ตอนนี้เนี่ยเหว่ยผิงอายุยังไม่ถึงสามสิบปี แต่ก็เป็นผู้นำในวงการหมากล้อมของประเทศแล้ว ทว่าในเวลานี้เขายังห่างไกลจากจุดสูงสุดของตัวเองอยู่มาก
เขาสนใจรูปแบบการเดินหมาก การเปิดหมาก และกลยุทธ์หมากล้อมที่หลินเฉาหยางพูดถึงอย่างเต็มเปี่ยม หลังจากตั้งคำถามอย่างต่อเนื่อง ภายในใจของเขาก็ไม่สามารถพอใจกับรูปแบบการถามตอบแบบนี้ได้อีกต่อไป
"ตอนนี้คุณพอมีเวลาไหม สู้เรามาดวลหมากกันสักสองกระดานดีกว่า"
"เอ่อ..."
เนี่ยเหว่ยผิงมองสีหน้าลังเลของเขา ก็นึกขึ้นได้ว่าหลินเฉาหยางยังมีงานต้องทำ จึงพูดว่า "ลืมไปเลยว่าคุณต้องกลับไปทำงาน งั้นวันอาทิตย์ผมค่อยมาหาคุณใหม่แล้วกัน"
อย่าเชียวนะ!
แค่โดนยำเละไม่ใช่หรือไง? ยังไงช้าเร็วก็ต้องโดนอยู่ดี โดนเร็วยิ่งไปผุดไปเกิดได้เร็ว ถ้าต้องมาโดนยำในวันอาทิตย์ อารมณ์ดีๆ ทั้งวันคงพังทลายหมดแน่
เมื่อวางภาระทางใจลงได้ หลินเฉาหยางก็พูดอย่างตรงไปตรงมา "เอาตอนนี้เลยแล้วกัน เดี๋ยวผมไปบอกเพื่อนร่วมงานเพื่อขอลาหยุดสักหน่อย"
เนี่ยเหว่ยผิงพูดอย่างดีใจ "ตกลง"
หลินเฉาหยางกลับไปที่ห้องสมุดเพื่อขอลาหยุดออกมา เนี่ยเหว่ยผิงก็ถามอีกว่า "พวกเราจะไปเล่นหมากกันที่ไหน?"
"ตามผมมาสิ"
หลินเฉาหยางพาเนี่ยเหว่ยผิงเดินไปทางอพาร์ตเมนต์ที่ทะเลสาบหล่างรุ่น ทางฝั่งอพาร์ตเมนต์ชาวจีนโพ้นทะเลนั้นอยู่ห่างจากม.เยียนจิงไปหน่อย อย่าไปให้เหนื่อยเลย เล่นสักสองกระดานที่บ้านพ่อตาเถาก็พอแล้ว
ทั้งสองเดินมาถึงใต้ตึก ก็เห็นแม่ยายเถากำลังยืนคุยเล่นกับเพื่อนบ้านอยู่ใต้ต้นไม้
หลินเฉาหยางทักทายแม่ยายเถา และแนะนำเนี่ยเหว่ยผิงให้รู้จัก
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชื่อของเนี่ยเหว่ยผิงไม่ได้แปลกหูสำหรับชาวบ้านเลย ในปี 1976 ตอนที่เขาช่วยให้ทีมประเทศจีนชนะการแข่งขันหมากล้อมกระชับมิตรจีน-ญี่ปุ่น ภายในประเทศมีการรายงานวีรกรรมของเนี่ยเหว่ยผิงเป็นวงกว้าง ขอแค่คนที่ติดตามข่าวสักนิดก็แทบจะรู้จักเขากันทั้งนั้น
เมื่อได้ยินว่าเนี่ยเหว่ยผิงมาเล่นหมากล้อมกับหลินเฉาหยาง แม่ยายเถาก็มีสีหน้าประหลาดใจ เมื่อก่อนเธอรู้แค่ว่าลูกเขยของตัวเองเล่นหมากล้อมเป็น แต่ไม่คิดเลยว่ายอดฝีมือระดับชาติอย่างเนี่ยเหว่ยผิงจะมาหาเขาเพื่อเล่นหมากด้วย
"แม่ครับ พวกเราขึ้นบ้านก่อนนะครับ"
ทักทายเสร็จ หลินเฉาหยางก็บอกกล่าวกับแม่ยายเถา
"อ้อ ได้ๆ ไปเถอะ พ่อแกกับลุงจูอยู่บนบ้านน่ะ"
แม่ยายเถามองหลินเฉาหยางพาเนี่ยเหว่ยผิงขึ้นตึกไป เพื่อนบ้านที่อยู่ข้างๆ ก็พูดด้วยใบหน้าอิจฉาว่า "อวี้ซูบ้านคุณนี่ตาถึงจริงๆ นะ ที่หาผู้ชายมีพรสวรรค์อย่างเสี่ยวหลินมาเป็นสามีได้"
แม่ยายเถากลั้นรอยยิ้มบนใบหน้าเอาไว้ แล้วพูดว่า "สองคนนี้เขารักกันอิสระน่ะ เฉาหยางยังเคยช่วยชีวิตอวี้ซูไว้ด้วยนะ"
"งั้นเหรอ? เรื่องนี้เมื่อก่อนฉันไม่เคยรู้เลยนะ มันเป็นยังไงมายังไงล่ะเนี่ย?"
"เรื่องนี้มันยาวน่ะ..."
ตอนที่หลินเฉาหยางกับเนี่ยเหว่ยผิงขึ้นมาบนตึก พ่อตาเถากับจูกวงเฉี่ยนกำลังดวลหมากกันอยู่ ตอนที่ทักทายจูกวงเฉี่ยนก็ปลีกเวลาเงยหน้าขึ้นมามองแวบหนึ่ง สีหน้าพลันชะงักงัน นิ้วชี้ไปที่เนี่ยเหว่ยผิงด้วยใบหน้าประหลาดใจสุดขีด
"เนี่ยเหว่ยผิง!"
เมื่อได้ยินเสียงตะโกนของเพื่อนเก่า พ่อตาเถาก็เบนสายตาไปที่ชายหนุ่มข้างกายลูกเขย ในยุคปัจจุบันที่สื่อยังไม่พัฒนา นอกจากพวกดาราภาพยนตร์แล้ว ชาวบ้านมักจะคุ้นหูกับชื่อของคนดังหลายคน แต่ไม่รู้เลยว่าหน้าตาของพวกเขาเป็นอย่างไร
จูกวงเฉี่ยนลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้ามา "คุณคือเนี่ยเหว่ยผิงใช่ไหม?"
หลินเฉาหยางแนะนำ "ท่านนี้คือศาสตราจารย์จูกวงเฉี่ยนจากม.เยียนจิงครับ"
เนี่ยเหว่ยผิงยิ้มพร้อมกับจับมือกับจูกวงเฉี่ยน "สวัสดีครับศาสตราจารย์จู ผมเนี่ยเหว่ยผิงครับ"
"เป็นคุณจริงๆ ด้วย!" ตาแก่จับมือเนี่ยเหว่ยผิง สีหน้าดูตื่นเต้นเล็กน้อย
หลังจากทักทายปราศรัยกันเสร็จ จูกวงเฉี่ยนก็แอบถามหลินเฉาหยางเบาๆ "นายไปรู้จักเขาได้ยังไง?"
หลินเฉาหยางทำสีหน้าลึกลับสุดหยั่งคาด แล้วตอบว่า "พูดไม่ได้ พูดไม่ได้!"
จูกวงเฉี่ยนเห็นเขาทำเป็นเล่นตัว ก็มีสีหน้าไม่สบอารมณ์ จึงขยับไปถามข้างกายเนี่ยเหว่ยผิงแทน
"ผมมาประลองศิลปะการเดินหมากกับสหายเฉาหยางครับ"
คำพูดของเนี่ยเหว่ยผิงไม่เพียงทำให้จูกวงเฉี่ยนตกตะลึง แม้แต่บนใบหน้าของพ่อตาเถาก็เผยให้เห็นถึงความประหลาดใจที่ยากจะระงับ
เนี่ยเหว่ยผิงผู้เป็นถึงยอดฝีมือระดับชาติ จะมาแลกเปลี่ยนศิลปะการเดินหมากกับหลินเฉาหยางเนี่ยนะ?
"ฝีมือระดับเขาสามารถประลองศิลปะการเดินหมากกับคุณได้งั้นเหรอ?" จูกวงเฉี่ยนชี้ไปที่หลินเฉาหยางแล้วถามเนี่ยเหว่ยผิงอย่างไม่อยากจะเชื่อ
"สหายเฉาหยางมีความเข้าใจเกี่ยวกับหมากล้อมในมุมมองที่ไม่เหมือนใคร ตอนที่ผมแลกเปลี่ยนกับเขา ผมได้รับแรงบันดาลใจเยอะเลยครับ"
แม้ในใจจะไม่อยากยอมรับ แต่เนี่ยเหว่ยผิงพูดมาขนาดนี้แล้ว จูกวงเฉี่ยนก็ไม่กล้าสอดปากอีก
"งั้นพวกคุณมาเล่นกันเถอะ"
เขาเป็นฝ่ายหลีกทางให้กระดานหมากอย่างกระตือรือร้น จากนั้นก็ไปยืนอยู่ด้านหลังของเนี่ยเหว่ยผิงอย่างมั่นคง
โอกาสที่จะได้ดูยอดฝีมือระดับชาติเล่นหมากในระยะประชิดแบบนี้หาได้ยากนัก ต้องตั้งใจศึกษาเรียนรู้ให้ดีเสียหน่อย และถือโอกาสดูด้วยว่าเจ้าเด็กหลินเฉาหยางนี่จะโดนยำเละยังไง
เนี่ยเหว่ยผิงกับหลินเฉาหยางต่างก็นั่งลง ทั้งสองคนเก็บหมากของตัวเองจนกระดานหมากว่างเปล่า โดยให้หลินเฉาหยางเป็นฝ่ายถือหมากดำ
"สหายเฉาหยาง เชิญครับ!"
เนี่ยเหว่ยผิงผายมือไปทางหลินเฉาหยาง บุคลิกที่ดูเกียจคร้านและซอมซ่อในตอนแรกเปลี่ยนไปในชั่วพริบตา ราวกับเป็นคนละคน แม้แต่สายตาก็ยังเฉียบคมขึ้นมา
เมื่ออยู่ต่อหน้าเซียนหมาก หลินเฉาหยางก็ไม่กล้าประมาท แม้จะรู้ว่าฝีมือของตัวเองด้อยกว่าอีกฝ่ายอยู่มาก แต่เขาก็ยังงัดเอาความมุ่งมั่นตั้งใจออกมาอย่างเต็มเปี่ยม
ในยุค AI มีประโยคหนึ่งกล่าวไว้ว่า: เมื่อคิดอะไรไม่ออก ให้วางจุดสามสาม
เมื่ออยู่ต่อหน้าการสนับสนุนจากพลังการประมวลผลอันทรงพลังของ AI รูปแบบการวางจุดสามสามที่รุกก็ได้ถอยก็ดี ถือเป็นหนึ่งในการเปิดหมากที่พบเห็นได้บ่อยที่สุด
การเปิดหมากสี่ตาแรก ทั้งสองฝ่ายต่างก็ครอบครองจุดสามสามไปคนละสองจุด จากนั้นในตาที่ห้า หมากดำก็เดินแปะติดกับการวางหมากของหมากขาวในตาที่สอง
ทั้งสองฝ่ายต่อสู้พัวพันกันอยู่พักหนึ่ง หมากดำทั้งหมดถูกหมากขาวกดลงไปจนถึงตำแหน่งต่ำสุด แต่ในเวลานี้จู่ๆ หมากดำก็กระโดดออกมา วิ่งไปที่เส้นขอบเพื่อเปิดสนามรบแห่งใหม่
เมื่อมองดูสถานการณ์บนกระดานหมาก เนี่ยเหว่ยผิงก็อดไม่ได้ที่จะจมอยู่ในความคิด
หมากดำของหลินเฉาหยางถูกกดให้อยู่ในตำแหน่งต่ำ การที่เขาอยากจะหาทางออกอื่นนั้นพอเข้าใจได้ แต่การปล่อยอีกสามมุมที่เหลือไว้โดยไม่ไปแขวนหมาก กลับวิ่งไปเดินหมากที่เส้นขอบแถวที่สองแทน มันมีความหมายแฝงอะไรกันแน่?
เมื่อเดาความคิดของหลินเฉาหยางไม่ออก เนี่ยเหว่ยผิงก็ทำได้เพียงเดินหมากต่อไป
หลังจากผ่านไป 24 ตา หมากขาวและหมากดำก็เผชิญหน้ากันในแถวที่สองและสามอย่างแบ่งแยกชัดเจน หมากดำมีลมหายใจ 5 ลม ขอเพียงหมากขาวสามารถชิงความได้เปรียบยืดออกไปจนมีลมหายใจ 6 ลมได้ ก็จะสามารถฆ่าหมากดำได้
ในตอนนั้นเอง จู่ๆ หมากดำก็ฝืนเดินหักหัวลงมา เนี่ยเหว่ยผิงรีบเดินตาที่ 30 เพื่อตัดหมาก จากนั้นตาที่ 32 ก็กระโดด ตาที่ 34 ยืดออกไป หลังจากนั้นตาที่ 36 ก็เชื่อมต่อ เป็นการใช้ความได้เปรียบของหมากขาวให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อบีบให้หลินเฉาหยางต้องเดินซ่อมล้อม
นึกไม่ถึงเลยว่าหลินเฉาหยางจะไม่เพียงไม่ซ่อมล้อม แต่กลับฝืนเดินหักหัวหมากอีกครั้ง ทำให้สถานการณ์กลับมาสูสีกันอีกหน หลังจากสัมผัสได้ถึงความแปลกประหลาดในแนวความคิดของหลินเฉาหยาง เนี่ยเหว่ยผิงก็ทำได้เพียงใช้แผนถ่วงเวลา ค่อยเป็นค่อยไป
พอผ่านไป 50 ตา เขาก็รู้สึกได้ว่าฝีมือของหลินเฉาหยางลดลงอย่างเห็นได้ชัด จนถึงตอนสุดท้ายก็ไม่ได้สร้างความกดดันอะไรให้เขามากนัก
ผลลัพธ์ย่อมเป็นหลินเฉาหยางที่พ่ายแพ้ เขาก็มีแค่ท่าไม้ตายสามกระบวนท่าในขั้นตอนการเปิดหมากเท่านั้น มีเพียงความเหนือความคาดหมายแบบหมากล้อม AI แต่ไม่มีพลังการประมวลผลอันทรงพลังคอยสนับสนุน
ตอนที่สู้กับเนี่ยเหว่ยผิงก็เปรียบเสมือนลาตีนง่อยเจอเสือ นอกจากการใช้รูปร่างประหลาดๆ ข่มขวัญอีกฝ่ายได้ในตอนแรกแล้ว หลังจากนั้นก็พ่ายแพ้ราบคาบหมดรูป
เมื่อเล่นจบไปหนึ่งกระดาน เนี่ยเหว่ยผิงก็หวนนึกถึงการดวลหมากเมื่อครู่นี้ โดยเฉพาะในขั้นตอนการเปิดหมาก เขารู้สึกว่าศิลปะการเดินหมากของหลินเฉาหยางไม่ได้สูงส่งนัก แต่เส้นทางการเดินหมากนั้นแตกต่างจากคนทั่วไปจริงๆ
"หมากของคุณเรียนมาจากใครเหรอ?" เขาถาม
"ไม่มีใครสอนครับ เรียนรู้ด้วยตัวเอง" หลินเฉาหยางตอบส่งๆ ไป
เนี่ยเหว่ยผิงพยักหน้า หากเป็นคนที่เรียนรู้มาแบบงูๆ ปลาๆ เส้นทางการเดินหมากที่หลุดกรอบไปจากแนวคิดหมากล้อมแบบดั้งเดิมเช่นนี้ก็พอจะฟังขึ้น
ประเด็นสำคัญคือการเผชิญหน้ากับแนวคิดหมากล้อมที่คาดไม่ถึงของหลินเฉาหยาง ทำให้ความคิดของเขาตื่นตัวขึ้นมาด้วย ถือเป็นการจุดประกายความคิดได้ดีมาก
"เรามาเล่นกันอีกกระดานเถอะ!" เนี่ยเหว่ยผิงเอ่ยชวน
"ยังจะเล่นอีกเหรอครับ?" หลินเฉาหยางทำหน้าเจื่อน
การยำเละคนอ่อนแอกว่ามันก็น่าสนุกอยู่หรอก แต่การเป็นฝ่ายถูกยำซะเองมันไม่สบอารมณ์เอาเสียเลย
เนี่ยเหว่ยผิงชวนด้วยความกระตือรือร้น หลินเฉาหยางก็ไม่มีทางปฏิเสธ จึงเล่นกับเขาไปอีกสองกระดาน ผลลัพธ์ย่อมไม่ต้องสงสัยเลยว่าแพ้จนแทบหมดรูป
จนท้ายที่สุด หน้าตาของหลินเฉาหยางก็ยู่ยี่เข้าหากัน ทำหน้าอมทุกข์ เนี่ยเหว่ยผิงเองก็รู้สึกเกรงใจจนไม่กล้าเล่นต่อ
เมื่อเห็นหลินเฉาหยางถูกเนี่ยเหว่ยผิงยำเละไปถึงสามกระดาน จูกวงเฉี่ยนที่ดูการดวลอยู่ข้างๆ ก็มีความสุขในใจอย่างบอกไม่ถูก
ไอ้หนูเอ๊ย ปกติแกชอบทำกร่างกับฉันนัก คราวนี้โดนจัดการสักทีล่ะสิ? เรียกได้ว่าไม่มีแรงแม้แต่จะสู้กลับเลย สะใจชะมัด
ในใจนั้นแอบสะใจบนความทุกข์ของผู้อื่น แต่ภายนอกก็ยังต้องระวังเรื่องการวางตัว จูกวงเฉี่ยนพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังและจริงใจว่า "เฉาหยางเอ๊ย ฝีมือระดับนายเนี่ยยังไม่ไหวนะ!"
หลินเฉาหยางเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง บนใบหน้านั้นเขียนไว้ชัดเจนว่า: พวกได้ทีขี่แพะไล่
พอคิดว่าตัวเองยำคนอ่อนกว่ามาตั้งนาน ในใจอาจจะรู้สึกผิดอยู่บ้าง ด้วยความต้องการที่จะชดเชยให้หลินเฉาหยางสักหน่อย เนี่ยเหว่ยผิงจึงพูดว่า "ฝีมือของสหายเฉาหยางถือว่าไม่เลวเลย เส้นทางการเดินหมากมีสไตล์เป็นของตัวเอง ถ้าพูดถึงแค่ห้าสิบตาแรก ผมก็ใช่ว่าจะชนะเขาได้หรอกครับ"
เมื่อได้ยินคำพูดของเนี่ยเหว่ยผิง จูกวงเฉี่ยนก็มีสีหน้าประหลาดใจ แม้แต่พ่อตาเถาที่อยู่ข้างๆ ก็ยังเผยสีหน้าตกตะลึง
เมื่อกี้พวกเขาก็มองดูอยู่ข้างๆ อย่างชัดเจน หลินเฉาหยางถูกเนี่ยเหว่ยผิงกดดันจนไม่มีโอกาสสู้กลับเลยตลอดทั้งเกม
ตอนเริ่มต้นการเปิดหมากก็ดูเหมือนจะผลัดกันรุกผลัดกันรับ นั่นมันก็เรื่องปกติไม่ใช่เหรอ เพิ่งจะวางหมากไปได้ไม่กี่ตัว จะไปดูอะไรออก?
ไม่ว่าจูกวงเฉี่ยนกับพ่อตาเถาจะมีปฏิกิริยาอย่างไร เมื่อได้ยินคำพูดของเนี่ยเหว่ยผิง หลินเฉาหยางก็ยิ้มแย้มแจ่มใสขึ้นมาทันที ความหดหู่จากการถูกยำเละเมื่อครู่ถูกโยนทิ้งไว้ข้างหลังในทันใด
"แหม สหายเหว่ยผิงก็เกรงใจไป ผมได้ยินมาว่าห้าสิบตาแรกของคุณได้รับการขนานนามว่าไร้เทียมทานในใต้หล้า ผมจะไปเทียบกับคุณได้ยังไงล่ะครับ!"
ปากก็พูดถ่อมตัวไปอย่างนั้น แต่ใบหน้าที่ยิ้มแฉ่งราวกับดอกเบญจมาศของหลินเฉาหยางก็ทรยศความรู้สึกภายในใจของเขาไปเสียสนิท
เนี่ยเหว่ยผิงพูดถ่อมตัว "ห้าสิบตาแรกไร้เทียมทานในใต้หล้าอะไรกันล่ะครับ ผมก็แค่คิดให้รอบคอบขึ้นหน่อยตอนที่เปิดหมากเท่านั้นเอง การได้เล่นหมากกับคุณไม่กี่กระดานนี้ทำให้ผมได้แรงบันดาลใจเยอะเลย มาๆๆ พวกเรามาทบทวนกระดานหมากกันเถอะ"
ตอนนี้เนี่ยเหว่ยผิงยังไม่มีฉายา "ห้าสิบตาแรกไร้เทียมทานในใต้หล้า" จริงๆ นั่นแหละ เรื่องนี้เขาเป็นคนพูดเองตอนให้สัมภาษณ์หลังจากเข้าสู่วัยกลางคนแล้ว
เนี่ยเหว่ยผิงดึงตัวหลินเฉาหยางมาทบทวนกระดานหมากเมื่อครู่ การทบทวนกระดานหมากสำหรับยอดฝีมือแล้วสามารถใช้เพื่อพิจารณาข้อดีข้อเสียได้อย่างชัดเจน แต่สำหรับหลินเฉาหยางที่ยังห่างไกลจากคำว่ายอดฝีมืออยู่อีกช่วงตัวนั้น ทำได้แค่แสดงตัวตนต่อหน้าพวกไก่อ่อนอย่างเหลียงจั่วกับจูกวงเฉี่ยนเท่านั้นแหละ
ตอนที่วิเคราะห์หมากหลายสิบตาแรก เขายังพอจะอธิบายตรรกะการเปิดหมากของตัวเองให้เข้าใจได้ แต่พอถึงช่วงหลังก็เริ่มอธิบายไม่ถูกแล้ว ทำได้แค่อ้างว่าอาศัยความรู้สึกเอา
หลังจากทบทวนกระดานหมากเสร็จ เนี่ยเหว่ยผิงก็พูดด้วยความรู้สึกเสียดายเล็กน้อยว่า "ความคิดของคุณในการเปิดหมากนี่มันแปลกใหม่และไร้กรอบจริงๆ น่าเสียดายที่ตอนนี้คุณอายุมากแล้ว การจะก้าวไปอีกขั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ไม่อย่างนั้นคงทุ่มเทแรงกายแรงใจไปกับด้านนี้ได้มากกว่านี้"
หลินเฉาหยางหัวเราะร่วนแล้วพูดว่า "หมากล้อมสำหรับผมก็เป็นแค่ความบันเทิงฆ่าเวลาเท่านั้นแหละครับ"
เนี่ยเหว่ยผิงพยักหน้า แล้วพูดอีกว่า "การได้เล่นหมากกับคุณไม่กี่กระดานนี้ ผมเองก็ได้แรงบันดาลใจมาไม่น้อย กลับไปผมจะไปคิดทบทวนเรื่องการเปิดหมากของคุณให้ดี มันน่าสนใจจริงๆ"
ทั้งสองคนพูดคุยหัวเราะกันอีกสองสามประโยค เนี่ยเหว่ยผิงก็ขอตัวลากลับกับหลินเฉาหยาง
"ไว้คราวหน้ามีโอกาสค่อยมาหาคุณเล่นหมากใหม่นะครับ"
หลินเฉาหยางยิ้มขื่น "ผมเล่นหมากเพื่อความสนุกน่ะครับ มาหาผมเพื่อกินข้าวหรือดื่มเหล้าได้นะ แต่เรื่องเล่นหมากนี่พอเถอะครับ"
เมื่อได้ยินดังนั้น เนี่ยเหว่ยผิงก็อดไม่ได้ที่จะระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
"ได้สิ คราวหน้าผมจะมาหาคุณดื่มเหล้าแล้วกัน!"
หลังจากที่เนี่ยเหว่ยผิงจากไป หลินเฉาหยางก็เก็บกระดานหมาก เมื่อเห็นว่าบนใบหน้าของจูกวงเฉี่ยนยังคงแฝงไว้ด้วยความสะใจราวกับได้แก้แค้นครั้งใหญ่ ก็พูดขึ้นว่า "มาๆๆ เรามาเล่นกันสักสองกระดานเถอะ!"
เพิ่งจะถูกยำเละมาหมาดๆ เขาก็ต้องการยำคนอ่อนกว่าเพื่อเรียกอารมณ์ดีๆ กลับมาเหมือนกัน
"ฝีมือนายมันธรรมดาเกินไป ฉันไม่สนใจหรอก" จูกวงเฉี่ยนพูดอย่างดูแคลน
"ผมว่าคุณกำลังกลัวมากกว่ามั้ง?"
จูกวงเฉี่ยนแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา "ไม่รู้เหมือนกันนะว่าเมื่อกี้ใครโดนฆ่าซะจนต้องทิ้งหมวกทิ้งเกราะหนีตาย"
หลินเฉาหยางฟังคำประชดประชันของเขา ใบหน้าไม่ปรากฏความโกรธเคืองหรืออับอายแม้แต่น้อย "เขาระดับยอดฝีมือของชาตินะ ผมแพ้ให้ยอดฝีมือระดับชาติมันน่าอายตรงไหนกัน?"
ทันทีที่พูดประโยคนี้ออกมา ก็แทบจะยืนอยู่ในจุดที่ไร้พ่าย จูกวงเฉี่ยนขยับริมฝีปากขมุบขมิบ ไม่รู้ว่าจะโต้กลับอย่างไรดี
ในตอนนั้นเอง หลินเฉาหยางก็รุกฆาตซ้ำ "เมื่อกี้คุณได้ยินหรือเปล่า? เนี่ยเหว่ยผิงยังชมว่าผมเปิดหมากได้ดีอยู่เลย บอกว่าห้าสิบตาแรกใช่ว่าจะชนะผมได้ด้วยซ้ำ"
เมื่อเผชิญกับการโจมตีเข้าจุดตาย จูกวงเฉี่ยนก็ถูกทำลายการป้องกันลงอย่างราบคาบ ได้แต่พึมพำปากแข็ง
"เขาก็แค่พูดตามมารยาทเท่านั้นแหละ แกยังจะเก็บไปเป็นจริงเป็นจังอีก เดินหมากก็ห่วยแตก ดันคิดเข้าข้างตัวเองเก่งซะเหลือเกิน"







