ยุคแปดสิบไม่เหมือนยุคหลังที่มีวัตถุอุดมสมบูรณ์ การเลี้ยงข้าวแขกถือเป็นเรื่องฟุ่มเฟือยมากสำหรับครอบครัวส่วนใหญ่
ข้าว แป้ง น้ำมัน และเนื้อสัตว์ล้วนมีการจัดสรรตามโควตาในแต่ละเดือน ไม่มีบ้านไหนมีเหลือเฟือ การเลี้ยงข้าวแขกหมายความว่าต้องแบ่งอาหารส่วนใหญ่ของครอบครัวมาให้แขกรับประทาน
ไม่เพียงแค่นั้น การเลี้ยงข้าวแขกในเวลานี้ยังเป็นการทดสอบฝีมือทำอาหารและความใส่ใจของเจ้าบ้านด้วย
วัตถุดิบมีอยู่แค่นั้น เครื่องปรุงก็ไม่ได้หลากหลายและหาซื้อง่ายเหมือนยุคหลัง การจะรังสรรค์อาหารมื้อใหญ่ที่อร่อยและอุดมสมบูรณ์ออกมาได้นั้น ถือเป็นโจทย์ยากสำหรับคนส่วนใหญ่
ฝีมือของหลินเฉาหยางได้รับการยอมรับจากนักกินอย่างวังเจิงฉี อีกสองคนยิ่งไม่ต้องพูดถึง จางเต๋อหนิงกินจนอิ่มแปล้ ตอนนี้กำลังนอนแผ่หราอยู่บนโซฟา ตาลอยเหม่อ เข้าสู่ภวังค์อันลึกล้ำสุดจะหยั่งถึง
วังเจิงฉีเอ่ยปากชมฝีมือทำอาหารของหลินเฉาหยางไม่ขาดปาก และยังแลกเปลี่ยนเคล็ดลับเกี่ยวกับอาหารอร่อยๆ กับเขาด้วย
ในด้านอาหาร วังเจิงฉีถือเป็นพวกเรียนรู้ด้วยตัวเอง เขากินอาหารได้หลากหลาย ทำอาหารก็อาศัยการค่อยๆ ศึกษาเอาเอง แถมยังเสพติด บ่อยครั้งที่เขาสามารถใช้เวลาทำอาหารจานเดียวได้ทั้งวัน
ทั้งสองคุยกันถึงเมนูขาหมูในวันนี้ วังเจิงฉีสอนเมนูหนึ่งให้หลินเฉาหยาง เรียกว่าขาหมูเจิ้นเจียง
วิธีทำคล้ายกับวิธีทำหมูแฮมของทางใต้ คือหมักเกลือผสมดินประสิว จากนั้นใส่ในภาชนะแล้วใช้ก้อนหินทับไว้ จนเนื้อแน่นแล้วค่อยนำออกมาต้มให้สุก ผึ่งให้สะเด็ดน้ำก็รับประทานได้เลย
"ขาหมูที่ทำแบบนี้ เนื้อแดงจะมีสีแดงเข้ม ส่วนมันจะขาวราวกับไขมันแกะ กินแล้วไม่เลี่ยน ยิ่งถ้าเหยาะจิ๊กโฉ่วเจิ้นเจียงกับขิงซอยลงไปหน่อยล่ะก็ ถือว่าเข้ากันสุดๆ"
หลินเฉาหยางถูกวังเจิงฉีพูดจนรู้สึกคันไม้คันมืออยากทำบ้าง เขาพูดว่า "คราวหน้าผมจะลองทำตามวิธีนี้ดู คุณมาช่วยชิมหน่อยนะว่ารสชาติใช่หรือเปล่า"
จางเต๋อหนิงที่กำลังเหม่อลอยอยู่ข้างๆ จู่ๆ ก็พูดขึ้นมาว่า "รวมฉันด้วยคน"
"มีคุณโผล่มาทุกที่เลยนะ คราวหน้ามาก็พกคูปองอาหารมาด้วยล่ะ" หลินเฉาหยางพูดอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์นัก
จางเต๋อหนิงอยากจะสวนหลินเฉาหยางกลับไปว่า 'ฉันไม่ได้อยากมานักหรอก' แต่พอคำพูดมาถึงริมฝีปาก ปลายลิ้นกลับนึกถึงรสชาติแสนอร่อยที่เพิ่งกินเข้าไป คำพูดจึงเปลี่ยนเป็น "พกคูปองอาหารก็พกคูปองอาหารสิ!"
ไม่มีศักดิ์ศรีเอาเสียเลย
วังเจิงฉีและพวกทั้งสามคนอิ่มหนำสำราญที่บ้านของหลินเฉาหยาง เป็นการพิสูจน์อย่างชัดเจนว่าสิ่งที่หลี่ทัวพูดนั้นไม่ใช่เรื่องโกหก ตอนจะกลับก็ยังรู้สึกอาลัยอาวรณ์
โดยเฉพาะวังเจิงฉี เขากับหลินเฉาหยางเรียกได้ว่าคุยกันถูกคอตั้งแต่แรกพบ
สุดท้ายเขายังไม่ลืมที่จะเอ่ยปากชวน "ถ้ามีเวลาแวะไปนั่งเล่นที่บ้านสิ ไปชิมฝีมือทำอาหารของฉันบ้าง"
"ตกลงครับ"
ผ่านไปอีกสองวัน งานสัมมนาผลงานเรื่อง 'ฤดูร้อนของไหลจื่อ' ที่สำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชนจัดขึ้น ก็จัดตามกำหนดการที่ห้องประชุมหมายเลข 166 บนถนนเฉาเน่ย
สำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชนส่งทีมงานระดับแนวหน้ามา นำโดยบรรณาธิการบริหารเว่ยกวินอี๋และบรรณาธิการใหญ่ของคอนเทมโพราเรีย ถานเฉาหยาง รวมทั้งยังมีหรงซื่อฮุยและจู้ชางเซิ่งซึ่งเป็นบรรณาธิการของคอนเทมโพราเรียด้วย
ฝ่ายนักเขียนได้รับเชิญทั้งวังเจิงฉี หลิวซินอู่ หลินจินหลาน และหวังเหมิง ซึ่งวังเจิงฉีและหลิวซินอู่ถือเป็นคนรู้จักของหลินเฉาหยาง ส่วนหวังเหมิงก็เคยพบกับหลินเฉาหยางในพิธีมอบรางวัลนวนิยายขนาดสั้นยอดเยี่ยมระดับชาติมาแล้ว
แนวคิดการสร้างสรรค์และสไตล์ของหวังเหมิงถือว่าค่อนข้างทันสมัยในหมู่นักเขียนในประเทศมาโดยตลอด การที่วันนี้เขาได้รับเชิญให้มาร่วมงานสัมมนาผลงานของหลินเฉาหยางจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ
ฝ่ายนักวิจารณ์ สำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชนได้เชิญเหยียนกังผู้ซึ่งชื่นชมผลงานของหลินเฉาหยางมาโดยตลอด ก่อนหน้านี้บทความวิจารณ์ของเขาที่ชื่อว่า '<ฤดูร้อนของไหลจื่อ>: ผู้บุกเบิกวรรณกรรมกระแสสำนึกแบบจีน' ทันทีที่ได้รับการตีพิมพ์ ก็ก่อให้เกิดการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในวงการวรรณกรรม
เขาได้นำเสนอแนวคิดเรื่อง 'วรรณกรรมกระแสสำนึกแบบจีน' อย่างสร้างสรรค์ ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างเป็นเอกฉันท์จากทั้งแวดวงนักวิจารณ์และแวดวงวิชาการ
นอกจากแขกผู้มีเกียรติจากวงการวรรณกรรมและแวดวงนักวิจารณ์แล้ว งานสัมมนาในวันนี้ยังมีนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยมาอีกสองท่าน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือคนรู้จักของหลินเฉาหยาง
"พี่จื่อเฉิง นึกไม่ถึงเลยว่าวันนี้คุณจะมาด้วย" หลินเฉาหยางเห็นหงจื่อเฉิง ก็เดินเข้าไปจับมือกับเขาทันที
ทั้งสองทักทายกันสองสามประโยค วังเจิงฉีก็แนะนำหลินจินหลานให้หลินเฉาหยางรู้จัก
หลินเฉาหยางเพิ่งเคยเจอหลินจินหลานเป็นครั้งแรก แต่กลับคุ้นเคยกับชื่อของเขาเป็นอย่างดี เขาเริ่มการสร้างสรรค์ผลงานตั้งแต่ปลายทศวรรษที่สี่สิบ ในช่วงแรกเริ่มเขาเคยสร้างชื่อเสียงในวงการวรรณกรรมจากเรื่อง 'อัสนีวสันต์' และ 'สาวชาวเกาะวาน'
เขาถนัดการสร้างสรรค์เรื่องสั้น ได้รับการยกย่องจากแวดวงนักวิจารณ์ว่าเป็น 'ยอดฝีมือเรื่องสั้น' หลังยุคแปดสิบเขาก็ยิ่งแก่ยิ่งเก๋า และได้รับการขนานนามร่วมกับวังเจิงฉีว่าเป็น 'คู่อัญมณีแห่งวงการวรรณกรรม'
หลินจินหลานกับวังเจิงฉีเป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่ยุคห้าสิบ ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นมาก
หลังจากวังเจิงฉีแนะนำทั้งสองฝ่ายให้รู้จักกันแล้ว ก็ไม่ลืมที่จะเน้นย้ำกับหลินจินหลานว่า "ฝีมือทำอาหารของเฉาหยางนี่เป็นเลิศเลยนะ!"
คนประเภทเดียวกันย่อมดึงดูดเข้าหากัน
การที่หลินจินหลานสามารถเป็นเพื่อนสนิทกับวังเจิงฉีได้ ย่อมต้องมีความสนใจในเรื่องการกินอย่างมากเช่นกัน
เมื่อได้ยินคำพูดของวังเจิงฉี เขาก็ยิ้มแย้มแจ่มใส "ถ้าอย่างนั้นมีโอกาสฉันคงต้องลองชิมดูสักหน่อยแล้ว"
"แน่นอนครับ แน่นอน"
ในงานอย่างงานสัมมนาผลงาน การทักทายปราศรัยแบบเมื่อครู่นี้ย่อมเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้
เมื่อการสัมมนาเริ่มต้นขึ้น ทุกคนก็แสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ พูดคุยกันอย่างเต็มที่ หลินเฉาหยางนั่งอยู่ท่ามกลางวงล้อม ดูเหมือนจะนั่งตัวตรงอย่างสำรวม แต่ที่จริงแล้วจิตใจล่องลอยไปถึงไหนต่อไหนแล้ว
การจัดงานสัมมนาผลงานถือเป็นการยอมรับในตัวนักเขียนรูปแบบหนึ่ง และสำหรับสำนักพิมพ์หรือกองบรรณาธิการแล้ว ก็ถือเป็นกลยุทธ์ในการโปรโมตอย่างหนึ่ง
'ฤดูร้อนของไหลจื่อ' ตีพิมพ์ครั้งแรกโดยคอนเทมโพราเรีย และกำลังจะตีพิมพ์เป็นเล่มในเดือนหน้า การที่สำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชนเลือกจัดงานสัมมนาผลงานในช่วงเวลานี้ การโปรโมตก็เป็นเหตุผลสำคัญ
นวนิยายเรื่องนี้ตีพิมพ์ตั้งแต่เดือนเมษายน นับเป็นเวลาเกือบเจ็ดเดือนแล้ว เสียงตอบรับที่เกิดขึ้นในวงการวรรณกรรมในประเทศนั้นถือว่าสั่นสะเทือนวงการมาก
อย่างที่เขาว่ากันว่าสรรพสิ่งเมื่อถึงจุดสุดขั้วย่อมพลิกผัน การถูกกดทับเป็นเวลานานของวงการวรรณกรรมในช่วงยุคปฏิวัติวัฒนธรรม ส่งผลให้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเกิดกระแสการปลดแอกทางความคิดอันเชี่ยวกรากขึ้นในวงการวรรณกรรมในประเทศ
ภายใต้แรงปะทะของกระแสการปลดแอกทางความคิดอันเชี่ยวกรากนี้ หลายคนได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการทบทวนตัวเอง การเริ่มต้นใหม่ และการสร้างขึ้นมาใหม่
แต่บางครั้งการทำอะไรที่มากเกินไปก็ไม่ดี การทบทวนตัวเองและแสวงหาอิสรภาพมากเกินไป กลับทำให้บางคนสูญเสียความมั่นใจในวัฒนธรรมที่เป็นของตัวเองไป ถึงขั้นรังเกียจเดียดฉันท์เลยทีเดียว
ดังนั้น 'การเห่อของนอก' จึงกลายมาเป็นแฟชั่นอย่างหนึ่ง
แม้หลินเฉาหยางจะไม่อยากยอมรับ แต่ผลกระทบอันสั่นสะเทือนที่ 'ฤดูร้อนของไหลจื่อ' ก่อให้เกิดในวงการวรรณกรรมนั้น มีความเกี่ยวข้องอย่างมากกับกลวิธีการสร้างสรรค์ที่นวนิยายเรื่องนี้ใช้จริงๆ
สำหรับวงการวรรณกรรมและกลุ่มผู้รักวรรณกรรมในประเทศยุคปัจจุบัน วรรณกรรมกระแสสำนึกเป็นตัวแทนของความอินเตอร์และความทันสมัย
หลินเฉาหยางเป็นผู้นำเทรนด์ ด้วยการสร้างสรรค์ผลงานวรรณกรรมกระแสสำนึกที่ได้มาตรฐานและมีเอกลักษณ์ความเป็นจีนอย่างมากเรื่องนี้ออกมา เรียกได้ว่าเป็นการสร้างความมั่นใจอย่างมหาศาลให้กับคนในวงการวรรณกรรมบางส่วน ทำให้พวกเขาเห็นว่าคนจีนก็สามารถเขียนวรรณกรรมกระแสสำนึกให้ออกมาเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมได้เช่นกัน
เรื่องนี้คล้ายกับเหล่านักกีฬาที่ได้รับเกียรติยศในช่วงต้นของการปฏิรูปและเปิดประเทศ พวกเขาไม่เพียงแต่นำเกียรติยศมาสู่ประเทศชาติ แต่ยังปลุกเร้าความมั่นใจของคนในชาติด้วย
นอกจากคำชื่นชมอย่างล้นหลามจากวงการวรรณกรรมที่มีต่อ 'ฤดูร้อนของไหลจื่อ' แล้ว ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความปีติยินดีกับการถือกำเนิดของนวนิยายเรื่องนี้ นั่นก็คือแวดวงวิชาการ
การวิจัยทางวิชาการกับวิจารณ์วรรณกรรมนั้นไม่เหมือนกัน สิ่งที่แวดวงวิชาการให้ความสนใจมากกว่าคือคุณค่าและความหมายที่การถือกำเนิดของนวนิยายเรื่อง 'ฤดูร้อนของไหลจื่อ' มอบให้กับวรรณกรรมร่วมสมัยของประเทศจีน
ในวงการวรรณกรรมในประเทศที่วรรณกรรมกระแสสำนึกยังอยู่ในช่วงตั้งไข่ จู่ๆ ก็มีผลงานวรรณกรรมกระแสสำนึกที่เติบโตเต็มที่และเต็มไปด้วยกลิ่นอายความเป็นจีนอย่าง 'ฤดูร้อนของไหลจื่อ' ถือกำเนิดขึ้นมา นับว่ามีความหมายอย่างยิ่งต่อวรรณกรรมร่วมสมัย
เพราะในมุมมองของแวดวงวิชาการ ตลอดเวลาที่ผ่านมาเนื่องจากเหตุผลทางการเมือง วรรณกรรมร่วมสมัยของประเทศจีนกับวรรณกรรมระดับโลกจึงมีกำแพงหนาทึบขวางกั้นอยู่เสมอ
และการถือกำเนิดของ 'ฤดูร้อนของไหลจื่อ' ไม่เพียงแต่เป็นตัวแทนว่าวรรณกรรมร่วมสมัยของประเทศจีนได้ปรากฏแนวทางใหม่แกะกล่องขึ้นมาอีกแขนงหนึ่งเท่านั้น แต่ยังช่วยร่นระยะห่างระหว่างวรรณกรรมร่วมสมัยของประเทศจีนกับวรรณกรรมระดับโลกให้ใกล้ชิดกันมากขึ้นอย่างแนบเนียน ซึ่งนี่ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งใหญ่หลวงอย่างไม่ต้องสงสัย
ขณะเดียวกัน แวดวงวิชาการยังสังเกตเห็นว่า ด้วยอิทธิพลจาก 'ฤดูร้อนของไหลจื่อ' ในช่วงที่ผ่านมาเริ่มมีนักสร้างสรรค์จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ หันมาจับจ้องแวดวงวรรณกรรมกระแสสำนึก ซึ่งสิ่งนี้ก็มีส่วนช่วยผลักดันการพัฒนาของวรรณกรรมร่วมสมัยในเชิงบวกเช่นกัน
ในช่วงเวลาที่ผ่านมา แวดวงวิชาการได้ข้อสรุปร่วมกันแล้วว่า 'ฤดูร้อนของไหลจื่อ' มีบทบาทในการบุกเบิกที่ไม่อาจหาใครมาทดแทนได้สำหรับวรรณกรรมร่วมสมัยของประเทศจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการพัฒนาของวรรณกรรมกระแสสำนึก
หงจื่อเฉิงเป็นตัวแทนของแวดวงวิชาการ เขาชื่นชมในพรสวรรค์ของหลินเฉาหยางมาโดยตลอด วันนี้ที่มาร่วมงานสัมมนาผลงานก็ยิ่งไม่ตระหนี่คำชื่นชมที่มีต่อ 'ฤดูร้อนของไหลจื่อ' เลยแม้แต่น้อย
อันที่จริงก็ไม่ใช่แค่เขา แขกที่มาร่วมงานทุกคนต่างก็ให้คะแนนประเมินนวนิยายเรื่องนี้ไว้สูงลิ่ว เป็นการยืนยันถึงคุณค่าทางวรรณกรรมและบทบาทการเป็นต้นแบบของ 'ฤดูร้อนของไหลจื่อ' อย่างเต็มที่
หลังจากการสัมมนาจบลง หลินเฉาหยางกับหงจื่อเฉิงก็คุยกันอีกสองสามประโยค เดิมทีตั้งใจจะออกจากสำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชนไปด้วยกัน แต่ปรากฏว่าบรรณาธิการบริหารของสำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชน เว่ยกวินอี๋เรียกหลินเฉาหยางไว้เสียก่อน
เว่ยกวินอี๋เรียกหลินเฉาหยางไปที่ห้องทำงาน และยังเรียกหลี่สู่กวงมาด้วย เพื่อพูดคุยกันสั้นๆ ถึงสถานการณ์การจัดทำต้นฉบับของ 'ฤดูร้อนของไหลจื่อ'
'ฤดูร้อนของไหลจื่อ' เป็นนวนิยายขนาดยาวเรื่องแรกของหลินเฉาหยาง ทั้งยังมีอิทธิพลมหาศาล ดังนั้นสำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชนจึงให้ความสำคัญกับนวนิยายเรื่องนี้มาก ทั้งคนจัดทำ คนตรวจสอบ คนพิสูจน์อักษร และคนวาดภาพประกอบ ล้วนใช้บุคลากรที่มีความเป็นมืออาชีพสูงที่สุดในสำนักพิมพ์ทั้งสิ้น
คุยไปจนถึงตอนท้าย เว่ยกวินอี๋ก็ถามหลินเฉาหยางว่า "เรื่อง 'รักของพ่อแม่' ของคุณน่ะ ยังไม่ได้ตีพิมพ์ใช่ไหม"
"ใช่ครับ"
"อยากจะใช้โอกาสนี้ตีพิมพ์เป็นเล่มเดี่ยวเลยไหม"
สำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชนจะตีพิมพ์ 'รักของพ่อแม่' เป็นเล่มเดี่ยวให้ นี่เป็นเรื่องดีแน่นอน หลินเฉาหยางจึงตอบตกลงด้วยความยินดี
ผ่านไปอีกสองวัน ใกล้จะถึงตอนเที่ยงหลินเฉาหยางตั้งใจจะไปกินข้าว แล้วค่อยรีบไปที่สถานีรถไฟ สองสามีภรรยาหลินเอ้อชุนออกเดินทางจากบ้านเกิดตั้งแต่เมื่อวาน วันนี้ตอนห้าโมงเย็นก็จะลงจากรถไฟแล้ว
เขาเพิ่งจะเดินออกจากห้องสมุด ก็เห็นเถาอวี้ซูเดินสวนมาพอดี "คุณมาได้ยังไงเนี่ย"
"ฉันจะไปรับพ่อกับแม่ด้วยกันกับคุณไง"
ใบหน้าของเถาอวี้ซูถูกลมพัดจนแดงระเรื่อ แววตาสดใส
"ไปกลับตั้งไกล คุณจะไปทำไม"
"นานๆ ทีพ่อกับแม่จะมาเยียนจิงสักหน ฉันจะไม่ไปรับได้ยังไงล่ะ"
หลินเฉาหยางขัดเถาอวี้ซูไม่ได้ สองสามีภรรยาจึงปั่นจักรยานกลับไปที่อพาร์ตเมนต์ชาวจีนโพ้นทะเลก่อน แล้วค่อยนั่งรถเมล์มุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟ
สถานีรถไฟเยียนจิงเป็นหนึ่งในสิบสถาปัตยกรรมยิ่งใหญ่ของเมืองหลวงเนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปีการสถาปนาประเทศ ตัวอาคารสถานีหันหน้าไปทางทิศใต้ ด้านบนสุดของบันไดทั้งสองฝั่งในโถงกว้างมีศาลาระฆังสี่หน้าหลังคาซ้อนทรงกรวยแหลมตั้งตระหง่านอยู่ ตรงกลางเป็นผนังกระจกใส ปีกทั้งสองข้างของด้านหน้าอาคารมีป้อมมุมหลังคาชั้นเดียวตั้งอยู่ ดูโอ่อ่าอลังการ
ตอนที่สองสามีภรรยาหลินเฉาหยางมาถึงที่นี่ บนจัตุรัสหน้าสถานีสามารถมองเห็นตำรวจและทหารได้ทุกหนทุกแห่ง บรรยากาศดูเคร่งขรึมและกดดัน
บนจัตุรัสหน้าสถานีรถไฟเยียนจิงมีทหารและตำรวจรักษาการณ์อย่างเข้มงวด แต่ผู้โดยสารรวมถึงชาวบ้านที่มารับมาส่งกลับไม่ได้รู้สึกกังวล เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่า การมีสหายกลุ่มนี้อยู่ด้วยกลับยิ่งทำให้รู้สึกปลอดภัยมากขึ้น
หลินเฉาหยางกับเถาอวี้ซูรออยู่ที่ทางออกสถานีมานานกว่าหนึ่งชั่วโมงแล้ว เมื่อใกล้ถึงเวลาที่รถไฟจะเข้าเทียบชานชาลา หลินเฉาหยางก็ยกมือขึ้นดูนาฬิกาข้อมืออยู่เป็นระยะ
"น่าจะใกล้ถึงแล้วมั้ง"
"ใกล้แล้วล่ะ น่าจะกำลังลงจากรถไฟกันอยู่"
เมื่อคลื่นฝูงชนพรั่งพรูออกมาจากทางออกสถานีอย่างกะทันหัน หลินเฉาหยางกับเถาอวี้ซูก็เอาแต่ชะเง้อคอมองเข้าไปข้างในสถานีไม่หยุด
ผ่านใบหน้าแปลกตามากมาย หลินเฉาหยางก็มองเห็นพ่อหลินเอ้อชุน เขากับแม่จางกุ้ยฉินกำลังหิ้วข้าวของพะรุงพะรัง เบียดเสียดอยู่ในฝูงชนอย่างยากลำบาก
หลินเฉาหยางรีบโบกมือพร้อมกับเถาอวี้ซู ผ่านไปพักใหญ่ ในที่สุดสองสามีภรรยาหลินเอ้อชุนก็เดินออกมาจากสถานี
เถาอวี้ซูรับของในมือของจางกุ้ยฉินมาอย่างเป็นกันเอง และควงแขนเธอไว้ "พ่อคะ แม่คะ เดินทางมาเหนื่อยแย่เลย"
"จะเหนื่อยอะไรกัน นั่งตู้นอนแบบแข็งมาน่ะสิ แค่ค่าตั๋วมันแพงไปหน่อยเท่านั้นเอง"
พอพูดถึงเงินที่เสียไปกับค่าตั๋วรถไฟ หลินเอ้อชุนก็ทำหน้าเสียดายสุดๆ
"พ่อจะเสียดายทำไม ไม่ได้ใช้เงินพ่อสักหน่อย" หลินเฉาหยางพูดขึ้น
วันก่อนที่หลินเฉาหยางโทรศัพท์ไปที่บ้านเพื่อให้สองสามีภรรยาหลินเอ้อชุนเข้าเมืองหลวงมาอยู่ด้วยกันสักพัก พอผู้นำคอมมูนรู้เรื่องนี้ ก็อุตส่าห์ช่วยจัดการตั๋วรถไฟตู้นอนแบบแข็งให้สองสามีภรรยาหลินเอ้อชุนสองใบ
"เงินหลวงไม่ใช่เงินหรือไง" หลินเอ้อชุนพูดขึ้นมาประโยคหนึ่ง แล้วก็ด่าต่อ "ไม่รู้จักสังเกตสังกาเอาซะเลย ไม่รู้หรือไงว่าต้องช่วยถือของ"
หลินเฉาหยางรับของมาถือไว้ พลางบ่นว่า "ก็บอกแล้วไงว่าไม่ต้องเอาอะไรมา จะขนมาทำไมเยอะแยะเนี่ย"
"ของตั้งเยอะแยะถ้าไม่ขนมา จะไม่เสร็จหนูมันหมดหรือไง"
สองพ่อลูกบ่นกันไปมาสองสามประโยค เถาอวี้ซูก็พูดขึ้นว่า "รีบไปรอรถกันเถอะค่ะ"







