ท่านตงไหลใช้การสร้างบ้านมาเปรียบเปรยกับการเขียนเรียงความแปดตอนได้อย่างแยบคาย
เริ่มตั้งแต่การตีโจทย์ในตอนต้น อธิบายเรื่อยไปจนถึงการรับโจทย์ ขยายโจทย์ เริ่มบรรยาย เข้าสู่เนื้อหา บทคู่แรก บทคู่กลาง บทเชื่อม บทคู่หลัง บทคู่รอง และบทสรุป ซึ่งล้วนเป็นรูปแบบอันเข้มงวดและรัดกุมของเรียงความแปดตอน
มองเผินๆ คล้ายจะซับซ้อนมาก
เอ้อ... อันที่จริงมันก็ซับซ้อนมากนั่นแหละ!
แต่ปราชญ์ผู้เลื่องชื่อก็คือปราชญ์ผู้เลื่องชื่อ เขาสามารถเปลี่ยนเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายได้อย่างสบายๆ ทำให้บทเรียนที่ควรจะน่าเบื่อหน่ายกลับกลายเป็นมีชีวิตชีวาและน่าสนใจเป็นพิเศษ
ทว่าท้ายที่สุดแล้ว การเขียนบทความก็ไม่ใช่การสร้างบ้าน
เมื่อความรู้ซึมซาบเข้าสู่สมอง จะทำความเข้าใจได้มากน้อยเพียงใด จะจดจำไว้ได้เท่าใด ล้วนขึ้นอยู่กับสติปัญญาของแต่ละบุคคล
ราชวงศ์ต้าเหลียงมีบัณฑิตนับหมื่นคน แต่ทุกๆ สามปี จะมีเพียงสองถึงสามร้อยคนเท่านั้นที่ฝ่าฟันวงล้อมจนสอบติดจิ้นซื่อได้
นี่เป็นเรื่องที่โหดร้ายและน่ากลัวมาก
ด้วยเหตุนี้ ท่านตงไหลจึงย่อมไม่เอ่ยคำพูดเหล่านี้ออกมาอย่างแน่นอน
เขามองดูเหล่าลูกศิษย์ตัวน้อยด้านล่างพลางหัวเราะหึๆ แล้วเอ่ยถาม "เป็นอย่างไรบ้าง การเขียนเรียงความแปดตอนก็เหมือนกับการสร้างบ้าน ง่ายมากเลยใช่หรือไม่ล่ะ"
เบื้องล่างตกอยู่ในความเงียบงัน ไร้ซึ่งเสียงตอบรับ
เมื่อครู่นี้พวกเขายังหัวเราะกันอย่างสนุกสนานอยู่เลย
ทว่ายามนี้ แต่ละคนกลับหัวเราะไม่ออกเสียแล้ว
โดยเฉพาะเผยเจียน จวงจิ่น และคุณชายน้อยอีกสองสามคนที่กำลังจะเลื่อนขึ้นไปเรียน 'ชั้นโต' บนใบหน้าของพวกเขาถึงกับปรากฏแววหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด
ต่อให้ท่านตงไหลจะสอนได้น่าสนุกเพียงใด
แต่เมื่อลอกคราบความ 'น่าสนุก' นี้ออกไป ความซับซ้อนและยากลำบากในการเขียนเรียงความแปดตอน ก็ทำให้พวกเขารู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมาจริงๆ
ด้านหลังห้องเรียน
อาจารย์อู๋มองดูภาพเหตุการณ์นี้ แล้วลอบถอนหายใจอย่างไร้เสียงอยู่ในใจ
ในฐานะ 'ผู้ที่อาบน้ำร้อนมาก่อน' ซึ่งสมัยวัยเยาว์เคยถูกเรียงความแปดตอนทรมานจนร้องห่มร้องไห้ ต่อมาก็สอบตกซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนจิตใจพังทลาย และล้มเลิกการสอบเคอจวี่เพื่อมาสอนหนังสือในสำนักศึกษา เขาเข้าใจสภาพจิตใจของพวกเผยเจียนในเวลานี้เป็นอย่างดี
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครตอบคำถามตนเอง
ท่านตงไหลจึงเอ่ยกลั้วหัวเราะ "ดีมากๆ ดูเหมือนว่าทุกคนจะตระหนักรู้อะไรบางอย่างแล้ว ตอนนี้คงกำลังขบคิดอยู่ในใจล่ะสิ ว่าควรจะสร้างบ้านอย่างไรดี"
"ตาเฒ่าอย่างข้ายังมีเคล็ดลับวิเศษอีกหนึ่งอย่างที่จะถ่ายทอดให้พวกเจ้า พวกเจ้าจงตั้งใจฟังให้ดี"
"สองประโยคตีโจทย์ดั่งวางรากฐาน สามประโยขอรับโจทย์ดั่งตั้งเสาเรือน เริ่มบรรยายกำหนดทิศทางดั่งก่ออิฐมุงหลังคา สี่บทคู่แปดตอนดั่งแกะสลักลวดลายหน้าต่าง"
"หวังว่าภายภาคหน้าศิษย์ทั้งหลายจะหมั่นศึกษาเล่าเรียนไม่หยุดหย่อน ดั่งที่คัมภีร์ 'หลี่จี้·จงยง' กล่าวไว้ว่า ศึกษาให้กว้างขวาง ไต่ถามให้ถ่องแท้ ไตร่ตรองให้รอบคอบ แยกแยะให้ชัดเจน และปฏิบัติอย่างมุ่งมั่น"
"และในท้ายที่สุด ทุกคนจะสามารถสร้างบ้านที่ทำให้ตนเองพึงพอใจออกมาได้"
ถ่ายทอดวิชาความรู้ก่อน
แล้วจึงค่อยอบรมบ่มนิสัยและส่งเสริมการศึกษา
บทเรียนในคาบนี้ ช่างล้ำค่าเสียจริงๆ!
อู๋ชิงหลานนำเหล่านักเรียนทั้งหมดประสานมือคารวะขอบคุณท่านตงไหล
ท่านตงไหลโบกมือไปมาพลางยิ้มกล่าว "ไม่ต้องมากพิธีรีตองหรอก ยังจำได้หรือไม่ว่าตอนที่ข้าเพิ่งเข้ามา ข้าได้ทดสอบพวกเจ้าด้วยคำถามหนึ่งข้อ"
"ตอนนี้ วิธีการสร้างบ้านก็ถ่ายทอดให้ทุกคนแล้ว พวกเจ้ามีคำถามอะไรจะถามข้าหรือไม่"
นี่ก็คือการทดสอบหลังเรียนนั่นเอง
ดูผิวเผินเหมือนเป็นการเปิดโอกาสให้ถามคำถาม
แต่อันที่จริง ทันทีที่คำถามนี้ถูกเอ่ยออกมา มันก็จะเปิดเผยให้เห็นว่าเจ้าฟังเข้าใจหรือไม่ และเข้าใจมากน้อยเพียงใด
การมีคำถามแสดงว่ายังมีจุดที่ไม่เข้าใจ
การไม่มีคำถามเทียบเท่ากับว่าฟังไม่รู้เรื่องเลยตั้งแต่ต้นจนจบ จนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะต้องถามอย่างไร
พวกเผยเจียนที่เมื่อครู่หัวเราะร่าเริงที่สุด ยามนี้ต่างพากันหดคอ พยายามลดทอนตัวตนของตนเองลงอย่างสุดความสามารถ
เกรงกลัวเหลือเกินว่าจะถูกเรียกชื่อ!
อาจารย์อู๋โกรธจนหน้าดำหน้าแดง เขาส่งเสียงไอหนักๆ ออกมาครั้งหนึ่ง ซึ่งแฝงเจตนาข่มขู่ไว้อย่างชัดเจน
หากแปลคร่าวๆ ก็คือ วันนี้ถ้าพวกเจ้าถามคำถามที่เข้าท่าออกมาไม่ได้สักข้อเดียวล่ะก็ คอยดูเถอะว่าข้าจะจัดการพวกเจ้าอย่างไร!
เหล่านักเรียนต่างมีสีหน้าขมขื่น
จากนั้น ทุกคนก็พากันหันไปมองชุยเซี่ยนอย่างไม่ได้นัดหมาย ทีละคน สองคน สามคน... แววตาของพวกเขาแฝงไว้ด้วยความคาดหวังและวิงวอน
พี่ชุยเซี่ยน พึ่งพาท่านแล้วนะ!
เมื่อเห็นทุกคนมองไปที่ชุยเซี่ยน สายตาของท่านตงไหลจึงตกลงบนร่างของชุยเซี่ยนตามไปด้วยอย่างเป็นธรรมชาติ แววตาของเขาเปี่ยมไปด้วยการให้กำลังใจ
ชุยเซี่ยนไม่ทำให้ทุกคนผิดหวัง เขายิ้มและลุกขึ้นยืน
เขาโค้งคำนับท่านตงไหลก่อนเป็นอันดับแรก
จากนั้นก็ไม่รู้ว่าจงใจหรือไม่ได้ตั้งใจ เขาหยิบหนังสือ 'หลงเหวินเปียนอิ่ง' บนโต๊ะเรียนขึ้นมาพลิกเปิดอย่างลวกๆ แล้วยิ้มมองท่านตงไหลพลางเอ่ยถาม "ท่านอาจารย์ ศิษย์อ่าน 'หลงเหวินเปียนอิ่ง' แล้วมีข้อสงสัยประการหนึ่งอยากขอคำชี้แนะขอรับ"
"'เยี่ยโหวจัดชั้นหลิวเซี่ยงชำระตำรา'"
"หากใช้หัวข้อนี้มาเขียนเรียงความแปดตอน ยามที่ตีโจทย์ ควรให้ความสำคัญกับความกว้างขวางของการสะสมตำรา หรือควรให้ความสำคัญกับความพิถีพิถันในการชำระตำราดีขอรับ"
เมื่อได้ยินน้องเซี่ยนถามคำถามออกมา เผยเจียนก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
จากนั้น เขาก็แอบเหลือบมองหนังสือ 'หลงเหวินเปียนอิ่ง' ในมือของชุยเซี่ยน แล้วก็ต้องชะงักไปเล็กน้อย
เพราะหน้าที่น้องเซี่ยนเปิดอยู่นั้น ไม่มีเนื้อหาที่ว่า 'เยี่ยโหวจัดชั้น หลิวเซี่ยงชำระตำรา' อยู่เลยน่ะสิ
นักเรียนคนอื่นๆ ไม่ทันสังเกตเห็น พวกเขาเพียงแค่เลื่อมใสชุยเซี่ยนอย่างแท้จริง บทเรียนที่ซับซ้อนเช่นนี้เพียงแค่ฟังจบไปรอบเดียว ก็สามารถตามความคิดของอาจารย์ได้ทันแล้ว
ทว่าหารู้ไม่
อาจารย์อู๋ชิงหลานที่อยู่หลังห้องเรียน เมื่อได้ยินคำถามนี้ก็ถึงกับอึ้งไปเช่นกัน
เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับสองตำนาน
อย่างแรก มีคนผู้หนึ่งนามว่าเยี่ยโหว ในเรือนของเขาสะสมตำรานับหมื่นเล่ม คนรุ่นหลังจึงนำมาใช้เปรียบเปรยถึงการสั่งสมความรู้ที่กว้างขวางลึกซึ้ง
อย่างที่สอง มีคนผู้หนึ่งนามว่าหลิวเซี่ยง เป็นผู้ชำระตำราในราชสำนัก และเรียบเรียง 'ชีเลวี่ย' (ตำราเจ็ดหมวด) คนรุ่นหลังจึงนำมาใช้เปรียบเปรยถึงการรวบรวมและคัดกรองความรู้
เมื่อนำสองตำนานมารวมกัน ความหมายก็คือ การสะสมตำราจำเป็นต้องมีคนมาจัดระเบียบ วิชาความรู้ก็จำเป็นต้องมีคนมาสืบทอดเช่นกัน
การสะสมคือรากฐาน
การชำระคือการสืบสาน
ศิษย์เปรียบดั่งเยี่ยโหว แม้จะมีความรู้ แต่ก็ติดขัดตรงที่ไร้วิธีการจัดระเบียบ
อาจารย์เปรียบดั่งหลิวเซี่ยง ผู้จัดระเบียบความรู้ เพื่อใช้ในการสั่งสอน ถ่ายทอดวิชา และคลายข้อสงสัย
ให้ตายเถอะ!
หรือว่าชุยเซี่ยนกำลัง... ขอฝากตัวเป็นศิษย์ต่อหน้าธารกำนัล?
เด็กคนนี้ช่างใจกล้าบ้าบิ่นเสียจริง
นั่นคือปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ที่เลื่องชื่อลือนามไปทั่วหล้า ท่านตงไหลเชียวนะ!
อาจารย์อู๋ที่เริ่มจะใคร่ครวญถึงความนัยแฝงออกมาได้ลางๆ เบิกตากว้างขึ้นมาทันที รีบหันไปมองท่านตงไหล เพื่อรอคอยคำตอบของเขา
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ในระหว่างที่รอคอย หัวใจของอู๋ชิงหลานเองก็เต้นระรัวขึ้นมาเล็กน้อย
ย่อมเป็นธรรมดาที่เขาจะชื่นชอบชุยเซี่ยนมาก
นี่คือนักเรียนที่มีพรสวรรค์ที่สุดเท่าที่เขาเคยพบเจอมา!
หากได้กราบท่านตงไหลเป็นอาจารย์จริงๆ เมื่อลองคิดถึงเบื้องหลังสำนักอาจารย์อันน่าสะพรึงกลัวของท่านตงไหลแล้ว เด็กคนนี้ก็คงจะได้ทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดตามกระแสลมเป็นแน่!
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ อู๋ชิงหลานก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเป็นห่วงชุยเซี่ยนขึ้นมา
เด็กคนนี้ หากอยากจะฝากตัวเป็นศิษย์จริงๆ อย่างน้อยก็ควรจะสืบดูความรสนิยมความชอบของท่านตงไหลเสียก่อนสิ!
ทว่าผลลัพธ์กลับเป็น
ภายใต้สายตาอันเหม่อลอยของอู๋ชิงหลาน
ก็เห็นว่าท่านตงไหลที่เดิมทียิ้มแย้มอยู่แล้ว เมื่อได้ยินคำถามของชุยเซี่ยน รอยยิ้มกลับยิ่งเจิดจ้าขึ้นไปอีก ถึงขั้นที่มุมปากของเขาแทบจะหุบไม่ลงเลยทีเดียว!
"ฮ่าๆๆๆ... เป็นคำถามที่ประเสริฐยิ่งนัก!"
ท่านตงไหลมองไปที่ชุยเซี่ยน พยายามกลั้นไม่ให้ตัวเองหัวเราะออกมาพลางตอบว่า "เยี่ยโหวจัดชั้น... ฮ่าๆๆๆ"
เขาอยากจะกลั้นเอาไว้จริงๆ นะ!
แต่มันกลั้นไม่อยู่จริงๆ!
พออ้าปากพูด ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาอีก เอาแต่มองชุยเซี่ยนแล้วก็หัวเราะ
ชุยเซี่ยนหัวเราะตามเขา หางตาและคิ้วล้วนเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม สุดท้ายก็ชักจะทนไม่ไหวเช่นกัน จึงหันหน้าไปหัวเราะอีกทางหนึ่ง
นักเรียนคนอื่นๆ ต่างมีสีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัยและงุนงง
เดี๋ยวนะ เกิดอะไรขึ้นกันแน่
หรือว่าคำถามนี้ ดูเผินๆ เหมือนจะเป็นคำถาม แต่จริงๆ แล้วมันคือเรื่องตลกงั้นหรือ
สำหรับเรื่องนี้ อู๋ชิงหลานแสดงความเห็นว่า เหอะๆ
เขารู้สึกว่าตอนนี้ตัวเองดูเหมือนเป็นเรื่องตลกเสียมากกว่า
แค่ดูจากท่าทางกระหนุงกระหนิงของชุยเซี่ยนกับท่านตงไหลในตอนนี้ อู๋ชิงหลานก็เข้าใจทุกอย่างกระจ่างแจ้งแล้ว!
ที่แท้พวกท่านสองคนก็ถูกตาต้องใจกันมาตั้งนานแล้วนี่เอง!
มิน่าล่ะ มิน่าชุยเซี่ยนถึงแนะนำให้ข้าไปเชิญท่านตงไหล มิน่าก่อนหน้านี้ท่านตงไหลถึงได้มีท่าทีเป็นปฏิปักษ์ต่อข้าถึงเพียงนั้น!
ท่านตงไหลหัวเราะอยู่นาน จากนั้นในที่สุดก็ได้สติกลับคืนมา เขามองชุยเซี่ยนแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า "เยี่ยโหวจัดชั้น สิ่งที่สะสมคือวิชาความรู้อันกว้างขวาง หลิวเซี่ยงชำระตำรา สิ่งที่ถ่ายทอดคือวิชาการอันเป็นระบบ"
"หากเยี่ยโหวไม่สะสม หลิวเซี่ยงย่อมไร้ตำราให้ชำระ หากหลิวเซี่ยงไม่ชำระ เยี่ยโหวก็ทำได้เพียงสะสมกระดาษเก่าๆ ไว้เปล่าประโยชน์"
"ดังนั้น การตีโจทย์จึงควรใช้หลักที่ว่า การสะสมเป็นแก่น การชำระเป็นประโยชน์"
นี่คือการตอบสนองอย่างกระตือรือร้นต่อชุยเซี่ยน
ดูผิวเผินเหมือนเป็นการเกื้อกูลกันระหว่างการสะสมและการชำระ
ทว่าแท้จริงแล้วคือการถ่ายทอดวิชาระหว่างอาจารย์และศิษย์!
ที่แท้... ตาเฒ่านี่/เจ้าเด็กนี่ก็ถูกใจข้ามาตั้งนานแล้วนี่เอง!
ชุยเซี่ยนตั้งใจฟังจนจบ พยายามกลั้นรอยยิ้มเอาไว้ ประสานมือคารวะขอบคุณ "ศิษย์น้อมรับคำสอนขอรับ"
ท่านตงไหลลูบเครา หัวเราะหึๆ อย่างพึงพอใจ "เด็กน้อยผู้นี้สอนได้จริงๆ"
ด้านหลังสุดของห้องเรียน
อู๋ชิงหลานซึ่งเป็นประจักษ์พยานในฉากอัน 'หวานชื่น' นี้มีสีหน้าไร้อารมณ์ ทั้งรู้สึกยินดีแทนชุยเซี่ยน และรู้สึกขมขื่นใจอยู่ไม่น้อย
ความสัมพันธ์ข้าศิษย์อาจารย์ของคนสามคนมันช่างแออัดเกินไป
ข้าไม่ควรมาอยู่ตรงนี้เลย
ข้าไป ข้าไปก็ได้ พอใจหรือยัง!