ตอนที่หลี่กวนอีนึกถึงชื่อนั้น เขาก็สัมผัสได้ถึงพลังปราณสายหนึ่งปะทุขึ้น
ต้นไม้โดยรอบสั่นไหวในชั่วพริบตา
ทว่ากลับเป็นการโอนเอนไปทางกระท่อมไม้หลังนั้น
เฉินเฉิงปี้ผู้สามารถไล่ตามเยว่เชียนเฟิงได้ร้องลั่น ถอยหลบไปด้านข้าง แต่ก็ยังหลบไม่พ้น ร่างไถลเข้าไปในกระท่อมราวกับหินกลิ้งตกเขา โดนฝ่ามือซัดเข้าให้หนึ่งที ก่อนจะร่วงหล่นออกมากระแทกถอยหลังไปหลายก้าว ทิ้งรอยเท้าไว้บนแผ่นหินศิลาเขียวเบื้องล่างเป็นหลุมเป็นบ่อ
ชายชราดูทุลักทุเลเล็กน้อย แต่กลับไม่ใส่ใจ เพียงยื่นมือไปปัดชายเสื้อแล้วหัวเราะร่วน "ฮ่าๆๆ หลานสาวคนโต วิทยายุทธ์ของเจ้าช่างร้ายกาจขึ้นทุกวันจริงๆ ฝ่ามือ 'เซิงเซียวเย็นเยียบดุจหมอก' กระบวนท่านี้ปิดกั้นรัดกุม ลึกล้ำถึงขีดสุดเลยทีเดียว"
"มาๆๆ เด็กตระกูลเซวีย มานี่"
"ข้าจะแนะนำให้เจ้าได้รู้จัก"
เฉินเฉิงปี้ดึงตัวหลี่กวนอีเข้าไป หลี่กวนอีเห็นว่าภายในกระท่อมไม้มีสตรีร่างสูงโปร่งในชุดสีขาวผู้หนึ่ง สีหน้าของนางเย็นชาเรียบเฉย ใบหน้าขาวผ่องดุจหยก ผมสีดำสนิททิ้งตัวจรดเอว มีเพียงผมตรงจอนเท่านั้นที่ขาวโพลน รูปลักษณ์ภายนอกดูอ่อนเยาว์ยิ่งนัก แต่หากนางเป็นพี่สาวขององค์ฮ่องเต้ในปัจจุบัน ก็เกรงว่าอายุน่าจะราวสามสี่สิบปีแล้ว
เฉินเฉิงปี้ชี้ไปที่หลี่กวนอีพลางกล่าวว่า
"ชิงเยี่ยน เจ้าหนูนี่คือเด็กตระกูลเซวียที่ข้าเคยเล่าให้เจ้าฟังไง"
"มาๆๆ ท่านนี้ไม่ธรรมดาเลยนะ เป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งแคว้นเฉินของพวกเราในอดีต นายน้อยสายตรงอันดับหนึ่งแห่งคฤหาสน์พิทักษ์แคว้น ท่องยุทธภพจนมีชื่อเสียงโด่งดังเกรียงไกร อายุเพียงสิบกว่าปีก็ติดสิบอันดับแรกในทำเนียบจอมยุทธ์เลื่องชื่อของแผ่นดิน องค์ชายใหญ่แห่งทูเจวี๋ยปรารถนาอยากได้ตัวไปครองแต่ก็ไม่สมหวัง"
"เพลงทวนและเพลงดาบล้วนเป็นเลิศ หมัดเท้าไร้พ่าย"
"ชั่วชีวิตในยุทธภพเคยพ่ายแพ้ให้เพียงไอ้หนุ่มคนเดียวเท่านั้น"
"ปีนั้นนางเคยท่องยุทธภพร่วมกับไท่... กับไอ้หนุ่มหลี่ว่านหลี่ ผ่านความเป็นความตายมาด้วยกัน ฮึ หากต่อมาไม่ใช่เพราะไอ้หนุ่มนั่นถูกไขมันหมูบังตา มีตาหามีแววไม่ ดันวิ่งไปหาแม่นางตระกูลมู่หรง... คนของบ้านข้า..."
ตาเฒ่าพูดจาไม่ระวังปาก จนหลี่กวนอีสัมผัสได้ถึงความหนาวเหน็บสายหนึ่ง
ความหนาวเหน็บนี้ไม่ใช่เรื่องอุปโลกน์
ในความว่างเปล่ามีเกล็ดน้ำแข็งเล็กๆ ก่อตัวขึ้น ใต้ฝ่าเท้ามีหิมะปรากฏ ทั้งที่กำลังจะเข้าสู่ฤดูร้อน แต่บนท้องฟ้ากลับมีหิมะสีขาวโปรยปรายลงมา ปกคลุมพื้นที่อาณาบริเวณของหอตำราทั้งหมด พื้นที่แห่งนี้กว้างขวางไม่น้อย รัศมีหลายลี้ล้วนเต็มไปด้วยหิมะโปรยปราย
สตรีชุดขาวเพียงยืนนิ่งเงียบอยู่ตรงนั้น ไม่ทันได้ลงมือทำสิ่งใด ก็เปลี่ยนสภาพอากาศในรัศมีหลายลี้ไปเสียแล้ว
เฉินเฉิงปี้ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มด่าทอเสียงหลง
"ไปตายซะหลี่ว่านหลี่ มีตาหามีแววไม่ หากปีนั้นเขายอมตกลง จะเกิดเรื่องขึ้นได้อย่างไร!"
"ไอ้ทหารอันธพาล ไอ้โง่สมองกลวง โง่เง่าเต่าตุ่น!"
"ข้า..."
ท่านปู่ใหญ่ตระหนักได้ว่าตนเองปากเปราะพูดมากเกินไปแล้ว ปกติเขาชอบเพียงการฝึกยุทธ์ จึงผลักหลี่กวนอีออกไปทันที โบกมือไม้เป็นพัลวันพลางกล่าวว่า "ข้าไม่พูดแล้ว ข้าไม่พูดแล้ว เจ้าหนูนี่โดนปราณมังกรแดงของเยว่เชียนเฟิงเล่นงานมา"
"ปราณมังกรแดงนั่นร้อนแรงเป็นหยางสุดขั้ว เคล็ดวิชาใจคุนหลุนที่เจ้าฝึกฝนสามารถสะกดมันเอาไว้ได้"
"ยกให้เจ้าจัดการแล้วกัน"
เฉินเฉิงปี้หันหลังกระโจนลงไปในสระน้ำ
น้ำแข็งเย็นจัดผนึกชั้นน้ำแข็งหนาเตอะไว้เหนือศีรษะของท่านปู่ใหญ่ทันที
หลี่กวนอีมองดูท่านปู่ใหญ่พ่นฟองอากาศปุ๋งๆ อยู่ใต้น้ำ จากนั้นก็ยื่นมือออกไปทุบก้อนน้ำแข็ง แต่น้ำแข็งนั้นแข็งแกร่งหนาทึบจนทุบให้แตกออกได้ยากยิ่ง หลี่กวนอีครุ่นคิด คาดเดาเอาว่าชายชราคงจงใจทำเช่นนั้น เพื่อให้องค์หญิงใหญ่ผู้นี้คลายความโกรธลงบ้าง
หลี่กวนอีมองสตรีตรงหน้า แม้ว่าตัวเขาจะยังโตไม่เต็มที่ แต่ก็ไม่ถือว่าเตี้ย ทว่าองค์หญิงใหญ่เบื้องหน้ากลับดูเหมือนจะสูงกว่าเขาเสียอีก หว่างคิ้วของนางเย็นชา นางมองหลี่กวนอีแล้วเอ่ยเสียงเรียบ "เจ้าแซ่หลี่หรือ?"
หลี่กวนอีประสานมือคารวะ "ขอรับ"
"ผู้น้อยหลี่กวนอี คารวะองค์หญิงใหญ่พ่ะย่ะค่ะ"
องค์หญิงใหญ่ยื่นมือออกมา
ปลายนิ้วเขี่ยเส้นผมตรงจอนของหลี่กวนอีออก นางมองไฝรองน้ำตาของเด็กหนุ่ม ก่อนจะรั้งมือกลับแล้วเอ่ยเสียงเรียบ "วิชาที่ฝึก ถือว่าไม่เลว"
"หอคอยชั้นที่สองแล้วหรือ?"
หลี่กวนอีไม่รู้ว่าสิ่งที่สตรีผู้นี้พูดถึงคือสิ่งใด เป็นระดับขั้นพลังยุทธ์ หรือวิชาที่ท่านอาหญิงสอนตนกันแน่ แต่มู่หรงชิวสุ่ยเคยบอกไว้ว่าหากถึงคราวคับขันจริงๆ สามารถไปหาองค์หญิงใหญ่ได้ เพื่อความรอบคอบ หลี่กวนอีจึงยังคงไม่เปิดเผยสถานะของตน เพียงกล่าวว่า
"ผู้น้อยเพิ่งทะลวงผ่านหอคอยชั้นที่สองขอรับ"
เฉินชิงเยี่ยนไม่แสดงท่าทีรับหรือปฏิเสธ มือถือม้วนตำราเล่มหนึ่งไพล่ไว้ด้านหลัง เอ่ยเสียงเรียบ
"มานี่"
หลี่กวนอีเดินเข้าไปหาอย่างว่าง่าย
เฉินชิงเยี่ยนสอบถามถึงที่มาของอาการบาดเจ็บ หลี่กวนอีก็เล่าไปตามความจริงทุกประการ องค์หญิงใหญ่เอ่ยเสียงเรียบ "ยื่นมือมา" เด็กหนุ่มยื่นมือออกไป เฉินชิงเยี่ยนใช้สองนิ้วแตะลงบนข้อมือของเขาเบาๆ กลิ่นอายเย็นเยียบดุจน้ำแข็งสายหนึ่งไหลเวียนเข้าสู่ร่างกายของหลี่กวนอี พัดผ่านไปในชั่วพริบตา
ดวงตาของนางกวาดมองหลี่กวนอี รั้งมือกลับแล้วเอ่ยเสียงเรียบ
"รู้หรือไม่ว่าเหตุใดท่านอาสามจึงบอกว่าปราณมังกรแดงจะทำร้ายอวัยวะภายในของเจ้า และส่งผลต่อระดับขั้นของเจ้า?"
หลี่กวนอีส่ายหน้าอย่างซื่อตรง
เฉินชิงเยี่ยนโยนตำราสองเล่มให้เขาอย่างลวกๆ พลางกล่าวว่า "อ่านให้จบ"
หลี่กวนอียิ้มเจื่อน เขาไม่มีทุนรอนจะไปต่อต้านอะไรได้เลย จึงรับตำรามา แล้วรักษามารยาทตามแบบฉบับลูกหลานเครือญาติฝ่ายหญิง โดยกล่าวว่า "ขอบพระทัยองค์หญิงใหญ่ที่ประทานตำราให้ ผู้น้อยจะนำตำราเหล่านี้กลับไปอ่านพ่ะย่ะค่ะ"
เฉินชิงเยี่ยนเอ่ยเสียงเรียบ "อ่านที่นี่"
หลี่กวนอีถึงกับเหงื่อตก จำต้องนั่งลงตรงนั้นอย่างว่าง่าย
เขาพลิกตำราอ่านอย่างเงียบๆ ตำราสองม้วนนี้ล้วนบันทึกทฤษฎีทั่วไปเกี่ยวกับระดับขั้นการฝึกฝนวิถีแห่งยุทธ์ เป็นผลงานของยอดฝีมือที่เขียนไว้อย่างชัดเจนเข้าใจง่าย อธิบายเรื่องลึกซึ้งให้เข้าใจได้ตื้นๆ ปกติแล้วหลี่กวนอีค่อนข้างชอบอ่านหนังสือ แต่ยามนี้เขากลับรู้สึกนั่งไม่ติดนัก เพราะองค์หญิงใหญ่ผู้นั้นนั่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกล
เฉินชิงเยี่ยนไม่พูดจา เพียงแต่มองเขาอย่างเงียบๆ
หลี่กวนอีจึงได้แต่ข่มอารมณ์ความรู้สึกสารพัดเอาไว้ นั่งอ่านตำราเงียบๆ และค่อยๆ ดำดิ่งลงไป
ตำราไม่หนานัก ใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วยามก็อ่านจบ เฉินชิงเยี่ยนเอ่ยถามเสียงเรียบ "เข้าใจแล้วใช่หรือไม่?"
หลี่กวนอีตอบรับ "ขอรับ"
เฉินชิงเยี่ยนพยักหน้าเล็กน้อยพลางกล่าว "พูดมา"
หลี่กวนอีจำต้องรวบรวมความคิด เพื่อตอบคำถามของเฉินชิงเยี่ยน
การฝึกฝนหอคอยชั้นที่สองของผู้ฝึกยุทธ์นั้นแตกต่างจากชั้นแรก ชั้นแรกคือการหล่อหลอมร่างกายและพละกำลัง ปล่อยปราณภายในออกจากร่าง สัญลักษณ์ของหอคอยชั้นที่สองคือปราณกระบี่และรังสีดาบ ส่วนการฝึกฝนภายในนั้นได้ลงลึกไปถึง 'ทวาร' แล้ว
ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว มองแต่ไม่เห็น ฟังแต่ไม่ได้ยิน กินแต่ไม่รู้รส
มนุษย์ทุกคนล้วนมีเก้าทวาร ในจำนวนนั้นเจ็ดทวารเป็นความบริสุทธิ์ ส่วนทวารหน้าและทวารหลังเป็นความขุ่นมัว
หอคอยชั้นที่สองคือการฝึกฝนจุดทวารและอวัยวะภายในทั้งห้า
หอคอยชั้นที่สามจะเริ่มมีคุณสมบัติที่เหนือมนุษย์
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงผู้ฝึกยุทธ์ในระดับที่สูงกว่านั้น
ดั่งเช่นเซวียเต้าหย่ง ชายชราสามารถยิงธนูทะลวงเป้าหมายที่อยู่ห่างออกไปสิบลี้ได้ หากสายตาไม่ดีพอ ก็ย่อมมองไม่เห็นเป้าหมายโดยสิ้นเชิง ส่วนผู้ฝึกยุทธ์ในขั้นที่สาม ความเร็วจะพุ่งสูงจนสายตาของคนธรรมดายากจะตามจับทัน หากประสาทสัมผัสไม่เพียงพอ ผู้ฝึกยุทธ์ที่มีความเร็วดังกล่าวก็ยากที่จะแสดงพลังออกมาได้เต็มที่เช่นกัน
ปัญหาเหล่านี้คือสิ่งที่การฝึกฝนในหอคอยชั้นที่สองต้องแก้ไข
การหล่อหลอมดวงตาทั้งสอง จมูกทั้งสอง หูทั้งสอง และปาก จะทำให้ปราณและจิตผสานเชื่อมโยงกัน
ด้วยเหตุนี้ผู้ฝึกยุทธ์จึงมีความสามารถที่เหนือมนุษย์ในหลากหลายรูปแบบ
ดวงตาทั้งสองมีการมองเห็นที่แข็งแกร่งยิ่งนัก จมูกสามารถแยกแยะกลิ่นต่างๆ และสกัดกั้นก๊าซพิษ หูถึงขั้นสามารถได้ยินความเคลื่อนไหวและการสนทนาในระยะหลายลี้ สามารถกลืนกินสัตว์ประหลาดและสมุนไพรนานาชนิดเพื่อเปลี่ยนให้เป็นพลังปราณได้
โอสถบางชนิดที่ผู้ฝึกยุทธ์หอคอยชั้นที่สามกลืนกินเข้าไป สำหรับคนธรรมดาแล้วมันคือยาพิษร้ายแรง
คนธรรมดายากที่จะสลายฤทธิ์ยาดังกล่าวได้ แต่สำหรับผู้ฝึกยุทธ์แล้วถือว่าพอเหมาะพอเจาะ
นี่ก็เป็นเหตุผลว่าทำไมจึงมีเพียงผู้ที่มีระดับขั้นหอคอยชั้นที่สามเท่านั้น จึงจะสามารถเป็นขุนพลนำทัพทหารนับพันนายได้
ดวงตาของพวกเขาสามารถมองเห็นในทิศทางที่ไกลแสนไกล จมูกสามารถดมกลิ่นก๊าซพิษและกลิ่นคาวน้ำจากแหล่งน้ำได้ ประสาทสัมผัสจะไม่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่เลวร้าย อวัยวะภายในแข็งแกร่งจนแม้แต่กินเปลือกไม้ก็ยังสามารถรับประกันพลังรบและรักษากำลังใจของทหารไว้ได้
และการฝึกฝนในขั้นตอนนี้ แก่นแท้จะอยู่ที่เก้าทวารและอวัยวะภายใน
ทั้งสองส่วนนี้ล้วนเปราะบางอย่างยิ่ง จำเป็นต้องใช้ปราณภายในค่อยๆ หล่อหลอม และเชื่อมโยงเข้ากับจิต
ในสายตาของยอดฝีมือราชวงศ์ หลี่กวนอีก็เปรียบเสมือนคนที่ต้องปฏิบัติการที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนขั้นสูง ทว่าภายในร่างกายกลับมีปราณภายในอันทรงพลังที่พร้อมจะปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ หากพลังสายนี้เกิดปะทุขึ้นในตอนที่กำลังหล่อหลอมดวงตา หลี่กวนอีก็อาจจะตาบอดในทันที หากปะทุขึ้นตอนหล่อหลอมอวัยวะภายใน อวัยวะภายในก็จะฉีกขาดและตายลงในทันที
ดังนั้นถึงได้บอกว่า อนาคตในวิถีแห่งยุทธ์ของเขาถูกทำลายลงแล้ว
"ใช้ได้"
เฉินชิงเยี่ยนยื่นตำราอีกเล่มให้เขาพลางเอ่ยเสียงเรียบ "อ่าน"
หลี่กวนอียิ้มเจื่อน จำต้องก้มหน้าก้มตาอ่านตำราต่อไปอย่างว่าง่าย
ครั้งนี้เป็นวิชาของดินแดนประจิม เป็นเคล็ดวิชาการฝึกฝนเจ็ดชีพจรอะไรสักอย่าง
แตกต่างจากรูปแบบของแผ่นดินจงหยวน แต่พื้นฐานภายในล้วนเป็นการทำให้ปราณและจิตผสานเชื่อมโยงกัน พุทธศาสนาในดินแดนประจิมฝึกฝนเคล็ดวิชานี้ ซึ่งแตกต่างจากผู้ฝึกยุทธ์ในจงหยวน ผู้ฝึกยุทธ์ฝึกฝนเจ็ดทวารและอวัยวะภายใน ก็เพื่อให้ตนเองมีไตที่สามารถสลายฤทธิ์ยาที่รุนแรงกว่าเดิมได้ เพื่อให้ตนเองมีกระเพาะที่สามารถย่อยอาหารปริมาณมหาศาลได้
เพื่อให้ตนเองมีความอดทนในการต่อสู้เป็นเวลานาน เพื่อให้มีสายตาและประสาทสัมผัสที่สามารถใช้กระบี่ฟันลูกศรที่พุ่งเข้ามาให้ขาดสะบั้นได้ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นไปเพื่อหล่อหลอมตนเองให้กลายเป็นอาวุธสังหารในสนามรบ ทว่าการฝึกฝนของพุทธศาสนาในขั้นตอนนี้ จะก่อให้เกิดอิทธิฤทธิ์ต่างๆ
เช่น ตาทิพย์ หูทิพย์
ผู้ฝึกยุทธ์ไม่มีคำเรียกขานที่สวยหรูฉูดฉาดเช่นนี้ มีแต่พูดตรงๆ ว่ามองได้ไกล ฟังได้กว้างไกล
เห็นศัตรูได้เร็วขึ้น ก็สามารถชักดาบพุ่งเข้าใส่ได้เร็วขึ้น
ได้ยินความเคลื่อนไหวของคู่ต่อสู้ได้เร็วขึ้น ก็จะไม่ถูกลอบโจมตี
เฉินชิงเยี่ยนพยักหน้าเล็กน้อย เมื่อหลี่กวนอีเห็นว่านางทำท่าจะหยิบตำราเล่มที่สามออกมาอีก จึงจำต้องพูดแทรกขึ้นมาว่า "องค์หญิงพ่ะย่ะค่ะ เวลาก็ล่วงเลยมามากแล้ว ผู้น้อยเป็นขุนนางนอกราชสำนัก อีกทั้งไม่ได้เข้าเวร จำเป็นต้องออกจากวังก่อนพระอาทิตย์ตกดินพ่ะย่ะค่ะ"
เฉินชิงเยี่ยนชะงักไปครู่หนึ่ง นางเอ่ยเสียงเรียบ "ไม่จำเป็นต้องเรียกขานเช่นนั้น"
"เจ้าตามข้ามา"
หลี่กวนอีลุกขึ้นเดินตามเฉินชิงเยี่ยนไป นางพาหลี่กวนอีเดินมาหยุดอยู่หน้าหอตำรา ชี้ไปที่หอตำราพลางกล่าวว่า "เจ้าสามารถเข้าไปอ่านม้วนตำราด้านในได้ ลองหาส่วนที่เกี่ยวกับการสลายพลังปราณอันสับสนวุ่นวายในร่างกายมาอ่านดูก็แล้วกัน"
หลี่กวนอีกล่าวว่า "ผู้อาวุโสเฉินให้ผู้น้อยมาฝึกฝนกับผู้อาวุโสนะขอรับ"
เฉินชิงเยี่ยนยืนเอามือไพล่หลัง เอ่ยเสียงเรียบ "ข้าสอนเจ้าไม่ได้หรอก"
"ไปเปิดอ่านดูเองก็แล้วกัน"
ในตอนนั้นเอง เสียงของเฉินชิงเยี่ยนก็ดังแว่วเข้ามาในหูของหลี่กวนอี
"ระวังชั้นหนังสือ"
ระวังชั้นหนังสือ?
หลี่กวนอีชะงักไปเล็กน้อย เฉินชิงเยี่ยนได้เดินจากไปแล้ว นางไม่แม้แต่จะเหลียวหลังกลับมามอง
บนบ่าของหลี่กวนอี ร่างจำแลงเต่าดำปรากฏตัวขึ้นแล้ว เต่าดำที่ปกติมักจะเกียจคร้าน หากไม่เห็นผลประโยชน์ก็ไม่มีทางโผล่หัวออกมาเด็ดขาด บัดนี้กลับเบิกตากว้างราวกับเมล็ดถั่วเขียว จ้องเขม็งไปยังหอตำราเบื้องหน้า อุ้งเท้าตะกุยหลี่กวนอี แทบอยากจะว่ายพุ่งเข้าไปเสียเดี๋ยวนี้
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า หอตำราของหนึ่งในสองแคว้นมหาอำนาจแห่งใต้หล้า...
ย่อมต้องมีของดีอย่างแน่นอน!
เฉินชิงเยี่ยนเดินกลับเข้าไปในกระท่อมของตนเอง นั่งลงอย่างเงียบๆ นางเปิดม้วนตำราอ่าน หรุบตาลงเนิ่นนาน สุดท้ายนางก็มองออกไปบนท้องฟ้าอันไกลโพ้น ผ่านไปพักใหญ่นางก็หลับตาลง ในความเลือนราง เสียงโห่ร้องฆ่าฟันก็ดังแว่วเข้ามาจากรอบด้านอีกครั้ง
เปลวเพลิงลุกโชน ราวกับว่าตำหนักกำลังจะพังทลายลงภายใต้เปลวเพลิงที่กำลังกลืนกิน
ทุกหนทุกแห่งล้วนเต็มไปด้วยเสียงโห่ร้องฆ่าฟัน เสียงอาวุธปะทะกัน ภาพฝันในวันวานกลายเป็นเพียงภาพลวงตา เฉินชิงเยี่ยนหรุบตามองไปยังทิศทางที่เด็กหนุ่มกำลังอ่านตำราอยู่ พลางเอ่ยเสียงเรียบ
"วันนั้นเปิดประตูวังให้เจ้า วันนี้ไม่อาจอาลัยอาวรณ์ความรู้สึกเก่าๆ ที่มีต่อเจ้าได้อีกแล้ว"
"เจ้าหนูน้อย"
หากตอนนี้นางแสดงความปรารถนาดีออกมาแม้แต่น้อย ฮ่องเต้องค์นั้นย่อมต้องสังเกตเห็นแน่
ยิ่งไปกว่านั้น...
ในขณะที่หลี่กวนอีกำลังขบคิดถึงประโยคนั้น และตั้งใจจะเข้าไปหาของบางอย่างในหอคัมภีร์ ทันใดนั้นก็มีเสียงแตกหักดังขึ้นเป็นระลอก เขาหันขวับไปมอง ก็เห็นว่าน้ำแข็งในสระน้ำนั้นแตกกระจายหมดแล้ว เฉินเฉิงปี้ทำลายน้ำแข็งแล้วกระโจนพรวดขึ้นมา
เห็นได้ชัดว่าท่านปู่ใหญ่ไม่ได้รับบาดเจ็บ เพียงกล่าวว่า "เมื่อสิบปีก่อนเจ้าก็เป็นเช่นนี้"
"หลานสาวคนโต เจ้าไม่ยอมยื่นมือเข้าช่วย ไม่ยอมก้าวออกจากหอตำราแห่งนี้จริงๆ หรือ?!"
เฉินเฉิงปี้เห็นได้ชัดว่ากำลังโกรธจัด เขากำลังปวดใจกับอัจฉริยะผู้เกรียงไกรแห่งตระกูลตนในอดีต
ถือกำเนิดมาพร้อมความมั่งคั่งสูงส่ง พรสวรรค์ล้ำเลิศ รูปโฉมงดงามหาใดเปรียบ
ทุกสิ่งทุกอย่างของนางล้วนเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล สิ่งที่ไม่สมควรที่สุดในชีวิตนี้ คือการที่นางออกไปท่องใต้หล้า
ไม่สมควรได้พบกับเด็กหนุ่มผู้รักอิสระ ซึ่งในเวลานั้นยังเป็นเพียงจอมยุทธ์พเนจร
เฉินเฉิงปี้จำได้แม่นยำ
เปลวเพลิงกองใหญ่ในวังหลวงเมื่อสิบปีก่อน นางเป็นคนเปิดประตูตำหนักด้วยตัวเอง
ถือกระบี่พาแม่หนูตระกูลมู่หรง พาเด็กคนนั้นฝ่าประตูเมืองทั้งสิบสามด่าน จากนั้นก็ส่งพวกเขาทั้งสองขึ้นม้า ส่วนตัวเองรั้งอยู่ที่นี่ หันหลังกลับมากระชับกระบี่ในมือ ร่างกายได้รับบาดเจ็บ ลูกศรพุ่งตกลงมาทะลุแขนของนาง
ในวันนั้น องค์หญิงใหญ่แห่งจักรวรรดิได้หันอาวุธในมือเข้าใส่พลม้าทะยานราตรี
ปราณกระบี่น้ำแข็งในมือปัดป้องลูกศรมากมายจนเรียบราบ การระดมยิงธนูจากทหารสองพันนายไม่อาจทะลวงการป้องกันของนางได้ ท้ายที่สุดองค์หญิงใหญ่ก็ไม่อาจจับกระบี่ในมือไว้ได้มั่น ร่างโชกไปด้วยเลือด ลูกศรที่หักเกลื่อนกลาดอยู่รอบกายราวกับป่าทึบ นางยืนนิ่งสงบอยู่ตรงนั้น ทว่ากลิ่นอายยังคงดุจเปลวเพลิงบริสุทธิ์
นางไม่ได้สังหารพลม้าทะยานราตรีที่ทำตามคำสั่ง
แต่ก็ไม่เคยปล่อยให้พลม้าทะยานราตรีล่วงล้ำผ่านตัวนางไปได้เช่นกัน
หลังจากนั้น องค์หญิงใหญ่เฉินชิงเยี่ยนก็ราวกับอันตรธานหายไปจากราชวงศ์แคว้นเฉิน
นางนำกระท่อมไม้ที่จอมยุทธ์หนุ่มพานางกลับไปพักพิงรักษาตัวหลังจากได้รับบาดเจ็บในปีนั้น กลับเข้ามาในวังหลวง เอาแต่เก็บตัวอ่านตำราเงียบๆ ไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องราวมากมายของแคว้นเฉินอีกเลย เฉินเฉิงปี้เพียงหวังจะให้นางก้าวออกมา ตอนนี้เขาปวดใจอย่างหนัก แต่เมื่อมองเด็กหนุ่มคนนี้ ก็รู้สึกเสียดายเช่นกัน
ชายชราผู้นี้ชี้ไปทางกระท่อมไม้ฝั่งนั้นพลางกล่าวว่า "จำไว้นะ อย่าได้หวั่นไหวในความรัก ต่อให้เป็นอัจฉริยะผู้ยิ่งใหญ่เพียงใด ทันทีที่จิตใจสูญเสียความหวัง ก็จะกลายเป็นสภาพเช่นนี้"
"ต้องมีร่างหยางบริสุทธิ์แบบชายชราอย่างข้านี่สิ ถึงจะเป็นมรรคาวิถีอันยิ่งใหญ่แห่งการฝึกฝน"
หลี่กวนอีถึงกับเบิกตากว้างอ้าปากค้าง เฉินเฉิงปี้เกาหูเกาแก้ม รู้สึกว่าหากอัจฉริยะอย่างหลี่กวนอีต้องเสียคนไป มันน่าเสียดายเกินไปจริงๆ ใต้หล้ากำลังวุ่นวาย ซ้ำยังเป็นพระญาติ เป็นพี่ชายขององค์ชายในอนาคต อีกทั้งยังมีใจจงรักภักดีต่อแผ่นดิน
ท่านปู่ใหญ่เดินวนไปวนมาซ้ายทีขวาที ทันใดนั้นก็กัดฟันกรอด ลากหลี่กวนอีไปยังที่ลับตาคน แล้วกล่าวว่า
"ยืนอยู่ตรงนี้ ห้ามไปไหน และห้ามพูดกับข้าด้วย"
หลี่กวนอีไม่เข้าใจ
เฉินเฉิงปี้ถาม "ฟังเข้าใจหรือไม่?!"
หลี่กวนอีพยักหน้า
เฉินเฉิงปี้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก แล้วผละตัวออกไป
เดินไปได้สองสามก้าว ก็เริ่มพูดกับตัวเองว่า
"วันนี้จู่ๆ จิตใจของข้าก็ปลอดโปร่ง นึกถึงตอนที่ยังเป็นหนุ่ม ตอนนั้นข้าเพิ่งฝึกฝนถึงหอคอยชั้นที่สอง ท่านพ่อถ่ายทอดวิชาให้ โดยบอกว่า แคว้นเฉินของเรามีสุดยอดวิชาเทพ 'วิชาเทพหกความว่างเปล่าสี่ประสาน' สามารถหลอมรวมพลังปราณใต้หล้า และกระทำการอันลึกล้ำแยบคายได้"
"พลังปราณมากมาย ไม่ว่าจะเป็นของมิตรหรือศัตรู ล้วนสามารถนำมาใช้ประโยชน์และหลอมรวมเป็นของข้าได้ทั้งสิ้น"
"ปราณแท้แปลกปลอมอันใด หากเข้าสู่ช่องท้องของข้า ก็จะกลายเป็นเสบียงพลังของข้า"
"และพวกมันไม่อาจทำร้ายข้าได้แม้แต่ปลายก้อย"
"วันนี้จู่ๆ ข้าก็นึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้ รู้สึกว่าวิชาเทพแขนงนี้ไม่ได้ฝึกฝนมานานมากแล้ว ไม่รู้ว่าลืมไปแล้วหรือยัง อา น่าเสียดาย น่าเสียดาย วันนี้ขอลองร่ายรำดูสักรอบก็แล้วกัน!"
"รอบด้านไม่มีใคร!"
"ข้าไม่เห็นใครเลยสักคนครึ่งคน!"
"ข้าพูดของข้าเอง พึมพำกับตัวเอง ท่านพ่อ ข้าคงไม่ถือว่าขัดต่อคำสอนของท่านหรอกนะ"
เฉินเฉิงปี้พึมพำกับตัวเองอยู่ครู่ใหญ่ สองมือประกบเข้าหากัน สองเท้าเหยียบย่างตามหลักหกประสาน พลางกล่าวว่า
"สรรพสิ่งสรรพเรื่องราวในใต้หล้า ล้วนมีที่พึ่งพิง ไม่อาจเป็นอิสระเสรี"
"หากผู้ใดอาศัยความถูกต้องของฟ้าดิน และควบคุมความเปลี่ยนแปลงของปราณทั้งหก เพื่อท่องไปในความไร้ที่สิ้นสุด เช่นนั้นเขาผู้นั้นยังต้องพึ่งพาสิ่งใดอีกเล่า? ดังคำกล่าวที่ว่า ปราชญ์ผู้บรรลุไร้ตัวตน เทพยดาไร้ผลงาน องค์จักรพรรดิไร้นาม"
มือซ้ายยกขึ้น มือขวากดลง เส้นผมสีขาวของท่านปู่ใหญ่ปลิวไสว ดูสง่างามตามอำเภอใจ
พลังปราณรอบกายไหลเวียนแปรเปลี่ยน มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จนสะท้อนเข้าสู่สายตาของหลี่กวนอี
"หกความว่างเปล่า สี่ประสาน!"
หลี่กวนอีจดจำการโคจรของเคล็ดวิชาแขนงนี้ไว้ในใจ
ร่างจำแลงเต่าดำที่เกียจคร้านมาโดยตลอด ปรากฏขึ้นบนบ่าของหลี่กวนอี
มันจ้องเขม็งไปที่การเปลี่ยนแปลงอันลึกล้ำของกลิ่นอายบนร่างท่านปู่ใหญ่เบื้องหน้า ร่างจำแลงที่ไม่เคยมีสุดยอดวิชาใดมาจับคู่ด้วยได้เลยตั้งแต่ต้นจนจบ ในที่สุดก็แผ่กลิ่นอายอันลึกล้ำออกมา คลื่นลูกใหญ่ซัดสาด ราวกับท้องทะเลอันบ้าคลั่ง!
ดวงตาทั้งสองของร่างจำแลงเต่าดำทอแสงเจิดจ้า ทันใดนั้นก็สลายตัวกะทันหัน
กระถางสัมฤทธิ์สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
ความเปลี่ยนแปลงอันผิดวิสัย บังเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน!