"ชุยเซี่ยนรับคำท้าประชันกวีกับจ้าวเย่าจู่แล้ว ตอนนี้ทั้งสองฝ่ายกำลังพากันไปที่ป่าไผ่หลังสำนักศึกษา!"
สำนักศึกษาสกุลเผย
มีคนวิ่งกลับมารายงานเสียงดังลั่น ก่อให้เกิดเสียงฮือฮาและอาการเบิกตาโพลงด้วยความตกตะลึงในทันที
แม้เมื่อวานนี้เผยเจียนกับพวกจะคุยโวไว้อย่างโอหัง แต่ทุกคนในสำนักศึกษาก็ยังคงสงวนท่าทีต่อเรื่องที่ว่าชุยเซี่ยนเป็น 'เด็กอัจฉริยะขั้นปีศาจ' จริงหรือไม่
แต่ "เจ็ดจอมยุทธ์แมวรุ้งกระต่ายคราม" ก็เขียนออกมาได้มีจุดหักมุมน่าติดตามจริงๆ นี่นา!
อีกอย่างชุยเซี่ยนก็เป็นคนกันเอง ส่วนจ้าวเย่าจู่เป็นคนนอกที่มาท้าทายถึงถิ่น
ที่ร้ายแรงยิ่งกว่านั้นคือ ชุยเซี่ยนในวัยแปดขวบ ยังไม่เคยผ่านการเบิกปัญญาอย่างเป็นทางการเลยด้วยซ้ำ——
หากการตามติดคุณชายเสเพลอย่างเผยเจียนกับพวก แล้วอ่านตำราเบิกปัญญาจนจบ จะนับเป็นการเบิกปัญญาแล้วล่ะก็นะ
แต่จะนับหรือไม่ก็ว่ากันอีกที สิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ก็คือ ชุยเซี่ยนแต่งบทกวีไม่เป็นอย่างแน่นอน!
แล้วแบบนี้จะไปประชันกวีอะไรได้?
จ้าวเย่าจู่ผู้นี้ไม่ได้มาดีแน่ นี่มันกะจะใช้ชุยเซี่ยนเป็นแท่นเหยียบเพื่อสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองชัดๆ!
"ไป พวกเราไปดูกันเถอะ"
"แล้วเผยเจียนล่ะ? ปกติเห็นทำตัวกร่างนัก ทำไมถึงไม่ช่วยดูให้ดีหน่อย? ปล่อยให้พี่ชุยเซี่ยนตกหลุมพรางของจ้าวเย่าจู่ได้ยังไง!"
"ไร้เหตุผลสิ้นดี จ้าวเย่าจู่หน้าไม่อาย!"
เนื่องจากท่านอาจารย์ลางาน จึงไม่มีใครคอยควบคุม
เหล่าศิษย์ที่กำลังโกรธเคืองต่างพากันกรูออกจากห้องเรียน แล้วมุ่งหน้าไปยังป่าไผ่ด้านหลังอย่างพร้อมเพรียง
·
สำนักศึกษาสกุลเผยถูกโอบล้อมด้วยป่าไผ่ผืนหนึ่ง
ถัดไปด้านหลังคือป่าหลิวสีเขียวขจีที่ปลิวไสวไปตามสายลม และแม่น้ำไป๋เหอที่กว้างใหญ่ใส่งามตา
เช้าตรู่ในฤดูร้อน แสงแดดยามเช้าสาดส่องเจิดจ้า
ผิวน้ำอาบไล้ไปด้วยประกายสีทอง มีนกน้ำบินว่อน และห่านขาวแหวกว่าย
ทิวทัศน์ช่างงดงามยิ่งนัก
ทว่านอกป่าไผ่ ริมฝั่งแม่น้ำ กลับมีกลุ่มเด็กหนุ่มวัยรุ่นที่ใบหน้ายังคงความอ่อนเยาว์ แบ่งออกเป็นสองฝ่ายยืนประจันหน้ากันอยู่
ฝ่ายของจ้าวเย่าจู่มีสีหน้าได้ใจ
ส่วนฝั่งสำนักศึกษาสกุลเผย กลับเต็มไปด้วยความกระวนกระวายและวิตกกังวล
เพราะเมื่อเวลาครึ่งถ้วยชาก่อนหน้านี้ ชุยเซี่ยนเพิ่งรับคำท้าของจ้าวเย่าจู่
จากนั้น
จ้าวเย่าจู่ก็ใช้ข้ออ้างว่า 'ให้แต่งบทกวีโดยใช้ทิวทัศน์หรือสิ่งของที่เจ้ากับข้ามองเห็นเป็นหัวข้อ'
กำหนดให้สถานที่ 'ประชันกวี' อยู่ตรงนี้
ซ้ำยังพูดอย่างหน้าไม่อายว่า "ข้าจะไม่เอาเปรียบเจ้า พวกเรามาสุ่มเลือกหัวข้อกันตรงนี้ ใช้สถานที่ที่สุ่มหามา จากนี้ไปก็แต่งบทกวีตามความสามารถของแต่ละคน ประเดี๋ยวจะทำให้เจ้าแพ้อย่างราบคาบจนต้องยอมรับจากใจ!"
มารดามันเถอะ!
เผยเจียนแค่นเสียง 'ชิ' แล้วกวาดตามองไปรอบๆ "ช่างเป็นการสุ่มเลือกหัวข้อและหาสถานที่ได้ดีเสียจริงนะ? แซ่จ้าว เจ้าต้องจ้างคนแต่งกวีเตรียมเอาไว้ล่วงหน้าแล้วแน่ๆ ใช่ไหม?"
"ใช้ทิวทัศน์และสิ่งของที่มองเห็นเป็นหัวข้อ ให้ข้าเดาดูนะ จะเขียนเรื่องไผ่ หรือต้นหลิว หรือว่าแสงแดดยามเช้ากับแม่น้ำล่ะ?"
จ้าวเย่าจู่หน้าเปลี่ยนสี กัดฟันกรอด
เพราะเผยเจียนดันเดาถูกเผง!
แต่เขาไม่มีทางยอมรับอยู่แล้ว จึงแค่นหัวเราะเย็นชา "ข้าขี้เกียจต่อล้อต่อเถียงกับท่อนไม้ผุพังอย่างเจ้า! ในเมื่อการประชันเริ่มต้นขึ้นแล้ว เจ้าก็หุบปากไปซะ อย่ามารบกวนการแต่งกวีของข้า"
พูดจบ
ท่ามกลางสายตาของทุกคน จ้าวเย่าจู่ก็เริ่มเสแสร้งทำท่าทางครุ่นคิดอย่างหนัก
เผยเจียนกลอกตาบน จากนั้นก็มองไปทางชุยเซี่ยนด้วยสีหน้ากังวล "น้องเซี่ยน เจ้าแต่งกวีเป็นจริงๆ หรือ? เจ้ายังไม่เคยผ่านการเบิกปัญญาอย่างจริงจังเลยนะ"
ชุยเซี่ยนตอบอย่างมั่นใจว่า "ข้าเบิกปัญญาแล้วสิ! พี่ใหญ่ กับพี่ชายอีกสามคนเป็นคนสอนข้าเบิกปัญญาเอง"
ทุกคนที่ได้ยินดังนั้นยิ่งมีสีหน้าสิ้นหวังมากขึ้นไปอีก
พวกจวงจิ่นทั้งสี่คนยิ่งรู้สึกขมขื่นในลำคอ——
พวกเขาสี่คนเป็นแค่คนไม่ได้เรื่อง เอาตัวเองยังไม่รอด แล้วจะไปสอนอะไรที่มีประโยชน์ให้ชุยเซี่ยนได้
เกาฉีกลอกตาไปมา "ไม่อย่างนั้น เดี๋ยวข้าเดินเข้าไปชกไอ้จ้าวเย่าจู่นั่นให้สลบไปเลยดีไหม แบบนี้การประชันกวีในวันนี้ก็จะได้เป็นอันยกเลิกไป"
นี่มันความคิดบ้าบออะไรกัน!
ชุยเซี่ยนส่ายหน้า พลางกระซิบว่า "ทุกท่านโปรดวางใจ ข้ารู้ว่าจ้าวเย่าจู่นั่นอยากใช้ข้าเป็นแท่นเหยียบ แต่ประเดี๋ยวใครจะเป็นแท่นเหยียบกันแน่ ก็ยังไม่แน่หรอกนะ!"
เดิมทีคิดว่าจะทำตัวเงียบๆ ไปอีกสักสองสามวัน แต่ในเมื่อมีคนรนหาที่มาหาเรื่อง ชุยเซี่ยนก็ย่อมไม่อดทน
ชื่อเสียง 'เด็กอัจฉริยะขั้นปีศาจ' ของเขายังไม่ทันดังกระฉ่อนอย่างเต็มที่เลย จะปล่อยให้จ้าวเย่าจู่ได้ผลประโยชน์ไปง่ายๆ ได้อย่างไร?
จวงจิ่นกล่าวอย่างร้อนรนว่า "พูดน่ะมันก็ใช่ แต่ปัญหาคือ... น้องเซี่ยน เจ้าไม่เคยเรียนแต่งกวีมาก่อนเลยนะ!"
ชุยเซี่ยนได้ยินดังนั้นก็กะพริบตา "ข้าเคยเรียนสิ พี่จวง ท่านอย่าลืมสิ ในบรรดาตำราเบิกปัญญาที่พี่ใหญ่สอนข้า มีหนังสือ 'เบิกปัญญาฉันทลักษณ์' อยู่เล่มหนึ่งด้วยนะ"
อ้อ แล้วยังไงล่ะ?
อย่าว่าแต่จวงจิ่นที่ฟังไม่เข้าใจเลย คนอื่นๆ ก็ไม่เข้าใจเช่นกัน
ชุยเซี่ยนจึงอธิบายอย่างจริงจังว่า "'เบิกปัญญาฉันทลักษณ์' เป็นตำราสำหรับฝึกเด็กเบิกปัญญาให้แต่งกวีต่อคำ และทำความเข้าใจเรื่องสัมผัสฉันทลักษณ์ ข้าอ่านจบแล้ว ก็เลยแต่งกวีเป็นแล้วยังไงล่ะ"
ทุกคน: ?
ไม่ใช่สิ? ขอถามหน่อยเถอะว่ามันสมเหตุสมผลตรงไหน?
"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า"
"ถ้าเป็นอย่างที่เจ้าพูด ข้าอ่านตำราสี่คัมภีร์ห้าจบ ก็สอบจอหงวนได้แล้วสิ?"
"ช่างน่าขัน ไร้สาระ ไม่เจียมตัว และโอหังจริงๆ!"
"แค่นี้ยังกล้าเรียกตัวเองว่าเด็กอัจฉริยะอีก รอให้พี่เย่าจู่สั่งสอนเจ้าในอีกประเดี๋ยวเถอะ!"
อีกด้านหนึ่ง
กลุ่มเด็กหนุ่มที่ตามจ้าวเย่าจู่มาพอได้ยินคำพูดนี้ ต่างก็พากันกุมท้องหัวเราะเยาะ
จ้าวเย่าจู่ก็หัวเราะเช่นกัน
หัวเราะเสร็จ เขาก็มองชุยเซี่ยนด้วยสายตาเหยียดหยาม แล้วชี้ไปที่ป่าไผ่ด้วยท่าทางเกินจริง "คิดออกแล้ว!"
ชุยเซี่ยนถูกคนผู้นี้เยาะเย้ยครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างไม่มีเหตุผล ในใจก็รู้สึกไม่สบอารมณ์มานานแล้ว จึงจงใจพูดว่า "คิดออกอะไร มีอะไรเหรอ? ที่นี่มีต้นไผ่ตั้งเยอะแยะ สายตาเจ้าไม่ดีหรือไง ถึงเพิ่งมองเห็นพวกมัน?"
คราวนี้ ถึงคราวเผยเจียนกับพวกหัวเราะกันเป็นกะตักบ้าง
จ้าวเย่าจู่มีสีหน้าโกรธเกรี้ยวด้วยความอับอาย พลันหมดอารมณ์เสแสร้งแสดงละครต่อไป คิดเพียงแต่จะใช้ 'ผลงานชิ้นเอก' ของตนสั่งสอนชุยเซี่ยนให้หนัก
ดังนั้นหลังจากแค่นเสียงเย็นชา เขาก็กล่าวเสียงดังว่า "บทกวีที่ข้าแต่งนี้ มีชื่อว่า 'รำพันไผ่ใหม่' เจ้าจงฟังให้ดี——"
"เมื่อคืนวานฝนสาดซัดสวนบูรพา หน่อไม้ฝ่าตะไคร่ขั้นบันไดแตกยอดอ่อน
หากรุ่งเช้าหมายมุ่งทะยานขึ้นเสียดฟ้า ขอปัดกวาดเกศาขาวของอาจารย์เสียก่อนเอย"
พอร่ายบทกวีนี้จบ ฝั่งสำนักศึกษาสกุลเผยก็เงียบกริบราวกับป่าช้า แววตาเผยให้เห็นถึงความสิ้นหวัง เห็นได้ชัดว่าถูกทำให้ตกตะลึงไปแล้ว
พวกเผยเจียนทั้งสี่คนร้อนใจจนเกาหูเกาแก้ม แต่ก็จนปัญญา
เสียเปรียบเพราะไม่มีความรู้แท้ๆ!
ส่วนพวกเด็กหนุ่มฝ่ายจ้าวเย่าจู่ กลับส่งเสียงโห่ร้องยกยอ
"กวีชั้นเลิศ กวีชั้นยอด!"
"เสียงหนักเบาสอดคล้อง สัมผัสกลมกลืน ยืมไผ่ใหม่เปรียบเปรยถึงปณิธานในการศึกษา การปัดกวาดผมหงอกก็มีความหมายแฝงถึงการเคารพอาจารย์และตอบแทนชาติ พี่เย่าจู่ช่างมีฝีมือทางวรรณกรรมที่ยอดเยี่ยมจริงๆ"
"แถมยังเป็นกวีเจ็ดคำที่แต่งยากสุดๆ อีกด้วย!"
"ร้ายกาจนัก ขอคารวะ! พ้นวันนี้ไป ชื่อเสียงเด็กอัจฉริยะของพี่เย่าจู่ จะต้องดังก้องไปทั่วหนานหยางอย่างแน่นอน!"
จ้าวเย่าจู่หลงระเริงไปกับเสียงยกยอสรรเสริญ
ในเวลานั้นเอง
กลับได้ยินเสียงชุยเซี่ยนหัวเราะเยาะว่า "เมื่อคืนฝนไม่ได้ตก ที่นี่ก็ไม่มีบันได และยิ่งไม่มีตะไคร่น้ำ"
"ป่าไผ่ตรงหน้าเจ้าเป็นไผ่กอ มันแตกหน่อมาตั้งแต่เดือนสามแล้ว ตอนนี้ก็โตเป็นปล้องๆ ไปหมดแล้ว จะเอาหน่อไม้ฝ่าเกล็ดน้ำค้างมาจากไหน? อีกอย่าง ที่นี่คือสำนักศึกษาสกุลเผย แล้วสวนบูรพามันอยู่ที่ไหนกัน?"
เสียงยกยอจ้าวเย่าจู่ชะงักไปในทันที
ฝั่งสำนักศึกษาสกุลเผยพอตั้งสติได้ ก็พากันตะโกนเสียงดังว่า "จ้าวเย่าจู่ เจ้าต้องจ้างคนแต่งกวีล่วงหน้าแน่ๆ ถึงได้จับแพะชนแกะ ไม่เข้ากับสถานการณ์เอาเสียเลย!"
ความจริงก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ
จ้าวจื้อรีบหาคนมาแต่งกวีแทนหลานชายอย่างเร่งรีบ บอกแค่ว่าต้องการ 'รำพันไผ่' อีกฝ่ายจึงเอาผลงานเก่าของตัวเองมาให้เพื่อปัดสวะให้พ้นตัว
จ้าวเย่าจู่ถูกแฉ แววตาก็เผยให้เห็นถึงความตื่นตระหนก จากนั้นก็ทำปากแข็งกล่าวว่า "พวกเจ้ารู้จักสิ่งที่เรียกว่าการเปรียบเปรยหรือเปล่า? ไอ้พวกท่อนไม้ผุพัง ดีแต่ตั้งข้อสงสัยคนอื่น! ถ้าแน่จริง พวกเจ้าก็ลองแต่งมาสักบทสิ?"
คราวนี้ ทุกคนในสำนักศึกษาสกุลเผยก็ไม่กล้าปริปากพูดอะไรแล้ว
อย่างมากพวกเขาก็อยู่ในระดับเพิ่งเรียน 'ชั้นโต' เท่านั้น จะไปแต่งกวีเป็นได้อย่างไร?
ถึงจะฝืนแต่งออกมาได้ ก็คงเทียบไม่ได้กับ 'รำพันไผ่ใหม่' ของจ้าวเย่าจู่บทนี้อยู่ดี
จ้าวเย่าจู่เห็นดังนั้นก็ไม่ลุกลี้ลุกลนแล้ว เขามองไปทางชุยเซี่ยนอย่างหยิ่งผยอง "รีบยอมแพ้ซะเถอะ! ขอโทษข้าผู้เป็นเด็กอัจฉริยะยอดกวีต่อหน้าทุกคน ยอมรับมาว่าเจ้ามันพวกหลอกลวงสร้างชื่อเสียงจอมปลอม โอหังและโง่เขลา..."
ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ
ชุยเซี่ยนก็ขี้เกียจจะสนใจ เขาหันหลังขวับ กวาดสายตามองไปรอบๆ และบ่นพึมพำในใจ
ท้องฟ้าแจ่มใส นกบิน ป่าไผ่ แสงแดดยามเช้า ต้นหลิว แม่น้ำสายใหญ่
องค์ประกอบสุดคลาสสิกมีเยอะแยะไปหมด
แค่ลองค้นดูกลอนถังหรือกวีซ่ง เขาก็สามารถหยิบยกวรรคทองอมตะนับสิบๆ บทออกมา 'ทำให้จ้าวเย่าจู่ตกใจตาย' ได้ในเวลาไม่กี่นาที
แต่ไม่ได้หรอก จะมา 'ปล่อยไม้ตาย' ตั้งแต่เริ่มไม่ได้
ตอนนี้เขาเพิ่งจะแปดขวบ ต้องรักษาภาพลักษณ์ เอาไว้แต่งกวีที่สมกับวัยจะดีกว่า
เมื่อคิดได้ดังนั้น
ชุยเซี่ยนก็กวาดสายตาไปรอบๆ พอเห็นฝูงห่านขาวตัวใหญ่บนผิวน้ำ ดวงตาก็เป็นประกาย โพล่งออกมาว่า "คิดออกแล้ว!"
เล่าขานกันว่า เด็กอัจฉริยะที่ได้รับการยอมรับและมีชื่อเสียงโด่งดังข้ามสหัสวรรษในชาติก่อน แต่งกวีบทนี้ตอนอายุเจ็ดขวบ
เหมาะสมสุดๆ ไปเลย!
ริมฝั่งแม่น้ำไป๋เหอ
เผยเจียนกับพวกได้ยินดังนั้นก็มีสีหน้าตื่นตะลึง พากันทำท่าทางรอคอยที่จะรับฟัง
หรือว่า... น้องเซี่ยนจะแต่งกวีเป็นจริงๆ?
เมื่อเห็นชุยเซี่ยนเลียนแบบท่าทางของตัวเองเมื่อครู่นี้แล้วพูดว่า 'คิดออกแล้ว' จ้าวเย่าจู่ก็เบ้ปาก สวนกลับไปว่า "คิดออกอะไร มีอะไรเหรอ? ที่นี่มีแม่น้ำออกจะกว้างใหญ่ เจ้าเพิ่งมองเห็นมันหรือไง?"
ทว่ากลับได้ยินชุยเซี่ยนกล่าวว่า "บทกวีที่ข้าเขียนนี้ มีชื่อว่า 'ลำนำห่าน'"
จ้าวเย่าจู่หุบปากอย่างหัวเสีย ถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าบนผิวน้ำมีห่านขาวอยู่
แต่ห่านขาวมีอะไรให้เขียนถึงกัน ป่าสน ดอกเหมย และต้นไผ่ต่างหากที่สูงส่งสง่างามที่สุด!
ขณะที่เขากำลังคิดอย่างดูแคลนอยู่นั้น
"ห่าน ห่าน ห่าน
ชูคอขับขานกังวานฟ้า"
สิ้นเสียงของชุยเซี่ยน บริเวณรอบข้างก็เงียบสงบลงในทันที
"ขนขาวลอยฟ่องเหนือน้ำเขียวธารา
ฝ่าตีนแดงแหวกว่ายสายชลใส"