เช้าวันหนึ่งหลังจากนั้นไม่กี่วัน สวีซินคุนเพิ่งเดินเข้าไปในห้องทำงาน ก็เห็นเฮ่อหย่งซินเดินตามเข้ามาด้วยสีหน้าตึงเครียด เขาปิดประตูห้องแล้วพูดกับสวีซินคุนว่า
"เหล่าสวี ผมเพิ่งได้รับข่าวมาว่ากรมมณฑลกำลังเตรียมจัดงานการประชุมหน้างานที่โรงงานเราในสัปดาห์หน้า เพื่อยกย่องและเผยแพร่ประสบการณ์การดำเนินงานการบริหารคุณภาพโดยรวมของโรงงานเรา"
"งั้นหรือ?" สวีซินคุนแสดงสีหน้าประหลาดใจอย่างมาก "ทำไมผมถึงไม่ได้รับแจ้งเลยล่ะ?"
"ผมฟังมาจากอดีตผู้บริหารท่านหนึ่งของกรมมณฑลที่โทรศัพท์มาบอก คาดว่าอีกเดี๋ยวประกาศอย่างเป็นทางการก็คงส่งมาถึงแล้ว" เฮ่อหย่งซินตอบ
"ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็ต้องเตรียมตัวให้ดีแล้ว จะมากันกี่คน แล้วมีผู้บริหารกรมคนไหนมาบ้าง?" สวีซินคุนพูด "งานต้อนรับจะต้องทำให้ดี นี่เป็นเรื่องใหญ่ที่ส่งผลถึงภาพลักษณ์ของโรงงานเราในระบบทั้งหมดเลยนะ พวกเราควรเปิดการประชุมคณะกรรมการเพื่อหารือเกี่ยวกับระดับการต้อนรับดีไหม"
"ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลามาหารือเรื่องงานต้อนรับ!" เฮ่อหย่งซินร้อนใจ หากสวีซินคุนไม่ใช่ผู้มีอำนาจสูงสุดในนามของโรงงาน เฮ่อหย่งซินคงอยากจะตบโต๊ะแล้วตวาดใส่เขาไปแล้ว ทหารปลดประจำการคนนี้ช่างไม่รู้อะไรเลยจริงๆ พอได้ยินว่าผู้บริหารกรมมณฑลจะมา ก็ดีใจจนลืมตัว ยังจะมาพูดเรื่องระดับการต้อนรับอะไรอีก พวกเขามาเพื่อยกย่องและเผยแพร่การทำงานด้านการบริหารคุณภาพโดยรวม แต่โรงงานซินหมินเคยทำงานด้านนี้ซะที่ไหนล่ะ ถ้าผู้บริหารกรมมณฑลมาเห็นเข้า ทุกอย่างจะไม่ความแตกเหรอ?
เมื่อเห็นท่าทางโกรธเกรี้ยวจนเสียอาการของเฮ่อหย่งซิน สวีซินคุนก็รู้สึกสะใจอยู่ลึกๆ แต่บนใบหน้ากลับแสดงออกถึงความงุนงงพลางถามว่า "ทำไมล่ะ เหล่าเฮ่อ มีปัญหาอะไรหรือเปล่า?"
"ปัญหาใหญ่เลยล่ะ!" เฮ่อหย่งซินข่มอารมณ์แล้วพูด "เรื่องที่ผมเพิ่งพูดไป คุณฟังไม่ชัดใช่ไหม? กรมมณฑลไม่ได้ลงมาตรวจสอบงานอื่น แต่จะมายกย่องที่เราดำเนินงานการบริหารคุณภาพโดยรวมต่างหาก"
"งานนี้พวกเราก็เริ่มทำมาตั้งนานแล้วนี่ แถมยังทำได้ไม่เลวเลยด้วยไม่ใช่หรือ?" สวีซินคุนพูด "ผมจำได้ว่าเราเคยจัดให้สมาชิกคณะกรรมการศึกษาเอกสารของคณะกรรมการเศรษฐกิจแห่งชาติโดยเฉพาะ และในที่ประชุมก็ยังมอบหมายให้เถาอวี่รับผิดชอบจัดทำแผนงานการดำเนินงานการบริหารคุณภาพโดยรวมโดยเฉพาะด้วย เมื่อไม่กี่วันก่อนผมเพิ่งถามเถาอวี่ไป เขาก็บอกว่าจัดการไปได้พอสมควรแล้ว นี่เขาเป็นคนพูดกับผมด้วยตัวเองเลยนะ"
การศึกษาเอกสารที่สวีซินคุนพูดถึงนั้น เป็นเรื่องตั้งแต่เดือนมีนาคมปีนี้ ในตอนนั้น คณะกรรมการเศรษฐกิจแห่งชาติได้ประกาศใช้ "ระเบียบปฏิบัติชั่วคราวว่าด้วยการบริหารคุณภาพโดยรวมของวิสาหกิจอุตสาหกรรม" และได้ส่งหนังสือแจ้งไปยังระบบอุตสาหกรรมทั่วประเทศ โดยเรียกร้องให้ "ทุกพื้นที่และทุกหน่วยงานต้องเสริมสร้างความเป็นผู้นำในงานนี้อย่างจริงจัง เปลี่ยนแปลงสถานการณ์ที่สินค้าบางชนิดมีคุณภาพต่ำต้อยอย่างตั้งใจ พยายามผลิตสินค้าคุณภาพสูงให้มากขึ้น เพื่อสร้างคุณูปการในการตอบสนองความต้องการด้านการก่อสร้างเพื่อการผลิตของประเทศ การดำรงชีวิตของประชาชน และการค้าระหว่างประเทศ"
เพื่อให้สอดคล้องกับหนังสือแจ้งฉบับนี้ กระทรวงและคณะกรรมการอุตสาหกรรมส่วนกลางล้วนออกหนังสือแจ้งที่มีชื่อเรื่องทำนองว่า "หนังสือแจ้งเรื่องการปฏิบัติตาม 'หนังสือแจ้งของคณะกรรมการเศรษฐกิจแห่งชาติว่าด้วยการประกาศใช้ "ระเบียบปฏิบัติชั่วคราวว่าด้วยการบริหารคุณภาพโดยรวมของวิสาหกิจอุตสาหกรรม"'" และหน่วยงานต้นสังกัดระดับมณฑล ภูมิภาค และอำเภอก็ได้เพิ่มคำขึ้นต้นอย่าง "หนังสือแจ้งเรื่องการศึกษาเชิงลึก..." เข้าไปในชื่อเรื่องดังกล่าวอีกชั้นหนึ่ง การส่งต่อกันเป็นทอดๆ เช่นนี้ ทำให้เมื่อเอกสารมาถึงโรงงานซินหมิน แค่ชื่อเรื่องก็ยาวหลายบรรทัดแล้ว ซึ่งนี่ก็นับเป็นตลกร้ายที่มีเอกลักษณ์แบบจีนอย่างหนึ่ง
ไม่ว่าตลกร้ายนี้จะฝืดแค่ไหน ในฐานะวิสาหกิจระดับล่าง เอกสารประเภทนี้ย่อมต้องถูกนำมาจัดตั้งการศึกษาประดุจราชโองการ ทั้งยังต้องรายงานผลการศึกษากลับไปยังหน่วยงานที่ออกเอกสารด้วย ในครั้งนั้น โรงงานซินหมินมีสวีซินคุนเป็นประธาน ได้จัดการศึกษาและหารือกันเป็นเวลาสองวันในหมู่ผู้นำโรงงานและผู้บริหารระดับกลางทั้งหมด ทว่า เนื่องจากพวกของเฮ่อหย่งซินไม่ได้มีความสนใจในงานนี้มากนัก ส่วนตัวสวีซินคุนเองก็ไม่เข้าใจว่าการบริหารคุณภาพคืออะไร จึงอธิบายหลักการออกมาไม่ได้ ดังนั้น การศึกษาในครั้งนั้นจึงกลายเป็นการทำพอเป็นพิธี เวลาที่ทุกคนจับกลุ่มคุยเล่นไร้สาระกันมีมากกว่าเวลาที่ใช้ศึกษาเอกสารเสียอีก
ในฐานะที่เป็นหนึ่งในมาตรการหลังจากการศึกษาเอกสาร ที่ประชุมฝ่ายบริหารโรงงานจึงตัดสินใจว่าจะจัดตั้งบุคลากรเพื่อร่างแผนงานโดยละเอียดเกี่ยวกับการดำเนินงานการบริหารคุณภาพโดยรวมของโรงงานซินหมิน ซึ่งในท้ายที่สุดเรื่องนี้ก็ตกเป็นภาระของเถาอวี่ผู้เป็นหัวหน้าแผนกการผลิต ตามกำหนดการของแผนงาน เถาอวี่ควรจะจัดทำแผนงานออกมาเสร็จเรียบร้อยและเริ่มดำเนินการไปแล้วในตอนนี้
แต่ในใจของสวีซินคุนรู้ดีว่า หลังจากเถาอวี่ได้รับมอบหมายงาน เขาก็ไม่ได้ใส่ใจกับมันเลย เวลาผ่านไปกว่าครึ่งปี แผนงานโดยละเอียดนั้นยังไม่ได้เขียนออกมาสักตัวอักษร ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องการนำไปปฏิบัติเลย อย่างไรก็ตาม เขายินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะแกล้งโง่ต่อหน้าเฮ่อหย่งซิน ยังไงเสียเรื่องการผลิตก็เป็นความรับผิดชอบของเฮ่อหย่งซินอยู่แล้ว และเถาอวี่ก็เป็นลูกน้องคนสนิทของเฮ่อหย่งซินด้วย ในเมื่อทำแผนงานออกมาไม่ได้ อย่างน้อยเถาอวี่ก็ยากจะปัดความรับผิดชอบนี้พ้น
เมื่อไม่กี่วันก่อน สวีซินคุนยังได้ไปสอบถามเรื่องนี้กับเถาอวี่จริงๆ และเถาอวี่ก็ตบหน้าอกรับประกันว่าจัดการไปได้พอสมควรแล้ว ตามความคิดของเถาอวี่ จะแผนงานอะไรก็ช่างเถอะ ถึงอย่างไรเลขาธิการพรรคที่มาจากที่อื่นคนนี้ก็คงดูไม่รู้เรื่องอยู่ดี แค่ทำส่งเดชไปให้พ้นๆ ไปก็จบเรื่องแล้วไม่ใช่หรือ?
เมื่อเห็นท่าทางไร้เดียงสาของสวีซินคุน เฮ่อหย่งซินก็โกรธจนคันฟัน ทำไมเขาจะดูไม่ออกว่าสวีซินคุนจงใจพูดแบบนี้ ต่อให้สวีซินคุนจะไม่เข้าใจเรื่องการผลิต แต่ในฐานะเลขาธิการพรรค เขาก็ยังมีหูมีตาอยู่ในโรงงานอยู่บ้าง จะไม่รู้เชียวหรือว่าเถาอวี่เป็นคนยังไง? ที่บอกว่าเคยถามเรื่องนี้กับเถาอวี่แล้ว จะฟังไม่ออกเลยหรือว่าเถาอวี่แค่หลอกปั่นหัวเขาเล่น? หากบอกว่าสวีซินคุนไม่เข้าใจเรื่องอุตสาหกรรมก็ยังพอฟังขึ้น แต่ถ้าจะบอกว่าเขามีไอคิวและอีคิวต่ำเตี้ยเรี่ยดิน เฮ่อหย่งซินไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด คนที่สามารถไต่เต้าจนเป็นถึงผู้บังคับการการเมืองระดับกรมทหารในกองทัพได้ และได้มาเป็นเลขาธิการพรรคของโรงงานหลังจากปลดประจำการ จะไม่มีไหวพริบทางการเมืองแค่นี้เลยหรือ?
ถ้าอย่างนั้น จุดประสงค์ที่สวีซินคุนแกล้งโง่แบบนี้คืออะไรกันล่ะ? เฮ่อหย่งซินคิดคำนวณอยู่ในใจเงียบๆ
"เลขาฯ สวี ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาล้อเล่นนะครับ เรื่องแผนงานนี้ ผมคิดว่าคุณก็น่าจะรู้ ภารกิจการผลิตของเราในช่วงหลายเดือนมานี้ยุ่งมาก เหล่าเถาต้องคอยคุมเรื่องการผลิตมาตลอด จะเอาเวลาที่ไหนไปทำแผนงานนี้? ที่เขาบอกคุณว่าทำเสร็จแล้ว ผมเดาว่าคงเป็นแค่ฉบับร่างเท่านั้น ยังห่างชั้นจากการนำไปรายงานต่อกรมมณฑลอย่างเป็นทางการอยู่พอสมควรเลยครับ" เฮ่อหย่งซินกล่าว
สวีซินคุนทำสีหน้าตกตะลึงแล้วพูดว่า "อะไรนะ คุณกำลังจะบอกว่าจนป่านนี้เถาอวี่ยังทำแผนงานไม่เสร็จอีกหรือ?"
"ไม่ใช่ว่าทำไม่เสร็จครับ แต่ยังไม่สมบูรณ์เอามากๆ หรือพูดให้ชัดๆ ก็คือแทบจะเอาไปใช้งานไม่ได้เลยต่างหาก" เฮ่อหย่งซินบอกความจริงกับสวีซินคุน นี่เป็นเวลาที่ต้องร่วมมือกันรับศึกนอก หากเขาไม่อธิบายให้สวีซินคุนเข้าใจอย่างชัดเจน ขืนตอนที่ผู้บริหารกรมมณฑลมาถึงแล้วสวีซินคุนดันคุยโวโอ้อวดเกินจริงไป พวกเขาจะกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบเอาได้
"ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้!" สวีซินคุนเบิกตากว้าง "เถาอวี่มัวทำบ้าอะไรอยู่! งานยุ่ง หากปลีกเวลามาทำแผนงานไม่ได้ เขาก็สามารถชี้แจงกับทางโรงงานและคณะกรรมการพรรคได้นี่ เราจะได้จัดให้สหายคนอื่นมารับผิดชอบงานนี้แทน เรื่องที่มอบหมายให้เขาไป เขาจะละทิ้งหน้าที่แบบนี้ได้อย่างไร! แถมเมื่อสองวันก่อนเขายังพูดกับผมด้วยตัวเองว่าเรื่องนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว นี่มันหลอกลวงองค์กรชัดๆ!"
ใบหน้าของเฮ่อหย่งซินกระตุก เขาไม่รู้จะแก้ตัวอย่างไรดี สวีซินคุนมีสิทธิ์ที่จะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟแบบนี้จริงๆ เพราะเขาคือเบอร์หนึ่ง การที่เถาอวี่ทำภารกิจที่ที่ประชุมฝ่ายบริหารโรงงานมอบหมายให้ไม่สำเร็จ นั่นก็เท่ากับเป็นการส่งจุดอ่อนอันใหญ่หลวงไปให้ถึงมือเขา การที่เขาจะใช้โอกาสนี้เล่นงานจึงเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง หรือแม้แต่หากเขาต้องการใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างในการเขี่ยเถาอวี่ทิ้ง เฮ่อหย่งซินก็แทบจะหาเหตุผลมาขัดขวางไม่ได้เลย
"เหล่าสวี ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาคุยเรื่องความรับผิดชอบหรอกนะ" เฮ่อหย่งซินตัดสินใจเปลี่ยนเรื่อง "เรื่องของเหล่าเถามีที่มาที่ไป แน่นอนว่าทัศนคติในการทำงานของเขาเองก็มีปัญหา ไว้คราวหน้าในการประชุมฝ่ายบริหารโรงงานค่อยวิจารณ์อย่างหนักหน่วงก็ได้ แต่ปัญหาที่เรากำลังเผชิญอยู่ตอนนี้คือ จะรับมือกับการตรวจสอบของกรมมณฑลอย่างไร ผมมีจุดหนึ่งที่ไม่เข้าใจเลย ทำไมกรมมณฑลถึงเลือกเราเป็นหน่วยงานดีเด่นในการผลักดันการบริหารคุณภาพโดยรวม พวกเราไม่ได้ส่งเอกสารรายงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ไปให้ทางกรมมณฑลเลยนะ"
"เรื่องนี้ผมรู้ดี" สวีซินคุนพูดอย่างเรียบเฉย "เอกสารนั้นผมเป็นคนให้ทางสำนักงานส่งขึ้นไปเอง หลักๆ ก็เป็นการรายงานสถานการณ์การดำเนินงานด้านการบริหารคุณภาพของโรงงานเรา"
"คุณเป็นคนส่งขึ้นไปงั้นหรือ!" เฮ่อหย่งซินเบิกตากว้างจนแทบถลน ในใจสบถด่าอย่างบ้าคลั่ง ตั้งแต่ได้รับโทรศัพท์จากอดีตผู้บริหารท่านนั้น เขาก็เอาแต่เดาว่าทำไมกรมมณฑลถึงต้องมาจัดงานการประชุมหน้างานที่โรงงานซินหมิน แต่คิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าจะเป็นสวีซินคุนที่แกว่งเท้าหาเสี้ยน
"เหล่าสวี คุณส่งรายงานไปให้กรมมณฑล ทำไมถึงไม่บอกผมสักคำ?" เฮ่อหย่งซินบ่น
สวีซินคุนมองเฮ่อหย่งซิน แล้วพูดเรียบๆ ว่า "อ้อ ผมคงละเลยไปน่ะ"
ในฐานะผู้มีอำนาจสูงสุด การส่งรายงานฉบับหนึ่งให้กรมมณฑล ยังต้องขอความเห็นจากเบอร์สองอีกหรือ? ข้อกล่าวหาของเฮ่อหย่งซินนี้ เดิมทีก็ฟังไม่ขึ้นอยู่แล้ว คำตอบของสวีซินคุนนับว่าเป็นการไว้หน้าเฮ่อหย่งซินมากแล้ว
เฮ่อหย่งซินเองก็รู้ว่าคำพูดของตนมีช่องโหว่ เขาจึงแข็งใจพูดว่า "เลขาฯ สวี เรื่องเกี่ยวกับการผลิตนี้ หลักๆ แล้วผมเป็นคนดูแล คุณอาจจะไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์ด้านนี้เท่าไหร่นัก ก่อนที่คุณจะส่งรายงานนี้ไป ถ้าคุณมาปรึกษากับผมก่อน พวกเราก็คงไม่ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบแบบนี้หรอกครับ"
สวีซินคุนพูดว่า "การรายงานเอกสารหน่วยงานดีเด่น เป็นงานด้านการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ซึ่งเป็นเรื่องของคณะกรรมการพรรค ดังนั้นผมจึงทำผิดพลาดแบบพวกระบบราชการไปนิดหน่อย ทำอะไรตามอำเภอใจไปบ้าง ตอนนั้นผมอุตส่าห์ไปถามเถาอวี่โดยเฉพาะ เขาก็บอกว่าเรื่องนี้ไม่มีปัญหา ผมถึงได้ให้สำนักงานพรรคส่งรายงานขึ้นไป ใครจะไปคิดว่าทางเถาอวี่จะละเลยหน้าที่ขนาดนี้ นี่มันไม่กลายเป็นว่าโรงงานซินหมินของเราร่วมมือกันหลอกลวงกรมมณฑลหรอกหรือ?"
แกล้ง แกแกล้งต่อไปเถอะ! เฮ่อหย่งซินสบถอย่างเจ็บแค้นในใจ เขาไม่มีทางเชื่อหรอกว่าสวีซินคุนถูกหลอก หรือทำผิดพลาดแบบระบบราชการอะไรนั่น เขาต้องตั้งใจก่อเรื่องขึ้นมาแน่ๆ ทว่า จนถึงตอนนี้เฮ่อหย่งซินก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี เรื่องหลอกลวงกรมมณฑลเนี่ย ต่อให้โยนความผิดให้เถาอวี่เป็นแพะรับบาปได้ แล้วตัวสวีซินคุนเองจะรอดตัวไปได้อย่างนั้นหรือ? ต้องรู้ไว้นะว่า กรมมณฑลบอกว่าจะมาจัดงานการประชุมหน้างานที่โรงงานซินหมิน ผู้นำองค์กรต่างๆ ในระบบมากมายจะมาร่วมดูงาน หากถึงตอนนั้นโรงงานซินหมินเกิดหลุดลุ่ยทำพลาดขึ้นมา กรมมณฑลจะลงโทษแค่หัวหน้าแผนกการผลิตคนเดียวเบาๆ แล้วจบเรื่องงั้นหรือ?
หรือว่าไอ้หมอสวีซินคุนนี่ไม่อยากทำแล้ว เลยคิดจะลากทุกคนลงน้ำไปด้วยกัน? เฮ่อหย่งซินคิด
"เหล่าสวี รายงานที่คุณส่งไป เขียนอะไรลงไปบ้าง?" เฮ่อหย่งซินถาม ตอนนี้มามัวตำหนิสวีซินคุนไปก็ไม่มีประโยชน์แล้ว เขาควรจะทำความเข้าใจก่อนดีกว่าว่าสวีซินคุนพูดอะไรไปบ้าง เพื่อจะได้ประเมินถูกว่าเรื่องนี้มันเลวร้ายถึงขั้นไหนแล้ว







