ข้าจะสั่งสอนโลกใบนี้เอง · khram
ตอนที่ 40
บทที่ 40 ผู้รับผิดชอบของเอ็นซีฟิล์มและโทรทัศน์อินเตอร์เนชันแนล?
วันที่สี่กันยายน เวลาตีสี่ครึ่ง
แม้ทุกคนจะรู้ดีว่าหนังสือเล่มกำลังเสื่อมความนิยมลงเรื่อยๆ และในอนาคตย่อมถูกแทนที่ด้วยการอ่านอิเล็กทรอนิกส์ทางอินเทอร์เน็ตอย่างแน่นอน แต่เมื่อนักเขียนทั้งสามคนอย่างเฉียวหงอิง เนี่ยเสี่ยวอวี่ และเสวี่ยเหรินมาร่วมงานแจกลายเซ็นบนเวทีเดียวกัน ก็ยังคงทำให้ทั้งวงการวรรณกรรมรูปเล่มรวมถึงสื่อออนไลน์ฮือฮาเป็นอย่างมาก ทันทีที่การโปรโมตของทั้งสามถูกปล่อยออกมา กระแสบนอินเทอร์เน็ตก็พุ่งทะยานอย่างบ้าคลั่ง
ท้องฟ้าเพิ่งจะสาง บริเวณหน้าประตูร้านหนังสือซินหัวก็เนืองแน่นไปด้วยนักอ่านจำนวนนับไม่ถ้วนที่มาต่อคิวกันแล้ว
มีทั้งผู้ปกครอง นักเรียนวัยรุ่น ไปจนถึงเด็กๆ ที่เพิ่งตื่นและยังคงงัวเงีย แต่ก็พยายามฝืนตัวเองไม่ให้ง่วงหลับไป...
ซีรีส์หนังสือเด็กเรื่อง 'พ่อมดแมทธิว' ของเฉียวหงอิง ได้รับการขนานนามว่าเป็น [หนังสือเด็กปรากฏการณ์] ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่วรรณกรรมเด็กแปลถูกผูกขาดโดยชาติตะวันตก ผลงานเรื่องนี้กลับโผล่พรวดขึ้นมา แหวกวงล้อมจนสร้างรอยแยก และเปิดยุคสมัยใหม่ให้กับวรรณกรรมเด็กต้นฉบับของจีน ในช่วงเก้าปีที่ผ่านมา มีการตีพิมพ์ปีละหนึ่งเล่ม ยอดขายแต่ละเล่มก็พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขณะนี้ ยอดขายรวมทะลุสิบล้านเล่มไปแล้ว! พ่อมดน้อยแมทธิวในเรื่องถือเป็นการดำรงอยู่ที่ส่องประกายเจิดจรัสในประวัติศาสตร์วรรณกรรมเด็กของจีน การสั่งสมตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ตัวละครสมมติอย่างแมทธิวค่อยๆ กลายเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่ฝังรากลึกในใจของเด็กๆ!
หากจะบอกว่าเฉียวหงอิงเป็นตัวแทนของหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์วรรณกรรมเด็ก เช่นนั้นเสวี่ยเหรินก็คือราชินีแห่งความนิยมในวงการวรรณกรรมเยาวชนแนวปวดตับ เมื่อห้าปีก่อน เธอเดบิวต์ด้วยหนังสือเรื่อง 'ห้องเรียนวัยเยาว์ของฉัน' เดบิวต์ปุ๊บก็ขึ้นสู่จุดสูงสุดปั๊บ ยอดขายในปีแรกของนักเขียนหน้าใหม่ทะลุหนึ่งแสนเล่ม หนังสือเล่มต่อๆ มาก็ยิ่งปังขึ้นเรื่อยๆ แถมแต่ละเล่มยังเปลี่ยนวิธีทรมานนักอ่านไปต่างๆ นานา ขณะที่ให้ความรู้สึกร่วมอย่างลึกซึ้ง ก็ยังทำให้น้ำตาไหลพราก เจ็บปวดอยู่นานกว่าจะเยียวยาได้...
ส่วนเนี่ยเสี่ยวอวี่เป็นตัวแทนของวรรณกรรมแนวสมจริงในช่วงปลายวัยเยาว์ ผลงานชิ้นเอกอย่าง 'ความมืด' ได้ตีแผ่ความเจ็บปวดของจีนในช่วงยุค 80 ถึง 90 ออกมาอย่างหมดเปลือก ทั้งที่เนื้อเรื่องค่อนข้างร่าเริง บางครั้งก็ชวนหัวเราะ แต่หลังจากอ่านจบ นักอ่านทุกคนกลับรู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก หัวเราะอยู่ดีๆ ก็ร้องไห้ออกมาเสียอย่างนั้น ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ 'ความมืด' ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ กำกับโดยผู้กำกับชื่อดังสวีจั๋วเหริน และร่วมแสดงโดยนักแสดงวัยรุ่นฝีมือดีอย่างหวังจิ่นหง หลี่หมิงลี่ และคนอื่นๆ ทันทีที่ข่าวการปิดกล้องหลุดรอดออกไป การโปรโมตบนโลกออนไลน์ก็ระเบิดเถิดเทิง ในฐานะผลงานต้นฉบับของภาพยนตร์ นวนิยายเรื่อง 'ความมืด' ยิ่งมีมูลค่าพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย ครึ่งปีแรกยอดขายพุ่งกระฉูดไปกว่าสามแสนเล่ม ทะยานเข้าสู่สิบอันดับแรกในพริบตา...
ในแง่หนึ่ง ทั้งสามคนต่างก็เป็นตัวแทนของคนสามยุคสมัย
วัยเด็ก วัยรุ่น และวัยหนุ่มสาว...
ท่ามกลางสภาพแวดล้อมเช่นนี้ หลินเซี่ยก็รู้สึกขึ้นมาทันทีว่า 'ฤดูร้อนปีนั้น' ของตัวเองซึ่งเป็นวรรณกรรมเยาวชนวัยเรียน ช่างไร้ค่าราวกับลูกเป็ดขี้เหร่ก็ไม่ปาน
[อ้อ วันนี้แม่มีคดีต้องจัดการ เมื่อคืนมัวแต่สืบเรื่องแชร์ลูกโซ่ทั้งคืน เพิ่งจะยุ่งเสร็จ มั่นใจหน่อย หลินเซี่ยของพวกเราต้องทำได้ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว!]
[พ่อกำลังคุยงานอยู่ ลูกก็รู้นี่นาว่าหลังจากโอลิมปิก ทัศนคติที่ต่างชาติมีต่อจีนของเราก็เปลี่ยนไป ช่วงเวลานี้แหละคือช่วงเวลาแห่งการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด พ่อคุยเสร็จแล้วจะรีบกลับประเทศทันที! พ่อให้ร้านหนังสือของเพื่อนร่วมงานสั่งซื้อไปหลายพันเล่มแล้ว ลูกวางใจเถอะ ยอดขายไม่มีปัญหาแน่นอน...]
[...]
หลินเซี่ยสวมชุดเดรสยาวสีเหลืองอ่อน มัดผมหางม้า
ขอบฟ้าเริ่มปรากฏแสงสีขาวจางๆ จากนั้นแสงอรุโณทัยยามเช้าก็สาดส่องลงมาจากมวลเมฆ ผืนดินค่อยๆ สว่างไสวขึ้น
เธอจ้องมองข้อความในโทรศัพท์มือถือเงียบๆ
แม้จะเข้าใจได้ แต่ทว่า...
ในใจของเธอกลับรู้สึกผิดหวังอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ตั้งแต่ตอนประถมขึ้นมัธยมต้น มัธยมต้นขึ้นมัธยมปลาย ตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัยเยียนจิงได้ ตอนตีพิมพ์หนังสือครั้งแรก...
ทุกๆ ครั้ง ทุกช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในชีวิต พวกเขาก็ไม่เคยอยู่เคียงข้างเลย แม้กระทั่งตลอดช่วงปิดเทอมฤดูร้อน เธอกลับบ้านไปก็ต้องเผชิญหน้ากับห้องที่ว่างเปล่าเท่านั้น
คุยโทรศัพท์ก็ไม่เคยเกินหนึ่งนาที...
คุยกันไม่ทันถึงสามประโยคก็มีแต่คำว่า "ยุ่ง ยุ่ง ยุ่ง" สารพัด
แม้กระทั่งบางครั้งที่เธออยากจะได้รับคำปลอบโยนจากพวกเขาบ้าง ก็ยังเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญ...
"ว้าว อาจารย์หลินเซี่ย วันนี้คุณสวยจังเลย ทั้งน่ารักทั้งสวย ฉันละสายตาไม่ได้เลยล่ะ ถ้าฉันเป็นผู้ชายก็คงจะดี จะได้ตามจีบคุณแบบหน้าด้านๆ ไปเลย ฮ่าๆ!"
"หุ่นสูงโปร่งขนาดนี้ จุ๊ๆ ฉันล่ะอยากจะจุ๊บส่วนโค้งเว้านี้จริงๆ!"
ขณะที่หลินเซี่ยกำลังรำลึกถึงเรื่องราวในอดีตอยู่ในใจ เสียงหัวเราะของเจ๊หยาง หยางเฉิน บรรณาธิการจาก [สำนักพิมพ์ฉี่หมิงซิง] ก็ดังมาจากด้านหลัง
หลินเซี่ยหันหน้าไป ก็เห็นสีหน้ายิ้มแย้มของเจ๊หยาง
ใบหน้าของเธอแดงระเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย จากนั้นก็รีบเอ่ยทักทายเจ๊หยางทันที หลังจากทักทายเสร็จ เมื่อเห็นเฉียวหงอิง เสวี่ยเหริน และเนี่ยเสี่ยวอวี่ที่อยู่ด้านหลังหยางเฉิน หลินเซี่ยก็เกิดอาการประหม่าขึ้นมาอย่างกะทันหัน
ภายใต้แสงอรุโณทัย คนทั้งหลายราวกับกำลังเปล่งประกาย เดินออกมาจากความมืดมิดพร้อมกับความประหลาดใจและเสียงร้องเรียก บริเวณหน้าประตูร้านหนังสือซินหัวที่แต่เดิมค่อนข้างเงียบสงบพลันมีเสียงผู้คนดังอื้ออึงขึ้นมาในพริบตา...
อันที่จริงพวกเธอไม่ได้วางมาดอะไรเลย
คนดังระดับบิ๊กอย่างเฉียวหงอิง ตอนที่เห็นหลินเซี่ย เธอยังยิ้มและจับมือกับหลินเซี่ยอย่างกระตือรือร้น เอ่ยชม 'ฤดูร้อนปีนั้น' ของหลินเซี่ยอยู่หลายประโยค อีกทั้งยังมองออกถึงความประหม่าของหลินเซี่ย จึงเล่าบรรยากาศตอนที่ตัวเองแจกลายเซ็นครั้งแรกให้หลินเซี่ยฟังเล็กน้อย
เมื่อมองดูอาจารย์เฉียวหงอิงที่เป็นกันเอง หลินเซี่ยก็รู้สึกอบอุ่นในใจ รู้สึกว่าเธออ่อนโยนเหมือนพี่สาวข้างบ้านไม่มีผิด
หลังจากทักทายแขกรับเชิญทีละคนเสร็จแล้ว บรรณาธิการเจ๊หยางก็เริ่มอธิบายกำหนดการให้หลินเซี่ยฟังคร่าวๆ พร้อมกับจัดแจงให้ทุกคนนั่งประจำที่ หลังจากทักทายพิธีกรแล้ว งานแจกลายเซ็นครั้งนี้ก็ถือว่าเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ!
เมื่อเสียงระฆังดังขึ้น ประตูร้านหนังสือซินหัวก็เปิดออก สื่อมวลชนและนักอ่านจำนวนนับไม่ถ้วนเริ่มหลั่งไหลเข้ามาในร้านหนังสือ หลินเซี่ยก็กลับมาประหม่าอีกครั้ง มือที่จับปากกาเต็มไปด้วยคราบเหงื่อ
เจ๊หยางยืนอยู่ข้างๆ เธอ คอยจัดการเรื่องต่างๆ
นักข่าวเข้ามาสัมภาษณ์พวกเธอทีละคน
ตอนที่พวกเฉียวหงอิงและเสวี่ยเหรินเผชิญหน้ากับการสัมภาษณ์ พวกเธอต่างก็แนะนำแรงบันดาลใจแรกเริ่มในการสร้างสรรค์ผลงานและประสบการณ์ตลอดหลายปีที่ผ่านมาอย่างเป็นระบบระเบียบ แน่นอนว่ายังมีการสอดแทรกการแนะนำ 'ฤดูร้อนปีนั้น' เข้าไปด้วย เพื่อช่วยดึงความสนใจของสื่อมวลชนมาที่ 'ฤดูร้อนปีนั้น'...
สื่อมวลชนแห่กันเข้ามา หลินเซี่ยถูกสื่อห้อมล้อม แม้จะพยายามรักษาหน้าเปื้อนยิ้มและรักษาความเยือกเย็นเอาไว้
แต่การเจอสถานการณ์สัมภาษณ์ที่ทุกคนต่างแย่งกันพูดเป็นครั้งแรก ย่อมทำให้ประหม่าจนแทบจะพูดไม่ออกเป็นธรรมดา
ทำได้สิ เธอทำได้ ไม่ต้องประหม่า ไม่ต้องประหม่า!
เธอผ่อนลมหายใจออกเบาๆ มองดูทุกคน คอยเตือนตัวเองซ้ำๆ ว่าอย่าประหม่า แต่ดูเหมือนจะไม่ค่อยได้ผลนัก
หลังจากกระแสการสัมภาษณ์รอบหนึ่งของสื่อมวลชนจบลง ก็เข้าสู่ช่วงแจกลายเซ็น
แม้ทุกคนจะคอยดูแลหลินเซี่ยเป็นอย่างดี แต่พอถึงช่วงแจกลายเซ็น บูธของหลินเซี่ยกลับเริ่มเงียบเหงาลงในพริบตา สื่อมวลชนต่างพากันหันเหความสนใจไปที่นักเขียนอีกสามคนอย่างพร้อมเพรียง
ส่วนคนที่มาต่อคิวซื้อหนังสือไม่กี่คนนั้น ก็เป็นเพราะแถวทางฝั่งนักเขียนคนอื่นๆ ยาวเกินไปจริงๆ พวกเขาต่อคิวไม่ไหว ก็เลยมาต่อคิวที่นี่แทน...
แม้จะคาดเดาสถานการณ์นี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่ภายในใจของหลินเซี่ยก็ยังค่อยๆ รู้สึกผิดหวังอยู่ดี
นักเขียนหน้าใหม่กับการแจกลายเซ็นหนังสือเล่มเป็นครั้งแรก ช่างเป็นเรื่องที่น่ากระอักกระอ่วนจริงๆ
แจกลายเซ็นพร้อมกับคนดังระดับบิ๊ก ก็กลายเป็นอากาศธาตุได้ง่ายๆ แต่ถ้าไม่แจกลายเซ็นพร้อมกับคนดังระดับบิ๊ก ก็แม่งจะไม่มีแม้แต่กระแสแค่นี้ด้วยซ้ำ เรียกได้ว่าไม่มีใครสนใจเลย
สถานการณ์น่ากระอักกระอ่วนเช่นนี้ดำเนินไปอย่างยาวนาน
ทางฝั่งนักเขียนอีกสามคนต่างก็เซ็นกันไปคนละห้าร้อยเล่มแล้ว ส่วนฝั่งตัวเองเพิ่งจะมีแค่ยี่สิบกว่าเล่มหรอมแหรม...
หลินเซี่ยพยายามรักษาหน้าเปื้อนยิ้มเอาไว้ ตอนที่ปรายตามองไปข้างๆ ในใจก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกโหยหา
บางที...
ฉันคงจะค่อยๆ ถูกกลบฝังไปเหมือนกับนักเขียนหน้าใหม่คนอื่นๆ ก่อนหน้านี้กระมัง
'ฤดูร้อนปีนั้น' บางทีอาจจะไม่ได้เขียนดีขนาดนั้นจริงๆ...
เมื่อความรู้สึกถึงความแตกต่างค่อยๆ ปรากฏขึ้น ความรู้สึกนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นความผิดหวังอย่างรุนแรงอีกครั้ง
เธอมองดูเวลา...
'จางพ่านพ่าน' ที่เดิมทีควรจะมาช่วยสร้างสีสัน ตอนนี้ก็ยังไม่มา
เข้าใจได้ ตอนนี้เธอคงจะกำลังติดพันอยู่กับข้อพิพาทเรื่องสัญญากับบริษัท ลำพังตัวเองก็เป็นเหมือนพระโคลนข้ามแม่น้ำ เอาตัวแทบไม่รอดอยู่แล้ว
เมื่อเวลาผ่านไปทีละน้อย แม้เธอจะกำลังแจกลายเซ็นอยู่ และได้เห็นสายตาตื่นตะลึงของเด็กหนุ่มบางคนบ้าง แต่จุดสนใจของสื่อมวลชนก็ยังคงอยู่ด้านนอกเสมอ
เธอถอนหายใจออกมาเงียบๆ
ในตอนที่เธอรู้สึกผิดหวังจนถึงขีดสุด จนถึงขั้นอยากจะร้องไห้ออกมานั้นเอง...
จู่ๆ เธอก็เห็นคนกลุ่มหนึ่งกรูเข้ามาทางด้านข้าง
"ว้าว!"
"พระเจ้า หนังสือเล่มนี้สนุกมาก! ฉันจะซื้อสิบเล่ม!"
"หลินเซี่ย ว้าว หลินเซี่ยจริงๆ ด้วย ฉันได้เจอตัวจริงแล้ว เธอคือสาวเก่งแห่งมหาวิทยาลัยเยียนจิงของเราไม่ใช่เหรอ?"
"พระเจ้าช่วย!"
"ลิขสิทธิ์ของ 'ฤดูร้อนปีนั้น' ขายออกไปหรือยัง? ฉันให้สามล้าน ทุกคนหลีกทางหน่อย อย่าเบียด อย่าเบียด ลิขสิทธิ์หนังสือเล่มนี้ขายไปหรือยัง?"
"หลินเซี่ย เธอเป็นดาวโรงเรียนของเรา ขอทางหน่อย..."
"ว้าว นั่นทอมนี่ ทอม นักวิจารณ์นิยายชื่อดังจากต่างประเทศมาแล้ว..."
"..."
ท่ามกลางฝูงชนด้านหลังงานแจกลายเซ็น เริ่มมีเสียงกรีดร้องโวยวายดังขึ้นมาเป็นระลอกแรก
ตามมาติดๆ ด้วยชาวต่างชาติในชุดสูทผูกไทเดินตรงเข้ามาข้างหน้าด้วยความตื่นเต้น พร้อมกับพูดภาษาอังกฤษอย่างฉะฉาน
"คุณผู้หญิงหลินเซี่ย เขาชื่อทอม เป็นนักวิจารณ์นิยายชื่อดังจากต่างประเทศ เป็นผู้รับผิดชอบแผนกลิขสิทธิ์ภาพยนตร์และโทรทัศน์ของเอ็นซีฟิล์มและโทรทัศน์อินเตอร์เนชันแนล และเป็นแขกรับเชิญพิเศษของรางวัลภาพยนตร์ทองคำแห่งสมาคมภาพยนตร์นานาชาติลี่เซินเป่า..."
หลินเซี่ยมองดูชายหนุ่มสวมแว่นตา ในชุดสูทผูกไท ดูราวกับเป็นนักธุรกิจระดับหัวกะทิ ที่กำลังแนะนำชาวต่างชาติข้างๆ อย่างกระตือรือร้นด้วยความตกตะลึง
เธออึ้งไปเนิ่นนาน...
จากนั้น หลังจากตั้งสติอยู่นาน เธอถึงเพิ่งจำได้ว่า ชายหนุ่มสวมแว่นที่กำลังแนะนำอยู่นั้น ที่แท้ก็คือจางเซิ่ง!
นี่มันสถานการณ์อะไรกัน?
เอ็นซีฟิล์มและโทรทัศน์อินเตอร์เนชันแนลอะไรกัน?
ลี่เซินเป่าอะไรกัน?
ทำไมฉันถึงไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยล่ะ?
ขณะที่หลินเซี่ยกำลังทำอะไรไม่ถูกอยู่นั้น ด้านหลังก็มี "สื่อมวลชน" ที่แบกกล้องวิดีโออีกหลายคนกรูกันเข้ามา ราวกับค้นพบทวีปใหม่ พวกเขาสัมภาษณ์คุณ "ทอม" คนนั้นด้วยความตื่นเต้น...







