"สมกับเป็นผู้บำเพ็ญกายา โดนยิงไปหนึ่งชุดยังขยับตัวได้อีก ทำเอาข้าตกใจแทบแย่"
หลินจิ้งสะบัดหยดน้ำที่ปลายกระบอกปืน โดยไม่สนใจสีหน้าราวกับเห็นผีของศิษย์ร่วมสำนัก แล้วหันไปมองกระรอกใบสนที่วิ่งกลับมาด้วยความดีใจ
"จี๊ด!!!" แบบนี้สะใจกว่าการทดสอบศิษย์สายในตั้งเยอะ!!
"แม่... เจ้า... เอ๊ย!" ริมฝีปากของนักพรตทุ่งหิมะขยับสั่นระริก ทว่ากลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา ร่างกายที่แหลกเหลวทำให้เขายากจะขยับเขยื้อน สติสัมปชัญญะเริ่มเลือนราง เขาไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าผู้บำเพ็ญวิชาบังคับสัตว์คนนี้มันเป็นตัวอะไรกันแน่
ตุบ
เมื่อนักพรตทุ่งหิมะที่บาดเจ็บสาหัสล้มตึงลงไป บัณฑิตเสื้อเขียว นักปรุงโอสถหญิง และจอมยุทธ์น้อย ต่างก็เบนสายตาไปที่หลินจิ้งและกระรอกใบสน
"ขั้นเลี่ยนชี่ระดับสาม? ขั้นเลี่ยนชี่ระดับเจ็ด?"
พวกเขามองตบะของหลินจิ้งและกระรอกใบสนออกทะลุปรุโปร่ง ตบะของกระรอกใบสนถือว่าพอผ่านเกณฑ์ แต่ตบะของหลินจิ้งนั้นต่ำเตี้ยเรี่ยดินจนเกินไป
ทว่าตบะอันน้อยนิดเพียงเท่านี้ กลับสามารถบดขยี้ผู้บำเพ็ญกายาต่างแดนผู้นี้ได้อย่างราบคาบ ช่างเหลือเชื่อจริงๆ
"นั่นมันสิ่งประดิษฐ์กลไกงั้นรึ?!" บัณฑิตเสื้อเขียวเอ่ยปาก "เดี๋ยวก่อน ตกลงเจ้าเป็นผู้ใช้สัตว์อสูรหรือผู้ใช้กลไกกันแน่"
"มันสำคัญด้วยหรือ" หลินจิ้งลดปืนกลไกไม้ไผ่ลง
เมื่อจ้องมองสิ่งประดิษฐ์กลไกในมือของหลินจิ้ง ทั้งสามคนก็รู้สึกหวาดระแวงขึ้นมา ผู้ใช้กลไกมักจะเป็นเช่นนี้ ตบะของตัวเองอาจไม่สูงนัก แต่ความแข็งแกร่งของพวกเขา... ล้วนขึ้นอยู่กับสิ่งประดิษฐ์กลไกทั้งสิ้น!
ขนาดอัจฉริยะจากสำนักอื่นยังเกิดความหวาดระแวง แล้วนับประสาอะไรกับศิษย์สำนักพิชิตอสูรด้วยกันเองที่ยิ่งงุนงงไปกันใหญ่
เมื่อมองใบหน้าเรียบเฉยของหลินจิ้ง แม้แต่ศิษย์หอสังหารอสูรหลายคนก็ยังมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย เดี๋ยวก่อน... หรือว่าหลินจิ้งคนนี้ตั้งใจจะเอาของสิ่งนี้มาแข่งทดสอบศิษย์สายในกับพวกเขากัน?
ล้อเล่นหรือเปล่า...
"ศิษย์น้อง ของสิ่งนี้ของเจ้า..." ศิษย์พี่จื่อหรานเอ่ย "เราสองคนคงไม่มีความแค้นต่อกันใช่ไหม... มั้ง?"
"ศิษย์พี่ท่านพูดอะไรเช่นนั้น แน่นอนว่าไม่มี" หลินจิ้งตอบ "นี่คือสิ่งที่ข้าเตรียมไว้ใช้รับมือกับสัตว์อสูรขั้นจู้จีในการทดสอบต่างหาก"
พูดจบ เขาก็เล็งปืนกลไกไม้ไผ่ไปทางบัณฑิตเสื้อเขียว นักปรุงโอสถหญิง และจอมยุทธ์น้อย พลางกล่าวว่า "ทั้งสามท่าน ข้าช่วยพวกท่านกำจัดนักพรตทุ่งหิมะไปแล้ว ต้นโพธิ์สีทองต้นนี้ ข้าขอใช้ประโยชน์จากมัน คงไม่เกินไปใช่หรือไม่"
"ดูท่าท่านคงจะเป็นยอดอัจฉริยะของสำนักพิชิตอสูรที่ถูกเลือกโดยแดนสวรรค์อย่างแท้จริงสินะ" บัณฑิตเสื้อเขียวปัดฝุ่นตามตัวพลางกล่าว "ร้ายกาจนัก ไม่นึกเลยว่าสำนักพิชิตอสูรจะมียอดอัจฉริยะด้านกลไกปรากฏตัวขึ้นมา"
"ทว่าการใช้งานสิ่งประดิษฐ์กลไกจำเป็นต้องใช้พลังงานมหาศาล อีกทั้งความทนทานของสิ่งประดิษฐ์กลไกระดับต่ำก็ไม่ค่อยสูงนัก จากการโจมตีอันรุนแรงเมื่อครู่ สิ่งประดิษฐ์กลไกของท่าน... เกรงว่าคงเหลือพลังงานอีกไม่มากแล้วกระมัง โครงสร้างกลไกก็คงใกล้จะพังเต็มทีแล้ว"
หลินจิ้งยื่นมือไปเปลี่ยนซองกระสุนไม้ไผ่อันใหม่ แล้วลั่นไกใส่บัณฑิตเสื้อเขียวทันที
"ตั้งแต่เริ่มก็เห็นจะมีแต่เจ้ากับไอ้หัวโล้นนั่นแหละที่พูดมาก" สิ้นคำพูด ศรวารีหลายสายก็พุ่งทะลวงออกไปอีกครั้ง ทำเอาบัณฑิตเสื้อเขียวหน้าถอดสี สภาพอันน่าเวทนาของผู้บำเพ็ญกายาทุ่งหิมะเมื่อครู่เขายังเห็นอยู่ตำตา จึงไม่กล้ารับการโจมตีจากสิ่งประดิษฐ์กลไกนี้ตรงๆ
"ฝีปากหอกดาบ!" เขาอ้าปากเล็กน้อย ปราณจากภายในแปรเปลี่ยนเป็นหอกและดาบพุ่งทะยานขึ้นเต็มท้องฟ้า เข้าสกัดกั้นศรวารีกลางอากาศ ด้วยมีตัวอย่างจากนักพรตทุ่งหิมะให้เห็นเป็นบทเรียน เขาจึงไม่ยอมปล่อยให้ศรวารีเข้ามาใกล้ตัวแล้วค่อยระเบิด แต่เลือกที่จะสกัดกั้นเอาไว้กลางทาง
ตู้มมม!!!
ข้อเสียเปรียบในการโจมตีของปืนกลไกไม้ไผ่ยังคงมีอยู่มาก ทำให้บัณฑิตเสื้อเขียวที่ตั้งตัวทันสามารถป้องกันเอาไว้ได้สำเร็จ ทว่าหลังจากหลินจิ้งสาดกระสุนไปหนึ่งซอง บัณฑิตเสื้อเขียวที่ต้องใช้ฝีปากหอกดาบอย่างต่อเนื่องก็ถึงกับปากคอแห้งผาก
เขารีบหยิบยาฟื้นฟูปราณออกมาหนึ่งเม็ด ทว่าเพิ่งจะอ้าปากกลืนลงไป ก็พบว่ามีใบไม้สีแดงใบหนึ่งแนบอยู่ตรงลำคอของตนจนมีเลือดซึมออกมา
บัณฑิตเสื้อเขียวหันไปมองกระรอกใบสนบนไหล่ของหลินจิ้ง
เห็นเพียงว่ามันกำลังจ้องเขม็งมาที่ถุงเก็บของของเขา
สองรุมหนึ่ง
"ข้ายอมแพ้" บัณฑิตเสื้อเขียวสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วกล่าว "ขอบคุณที่ท่านยั้งมือ ข้าน้อยสวีจือจือจากเมืองเซิ่งอวิ้นแห่งแดนอักษร"
"ถังเซิงจากสำนักพิชิตอสูร" หลินจิ้งถอดซองกระสุนไม้ไผ่ออก แล้วเปลี่ยนอันใหม่ใส่เข้าไปอีก
ทำเอาสวีจือจือถึงกับหนังตากระตุก
เจ้าหมอนี่ รู้อยู่แล้วใช่ไหมว่าวันนี้จะได้เข้ามาในแดนสวรรค์? ถึงได้เตรียมตัวมาพร้อมขนาดนี้!
สายตาของหลินจิ้งเบนไปทางนักปรุงโอสถหญิงและจอมยุทธ์น้อย
แม้สวีจือจือจะไม่สบอารมณ์อยู่บ้าง แต่ก็ยังเดินไปที่ต้นโพธิ์สีเงิน โดยตั้งใจว่าจะถอยเมื่อได้เปรียบ
ในฐานะบัณฑิต เขาเองก็ไม่ถนัดเรื่องการต่อสู้เช่นกัน!
"เจ้าคนหยาบคาย เป็นถึงผู้บำเพ็ญวิชาบังคับสัตว์ ต่อให้ได้ต้นโพธิ์สีทองไปก็คงรู้แจ้งอะไรดีๆ ออกมาไม่ได้หรอก เสียของเปล่าๆ"
แต่ใครจะรู้ กระรอกใบสนของหลินจิ้งกลับชิงตัดหน้า กระโดดไปอยู่ใต้ต้นโพธิ์สีเงินเสียก่อน
มันหยิบ "ปืนกลไกไม้ไผ่จิ๋ว" กระบอกหนึ่งออกมาจากถุงเก็บของของตัวเอง นำมาตั้งไว้บนพื้น แล้วหมอบลง เล็งไปที่ด้านข้างของสวีจือจือที่กำลังเดินเข้ามาใกล้ ก่อนจะลั่นไกไปหนึ่งนัด
ตู้ม!
อานุภาพไม่ลดรอน
สวีจือจือชะงักฝีเท้าลง
"ขออภัยด้วย ต้นโพธิ์สีทองเป็นของข้า ต้นโพธิ์สีเงินเป็นของมัน เราสองคนไม่คิดจะแบ่งกันใช้ต้นเดียวหรอกนะ" หลินจิ้งกล่าว
"หา?!!!" สวีจือจือเดือดดาลขึ้นมาทันที มันไม่ใช่สัตว์อสูรในพันธสัญญาของเจ้าหรือไง? พวกเจ้ายังต้องแยกกันใช้อีกเรอะ?
"ท่าน เกิดเป็นคนก็อย่าให้มันโลภมากนัก!"
"ถ้าพวกข้าโลภมาก เจ้าคงตายไปแล้ว ถุงเก็บของของเจ้าก็อย่าหวังว่าจะรักษาไว้ได้เลย ในเมื่อของสิ่งนี้มีวาสนาต่อสัตว์อสูรของข้า" หลินจิ้งกล่าว "วาสนาน่ะ ผู้ที่แข็งแกร่งกว่าย่อมได้ครอบครอง ข้าว่ามันก็สมเหตุสมผลดีนะ ถ้าพวกข้าเอาชนะเจ้าไม่ได้ ข้าก็ย่อมจะเป็นฝ่ายถอยไปเอง ทุกคนพูดคุยกันด้วยเหตุผล ยุติธรรม มีน้ำใจไมตรี แข่งขันกันอย่างสมานฉันท์ แบบนี้ก็ดีออก"
ถุงเก็บของพรรณนี้ ในสายตาของกระรอกใบสน ถือเป็นของล้ำค่าอย่างยิ่ง
ทว่าสำหรับสวีจือจือผู้นี้ หลินจิ้งเพียงแค่สั่งสอนพอเป็นพิธีเท่านั้น ผู้บำเพ็ญจากแดนอักษร ร้อยทั้งร้อยสุดท้ายก็ต้องเข้ารับราชการ หมอนี่เป็นถึงอัจฉริยะแห่งแดนอักษร ย่อมต้องมีภูมิหลังไม่ธรรมดา เผลอๆ อาจจะรับราชการอยู่ในเมืองใดเมืองหนึ่งของอาณาจักรโบราณแล้วก็เป็นได้ ต่างจากนักพรตทุ่งหิมะที่มาจากต่างแดน เขาไม่อยากสร้างศัตรูให้สำนักพิชิตอสูรเพียงเพราะถุงเก็บของใบเดียว
"ทั้งสองท่าน พวกท่านคิดจะปล่อยให้เขาผูกขาดต้นโพธิ์ไปถึงสองต้นคนเดียวเลยหรือ หมอนี่มันทำเกินไปยิ่งกว่านักพรตทุ่งหิมะคนนั้นเสียอีกนะ!" บัณฑิตเสื้อเขียวหันไปขอความช่วยเหลือจากนักปรุงโอสถหญิงและจอมยุทธ์น้อย หวังจะร่วมมือกัน
จอมยุทธ์น้อยที่เงียบขรึมมาตลอดยังคงไม่ปริปากพูดอะไร
"พวกเราสามคนร่วมมือกันเถอะ" นักปรุงโอสถหญิงเอ่ย "กระรอกตัวนี้ไม่เห็นจะน่ารักตรงไหนเลย ทำไมสัตว์อสูรถึงเป็นผู้ใช้กลไกไปได้ล่ะเนี่ย"
จอมยุทธ์น้อย... ในที่สุดก็ชักกระบี่ออกมา ถือเป็นการยอมรับข้อเสนอร่วมมือโดยปริยาย เพราะเขาเองก็ไม่มีความมั่นใจว่าจะจัดการหลินจิ้งได้ด้วยตัวคนเดียว
"หมาหมู่รังแกคนน้อยกว่า นับเป็นลูกผู้ชายประสาอะไร" เวลานั้นเอง ในหมู่ศิษย์สำนักพิชิตอสูร ศิษย์พี่ฉินไช่ซินก็ก้าวออกมาพลางกล่าวว่า "ทุกท่าน อย่าลืมสิว่า สำนักพิชิตอสูรของพวกเรายังมีอีกเจ็ดคนนะ"
"ศิษย์พี่ทั้งหลาย เดิมทีพวกเราก็เข้ามาในแดนสวรรค์ด้วยความบังเอิญอยู่แล้ว ด้วยฝีมือของพวกเรา เกรงว่าคงไร้วาสนากับโอกาสในแดนสวรรค์แห่งนี้ ในเมื่อเป็นเช่นนั้น สู้ไปช่วยศิษย์น้องหลิน... ถัง รับมือกับศัตรูดีกว่า จะปล่อยให้คนนอกสำนักอาศัยพวกมากลากรังแกสำนักพิชิตอสูรของเราเหมือนไม่มีคนอยู่ไม่ได้"
"ศิษย์น้องไช่ซินพูดถูก" ศิษย์พี่จื่อหรานลูบคลำวิหคเพลิงวิญญาณพลางกล่าว "ในการทดสอบพวกเราคือคู่แข่งกันก็จริง แต่เมื่ออยู่นอกสำนัก พวกเราก็ล้วนเป็นศิษย์สำนักพิชิตอสูร ท่านผู้เฒ่าลี่ก็บอกไว้แล้วว่า หากพวกเราไร้วาสนากับโอกาส ก็ให้ทุ่มเทช่วยเหลือศิษย์น้องถังอย่างเต็มที่"
"แม้ฝีมือพวกเราจะไม่เก่งกาจ แต่ทุกคนก็อยู่ในขั้นเลี่ยนชี่ด้วยกันทั้งนั้น ดูท่าทางสามคนนี้ก็ไม่น่าจะมีพลังป้องกันน่ากลัวแบบผู้บำเพ็ญกายาคนนั้นหรอก โดนลอบโจมตีเข้าไปสักทีก็คงจุกไม่น้อยเหมือนกัน" เฮ่ออีหมิงเองก็รู้สึกว่าตนไร้วาสนากับต้นโพธิ์ทั้งสามต้นแล้วเช่นกัน จึงสั่งให้วานรนักสู้แกะผ้าขาวออก เผยให้เห็นจอบ หวังจะกดดันอีกสามคนสักเล็กน้อย
"ตกลง" ศิษย์หอสังหารอสูรทั้งสี่คนสบตากัน พวกเขารู้สถานการณ์เป็นอย่างดี จึงพาสัตว์อสูรของตนจ้องมองไปที่ทั้งสามคนเป็นตาเดียว
ในเมื่อไม่อาจให้ศิษย์ทั้งสำนักได้รับโอกาสกันถ้วนหน้าได้ ก็ทุ่มเทช่วยเหลืออัจฉริยะของสำนักเพียงคนเดียว เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
การแสดงออกของหลินจิ้งเมื่อครู่ ทำให้ศิษย์ร่วมสำนักเหล่านี้ยอมรับนับถืออย่างสนิทใจ ยิ่งไปกว่านั้น เดิมทีพวกเขาก็แค่ติดสอยห้อยตามเข้ามาในแดนสวรรค์เท่านั้นเอง
เป็นไปตามคาด เมื่อศิษย์สำนักพิชิตอสูรร่วมแรงร่วมใจกันจนกลายเป็นสถานการณ์สิบหกรุมสาม แม้อีกสามคนจะรู้สึกว่านอกจากหลินจิ้งแล้ว คนอื่นๆ ล้วนอ่อนหัด ทว่าในใจก็ยังอดรู้สึกกดดันขึ้นมาบ้างไม่ได้
"พวกเจ้าเป็นสำนักพิชิตอสูรที่ไหนกัน นี่มันสำนักอันธพาลชัดๆ" นักปรุงโอสถหญิงเดือดดาล คนรวมกับสัตว์อสูรตั้งสิบหกชีวิต ยังมีหน้ามาหาว่าพวกนางหมาหมู่รังแกคนน้อยกว่าอีก
"ขอบคุณศิษย์พี่ทุกท่าน" หลินจิ้งเอ่ยขอบคุณ
ตอนนี้หลินจิ้งเองก็ไม่แน่ใจว่าอัจฉริยะอีกสามคนมีไพ่ตายอะไรซ่อนอยู่บ้าง การที่ฝ่ายตนมีพรรคพวกมากกว่าย่อมเป็นผลดี แดนสวรรค์ใช่ว่าจะพบเจอกันได้ง่ายๆ โอกาสยิ่งหาได้ยาก หลินจิ้งไม่อยากพลาดโอกาสนี้ เขาอยากให้ตนเองและกระรอกใบสนได้รับประโยชน์สูงสุดเท่าที่กำลังจะเอื้ออำนวย
พูดจบ ท่ามกลางสีหน้าเงียบงันของบัณฑิตเสื้อเขียว นักปรุงโอสถหญิง จอมยุทธ์น้อย และศิษย์สำนักพิชิตอสูร เขาก็หยิบเต่ากลไกไม้ไผ่ออกมาหนึ่งตัว พลางกล่าวว่า "ศิษย์พี่ทั้งหลายไม่ต้องตกใจ ข้ายังมีสัตว์อสูรกลไกอีกตัว สามต่อสาม ฝ่ายข้าไม่ได้เสียเปรียบเรื่องจำนวนคน พวกท่านระวังตัวกันด้วยล่ะ"
วินาทีต่อมา ตะพาบที่มีสีเดียวกับปืนกลไกไม้ไผ่ก็หันกระบอกปืนของตนเล็งไปที่ศัตรู ทำเอาบัณฑิตเสื้อเขียวถึงกับปวดขมับ เขาไม่สงสัยเลยสักนิดว่ากระบอกปืนนี้จะสามารถยิงการโจมตีแบบเดียวกับเมื่อครู่ออกมาได้
"บ้าเอ๊ย นี่หรือผู้บำเพ็ญขั้นเลี่ยนชี่ของสำนักพิชิตอสูร?" บัณฑิตเสื้อเขียวรู้สึกเหมือนตำราที่ร่ำเรียนมาสูญเปล่า คนผู้นี้กับกระรอกตัวนี้ช่างแตกต่างจากผู้บำเพ็ญสำนักพิชิตอสูรในความทรงจำของเขาโดยสิ้นเชิง กระรอกบ้านไหนเขาถือสิ่งประดิษฐ์กลไกกันวะ!