สถาบันปิโตรเคมีเยียนจิงไม่ได้เป็นสถาบันการศึกษาที่โดดเด่นอะไรนัก ดังนั้นการหางานหลังเรียนจบ หรือจะพูดให้ถูกคือการหาตำแหน่งงานที่เหมาะสมและถูกใจนั้นยังคงมีความยากอยู่บ้าง
เฉินเมิ่งถิงเคยไปงานนัดพบแรงงานในมหาวิทยาลัยเมื่อเดือนกันยายน
มีบริษัทมากมายมาที่สถาบันปิโตรเคมี ซึ่งก็มีไม่น้อยที่เป็นบริษัทต่างชาติ พวกเขาเสนอเงื่อนไขและสวัสดิการต่างๆ อย่างงาม แน่นอนว่าข้อเรียกร้องที่ตามมาก็สูงลิ่วเช่นกัน
เฉินเมิ่งถิงลองไปสมัครงานดูแล้ว แต่ก็น่าเสียดาย ตำแหน่งที่เธอหมายตากลับไม่ต้องการเธอ วุฒิการศึกษายังไม่ถึงเกณฑ์ ส่วนตำแหน่งที่พวกเขาเสนอให้ เธอเองก็รู้สึกว่าไม่เหมาะสม รู้สึกเหมือนลดคุณค่าของตัวเอง
ส่วนบริษัทอื่นๆ เฉินเมิ่งถิงดูกี่ทีก็ไม่ถูกใจ ไม่ใช่ความสามารถของเธอไม่ตรงกับงาน ก็เป็นตัวงานนั่นแหละที่ไม่คู่ควรกับความสามารถของเธอ
ในแง่หนึ่ง นักศึกษาในยุคนี้เริ่มมีวี่แววของอาการ 'สูงไปก็ไม่ถึง ต่ำไปก็ไม่เอา' ให้เห็นอยู่ลางๆ แล้วจริงๆ
แต่จะว่าไปแล้ว...
อุตส่าห์เรียนจบถึงระดับปริญญาตรี ใครเล่าจะอยากไปฝึกงานในโรงงานก่อน?
แถมยังเรียนมาไม่ค่อยตรงสายอีก เธอเรียนเอกวารสารศาสตร์ แล้วจะให้วิ่งไปขันน็อตในโรงงานเนี่ยนะ...
ถ้าเป็นระดับอนุปริญญาก็ว่าไปอย่าง แต่นี่ระดับปริญญาตรี...
แบบนี้มันไม่เท่ากับเสียเวลาเรียนมหาวิทยาลัยไปสี่ปีเต็มๆ หรอกหรือ?
ยิ่งไปกว่านั้น มหาวิทยาลัยระดับรอง...
บางครั้งก็เป็นอะไรที่น่ากระอักกระอ่วนใจจริงๆ
แม้ว่าฉากหน้าเฉินเมิ่งถิงจะยังคงเป็นประธานสภานักเรียนผู้สูงส่ง มีชื่อเสียงโด่งดังในมหาวิทยาลัยและเป็นที่เคารพของทุกคน แต่ในใจลึกๆ ก็เริ่มมีความวิตกกังวลอยู่บ้างแล้ว
เธอมาจากเมืองเล็กๆ อันห่างไกลในมณฑลอันฮุย ตั้งแต่เด็กก็ใฝ่ฝันถึงเมืองใหญ่อย่างเยียนจิงมาโดยตลอด กว่าจะสอบติดที่เยียนจิงได้ก็ยากลำบาก แน่นอนว่าย่อมอยากอยู่ที่เยียนจิงต่อเพื่อสร้างความก้าวหน้าให้ตัวเอง
ทว่า...
เยียนจิงเป็นสถานที่ที่ผู้คนแข่งขันกันอย่างดุเดือด เป็นแหล่งรวมเสือหมอบมังกรซ่อน ไม่เหมือนกับเมืองอื่นๆ หากอยากจะเอาดีในเมืองเยียนจิงให้ได้ อยากมีตำแหน่งหน้าที่การงานที่โก้หรู เธอคำนวณดูอย่างถี่ถ้วนแล้ว หนทางที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของตัวเองในอนาคต คงมีเพียงสองทางเลือกเท่านั้น...
ไม่คว้าโควตาบัณฑิตดีเด่นระดับเมืองมาให้ได้ ก็ต้องสอบเข้าเรียนต่อปริญญาโท...
ในความเป็นจริงแล้วทั้งสองทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นทางไหนก็ล้วนยากเย็นแสนเข็ญ
เฉินเมิ่งถิงถอนหายใจออกมา
หลังจากลองคิดทบทวนดูแล้ว เธอก็รู้สึกขึ้นมาทันทีว่าสถานการณ์ในอนาคตชักจะตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ
ต่อให้อยากจะทำงานในตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเบื้องหลังวงการบันเทิงก็ยังยากเย็นแสนเข็ญ ไม่ว่าจะเป็น เซิ่งซื่อเอ็นเตอร์เทนเมนต์ หรือ บริษัทแสงดาวแห่งอนาคต ในแง่หนึ่งแล้ว ข้อเรียกร้องของพวกเขาแม่งยังสูงกว่าบริษัทต่างชาติเสียอีก นี่ยังไม่พูดถึงว่ามีบุคลากรที่จบจากเยียนอิ่งอีกตั้งมากมาย บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยระดับรองอย่างเธอ ถ้าไม่ได้จบปริญญาโท และไม่ได้เป็นบัณฑิตดีเด่นระดับเมือง แล้วเธอจะเอาอะไรไปสู้กับคนอื่นได้?
"ประธานครับ เทอมหน้า... รุ่นพี่ตั้งใจจะไม่ทำแล้วจริงๆ เหรอครับ?"
"เทอมนี้ก็อยู่ปีสี่แล้ว นายคิดว่าไงล่ะ?"
"อ้อ..."
"เฉียนฮ่าว เทอมนี้ฉันจะทยอยส่งมอบภาระหน้าที่ทั้งหมดนี้ให้นายนะ นายต้องพยายามให้เต็มที่ล่ะ"
"ผมจะพยายามครับ"
"จริงสิ นักศึกษาใหม่ที่ชื่อจางเซิ่งนั่นเป็นคนมีความสามารถเลยนะ คืนพรุ่งนี้ตอนรับคนใหม่ นายลองไปคุยกับจางเซิ่งดูหน่อย... ถ้ามีเขาอยู่ ฉันเดาว่านายคงเบาแรงไปได้เยอะเลยล่ะ"
"อืม ผมทราบครับ ผมเพิ่งไปสืบข้อมูลคร่าวๆ ของจางเซิ่งมา จางเซิ่งมาจากชางโจว ฐานะทางบ้านดูเหมือนจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ การเข้ามาอยู่ในสภานักเรียนจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการหางานในเยียนจิงหลังเรียนจบ ผมเชื่อว่าเขาคงไม่ปฏิเสธหรอกครับ"
"อืม"
วันที่สามกันยายน บ่ายวันเสาร์
ภายในห้องทำงานของสภานักเรียน หลังจากเฉินเมิ่งถิงสั่งความกับเฉียนฮ่าวเสร็จ เธอก็เริ่มง่วนอยู่กับการเตรียมส่งมอบงานของสภานักเรียนเพียงลำพังเงียบๆ
หลังจากจัดการงานเสร็จ เธอเหลือบมองเอกสารเตรียมสอบปริญญาโทที่วางอยู่ข้างๆ แล้วในที่สุดก็ตัดสินใจได้
แม้หลายคนจะบอกว่าวุฒิการศึกษาไม่สำคัญ แต่ถ้าคุณไม่มีแม้แต่วุฒิการศึกษาที่เป็นเสมือนใบเบิกทาง แล้วบริษัทใหญ่โตเหล่านั้นจะเอาอะไรมาเชื่อมั่นในความสามารถของคุณล่ะ?
การลับมีดให้คมไม่ทำให้เสียเวลาตัดฟืน คำกล่าวนี้ไม่ว่าจะนำไปใช้กับเรื่องใดก็ล้วนเหมาะสมทั้งนั้น
หลังจากดูเอกสารเตรียมสอบปริญญาโทคร่าวๆ แล้ว เฉินเมิ่งถิงก็เปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นมา ค้นหาเงื่อนไขการรับสมัครเรียนต่อปริญญาโทของมหาวิทยาลัยชั้นนำต่างๆ...
ในที่สุด...
เธอเหลือบมองมหาวิทยาลัยเยียนจิง แววตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความใฝ่ฝัน
มหาวิทยาลัยเยียนจิง ย่อมเป็นสถาบันการศึกษาระดับแนวหน้าที่เป็นอุดมคติที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่นักศึกษาระดับปริญญาโทของมหาวิทยาลัยเยียนจิง...
คนธรรมดาอย่างเธอที่พยายามแทบตายกว่าจะสอบติดมหาวิทยาลัยระดับรองในเยียนจิงได้ เธอจะสอบติดจริงๆ งั้นหรือ?
เฉินเมิ่งถิงถอนหายใจในใจ
ขณะที่กำลังเตรียมจะดูข้อมูลของมหาวิทยาลัยอื่น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นภายในห้องทำงาน
"เข้ามา!"
เธอเอ่ยปากพูดโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง
"รุ่นพี่ สวัสดีครับ..."
"เอ๊ะ? จางเซิ่ง?"
เมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคย เธอก็เงยหน้าขึ้นมาตามสัญชาตญาณ แล้วก็ต้องพบกับคนที่เธอคาดไม่ถึงแม้แต่น้อย
จางเซิ่งเดินอมยิ้มเข้ามา จากนั้นก็นั่งลงตรงข้ามกับเฉินเมิ่งถิง
"คิดตกแล้วล่ะสิ ถึงได้อยากเข้าสภานักเรียน? ใบสมัครเตรียมไว้ให้ตั้งนานแล้ว..." เฉินเมิ่งถิงมองท่าทางของจางเซิ่ง ก่อนจะหยิบใบสมัครที่เตรียมไว้ล่วงหน้าออกมาจากลิ้นชักตามสัญชาตญาณ
"ก็ไม่เชิงครับ..."
"หืม?" เมื่อเห็นจางเซิ่งส่ายหน้า เธอก็ชะงักไป "แล้วที่นายมาครั้งนี้คือ..."
"รุ่นพี่ เทอมนี้รุ่นพี่อยู่ปีสี่แล้วใช่ไหมครับ?"
"อืม ทำไมเหรอ?"
"รุ่นพี่ ก่อนหน้านี้ผมเคยได้ยินมาว่า รุ่นพี่อยากทำงานที่เกี่ยวข้องกับเบื้องหลังวงการบันเทิงใช่ไหมครับ?"
"ใช่ แล้วไงล่ะ?"
"งานพวกนี้ตอนนี้หาไม่ง่ายเลยนะครับ ผมลองศึกษาดูคร่าวๆ แล้ว งานประเภทนี้มีความกดดันสูงมาก แถมยัง 'ตึง' กันมากๆ..."
"'ตึง' คืออะไร?"
"ก็คือการแข่งขันที่โหดร้ายมากๆ ไงครับ" เมื่อจางเซิ่งนั่งลง สายตาก็กวาดมองหนังสือที่วางอยู่บนโต๊ะของเฉินเมิ่งถิงคร่าวๆ สายตาหยุดอยู่ที่เอกสารเตรียมสอบปริญญาโทครู่หนึ่ง จากนั้นก็มองเฉินเมิ่งถิงด้วยรอยยิ้ม
"อืม เมื่อไม่กี่วันก่อนฉันไปงานนัดพบแรงงานมา ไม่ใช่แค่สายงานนี้หรอกที่โหดร้าย อันที่จริงบริษัทอื่นๆ ก็โหดร้ายเหมือนกัน ก็ที่นี่คือเยียนจิงนี่นา จางเซิ่ง ตอนนี้นายเพิ่งเข้ามา ฉันยังอายุมากกว่านายหลายปี ฉันคิดว่าตอนนี้นายทางที่ดีควรจะเตรียมสอบปริญญาโท เพื่อเพิ่มขีดความสามารถหลักในการแข่งขันของตัวเองนะ ฉันคิดว่าตลาดแรงงานในอนาคต การแข่งขันด้านวุฒิการศึกษาจะมีแต่โหดร้ายขึ้นเรื่อยๆ แน่นอนว่าฉันรู้ว่าคำพูดบางอย่างของฉันนายอาจจะฟังไม่เข้าหู นายเป็นคนมีความสามารถ แต่วุฒิการศึกษาก็คือใบเบิกทาง อย่าคิดว่าวุฒิการศึกษาไม่สำคัญเชียว..." เฉินเมิ่งถิงไม่ได้จับน้ำเสียงแฝงความนัยของจางเซิ่งได้เลย เธอเพียงแค่เตือนจางเซิ่งอย่างจริงจังด้วยความหวังดี
"อืม ใช่ครับ เพราะงั้นผมถึงมาเรียนมหาวิทยาลัยไง" จางเซิ่งหัวเราะขึ้นมา "รุ่นพี่เตรียมตัวสอบปริญญาโทแล้วเหรอครับ?"
"ถึงแม้ว่าอยู่ปีสี่แล้วจะค่อนข้างสายไปหน่อยก็เถอะ แต่ฉันก็อยากจะลองดู..."
"มีมหาวิทยาลัยในอุดมคติไหมครับ?"
"มีน่ะมีอยู่"
"ที่ไหนครับ?"
"ในอุดมคติก็ต้องเป็นมหาวิทยาลัยเยียนจิงอยู่แล้ว แต่มหาวิทยาลัยเยียนจิงเนี่ย... เฮ้อ..." เฉินเมิ่งถิงยิ้มออกมา บนใบหน้าปรากฏความขมขื่นจางๆ
บางครั้ง โลกใบนี้ก็ช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย
แถมความไม่ยุติธรรมพรรค์นี้ แม่งก็ไม่ยุติธรรมมาตั้งแต่เกิดแล้ว
หากมองข้ามเรื่องสภาพแวดล้อมทางครอบครัวไป บางคนเกิดมาก็ฉลาด เรียนรู้อะไรก็ไว พอออกสู่สังคมแล้วไม่ว่าจะเป็นการเรียนหรือการทำงาน ล้วนแต่ลงแรงน้อยแต่ได้ผลมาก
ในขณะที่บางคน พยายามมาหลายปีก็ยังไม่ทะลุปรุโปร่ง ความเหนื่อยยากหลายปีมักจะสู้คนอื่นที่แค่อ่านหนังสือผ่านๆ ไม่ได้เลย
ถ้าเป็นมหาวิทยาลัยระดับแนวหน้าหรือระดับรองแห่งอื่นๆ หากพยายามหน่อยก็ยังพอจะลองดูได้ แต่มหาวิทยาลัยเยียนจิงนี่สิ...
ของแบบนี้มันขึ้นอยู่กับพรสวรรค์ล้วนๆ
"รุ่นพี่..."
"หืม?"
"รุ่นพี่เชื่อผมไหมครับ?"
เมื่อเฉินเมิ่งถิงเห็นสีหน้าจริงจังของจางเซิ่ง จู่ๆ ในใจก็รู้สึกตึงเครียดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก จากนั้นเธอก็ส่ายหน้าอย่างขบขันเล็กน้อย "เชื่ออะไรนายล่ะ?"
"รุ่นพี่ เอาอย่างนี้ไหม ช่วงปีสี่ รุ่นพี่ก็เตรียมสอบปริญญาโทไปด้วย แล้วก็เริ่มทำธุรกิจไปด้วยเลย!"
"ทำธุรกิจ?"
"ใช่ครับ มาเริ่มทำธุรกิจด้วยกันกับผมเถอะ!"
"???"
เฉินเมิ่งถิงถึงกับอึ้งไป
จากนั้น เธอก็มองสำรวจเสื้อผ้าราคาถูกบนตัวของจางเซิ่งตามสัญชาตญาณ ชั่วขณะนั้นรู้สึกถึงความขัดแย้งอย่างรุนแรง
ราวกับว่าคำว่า "ทำธุรกิจ" ไม่ควรจะหลุดออกมาจากปากของคนอย่างจางเซิ่งเลย
คำพูดเหล่านี้ ช่างเป็นอะไรที่เหลวไหลสิ้นดี
"รุ่นพี่ ผมรู้ว่าตอนนี้ในใจรุ่นพี่คงคิดว่าผมกำลังพูดเล่น แต่ความจริงแล้ว ผมไม่ได้ล้อเล่นเลยนะครับ..."
"ทำธุรกิจ เราจะเอาอะไรไปทำธุรกิจ? นายมีข้อได้เปรียบอะไร ฉันมีข้อได้เปรียบอะไร? แล้วเมืองเยียนจิงแห่งนี้คือที่แบบไหน? นายเข้าใจไหม?"
"ผมเข้าใจดีกว่าใครเลยล่ะครับ รุ่นพี่ รุ่นพี่อย่าเพิ่งปฏิเสธสิ่งที่ผมพูดสิครับ... การทำธุรกิจอาจจะลงทุนหลักแสน หลักล้าน หรืออาจจะถึงสิบล้านร้อยล้านก็ได้ แต่ในขณะเดียวกัน การทำธุรกิจก็อาจจะไม่ต้องลงทุนเลยแม้แต่แดงเดียวก็ได้ แค่เดินหมากไปทีละก้าว ดึงข้อได้เปรียบของตัวเองออกมาใช้ แล้วค่อยๆ สร้างรากฐานให้มั่นคง..."
"จะขายอะไรล่ะ?" เฉินเมิ่งถิงรู้สึกขบขันจนเผลอส่ายหน้าออกมาโดยไม่รู้ตัว
"ขายคอนเซปต์ครับ!"
"คอนเซปต์?"
"รุ่นพี่ เอกวารสารศาสตร์ของพวกพี่ เขียนบทความกันเป็นใช่ไหมครับ?"
"แน่นอนสิ ทำไมเหรอ?"
"มีคนที่มีพรสวรรค์ด้านการตลาดอยู่บ้างใช่ไหมครับ?"
"ก็มี ในสภานักเรียนก็มี ทำไมล่ะ?"
"คนที่ถ่ายทำอะไรพวกนี้เป็นก็มีใช่ไหมครับ?"
"ก็มี"
"งั้นก็จัดการได้ง่ายเลยครับ"
"จางเซิ่ง ตกลงนายจะทำอะไรกันแน่? นายอย่ามองฉันด้วยสายตาแบบนี้สิ ฉันกลัวนะ..."
"ไม่มีอะไรหรอกครับ รุ่นพี่ เดี๋ยวผมยอมจ่ายเงินหน่อย รุ่นพี่ช่วยเชิญคนพวกนี้มาให้ผมก่อน แน่นอนว่าผมหวังว่าคนที่เชิญมาจะเป็นคนเก่งๆ ของสถาบันเรา พรุ่งนี้ไปร้านหนังสือซินหัวกับผม อืม รุ่นพี่ทางที่ดีก็ไปกับผมด้วยสักรอบเถอะ มันจะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลต่อตัวรุ่นพี่เองเลยนะ!"
"ไปร้านหนังสือซินหัวทำไม? ฉันจะได้ประโยชน์อะไร?"
"ผมมีเพื่อนเรียนอยู่มหาวิทยาลัยเยียนจิงคนหนึ่ง เธอเรียนหลักสูตรปริญญาตรีควบโท แถมในมือยังมีเอกสารประกอบการเรียนที่ครบถ้วนสมบูรณ์มาก ถ้าพวกพี่มีโอกาสได้ทำความรู้จักกัน ก็ลองคุยกันดูได้ ในขณะเดียวกัน เธอก็กำลังจะเป็นนักเขียนสาวสวยที่เตรียมเดบิวต์ ผมสนใจหนังสือเล่มใหม่ของเธอมากๆ ถ้าในอนาคตมีโอกาสอำนวย และเธอก็ยินยอม พวกเราสามารถช่วยเธอโปรโมต หรือพัฒนาหนังสือเล่มนี้ร่วมกันได้... นี่คือแผนงานหนังสือเล่มใหม่ของเธอ และแผนงานบริษัทบันเทิงในอนาคตของผมครับ"
"???"
ภายในห้องทำงาน
เฉินเมิ่งถิงฟังจางเซิ่งพูดเป็นต่อยหอย จากนั้นก็มองดูจางเซิ่งค่อยๆ หยิบแผนงานสองฉบับออกมาด้วยความตกตะลึง







