วันแรกมีคนมาแค่เก้าคน จำนวนน้อยจนจำได้หมดว่าใครมาบ้าง แต่วันนี้มีคนเพิ่มขึ้นมากหน่อย
แค่ช่วงเช้าก็น่าจะเกินห้าสิบคนแล้ว
เพื่อไปกินข้าวกลางวัน เราจึงไปที่ร้านอาหารจีนแห่งหนึ่งกับคุณปู่และจางมีแร
เป็นร้านที่มีกลิ่นที่ไม่เคยได้กลิ่นมาก่อน
“ฮุน อยากกินอะไรล่ะ?”
“อะไรอร่อยบ้างครับ?”
“จัมปงจะเผ็ดหน่อยนะ”
“ผมไม่ชอบเผ็ดครับ”
“อืม งั้นกินจาจังมยอนดีไหม?”
ไม่รู้ว่าคืออะไร แต่ในเมื่อแนะนำมา ก็น่าจะไม่เลวเท่าไหร่
ผมพยักหน้า
“แล้วอาจารย์ล่ะครับ?”
“อืม ฮุน งั้นสั่งเจงบันจาจังแล้วแบ่งกันกินกับคุณปู่ดีไหม?”
พักนี้รู้สึกอยู่บ่อย ๆ ว่าคนเรามักไม่รู้วิธีปฏิบัติกับคนที่ไม่รู้อะไรเลย
“เจงบันจาจังคืออะไรเหรอครับ?”
“จาจังมยอนที่เสิร์ฟมาในถาดน่ะ”
“...แค่ภาชนะต่างกันเหรอครับ?”
“ปกติก็จะมีพวกอาหารทะเลเพิ่มเข้ามาด้วยน่ะ”
คุณปู่หันไปถามจางมีแร เธอก็พยักหน้า
“คุณลุงครับ ขอเจงบันจาจังสามที่นะครับ แล้วฮุนเคยกินทังซูยุกไหม?”
“ไม่เคยครับ”
“งั้นเอาทังซูยุกขนาดเล็กหนึ่งชุดด้วยครับ อ้อ ขอส้อมด้วยอันหนึ่งนะครับ”
หลังจากสั่งอาหาร ผมก็มองไปรอบ ๆ ขณะนั้นโทรศัพท์ของคุณปู่ก็ดังขึ้น
“เฮอะ โทรศัพท์ไร้สาระอีกแล้ว”
คุณปู่ไม่รับสาย แล้วก็กดปิดเสียงไป
“ใครโทรมาครับ?”
“มีพวกน่ารำคาญโทรมาน่ะ”
“อ็องรี มาร์โซ เหรอคะ?”
“ศาสตราจารย์จางรู้ได้ยังไง?”
“เขาติดต่อมาหาฉันเหมือนกันค่ะ”
“เจ้านั่นมันไม่รู้จักมารยาทเอาซะเลย”
“หึ แต่ฝีมือเขาก็ไม่ธรรมดาจริง ๆ นะคะ แค่บุคลิกไม่ค่อยดีน่ะค่ะ ว่าแต่เขาอยากซื้อภาพของอาจารย์เหรอคะ?”
“ฉันบอกว่าไม่ขาย”
บทสนทนาฟังไม่รู้เรื่อง ผมเลยไม่สนใจแล้วหันไปมองรอบ ๆ อีกที แล้วบางอย่างที่วาดบนกระดาษยาว ๆ แผ่นหนึ่งก็สะดุดตาผม
มันดูสง่างามเกินกว่าจะเป็นงู
มีหนวดด้วย
“ว่าแต่ หวังว่าภาพของฮุนจะขายได้นะ”
คำพูดของจางมีแรทำให้ผมได้สติ
“ขายได้ด้วยเหรอครับ?”
ผมก็อยากขายอยู่หรอก แต่ไม่รู้ว่าที่นี่เขาทำการซื้อขายภาพด้วยหรือเปล่า
“ได้สิ ถึงจะต้องแบ่งกับทางหอศิลป์ก็เถอะ ว่าแต่ทางหอศิลป์ไม่ถามเหรอว่าจะขายเท่าไหร่?”
ไม่เคยได้ยินมาก่อน
ผมส่ายหน้า จางมีแรเลยเอียงคออย่างสงสัย
“ไม่น่าจะเป็นไปได้นะ”
เรื่องสัญญาน่ะผมปล่อยให้คุณปู่จัดการทั้งหมด ท่านก็น่าจะรู้อยู่แล้วล่ะ แต่ท่านกลับไม่พูดอะไร
ก็คงมีเหตุผลอะไรบางอย่างล่ะมั้ง
แต่ผมอยากรู้ว่าสัดส่วนแบ่งรายได้มันเป็นยังไง
“แบ่งกันยังไงเหรอครับ?”
“ห้าสิบเปอร์เซ็นต์”
โจรชัด ๆ
“เยอะไปไหม? ถ้าไม่มีศิลปินพวกเขาก็เปิดแสดงไม่ได้แท้ ๆ แต่ก็อาศัยว่าทุกคนอยากจัดแสดงซักครั้งเลยกดราคาแบบนี้แหละ”
นึกว่าแค่โจร ที่แท้เป็นโจรขู่ปล้น
"มีวิธีไม่ต้องแบ่งรายได้ด้วยไหมครับ?"
"อืม... ถ้าฮุนเช่าสถานที่จัดแสดงเอง ก็ไม่ต้องแบ่งรายได้กับใคร"
"งั้นก็ทำแบบนั้นสิครับ?"
"มันก็มีเหตุผลหลายอย่างนะ ส่วนใหญ่เพราะค่าเช่าสถานที่มันแพงเกินไป เช่น ตอนนี้ที่เราจัดแสดงอยู่ ถ้าจะเช่าวันหนึ่งต้องใช้เงินประมาณสี่แสนวอน"
แพงมาก
พื้นที่เล็กกว่าบ้านคุณปู่แท้ ๆ แต่เช่าหนึ่งวันต้องใช้เงินเท่ากับพิซซ่ามันฝรั่งตั้ง 15 ถาด
"อีกอย่าง การจัดแสดงโดยตัวศิลปินเองไม่เหมือนกับการถูกเชิญมาแสดง คนจะไม่ค่อยมา"
"ทำไมล่ะครับ?"
"เวลาได้รับเชิญจากแกลเลอรี่มันดูมีระดับไง แต่ถ้าศิลปินต้องควักเงินจัดเอง คนจะคิดว่าไม่ค่อยน่าดู หรือคิดว่า 'เอ๊ะ ศิลปินคนนี้ไม่มีใครเชิญเหรอ?' อะไรแบบนั้น"
ฟังดูพอจะเข้าใจได้ แต่ก็รู้สึกว่าไม่ยุติธรรม
"แถมยังต้องทำการตลาดเองด้วยนะ พอเป็นการแสดงเชิญ ทางแกลเลอรี่จะช่วยประชาสัมพันธ์ให้ แต่ถ้าจัดเอง ศิลปินต้องทำทุกอย่าง ทั้งเช่าสถานที่ ทั้งประกาศบอกคนว่ามีงานแสดง"
"งั้นก็ไม่ใช่แค่เช่าสถานที่สินะครับ"
"ใช่แล้ว เพราะงั้นประเด็นมันไม่ใช่แค่สัดส่วน 50:50 แต่มันคือโครงสร้างที่บีบให้ต้องยอมแบ่งรายได้"
ถ้าเข้าใจระดับนี้ ก็คงพอหาทางประนีประนอมได้
"ว่าแต่นายพูดภาษาเกาหลีเก่งขึ้นเร็วมากเลยนะ เพราะยังเด็กอยู่รึเปล่า?"
"เพราะผมต้องเขียนตามคำบอกครับ"
"เขียนตามคำบอก?"
พอมองไปที่คุณปู่ ท่านก็แกล้งไอกระแอม คงรู้ตัวว่าใช้พิซซ่ามันฝรั่งเป็นรางวัลในการฝึกเขียนมันไม่ค่อยแฟร์เท่าไหร่
"งั้นต่อไปก็แค่ฝึกภาษาอังกฤษเพิ่มอีกล่ะนะ ถ้าไม่ได้อยู่แค่ในเกาหลีก็ควรรู้ภาษาอังกฤษด้วย"
"ผมพูดได้นะครับ"
"หา?"
"อังกฤษ ดัตช์ ฝรั่งเศส เยอรมัน แล้วก็ละติน"
จางมีแรเอามือรองคางแล้วเอียงคอ คิ้วขมวดแน่น ดูเหมือนไม่อยากจะเชื่อ
"ฮุน อยากให้ภาพของตัวเองขายได้เท่าไหร่?"
เธอถามเป็นภาษาอังกฤษว่าอยากขายภาพเท่าไหร่
สำเนียงออกแปลก ๆ เหมือนเป็นภาษาท้องถิ่นที่ไหนสักแห่ง
บางทีอาจเหมือนฝรั่งเศสของคุณปู่ ที่มีความแตกต่างตามยุคสมัยก็ได้
ยังไงภาพนี้ผมก็ลงทุนทำเยอะ และค่อนข้างพอใจ จึงอยากขายให้คนที่เห็นคุณค่าของมัน
"ภาพนี้ออกมาดีครับ ผมอยากขายให้คนที่เห็นคุณค่า อย่างน้อยก็น่าจะพอซื้อพิซซ่ามันฝรั่งได้ซัก 50 ถาด"
จางมีแรตกใจ
แต่ภาพมันก็ไม่ได้แพงขนาดนั้นหรอก เพราะยังเป็นหน้าใหม่อยู่ ถ้าต่อรองก็อาจลดลงมาที่สัก 40 ถาดได้
"ไปเรียนที่อังกฤษเหรอ?"
"อะไรครับ?"
"ภาษาอังกฤษน่ะ"
"อ๋อ ใช่ครับ"
"อาจารย์ของเธอเป็นคนอายุมากหรือเปล่า? สำเนียงอังกฤษโบราณของเธอมันธรรมชาติมากเลย"
ถ้าจะขายภาพในอังกฤษ ก็ต้องใช้ภาษาอังกฤษแบบที่เขาใช้กัน
"นั่นแหละคือภาษามาตรฐานของจริง ภาษาอังกฤษของคุณต่างหากที่ฟังดูแปลก"
"ดูนี่สิ! ที่แคนาดาเขาพูดกันแบบนี้นะ"
"แคนาดาเหรอ? คุณเคยไปอเมริกาด้วยเหรอครับ?"
"ใช่ แล้วก็... นายเก่งจริง ๆ นะ! แล้วเยอรมันล่ะ? พูดได้ด้วยเหรอ?"
"พูดอะไรเหรอครับ?"
"อะไรก็ได้"
"...สวัสดีครับ?"
"...รู้แค่ทักทายหรือเปล่าเนี่ย?"
"ก็จู่ ๆ มาถามแบบนี้ จะให้พูดอะไรล่ะครับ"
การพูดหลายภาษาเป็นเรื่องพื้นฐานสำหรับชาวยุโรปในยุคนั้น โดยเฉพาะคนขายของอย่างผม
ดูเหมือนจางมีแรจะประหลาดใจมากที่เด็กสามารถพูดได้หลายภาษา จึงถามซ้ำย้ำอีกหลายรอบ
"อาจารย์คะ เด็กคนนี้เป็นอัจฉริยะหรือเปล่า?"
"เลี้ยงลูกยังไงถึงพูดได้หลายภาษาขนาดนี้ ฮุนอา พ่อไม่ได้สอนด้วยการดุใช่ไหม?"
ผมส่ายหน้า
"จริงนะ?"
"อาหารมาแล้วครับ"
ไม่รู้จะอธิบายยังไงดี
ระหว่างที่กำลังลำบากใจไม่รู้จะอธิบายยังไงดี อาหารที่เรียกว่าเจงบันจาจังกับอีกอย่างที่ชื่อทังซูยุกก็ถูกนำมาเสิร์ฟพอดี
ทั้งสีดำและแดงของมัน รวมถึงซอสที่เหนียวข้น ดูแล้วไม่น่าอร่อยเท่าไรนัก
คุณปู่ตักแบ่งมาใส่จานเล็กให้ผม
“จะกินแล้วนะครับ”
เพราะยังใช้ตะเกียบไม่ถนัด ผมจึงใช้ส้อมตักขึ้นมาเล็กน้อยแล้วลองชิม
รสอูมามิทำให้ลิ้นแทบชา
มีความหวานแปลก ๆ ปนกับเค็มนิด ๆ และกลิ่นซอสที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
พาสต้าหน้าตาแปลก ๆ นี้ ให้ความรู้สึกคิดถึงบ้านในต่างแดนอย่างประหลาด
“อร่อยไหม?”
“ครับ”
อาจไม่ถึงกับเท่าพิซซ่ามันฝรั่ง แต่ก็อร่อยกว่าของที่คุณปู่ทำเองมาก
กินติด ๆ กันไปหลายคำ แล้วเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นคุณปู่นั่งมองผมอยู่ ไม่แตะอาหารเลย
“รีบกินสิครับ อร่อยนะครับ”
“แค่เห็นฮุนกิน ปู่ก็อิ่มแล้ว”
“ไม่มีทางหรอกครับ ไม่กินก็หิวสิ รีบกินเถอะครับ”
“ฮึฮึ ฮุนพูดถูกค่ะ ทานเถอะนะคะ อาจารย์”
“คึ่ม…”
ผมตักเจงบันจาจังให้คุณปู่ ท่านถึงยอมเริ่มกินเสียที
“ว่าแต่ แปลกจริง ๆ นะคะ อาจารย์ ยังไม่บอกเลยว่าขายภาพของฮุนในราคาเท่าไหร่?”
“บอกแล้วนะ”
“รู้ทั้งรู้… แล้วบอกว่าเท่าไหร่เหรอคะ?”
“ฮะฮะ เป็นความลับ”
ผมเองก็อยากรู้เลยเงยหน้ามอง แต่คุณปู่กลับแค่ลูบหัว ไม่คิดจะบอกเลย
“ปกติเขาขายกันเท่าไหร่เหรอครับ?”
“อืม… พวกที่เพิ่งจบมหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่ราคาตลาดจะอยู่ที่ประมาณ 50,000 วอน”
“ราคาตลาดคืออะไรครับ?”
“เป็นราคาที่เขากำหนดไว้ว่า ภาพของศิลปินจะเหมาะสมที่ระดับไหน เป็นราคามาตรฐานน่ะ โดยทั่วไป คนที่เพิ่งจบมหาวิทยาลัยจะได้ประมาณ 30,000 ถึง 50,000 วอนต่อหนึ่ง ‘โฮ’”
“‘โฮ’ คืออะไรครับ?”
“สมมติว่าหนึ่งโฮราคา 30,000 วอน แล้วภาพของฮุนคือขนาด 30 โฮ ก็จะได้ประมาณ 900,000 วอน”
เป็นเงินก้อนใหญ่ทีเดียว ซื้อพิซซ่ามันฝรั่งได้ตั้ง 32 ถาด
แต่ผมก็ยังอยากได้ซัก 50 ถาด
ถึงอย่างนั้น สำหรับมือใหม่ก็ถือว่าไม่เลวเลย
“ภาพแรกที่นำมาขาย ได้ถึงขนาดนั้นเลยเหรอครับ?”
ผมถามอย่างดีใจ จางมีแรกลับชะงักไปเหมือนจะพูดไม่ออก
“เธอเป็นเด็กจริง ๆ ด้วยแฮะ”
คุณปู่แค่ยิ้มไม่พูดอะไร
“ทำไมเหรอครับ?”
“900,000 วอนไม่ใช่เงินน้อยหรอก แต่ก็ไม่ใช่ราคาที่เหมาะกับภาพของเธอหรอกนะ นักข่าวคิมจีอูที่มาเมื่อวาน หรือคนที่มาวันนี้ตอนเช้า ก็ล้วนมองภาพของเธออย่างตะลึงทั้งนั้น”
“แต่มันซื้อพิซซ่ามันฝรั่งได้ตั้ง 32 ถาดเลยนะครับ?”
ถ้ากินทีละชิ้น จะกินได้ถึง 256 มื้ออย่างมีความสุขเลยนะ
“ถ้ารวมค่าวัสดุที่เธอใช้เข้าไปด้วยล่ะก็ น่าจะซื้อได้ถึง 100 ถาดเลยนะ”
“ครับ?”
“ฉันไปดูที่สตูดิโอมาแล้ว เห็นว่าใช้ยี่ห้อ Rembrandt, Schmincke, Lukas, Holland, Maimeri เยอะเลยนะ”
ผมลองใช้หลายยี่ห้อเพื่อหาสีที่ถูกใจ
“แต่ละสีก็ต่างกัน แต่แค่ Schmincke ก็หลอดละ 10 ถึง 30,000 วอนแล้วนะ”
ผมนึกถึงกล่องไม้ที่มีรูปนกฮูกอยู่ข้างบน
ในนั้นมีสีอยู่ 36 หลอด ผมนำมาผสมทดลองจนหมดไปแล้ว
ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใช้ไปทั้งหมดเท่าไหร่
“กล่องที่มีรูปนกฮูกด้วยเหรอครับ?”
“ใช่ ของแบบนั้นเป็นเซ็ตพิเศษ น่าจะสองสามแสนวอนได้”
มันนุ่มนวล ให้สีสันสดใส ผมเลยชอบใช้
แต่ดูท่าจะไม่เหมาะแล้ว
ถ้าวาดภาพหนึ่งรูปต้องใช้เงินเป็นแสนเป็นล้านล่ะก็ ไม่ว่าเป็นเศรษฐีก็อยู่ไม่รอดแน่…
“ศาสตราจารย์จาง หยุดพูดเรื่องเงินได้แล้ว”
คุณปู่เป็นคนเอ่ยขึ้น
“ฮุน ถ้าเธออยากวาดอะไรก็วาดได้เลยนะ สิ่งที่จำเป็น ปู่จะซื้อให้ทุกอย่างเอง”
“...ครับ”
คุณปู่ยิ้มบาง ๆ อย่างอบอุ่น
อาจจะดูเห็นแก่ตัวก็ได้ แต่ผมอยากทำทุกอย่างที่ทำได้
อย่างน้อยกับเรื่องวาดภาพ ผมไม่อยากประนีประนอม
อยากเรียนรู้ให้มากที่สุด ฝึกฝนให้หนักที่สุด แล้วเททุกอย่างที่ผมมีลงไปในภาพนั้น
ถ้าเพื่อสิ่งนั้น ผมจะยินดีก้มหัวเพื่อขอยืมเงินสักระยะ เพื่อให้ได้สร้างสรรค์ภาพวาดจนเสร็จสมบูรณ์
เพราะผมไม่อยาก
ไม่อยากใช้ชีวิตแบบที่ผ่านมาอีกแล้ว
ไม่อยากทำให้ธีโอ น้องชายผู้เสียสละเพื่อผม ต้องเสียใจอีกครั้ง
“แต่ผมจะขายภาพให้ได้เยอะ ๆ แล้วใช้หนี้นะครับ”
“ฮ่าฮ่า แน่นอนสิ แต่ไม่ต้องคืนหรอก แค่วาดภาพอย่างมีความสุขก็พอ สำหรับคุณปู่ แค่นั้นก็ดีที่สุดแล้ว”
“ไม่ครับ ผมจะคืน ต้องคืนแน่นอน กลับบ้านเมื่อไหร่ ช่วยบอกผมด้วยนะครับว่าสี ผ้าใบ พู่กัน ราคาเท่าไหร่บ้าง”
“ไม่เอา”
“ทำไมล่ะครับ?”
“มีคุณปู่คนไหนเก็บเงินจากหลานกัน? อย่าพูดเรื่องไร้สาระ รีบกินข้าวซะ”
“ไม่ใช่เรื่องไร้สาระนะครับ นี่มันเรื่องสำคัญ”
“หึ่ม… เดี๋ยวคุณปู่จะดุนะ?”
“ถ้างั้นผมก็จะไม่วาดรูป”
“อะไรนะ? ทำไมถึงไม่วาดล่ะ?”
“เพราะรู้สึกเกรงใจครับ เพราะงั้นก็ช่วยให้ผมวาดได้โดยไม่ต้องรู้สึกเกรงใจเถอะครับ”
“เฮ้อ ฉันก็บอกแล้วไง ว่ามันไม่ใช่เรื่องยืมหรือคืน!”
“แต่ถ้าคุณปู่รับเงิน ผมจะได้วาดอย่างสบายใจไงครับ ทำไมต้องทำให้ลำบากใจกันด้วย?”
“บอกว่าไม่ต้องคิดมาก!”
“จะไม่ให้คิดยังไงได้ล่ะครับ!”
“เฮ้อ เด็กคนนี้ ดื้อได้ใครมาเนี่ย?”
“ฮึฮึ~ ก็เหมือนอาจารย์นั่นแหละ จริงไหมคะ?”
พอจางมีแรพูดช่วย ผมก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“เฮ้ออออ...”
คุณปู่ถอนหายใจพลางดื่มน้ำ
“เอาเถอะ ฮุน ฟังนะ คนเราพอให้สัญญาอะไรไว้ ก็ต้องรักษาสัญญาให้ได้ เข้าใจใช่ไหม?”
“ครับ!”
“งั้นตกลงแบบนี้ เธออยากได้อะไรก็บอกมาเลย เอาให้จบทีเดียว แล้วค่อยใช้คืนทีหลัง ไม่ต้องแบ่งย่อยนะ… เอาเลย คืนมาทีละสิบล้านวอนละกัน ตกลงไหม?”
“ว้าว... ฉันก็อยากได้ยินแบบนั้นบ้างจัง”
ผมกับคุณปู่หันไปมองจางมีแรพร้อมกัน เธอทำหน้าตาอิจฉาจริงจังเลย
‘ดูเหมือนว่าจะจงใจตั้งเงื่อนไขให้ผมไม่มีทางใช้หนี้ได้แฮะ…’
ดูท่าต้องงัดประสบการณ์ในอดีตชาติออกมาใช้บ้างแล้วล่ะ