เมิ่งซู่หรงเซ็นข้อตกลงฉบับหนึ่งโดยมีทนายความร่วมเป็นพยาน
เนื้อหาของข้อตกลงนั้นเรียบง่ายมาก
หากยอดธุรกิจรายเดือนทำได้ถึงสี่แสน เขาจะมอบกำไรสุทธิร้อยละยี่สิบให้กับ [เอ็นซีกรุ๊ป] หากอยู่ระหว่างสามถึงสี่แสน จะเก็บค่าดำเนินการร้อยละสิบ แต่ถ้ายอดธุรกิจต่อเดือนต่ำกว่าสามแสน [เอ็นซีกรุ๊ป] จะไม่เก็บเงินแม้แต่แดงเดียว!
ยอดธุรกิจรายเดือนสี่แสน
นี่เป็นปริมาณธุรกิจระดับเดียวกับร้านใหญ่ๆ บางร้านแล้ว
สำหรับเมิ่งซู่หรงแล้ว นี่ถือว่ายุติธรรมเป็นพิเศษ
หลังจากเซ็นข้อตกลงเสร็จ ท่ามกลางเสียงซุบซิบนินทาที่ดังขึ้นอีกระลอกที่นอกบ้าน ทอมก็สวมหน้ากากอนามัยแล้วขึ้นรถลินคอล์นลีมูซีนจากไป
กระทั่งเหล่าพนักงานรักษาความปลอดภัยหายลับไปจนหมด ตรอกซอกซอยทั้งสายก็ยังคงมีเสียงพูดคุยต่างๆ นานาดังอื้ออึง
จางเซิ่งไม่ได้จากไปไหน ทว่ายังคงนั่งคุยกับเมิ่งซู่หรงอยู่ในสำนักงานต่อไป
"ขั้นแรก เราต้องมีเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของตัวเอง!"
"ในเมื่อเราเป็นแบรนด์ระดับสากลแล้ว เราก็ต้องมีเว็บไซต์ของตัวเอง เนื้อหาในเว็บไซต์จะเน้นไปที่ภาพลักษณ์ของแบรนด์ ภาพลักษณ์ของสินค้าตัวอย่าง และวิดีโอเรื่องราวเป็นหลัก!"
"ประธานเมิ่ง เราไม่ได้แค่ขายฝ้าเพดาน เรากำลังทำแบรนด์ ทำคอนเซปต์ และในขณะเดียวกันก็เป็นการเล่าเรื่อง..."
"ในระยะหลัง ยังต้องให้คุณคอยร่วมมือกับเราในการเล่าเรื่องด้วย..."
"ป้ายโฆษณาหน้าร้านต้องเปลี่ยนทิ้ง ต้องเปลี่ยนเป็นป้ายไฟโฆษณา LED แบบที่แพงที่สุด ติดภาพลักษณ์ของคุณทอมเข้าไป ภาพคอนเซปต์ผมก็เตรียมไว้ให้เรียบร้อยแล้ว!"
"ข้อสอง ส่วนตัวคุณเองก็ต้องยกระดับขึ้นด้วย อย่างเช่น การติดตั้ง! คุณต้องมุ่งไปสู่การติดตั้งระดับสากล พนักงานของคุณต้องสวมเครื่องแบบช่างติดตั้งที่เหมือนกัน ติดตั้งเสร็จแล้ว จำไว้ว่าต้องช่วยลูกค้าทำความสะอาดให้เรียบร้อย ไม่เพียงแต่บนเว็บไซต์จะต้องมีช่องทางรับฟังความคิดเห็นของลูกค้าเท่านั้น แต่หน้าร้านก็ต้องตั้งกล่องรับความคิดเห็นของลูกค้าไว้ด้วย..."
"การตกแต่งของร้านนี้ไม่มีปัญหา แถมยังค่อนข้างสะอาดสะอ้าน นี่คือจุดที่ผมให้ความสำคัญกับคุณ แต่ในส่วนของพนักงานร้าน ต้องมีการฝึกอบรมมารยาทกันสักหน่อย..."
"เราต้องทำให้ลูกค้ารู้สึกถึงความสะดวกสบายระดับไฮเอนด์..."
"แล้วก็ เรื่องคุณภาพของ [โอวปังฝ้าเพดานสำเร็จรูป] ของคุณ สินค้ามีตำหนิห้ามนำมาขายเด็ดขาด ถึงแม้เรื่องนี้จะเขียนไว้ในสัญญาแล้ว แต่ผมก็ยังอยากจะย้ำให้ชัดเจน!"
"เรื่องราคา พวกเราสามารถตั้งให้สูงขึ้นได้ บริการยกระดับแล้ว คุณภาพยกระดับแล้ว ราคาของเราก็ต้องยกระดับตาม ยังไงซะนี่ก็คือแบรนด์ไฮเอนด์!"
"ไม่ต้องกลัวว่าคนจะไม่มีเงิน วางใจเถอะ ลูกค้าที่โง่และรวยมีเยอะแยะไป!"
"อีกครึ่งปีให้หลัง ร้านนี้ไม่ขยายสาขาก็ต้องย้ายร้าน ในขณะเดียวกัน ก็ต้องมีโชว์รูมที่สมบูรณ์แบบ..."
"..."
ภายใต้แสงไฟ
เมิ่งซู่หรงตั้งใจฟังอย่างจริงจัง
ถึงแม้ครั้งนี้จางเซิ่งจะพูดอะไรมากมาย และสิ่งเหล่านี้ก็ทำให้คนที่มีวุฒิการศึกษาแค่ชั้นประถมอย่างเขามึนงงไปหมดแล้วก็ตาม
แต่เขาก็ยังตระหนักได้อย่างเฉียบแหลมว่านี่คือโอกาส!
หลังจากจดจำคำพูดทั้งหมดของจางเซิ่งไว้ เขาก็รู้สึกเหมือนได้รับการชี้แนะจนตาสว่าง ราวกับมีถนนสายใหญ่ที่ราบรื่นทอดตัวอยู่แทบเท้า
ตอนที่จางเซิ่งพูดจบแล้วยืนขึ้น เขาก็นึกอะไรบางอย่างออก จากนั้นก็สะดุ้งเฮือก จ้องมองจางเซิ่ง "เสี่ยวจาง นายบอกความจริงกับพี่มา [เอ็นซีกรุ๊ป] นั่นนายเป็นคนปั้นขึ้นมาใช่ไหม?"
จางเซิ่งเผยรอยยิ้มบางๆ มองไปที่ห้องโถงแล้วพูดว่า "ประธานเมิ่ง กระบวนการเป็นอย่างไรไม่สำคัญ ที่สำคัญคือ คุณลองดูในร้านสิ..."
เมิ่งซู่หรงมองผ่านหน้าต่างสำนักงานเข้าไปในร้าน
ภายในร้าน
ดูเหมือนว่าจะเป็นเพราะผลพวงจากอุปทานหมู่ในช่วงบ่าย ลูกค้าที่มีแนวโน้มจะซื้อบางส่วนจึงตามข่าวกันมา
พนักงานขายในร้านต่างยุ่งกันจนแทบเป็นบ้า คอยยกน้ำชารินน้ำให้ไม่ขาดสาย และแนะนำแบรนด์อย่างต่อเนื่อง
มีลูกค้าที่ทำความเข้าใจแล้วก็ยังคงเลือกที่จะเดินจากไป...
แต่ก็มีลูกค้าที่พยักหน้าและเซ็นสัญญา
"นี่คือผลกระทบจากกระแสสังคมง่ายๆ... ประธานเมิ่ง ยังมีอีกเรื่องที่คุณต้องทำ!"
"หืม?" เมิ่งซู่หรงเห็นจางเซิ่งหันกลับมามองเขาอย่างจริงจัง ใบหน้าก็มีความงุนงงเล็กน้อย
"พรุ่งนี้คุณบอกลูกค้าไปว่า คุณถูกบริษัทแม่ในต่างประเทศสั่งปรับเงิน..."
"ปรับเงิน?"
"ใช่ บริษัทแม่ไม่พอใจคุณมาก รู้สึกว่าคุณทำให้แบรนด์ของพวกเขาเสื่อมเสีย จะริบสิทธิ์การบริหารของคุณคืน แต่คุณพยายามอ้อนวอนขอร้อง หลังจากยอมเสียค่าปรับและเซ็นสัญญาปรับปรุงแก้ไขแล้ว บริษัทแม่ถึงยอมให้ช่วงเวลาทดลองงานกับคุณครึ่งปีอย่างเสียไม่ได้ พรุ่งนี้ก็เอากล่องรับความคิดเห็นไปวางไว้เลย ในขณะเดียวกันคุณก็รับสมัครคนเพิ่ม คอยติดตามสอบถามลูกค้าอยู่เสมอ ความเป็นมืออาชีพ ความเป็นมืออาชีพ จำไว้นะ ต้องมีความเป็นมืออาชีพ!"
"..."
"เรื่องขึ้นราคาสินค้า คุณอย่าพูดตรงๆ ว่าขึ้นราคา คุณต้องใช้ข้ออ้างเรื่องถูกปรับเงิน โละสินค้าที่ราคาถูกและกำไรต่ำทิ้งไปก่อน จากนั้นก็เริ่มหันมาขายสินค้าระดับกลาง สินค้าระดับไฮเอนด์อย่าเพิ่งเอาออกมา ให้บอกว่าบริษัทแม่กำลังอยู่ในช่วงประเมินผล เลยเอาของระดับท็อปสุดมาไม่ได้ ถ้าลูกค้าต้องการจริงๆ คุณต้องทำท่าทางลำบากใจสุดๆ ให้ลูกค้าพูดจาหว่านล้อมซ้ำๆ คุณถึงจะยอมโทรศัพท์ไปแอบเอาสินค้าระดับไฮเอนด์มาให้ จำไว้นะ กระบวนการอย่าให้มันได้มาง่ายเกินไป..."
"..."
..............................
หลี่ปินมองดู [โอวปังฝ้าเพดานสำเร็จรูป] ที่กลับมายุ่งเหยิงอีกครั้ง
ยุ่งจนถึงหลังสามทุ่ม ถึงได้ซาลงไปบ้าง
ในช่วงเวลานี้...
เขาได้ยินข่าวสารมาอย่างหนึ่ง
ได้ยินมาว่า [โอวปังฝ้าเพดานสำเร็จรูป] ถูกบริษัทแม่ในต่างประเทศสั่งปรับเงิน และจะเพิกถอน "สิทธิ์ตัวแทนจำหน่าย" เนื่องจากก่อนหน้านี้การผลิตสินค้าไม่ได้มาตรฐานเพียงพอ เบื้องบนจึงจะสั่งยกเลิกการรับจ้างผลิตสินค้าของแบรนด์นี้
ต่อมา เขาก็ได้ยินอีกว่าเมิ่งซู่หรงถูกปรับเงินไปสามล้าน จากนั้นบริษัทแม่ถึงยอมรักษาสถานะ "ตัวแทนจำหน่าย" ไว้ให้อย่างเสียไม่ได้ แต่ต้องให้บริษัทแม่และลูกค้าในพื้นที่ร่วมกันตรวจสอบเป็นเวลาครึ่งปี หากครึ่งปีไม่มีข้อผิดพลาด ถึงจะแจ้งผลว่าผ่าน "การปรับปรุงแก้ไข" แล้ว
ข่าวนี้ทำเอาเขางุนงงไปพักหนึ่ง...
[โอวปังฝ้าเพดานสำเร็จรูป] ก็แค่แบรนด์ในประเทศแท้ๆ ไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับระดับนานาชาติได้ยังไง?
รับจ้างผลิต?
โรงงานเล็กๆ ของเขา แบรนด์ระดับสากลจะไปถูกใจได้ยังไง?
แต่ดูเหมือนว่าการรับจ้างผลิต ก็ค่อนข้างสมเหตุสมผลดีนะ?
สถานการณ์ของประเทศในตอนนี้คือ แบรนด์ต่างชาติที่เข้ามาในจีนไม่สามารถตั้งบริษัทแบบเอกเทศได้ ต้องดำเนินธุรกิจในรูปแบบของการร่วมทุนเท่านั้น ดูเหมือนจะฟังขึ้นอยู่นะ?
เดี๋ยวก่อน!
ไม่ถูก!
นี่คงไม่ใช่การสร้างกระแสใช่ไหม?
ดูเหมือนว่า...
จะเป็นเหตุผลนี้?
หลี่ปินนึกถึงโทรศัพท์ที่คุยกับอาจารย์ของตัวเองเมื่อคืนนี้ขึ้นมาได้ ถึงได้ตาสว่างขึ้นมาทันที!
จากนั้น ด้วยความสงสัยนี้ เขาจึงรอจนกระทั่งจางเซิ่งเดินออกมาจากร้าน [โอวปังฝ้าเพดานสำเร็จรูป]
ทว่า เดินออกมาจากประตูหลัง
เขาเดินเข้าไปหา
"อาจารย์!"
"หลี่ปิน รอนานแล้วใช่ไหม?"
"ไม่ครับ อาจารย์ พวกเรา..."
"หาที่นั่งคุยกันก่อนเถอะ"
"ครับ"
ท้ายที่สุดหลี่ปินก็พาจางเซิ่งมาที่ห้องเช่าของเขา เขายื่นเครื่องดื่มให้จางเซิ่งขวดหนึ่ง แล้วนั่งลงตรงข้ามจางเซิ่งอย่างนอบน้อม
หลายวันมานี้
ถึงแม้เขาจะหาเงินได้แล้ว
แต่เขากลับรู้สึกสับสนเป็นพิเศษ
หลิวไคลี่ไม่เจ้านายที่ได้เรื่องได้ราวเลยจริงๆ
วิสัยทัศน์ของเขา จุดยืนของเขา รวมถึงความคิดของเขา ล้วนเหมือนเศรษฐีใหม่ที่ไร้ระดับ
เจ้านายแบบนี้ ท้ายที่สุดก็คงอยู่ได้ไม่ยืด
โทรศัพท์ที่เขาโทรหาจางเซิ่งเมื่อวาน คือการหวังว่าจางเซิ่งจะยอมรับในตัวเขา จากนั้นเขาก็จะออกไปเริ่มต้นธุรกิจของตัวเองก่อน
รวมถึงตอนนี้ เขาก็หวังว่าจางเซิ่งจะยืนยันความสามารถของเขาสักหน่อย
เขาเล่ามุมมองและความยากลำบากที่เขามีต่อหลิวไคลี่ให้จางเซิ่งฟังอีกครั้ง เขารู้สึกว่าตอนนี้ตัวเองยิ่งมายิ่งเหนื่อย และยิ่งมายิ่งอ่อนล้า
"หลี่ปิน ทุนของนายยังไม่พอ!"
"อาจารย์ ทางโรงงาน [เซินหราน] เคยมาคุยกับผม หวังว่าผมจะเปิดสาขา... ขอแค่ผมรับประกันยอดธุรกิจตามที่ตกลง เงินสองหมื่นก็พอแล้วครับ!"
"หลี่ปิน ฉันบอกแล้วว่าทุนของนายยังไม่พอ เรื่องแบบนี้ไม่ใช่ปัญหาว่ามีเงินหรือไม่มีเงิน การที่นายมั่นใจอย่างหน้ามืดตามัวแล้วลาออกตอนนี้ สุดท้ายก็คือทางตัน... นายเพิ่งจะทำสายงานนี้มาได้แค่เดือนเดียวเองนะ!"
"แต่ผมรู้สึกว่าตลาดนี้มันใหญ่มาก คนแบบหลิวไคลี่ยังหาเงินได้... แล้วทำไมผมจะ..."
จางเซิ่งไม่พูดอะไรอีก แต่กลับมองหลี่ปินด้วยสายตาจริงจัง
หลี่ปินก้มหน้าลงโดยสัญชาตญาณ จากเดิมที่พกความมั่นใจมาเต็มเปี่ยม จู่ๆ พอถูกมองแบบนี้ก็ถึงกับฝ่อไปเลย
เนิ่นนานให้หลัง จางเซิ่งถึงได้ถอนหายใจ "นายอย่าเพิ่งมองว่ายุคสมัยนี้มันดี และอย่าไปมองคนอื่นที่เขาหาเงินได้ นายลองรอไปอีกสักสองสามเดือน รอจนกว่าร้านจะไม่มีงาน ตอนนั้นนายยังจะทำเงินเดือนละหมื่นสองหมื่นได้อยู่ไหม!"
หลี่ปินไม่ได้ตอบรับ
ในใจเขารู้สึกไม่ยอมรับอยู่บ้าง มักจะรู้สึกว่าอย่างน้อยตัวเองก็เก่งกว่าหลิวไคลี่
ขืนอยู่ร้านเฮงซวยนี่ต่อไป เขาต้องบ้าตายแน่
จางเซิ่งย่อมมองออกถึงความไม่ยอมรับของเขา จึงส่ายหน้า "นายเรียกฉันว่าอาจารย์ ตามหลักแล้ว อย่างน้อยฉันก็ต้องชี้ทางให้นายสักทาง แต่นายยังใส่รองเท้าไม่เรียบร้อยเลย เชือกรองเท้าก็ยังหลุดลุ่ย บนเส้นทางสายนี้ อย่าว่าแต่วิ่งเลย ต่อให้ปล่อยให้นายเดิน นายก็ต้องหกล้ม บางคนหกล้ม ปัดฝุ่นหน่อยก็ลุกขึ้นยืนได้ แต่นายถ้าหกล้มแล้ว มันยากมากจริงๆ ที่จะลุกขึ้นมายืนได้อีก"
หลี่ปินยังคงก้มหน้า เขาฟังอยู่ แต่ไม่ได้ตอบรับอะไร
นี่คือการต่อต้านอย่างเงียบๆ
"นายลองคิดดูให้ดีเถอะ ถ้าจะทำจริงๆ ฉันก็ไม่มีวิธีขัดขวางหรอก แค่ไม่อยากให้นายต้องมาเดินอ้อมในช่วงที่กำลังสะสมทุน เอาล่ะ ดึกมากแล้ว ฉันยังมีธุระต้องไปจัดการ คงพูดได้แค่นี้..."
"อ๊ะ! อาจารย์ นี่ครับ เดี๋ยวผมเดินไปส่ง..."
"อืม"
หลังจากหลี่ปินมองดูจางเซิ่งลุกขึ้น เขาก็ลุกตามโดยสัญชาตญาณ
นอกเหนือจากความรู้สึกไม่ค่อยยอมรับในใจแล้ว แต่ลึกๆ ในใจเขาก็ยังคงเคารพจางเซิ่งอยู่พอสมควร
เขาเดินลงไปส่งจางเซิ่งที่ด้านล่าง มองดูจางเซิ่งหายลับไปในความมืดมิดของยามราตรี
เขายืนอยู่ใต้แสงไฟริมถนนเป็นเวลานาน
ความรู้สึกไม่ยอมรับนั้นยิ่งมายิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ...
เขามักจะรู้สึกว่าอาจารย์ประเมินความสามารถของเขาผิดไป
ภายใต้แสงไฟริมถนน เขายืนอยู่สิบกว่านาที และก็ขบคิดอยู่สิบกว่านาที
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น
ในสายมีเสียงบ่นของลูกค้าดังขึ้นมา
เป็นลูกค้าอีกรายที่เกิดข้อผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ จากปัญหาการติดตั้งเตาแก๊สแบบบิวท์อิน ลูกค้าโกรธจัดเป็นพิเศษ!
หลี่ปินพยักหน้ารับคำประหนึ่งเป็นหลานชาย คอยขอโทษขอโพย แต่ในใจกลับเดือดดาล!
หลิวไคลี่ไอ้ลูกเต่าเอ๊ย!
แม่งเอ๊ย!
ตกลงมันจะไหวไหมเนี่ย?
ด้วยความเลือดขึ้นหน้า เขาจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอย่างโกรธเกรี้ยว แล้วพ่นคำด่าใส่หลิวไคลี่ไปฉาดใหญ่
ทำเอาคนเดินถนนที่อยู่ข้างๆ พากันหันมามอง
ปลายสาย หลิวไคลี่ยังคงทำตัวเฮงซวยเหมือนเดิม ซ้ำยังด่าสวนกลับมาว่า "ไม่ทำก็ไม่ต้องทำ บริษัทขาดแกไปสักคน มันจะเจ๊งหรือไง" ด้วยความโมโห
"ไม่ทำก็ไม่ทำสิวะ! แม่งเอ๊ย แกคิดว่าฉันอยากจะทำในร้านสับปะรังเคของแกนักหรือไง?"
เขาโกรธจนแทบระเบิดในพริบตา!
พอกลับมาถึงห้องเช่า เขาก็ยิ่งคิดยิ่งโมโห ปอดแทบจะระเบิด ซ้ำยังรู้สึกว่าหยาดเหงื่อแรงงานของตัวเองถูกเหยียบย่ำ การที่ต้องมาตามเจ้านายแบบหลิวไคลี่ มันช่างซวยซ้ำซวยซ้อนจริงๆ
เขานอนไม่หลับทั้งคืน พอถึงวันที่สองก็รีบวิ่งไปเตรียมจะเคลียร์เงินเดือนให้จบๆ แต่ในชั่ววินาทีที่ก้าวเท้าเข้าประตูไป จู่ๆ เขาก็สูดหายใจเข้าลึกๆ อีกครั้ง
ในขณะที่ความโกรธกำลังพลุ่งพล่าน เขาก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้กะทันหัน จึงหยุดชะงักไป จู่ๆ ในหัวก็สั่นสะท้านขึ้นมาเฮือกหนึ่ง
เขามองไปทาง [โอวปังฝ้าเพดานสำเร็จรูป] โดยสัญชาตญาณ
ถึงแม้ [โอวปังฝ้าเพดานสำเร็จรูป] จะมีข่าวลือเรื่องถูกปรับเงินออกมา จนต้องเริ่มปรับปรุงป้ายโฆษณาหน้าร้านและสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ตั้งแต่เช้าตรู่ แต่ลูกค้า...
ดูเหมือนจะยิ่งเยอะขึ้นเรื่อยๆ!
[โอวปังฝ้าเพดานสำเร็จรูป] ต้องเกี่ยวข้องกับอาจารย์อย่างแน่นอน ต้องมีส่วนที่อาจารย์เป็นคนชักจูงอยู่เบื้องหลังแน่ๆ
คำพูดที่อาจารย์บอกกับผมเมื่อวาน ดูเหมือนจะมีความนัยแอบแฝงอยู่ เขาเหมือนจะมีโปรเจกต์อื่น...
เดี๋ยวก่อน!
เมื่อวานอาจารย์ดูเหมือนกำลังสังเกตผมอยู่!
ถ้าผมทนความอยุติธรรมแค่นี้ไม่ได้ วันหน้าจะไปตามหาเงินกับอาจารย์ได้ยังไง?
หน้าอกของเขากระเพื่อมขึ้นลงไม่หยุด ท้ายที่สุดก็กัดฟัน ปรับอารมณ์อยู่ครู่หนึ่ง แล้วในที่สุดก็ยิ้มเดินเข้าไปในร้าน
"เสี่ยวหลี่ เมื่อวานเหล่าหลิวแกดื้อดึงขึ้นมา เธออย่าโกรธไปเลยนะ คนคนนี้ก็เป็นแบบนี้แหละ ฉันบ่นแกมาทั้งคืนแล้ว..." เถ้าแก่เนี้ยเฉินอ้ายจวี๋รีบเดินเข้ามาหาเป็นคนแรก พร้อมกับมองเขาด้วยความรู้สึกผิด
"ไม่เป็นไรครับเถ้าแก่เนี้ย เมื่อวานผมก็พูดจาเกินไปหน่อยเหมือนกัน..."
ในวินาทีนี้...
เขาก็เผยสีหน้ารู้สึกผิดออกมาเช่นกัน







