หลินเฉาหยางคิดถึงช่วงเวลาที่เถาอวี้ซูกลับบ้านเกิดอย่างมาก ตอนนั้นเขาคิดว่านั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นชีวิตอันแสนสุขของเขากับเถาอวี้ซู แต่ตอนนี้เขาเพิ่งจะเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า นั่นเป็นเพียงกระสุนเคลือบน้ำตาลที่เถาอวี้ซูใช้หลอกล่อให้เขามาเยียนจิงชัดๆ
เฮ้อ ดันมาเจอภรรยาที่เป็นจอมขยันแบบนี้ จะทำยังไงดีล่ะเนี่ย?
คิดถึงตอนที่หลินเฉาหยางเพิ่งเริ่มทำงาน เขาก็เคยเป็นเจ้าชายจอมขยันเหมือนกัน ต่อมาพออายุมากขึ้นและเข้าใจโลกของการทำงาน ถึงได้หมดไฟและอยากเป็นแค่ปลาเค็มใช้ชีวิตไปวันๆ แต่ตัวเขาในตอนนั้นเมื่อเอามาเทียบกับเถาอวี้ซูในตอนนี้แล้ว ถือว่าเทียบไม่ติดฝุ่นเลยทีเดียว
ยัยเด็กคนนี้ตอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเป็นยังไงเขาก็ไม่รู้หรอก แต่พอกลับมาบ้าน นอกจากการกินข้าวแล้วก็เอาแต่อ่านหนังสือเรียนหนังสือ เข้าห้องน้ำยังใช้เวลาไม่เกินห้านาที วันอาทิตย์ก็นั่งจุ้มปุ๊กอยู่บ้านได้ทั้งวัน
หลังจากปิดไฟในตอนกลางคืน หลินเฉาหยางก็คิดถึง KPI ที่พ่อแก่ๆ ตั้งไว้ให้ก่อนจะมาเยียนจิงด้วยความกลัดกลุ้ม
สภาพที่อยู่อาศัยของบ้านพ่อตาไม่เอื้ออำนวย นั่นถือเป็นปัจจัยภายนอก แต่การที่เถาอวี้ซูหมกมุ่นอยู่กับการเรียนและตั้งใจแน่วแน่ว่าจะเป็นจอมขยันต่างหากที่เป็นปัจจัยหลัก
พ่อ อย่าโทษที่ลูกชายไม่เอาไหนเลย เป็นเพราะลูกสะใภ้ของพ่อขยันเกินไปต่างหาก
เรื่องหลานชายคนโตน่ะ เอาไว้ก่อนเถอะ!
เถาอวี้ซูเทนัดหลินเฉาหยางในช่วงวันหยุดวันชาติ เขาจึงทำได้เพียงทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับการเขียนนิยาย และเสนอตัวเข้าเวรในช่วงวันหยุดวันชาติต่อหัวหน้าห้องสมุด
ผลจากการที่เถาอวี้ซูขยันขันแข็งอย่างกระตือรือร้น ทำให้หลินเฉาหยางต้องกลายเป็นคนขยันขันแข็งตามไปด้วยอย่างเลี่ยงไม่ได้ ทว่าเพื่อนร่วมงานในห้องสมุดไม่เพียงไม่ปริปากบ่นสักคำ กลับยังดีใจและเอ่ยปากชมไม่หยุดว่า "เสี่ยวหลินนี่ช่างมีความมุ่งมั่นจริงๆ!"
หลินเฉาหยางเผชิญหน้ากับคำชมของเพื่อนร่วมงานด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า แต่ในใจกลับกำลังหลั่งเลือด
ที่ผมมุ่งมั่นขนาดนี้ ก็เพราะมีภรรยาที่ดีนั่นแหละ!
ทว่า การที่สองสามีภรรยาหลินเฉาหยางขยันกันขนาดนี้ก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อดี
หลังเลิกงานในวันสิ้นสุดวันหยุดวันชาติ นวนิยายเรื่องสั้นเรื่องที่สองของหลินเฉาหยางก็เสร็จสมบูรณ์สดๆ ร้อนๆ หลังจากแก้ไขเล็กน้อย เขาก็ส่งไปรษณีย์ไปยังเซี่ยงไฮ้
หลังจากกลับมา เขาก็แวะไปที่แผนกการเงินของมหาวิทยาลัย ทำงานมาครบหนึ่งเดือนเต็ม ในที่สุดเขาก็ได้รับเงินเดือนก้อนแรกจากการทำงานในห้องสมุด
สี่สิบเจ็ดหยวน!
มากกว่าเงินเดือนตอนที่เขาเป็นครูอยู่ที่โรงเรียนประถมประจำกองผลิตถึงสองเท่ากว่าๆ การเกาะผู้หญิงกินนี่มันช่างหอมหวานจริงๆ!
แต่พอคิดว่าเงินพวกนี้แค่ผ่านมาในมือเขาแล้วก็หายไป หลินเฉาหยางก็รู้สึกอึดอัดใจอยู่บ้าง
แต่โชคดีที่เถาอวี้ซูยังถือว่าใจกว้าง เธอเหลือเงินให้เขาเดือนละสิบหยวน หักค่าอาหารกลางวันแล้วก็ยังเหลืออีกสี่หยวน
โจวเยี่ยนหรู หัวหน้าแผนกนวนิยายของ "เยียนจิงวรรณศิลป์" เคาะประตูห้องของครอบครัวหนึ่งในแฟลตทางเดินร่วมของกรมวัฒนธรรมเมืองเยียนจิง
ห้องนี้เป็นห้องเดี่ยว พื้นที่สิบกว่าตารางเมตรดูรกไปหมด มีสัมภาระวางอยู่ไม่น้อย ดูเหมือนว่าครอบครัวนี้เพิ่งจะย้ายเข้ามา
เจ้าของห้องเป็นสหายอาวุโสที่ดูอายุใกล้หกสิบ ใบหน้าใจดี โจวเยี่ยนหรูพูดกับเขาว่า "สหายชิงฉวน คุณเพิ่งกลับมาเยียนจิงฉันก็มารบกวนคุณแล้ว ขอโทษจริงๆ ค่ะ"
"ไม่ต้องเกรงใจไปหรอก ดื่มน้ำสิ" หลี่ชิงฉวนรินน้ำให้เธอแก้วหนึ่ง
ทักทายกันพอเป็นพิธี โจวเยี่ยนหรูก็บอกจุดประสงค์ที่มา วันนี้เธอมาเพราะเรื่อง "คนเลี้ยงม้า" ของหลินเฉาหยาง
เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงบุคลากร การตีพิมพ์ต้นฉบับเรื่อง "คนเลี้ยงม้า" จึงถูกระงับไว้ในที่ประชุมกองบรรณาธิการ
คุณภาพของ "คนเลี้ยงม้า" นั้นไม่ต้องสงสัยเลย โจวเยี่ยนหรูกล้ารับประกันได้เลยว่าหากนวนิยายเรื่องนี้ได้รับการตีพิมพ์ จะต้องสร้างกระแสตอบรับได้ในระดับหนึ่งอย่างแน่นอน จะบอกว่าดังระเบิดไปทั่วประเทศก็คงไม่กล้าพูด แต่ก็เป็นผลงานที่สามารถทำให้หลินเฉาหยางผู้เป็นนักเขียนมีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมาได้ในชั่วข้ามคืน
ทั้งที่เป็นผลงานที่ดี แต่กลับต้องถูกระงับไว้ บางคนคิดว่า "หลังจากฉันไปแล้ว น้ำจะท่วมฟ้าก็ช่างมัน" แต่เธอกลับกลัวว่าจะทำให้ผลงานและนักเขียนที่ดีเช่นนี้ต้องตีตัวออกห่าง
คำถามของหลิวซินอู่ที่หน้าห้องสมุด ม.เยียนจิง ในวันนั้นทำให้เธอเกิดความรู้สึกถึงวิกฤต ในช่วงปีกว่าที่ผ่านมา นิตยสารวรรณกรรมในประเทศกลับมาตีพิมพ์ใหม่และก่อตั้งใหม่ไม่น้อย และเนื่องจากการทำลายล้างในช่วงสิบปีที่ผ่านมา วงการวรรณกรรมในประเทศจึงตกอยู่ในภาวะขาดแคลนบุคลากรรุ่นใหม่ ตอนนี้นิตยสารวรรณกรรมทุกฉบับล้วนขาดแคลนต้นฉบับที่ดี
คุณไม่เอาผลงานดีๆ นักเขียนดีๆ ก็มีนิตยสารฉบับอื่นต้องการ
หลังจากกลับมาจาก ม.เยียนจิง โจวเยี่ยนหรูก็ไปพูดคุยกับผู้รับผิดชอบนิตยสารอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่เป็นผล
ด้วยความจนใจ เธอจึงตัดสินใจเปลี่ยนวิธีคิด
หลี่ชิงฉวนเคยเป็นหัวหน้ากองบรรณาธิการของ "วรรณกรรมประชาชน" เมื่อหลายปีก่อนเขาถูกส่งตัวไปที่ฮาร์บิน ปีนี้เขาได้รับการคืนความเป็นธรรม และกำลังจะกลับมาเยียนจิงเพื่อรับตำแหน่งผู้รับผิดชอบของ "เยียนจิงวรรณศิลป์"
ในเมื่อหัวหน้าคนเก่าจะไปแล้ว งั้นฉันไปหาหัวหน้าคนใหม่ก็คงได้ใช่ไหม?
แม้ว่าการทำเช่นนี้จะผิดกฎไปบ้าง แต่โจวเยี่ยนหรูคิดว่านี่เป็นวิธีที่เป็นประโยชน์ต่อนิตยสารมากที่สุด
"ความจริงคุณเพิ่งกลับมาเยียนจิง ฉันไม่ควรมารบกวนคุณเลย แต่ฉันได้ยินมาว่ากว่าคุณจะไปรายงานตัวที่กองบรรณาธิการก็สิ้นเดือน ตอนนี้ต้นฉบับดีๆ มีน้อย ที่จะสร้างอิทธิพลได้ยิ่งมีน้อยลงไปอีก "เยียนจิงวรรณศิลป์" ของเราต้องการต้นฉบับแบบนี้เพื่อเปิดตัวอย่างเร่งด่วนค่ะ
รอให้คุณมากองบรรณาธิการแล้วค่อยให้คุณดู ต้นฉบับก็ต้องเข้าคิวรอ ไม่แน่อาจจะต้องรอไปถึงเดือนมกราคมหรือกุมภาพันธ์
อีกอย่าง เขาอุตส่าห์ส่งต้นฉบับมาให้ แต่เราก็เอาแต่ดองไว้ไม่ยอมตีพิมพ์ นักเขียนก็ต้องมีความคิดเห็นบ้าง ครั้งนี้ต้นฉบับอยู่ในมือเรา เขาคงไม่พูดอะไร
แต่ครั้งหน้าล่ะ เขาจะยังกล้าส่งมาให้เราอีกไหม?"
โจวเยี่ยนหรูพูดอยู่นาน เธอเล่าถึงความเป็นมาของเรื่องราว การพูดคุยของเธอก่อนหน้านี้ และความคิดของเธอออกมาจนหมด หลี่ชิงฉวนฟังแล้วก็เงียบไปครู่หนึ่ง
"สหายเยี่ยนหรู สิ่งที่คุณพิจารณามาก็มีเหตุผลนะ"
เมื่อได้รับการยืนยันจากหลี่ชิงฉวน โจวเยี่ยนหรูก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
หลังจากที่ทั้งสองคนพูดคุยกันจบ หลี่ชิงฉวนก็รับต้นฉบับ "คนเลี้ยงม้า" มาอ่าน
เขาเป็นคนติดบุหรี่จัด สูบบุหรี่หนักมาก อ่านต้นฉบับไปได้สักพัก ในห้องก็เต็มไปด้วยควันบุหรี่ลอยคลุ้ง
โจวเยี่ยนหรูชินกับเรื่องนี้แล้ว ในกองบรรณาธิการมีคนติดบุหรี่จัดเยอะแยะไป
"ดีจริงๆ! เป็นต้นฉบับที่ยอดเยี่ยมมาก ที่หาได้ยากยิ่งกว่าคือนักเขียนคนนี้ คุณบอกว่านี่เป็นผลงานชิ้นแรกของเขา พรสวรรค์นี้ไม่ธรรมดาเลย ต้นฉบับแบบนี้ถูกดองไว้ไม่ยอมตีพิมพ์ นี่มันไม่ใช่การไล่นักเขียนที่มีศักยภาพแบบนี้ไปให้นิตยสารฉบับอื่นหรอกเหรอ?"
เขาทิ้งก้นบุหรี่ลงบนพื้น แล้วใช้เท้าขยี้จนดับ
"ตีพิมพ์!"
"องค์กรให้ผมไปรายงานตัวที่กองบรรณาธิการวันที่ 23 งั้นก็ตีพิมพ์ในฉบับที่สิบเอ็ดเลย"
หลี่ชิงฉวนตัดสินใจอย่างเด็ดขาด
โจวเยี่ยนหรูดีใจมาก "ดีจังเลยค่ะ มีคำพูดของคุณแบบนี้ ทางฝั่งนักเขียนก็จัดการได้ง่ายขึ้น ฉันจะรีบติดต่อไปหาเขา แล้วเอาต้นฉบับมาแก้ไขขัดเกลาอีกสักหน่อย"
หลี่ชิงฉวนพูดขึ้นอีกว่า "ติดต่อเขาเป็นการส่วนตัวนะ เรื่องนี้..."
"ฉันเข้าใจค่ะ"
หัวหน้าคนเก่ายังไม่ทันไป ลูกน้องก็ร่วมมือกับหัวหน้าคนใหม่สร้างเรื่องซะแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานไหนก็ถือเป็นเรื่องต้องห้ามทั้งนั้น
เมื่อได้รับอนุญาตจากหลี่ชิงฉวน โจวเยี่ยนหรูก็ถือว่าได้รับกระบี่อาญาสิทธิ์แล้ว
วันรุ่งขึ้นเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ เธอวิ่งไปที่ ม.เยียนจิง เพื่อหาเฉินเจี้ยนกง
ในวันที่ชมรมวรรณกรรมห้าสี่กลับมาก่อตั้งใหม่อีกครั้ง ท้ายการสนทนาระหว่างโจวเยี่ยนหรูกับหลินเฉาหยาง เขาได้บอกให้โจวเยี่ยนหรูอย่าพูดเรื่องที่เขาเขียนนวนิยายให้ใครฟังนอกกองบรรณาธิการ
ถ้ามีธุระต้องติดต่อก็ให้ไปทิ้งข้อความไว้ให้เขาที่ห้องสมุด ม.เยียนจิง หรือไม่ก็ไปหาเฉินเจี้ยนกง
โจวเยี่ยนหรูไม่แน่ใจว่าวันอาทิตย์หลินเฉาหยางมาทำงานหรือเปล่า จึงต้องมาหาเฉินเจี้ยนกงก่อน
"เฉาหยางทำงานมุ่งมั่นมากครับ วันอาทิตย์ก็ยังอยู่ที่ทำงาน"
เฉินเจี้ยนกงพาโจวเยี่ยนหรูมาที่ห้องสมุด ให้คนที่เคาน์เตอร์ส่งข้อความไปหาหลินเฉาหยางที่กำลังประจำการอยู่ชั้นบน
ผ่านไปไม่นานเขาก็ลงมา เมื่อเห็นสองคนที่กำลังรออยู่ที่เคาน์เตอร์ หลินเฉาหยางก็รีบลดเสียงลง "ออกไปคุยข้างนอก ออกไปคุยข้างนอก!"
เขาหันไปพูดกับเคาน์เตอร์อีกครั้งว่า "ตู้หรง คุณช่วยเฝ้าชั้นบนแทนผมสักครู่ได้ไหม"
เมื่อออกมานอกห้องสมุด โจวเยี่ยนหรูก็หยิบต้นฉบับออกมา "จุดที่ต้องแก้ไขและเพิ่มเติมในต้นฉบับฉันทำเครื่องหมายไว้หมดแล้ว มีทั้งหมด 16 จุด ปัญหาไม่ใหญ่มาก เดี๋ยวฉันจะอธิบายให้คุณฟังคร่าวๆ คุณแก้ให้เสร็จก่อนวันที่ 25 แล้วเอาไปส่งให้ฉัน เราจะพยายามตีพิมพ์ในฉบับที่สิบเอ็ด"
"เยียนจิงวรรณศิลป์" เป็นนิตยสารรายเดือน ตีพิมพ์ทุกวันที่ 10 ของเดือน ฉบับที่สิบเอ็ดก็คือวันที่ 10 พฤศจิกายน ห่างจากตอนนี้ไปอีกหนึ่งเดือน แต่ยังต้องหักเวลาสำหรับการสรุปต้นฉบับ พิสูจน์อักษร จัดหน้า พิมพ์ และจัดส่งออกไป เวลาที่เหลือให้หลินเฉาหยางแก้ไขจริงๆ จึงมีเพียงครึ่งเดือนเท่านั้น
หลังจากอธิบายเนื้อหาที่ต้องแก้ไขเสร็จ โจวเยี่ยนหรูก็ตั้งใจจะกลับ
นึกไม่ถึงว่าหลินเฉาหยางกลับดึงเธอไว้ "เดี๋ยวคุณเอาต้นฉบับกลับไปด้วย"
"ห๊ะ?"







