรือไม่
แต่ความจริงแล้วเขาคิดมากไปเองล้วนๆ
เมื่อเทียบกับห้องนอนดินเหนียวที่แคบและอุดอู้ของตระกูลชุยแล้ว ห้องปีกของตระกูลเผยนั้นกว้างขวางและงดงาม
ตะเกียงน้ำมันสว่างไสว ฟูกนอนนุ่มนวล
แถมยังมีสาวใช้คอยจุดกำยานช่วยให้หลับสบายเพื่อชุยเซี่ยนอย่างเอาใจใส่
ตลอดคืนนั้นเขาหลับฝันดี
ยามเหม่า แสงอรุณเบิกฟ้า
บ่าวไพร่และสาวใช้ของจวนเผยตื่นกันแต่เช้าตรู่ เริ่มง่วนกับงาน
นายน้อยย่อมยังคงหลับสนิท
ชุยเซี่ยนตื่นแต่เช้าตรู่ หลังจากล้างหน้าล้างตาอย่างง่ายๆ ก็มาออกกำลังกายในลานเรือน
เมื่อได้เกิดใหม่ เขาตระหนักดีถึงความสำคัญของการมีร่างกายที่แข็งแรง
ดังนั้นเขาจึงรักษาพฤติกรรมการออกกำลังกายยามเช้าเหมือนตอนที่อยู่ตระกูลชุย
เมื่อชุยเซี่ยนออกกำลังกายเสร็จและรับประทานอาหารเช้า ฟ้าก็สว่างจ้าแล้ว สาวใช้ถึงได้ไปปลุกนายน้อยให้ตื่น
ไม่ผิดคาด เผยเจียนบอกว่าตัวเอง 'ป่วย'
ท่านผู้เฒ่าเผยรีบร้อนตามมาด้วยความโมโห คนเพิ่งก้าวเข้าสู่ลานเรือนเล็กของเผยเจียน ก็แทบจะอดรนทนด่าไม่ไหว
ไหนตกลงกันแล้วว่าพอน้องชายมาถึงก็จะไปเรียนหนังสือที่สำนักศึกษาไง กลับกลอกไปมา เจ้าคนไม่ได้เรื่องเอ๊ย!
ทว่ายังไม่ทันที่ท่านผู้เฒ่าเผยจะอ้าปาก
ในลานเรือน ชุยเซี่ยนที่รู้ต้นสายปลายเหตุดีอยู่แล้ว ก็ทำมือเป็นสัญญาณให้ท่านผู้เฒ่าเงียบเสียง
ท่านผู้เฒ่าเผยกลืนคำด่าลงคอ มองชุยเซี่ยนด้วยสีหน้าเปี่ยมความหวัง
หรือว่าเด็กคนนี้จะมีวิธี?
ภายใต้สายตาของท่านผู้เฒ่าเผยและบรรดาบ่าวไพร่
ชุยเซี่ยนเคาะประตูห้องนายน้อย น้ำเสียงแฝงความกังวล "พี่ใหญ่ ได้ยินว่าท่านป่วยหรือ?"
ภายในห้องนอน
เผยเจียนตอบกลับมาอย่างรู้สึกผิดเล็กน้อย "ใช่... ใช่แล้ว"
คำพูดของชุยเซี่ยนดังทะลุประตูเข้ามา "ร้ายแรงหรือไม่ ต้องตามหมอหรือเปล่า? เมื่อก่อนตอนข้าอยู่ในตัวอำเภอ เคยเห็นเด็กรับใช้เดินตามหลังท่านซิ่วไฉ แบกกล่องหนังสือ กางร่มให้ท่านซิ่วไฉ ช่างดูน่าเกรงขามและสง่างามมาก"
"วันนี้เป็นวันแรกที่ข้ามาเป็นเด็กรับใช้ที่จวนเผย กล่องหนังสือและร่ม ข้าก็เตรียมไว้ให้พี่ใหญ่ล่วงหน้าแล้ว"
"...ข้าตื่นเต้นจนนอนไม่หลับทั้งคืน เฝ้ารอให้ถึงวันนี้เพื่อจะได้ไปสำนักศึกษากับพี่ใหญ่เลยนะ"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ สาวใช้ที่จุดกำยานให้ชุยเซี่ยนเมื่อคืนก็มีสีหน้าประหลาดใจ
นอนไม่หลับทั้งคืน?
หากนางไม่ได้เห็นกับตาว่าพี่ชายชุยเซี่ยนหลับสนิท ก็คงจะถูกหลอกเข้าจริงๆ แล้ว
แต่เผยเจียนกลับเชื่อ
แม้จะไม่เข้าใจว่าการถือกล่องหนังสือและกางร่มให้คนอื่นมันดูน่าเกรงขามและสง่างามตรงไหน
แต่เมื่อได้ยินความคาดหวังในน้ำเสียงของน้องชาย เขาก็พูดปฏิเสธไม่ออกจริงๆ หลังจากผ่านไปพักใหญ่จึงกัดฟันตื่นนอน!
ช่างเถอะ ถึงตัวเองจะไม่เก่งกาจ แต่ยังไงก็เป็นพี่ใหญ่นะ
ครู่ต่อมา
เอี๊ยด——
ประตูห้องนอนถูกผลักออก ท่ามกลางสายตาเบิกโพลงของท่านผู้เฒ่าเผยและบ่าวไพร่ทั้งลานเรือน
เห็นเพียงเผยเจียนแต่งตัวเรียบร้อยเดินออกมา พลางกล่าวว่า "แค่ตื่นเช้ามาแล้วรู้สึกไม่สบายนิดหน่อย ตอนนี้หายแล้ว กล่องหนังสือกับร่มที่เจ้าเตรียมไว้ล่ะ รีบเอาออกมา พวกเราจะไปสำนักศึกษากัน"
นี่... ยอมตกลงง่ายๆ แบบนี้เลยหรือ?
ชุยเซี่ยนโห่ร้องด้วยความดีใจ รีบลุกลี้ลุกลนไปเตรียมของ "ได้เลยพี่ใหญ่!"
มุมปากของเผยเจียนอดไม่ได้ที่จะเริ่มยิ้มอีกครั้ง
เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาไปเรียนด้วยอารมณ์ดี ไม่ใช่ 'ไปเรียนเหมือนไปตาย' ทุกวี่ทุกวัน
เมื่อชุยเซี่ยนหิ้วกล่องหนังสือใบเล็ก กางร่มกระดาษเคลือบน้ำมัน และเดินพูดคุยหัวเราะร่าออกจากบ้านไปพร้อมกับเผยเจียนแล้ว
ท่านผู้เฒ่าเผยที่ยืนอึ้งอยู่นานถึงได้สติกลับมา
นางใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาที่หางตาด้วยความสั่นเทา พลางกล่าวว่า "เร็ว รีบไปเขียนจดหมายถึงนายท่านกับคุณชายใหญ่ บอกว่าเจียนเกอบ้านเรายอมเรียนหนังสือแล้วในที่สุด! เด็กคนเซี่ยนเกอนี้ เป็นผู้อุปถัมภ์ของจวนเผยเราจริงๆ!"
'นายท่าน' และ 'คุณชายใหญ่' ที่ท่านผู้เฒ่าพูดถึง ก็คือปู่และพ่อของเผยเจียนตามลำดับ
สองพ่อลูกคู่นี้ล้วนเป็นจวี่เหริน
นายท่านตระกูลเผยทำงานเป็นที่ปรึกษาอยู่ใต้บังคับบัญชาของท่านผู้ตรวจการเมืองไคเฟิง
ส่วนคุณชายใหญ่ตระกูลเผยนั้นเรียนหนังสืออยู่ที่สำนักศึกษาประจำเมืองไคเฟิง
หากนับย้อนขึ้นไปอีกสามรุ่น บรรพบุรุษตระกูลเผยยังเคยมีผู้ดำรงตำแหน่งรองเสนาบดีกรมพระคลัง ซึ่งเป็นขุนนางขั้นสามสวมชุดแดงอย่างแท้จริง
ความพยายามร่วมกันของคนเจ็ดแปดรุ่นได้หล่อหลอมตระกูลเผยที่มีฐานะมั่งคั่งและมีชื่อเสียงอันบริสุทธิ์ขจรขจาย
ด้วยเหตุนี้ ตระกูลเผยจึงเปิดสำนักศึกษาของตระกูลตนเองขึ้น
ที่ตั้งของสำนักศึกษาสกุลเผยอยู่ลึกสุดของตรอกฝูหนิว สร้างอิงแม่น้ำป๋ายเหอ ถูกโอบล้อมด้วยป่าไผ่สีเขียวขจี
นอกป่าไผ่ ริมแม่น้ำป๋ายเหอ เป็นต้นหลิวที่ขึ้นหนาแน่น
ทิวทัศน์งดงามหมดจด สงบเงียบท่ามกลางความวุ่นวาย
เหตุใดบ้านเรือนในตรอกฝูหนิวจึงมีราคาแพงที่สุดในหนานหยาง?
คำตอบคือ: บ้านใกล้ย่านสถานศึกษา!
บุรุษทุกคนในตระกูลเผย เมื่อถึงวัยอันควร ล้วนสามารถมาเริ่มต้นเรียนหนังสือที่สำนักศึกษาของตระกูลได้ฟรี
นอกจากนี้ เศรษฐีและคหบดีในเมืองก็สามารถยอมจ่ายเงินในราคาสูง เพื่อส่งลูกหลานมาเรียนที่สำนักศึกษาสกุลเผยได้เช่นกัน
และการที่สามารถส่งลูกหลานของตนเข้าเรียนในสำนักศึกษาสกุลเผยได้นั้น เป็นเรื่องน่ายินดีที่ทำให้ผู้ปกครองสามารถเอาไปคุยโวได้ถึงสามห้าปีเลยทีเดียว!
แต่ในยามนี้ ที่ด้านนอกสำนักศึกษาสกุลเผย
เผยเจียนกลับมีสีหน้าประหลาด ลังเลไม่ยอมเข้าไป
ชุยเซี่ยนที่อยู่ด้านหลังเขาแสร้งทำเป็นสงสัย "พี่ใหญ่?"
เผยเจียนกระแอมเบาๆ หันไปมองชุยเซี่ยน พลางกล่าวว่า "จู่ๆ ข้าก็รู้สึกว่าตัวเอง..."
แต่คำพูดที่ว่า 'รู้สึกว่าตัวเองยังป่วยอยู่ ไม่เหมาะที่จะไปเรียน' ของเขายังไม่ทันได้พูดจบ
ชายวัยกลางคนหน้าตาคร่ำครึอายุราวสี่สิบปี สวมชุดยาวของบัณฑิต ก็บังเอิญเดินออกมาจากสำนักศึกษาพอดี
เมื่อเห็นเผยเจียน ชายหน้าตาคร่ำครึผู้นั้นก็แค่นหัวเราะ พูดจาเหน็บแนมว่า "แปลกจริง นี่ไม่ใช่ยอดบัณฑิตเผยของพวกเราหรอกหรือ ช่างเป็นแขกที่หาตัวจับยากเสียจริง"
หากเป็นเมื่อก่อน เผยเจียนคงถลกแขนเสื้อและทะเลาะกับชายหน้าตาคร่ำครึผู้นี้ไปแล้ว
แต่วันนี้...
น้องชายอยู่ข้างหลัง เขาจึงสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วทนเอาไว้!
แต่ชุยเซี่ยนกลับไม่เข้าใจสถานการณ์ ร้อง 'ว้าว' ออกมาอย่างซื่อบื้อ "พี่ใหญ่ เขายกย่องว่าท่านเป็นยอดบัณฑิตด้วย! ท่านคือเด็กอัจฉริยะที่ยอดเยี่ยมที่สุดของสำนักศึกษาจริงๆ"
คำพูดนี้เสียงไม่เบาเลย
ไม่เพียงแต่ชายหน้าตาคร่ำครึจะได้ยินเท่านั้น แต่บรรดานักเรียนที่เตรียมจะเข้าสำนักศึกษาบางส่วนก็ได้ยินเช่นกัน
ทุกคนหันไปมองตามเสียง จากนั้นก็มีสีหน้าพิลึกพิลั่น
ยอดบัณฑิต นักเรียนที่ยอดเยี่ยมที่สุดในสำนักศึกษา ใครกัน? เผยเจียนหรือ?
ช่างเหลวไหลสิ้นดี!
"พรืด"
"ฮ่าๆๆๆ"
บรรดานักเรียนมองหน้ากัน ด้วยเกรงใจฐานะของตระกูลเผย จึงไม่กล้าท้าทายอย่างโจ่งแจ้ง ได้แต่แอบกุมท้องหัวเราะเยาะ
แม้แต่ชายหน้าตาคร่ำครึผู้นั้น หลังจากที่ตกตะลึงไปชั่วครู่ ก็มองชุยเซี่ยนและเผยเจียนราวกับมองคนโง่ ส่ายหน้ากลั้นหัวเราะแล้วเดินจากไป
เผยเจียนหน้าแดงก่ำราวกับตับหมู
นี่คือสาเหตุที่เขาเพิ่งนึกขึ้นได้และไม่กล้าเข้าสำนักศึกษา——
เขาอาศัยการที่ตนเป็นนายน้อยของจวนเผย ให้บ่าวไพร่ในจวนร่วมมือสร้างภาพ 'พี่ใหญ่อัจฉริยะผู้ยอดเยี่ยม' ต่อหน้าชุยเซี่ยน
แต่พอมาถึงสำนักศึกษา ก็ความแตกในทันที!
เขา เผยเจียน ลูกผู้ดีหยิบหย่ง
นักเรียนหางแถวระดับท็อปที่ถูกอาจารย์ถึงเจ็ดท่านด่าว่า 'ไม้ผุไม่อาจสลักได้' ติดต่อกัน เป็นนักเรียนชั้นเลวที่ใครๆ ในสำนักศึกษาต่างก็หัวเราะเยาะ
เมื่อก่อนไม่ว่าจะถูกเยาะเย้ยถากถางอย่างไร เผยเจียนก็ไม่ใส่ใจ
แต่วันนี้ต่อหน้าน้องชาย เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาได้สัมผัสว่าความอับอายขายหน้าคืออะไร ความกระดากอายคืออะไร
มีอยู่ชั่วแวบหนึ่ง เผยเจียนถึงกับแทบจะร้องไห้ออกมา
น้องชายจะพบหรือไม่ว่าพี่ชายที่แสนดีคนนี้ แท้จริงแล้วเป็นแค่คนไม่ได้เรื่อง?
แล้วก็จะดูถูกเขา หัวเราะเยาะเขาเหมือนคนอื่นๆ และไม่ยอมเป็นน้องชายของเขาอีกต่อไป?
เพราะความกระวนกระวายใจ เผยเจียนจึงไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับไปมองสีหน้าของชุยเซี่ยน
ในเวลานี้ เขารู้สึกได้ว่าแขนเสื้อของตัวเองถูกคนกำไว้และกระตุกเบาๆ
จากนั้น
ชุยเซี่ยนก็ลดเสียงลงพูดอย่างกระวนกระวายว่า "พี่ใหญ่ ข้ามาจากบ้านนอก พูดจาโวยวาย ไม่มีความรู้ พวกเขาเหมือนกำลังหัวเราะเยาะข้าอยู่เลย? ข้าทำให้ท่านขายหน้าใช่หรือไม่? ขอโทษนะ ท่านเข้าสำนักศึกษาไปเถอะ ข้าไม่เข้าไปแล้ว ข้าจะรอท่านอยู่ข้างนอก"
เผยเจียนฟังอย่างเหม่อลอย รู้สึกเพียงแค่จมูกเปรี้ยวจี๊ด ทั้งร่างรู้สึกสะอื้นไห้อยู่ลึกๆ
โง่ชะมัด!
พวกเขาหัวเราะเยาะเจ้าที่ไหนกัน พวกเขากำลังหัวเราะเยาะนายน้อยอย่างข้าต่างหาก
ทั้งที่คำโกหกเรื่อง 'พี่ใหญ่ผู้ยอดเยี่ยม' ยังไม่ถูกเปิดโปง แต่เผยเจียนกลับรู้สึกเศร้าใจอย่างไม่มีเหตุผล
ฐานะทางบ้านของชุยเซี่ยนไม่ดี ตอนอยู่ในหมู่บ้านก็มักจะถูกคนชี้นิ้วพูดจานินทาอยู่เสมอ คงจะต้องขาดความมั่นใจเอามากๆ แน่
หากเมื่อก่อนตัวเองตั้งใจเรียนหนังสือ และเป็นอัจฉริยะจริงๆ ก็คงจะดี
เช่นนั้นก็จะได้เป็นพี่ใหญ่ที่ดีได้อย่างเต็มภาคภูมิ ไม่ถึงกับต้องพลอยทำให้น้องชายต้องกระวนกระวายใจ และเข้าใจผิดว่าถูกคนอื่นหัวเราะเยาะ
ความคิดมากมายแล่นผ่านเข้ามาในหัว
เผยเจียนที่เดิมทีคิดจะโมโหจนไม่ยอมเข้าสำนักศึกษา กลับพลิกมือคว้าแขนเสื้อของน้องชายไว้ แล้วขึ้นเสียงกล่าวว่า "พูดจาเหลวไหลอะไรกัน เจ้าเป็นน้องชายของข้า เป็นคนที่ยอดเยี่ยมที่สุดเป็นอันดับสองในใต้หล้า รองจากข้าเชียวนะ จะทำให้ข้าขายหน้าได้อย่างไร? แล้วใครหน้าไหนกล้าหัวเราะเยาะเจ้า?"
"พวกเขา... พวกเขากำลังต้อนรับเราสองคนอย่างอบอุ่นต่างหาก ช่วยไม่ได้นี่นา ใครใช้ให้ชื่อเสียงเด็กอัจฉริยะของนายน้อยอย่างข้าโด่งดังเกินไปเล่า!"
"ไป พวกเราเข้าไปกันเถอะ!"
เผยเจียนดึงตัวน้องชาย เดินก้าวยาวๆ เข้าไปในสำนักศึกษาโดยไม่สนใจสายตาแปลกประหลาดรอบข้าง
ฝีเท้าของเขาแน่วแน่เสียจนไม่ได้สังเกตเห็นรอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นลางๆ ที่มุมปากของชุยเซี่ยน