‘ทำไมคนมันถึงได้น้อยแบบนี้นะ?’
แม้จะไม่ได้คาดหวังมากนัก แต่จำนวนผู้เข้าชมนอกจากศิลปินและเจ้าหน้าที่ก็แทบจะนับนิ้วได้
‘ก็ใช่ล่ะนะ คนดังไม่มีเลยนี่’
ศิลปะบริสุทธิ์ไม่ได้เป็นวัฒนธรรมที่ใกล้ชิดกับสาธารณชนอีกต่อไป
อย่างน้อยก็ยังพอมีคนอย่างโกซูยอลหรือจางมีแรที่ช่วยต่อชีวิตวงการเอาไว้ แต่ถึงอย่างนั้นชื่อเสียงของพวกเขาก็ได้รับการยอมรับจากต่างประเทศมากกว่าในประเทศตัวเอง
แถมตลาดหนังสือก็ตกต่ำลงพร้อมกันอีก วารสารที่เน้นเนื้อหาด้านวัฒนธรรมและศิลปะโดยเฉพาะก็กำลังประสบปัญหาทางการเงิน
‘แบบนี้เดี๋ยวก็อดตายพอดี’
คิมจีอูเดินเข้าไปในห้องจัดแสดงด้วยความรู้สึกหมดไฟ
‘อันนี้ใช้ได้นี่นา’
มีภาพวาดสามภาพที่แขวนเรียงกันอยู่
ทั้งสามเป็นภาพของผู้หญิงที่ไม่มีสีหน้าอะไรเลย ราวกับเป็นภาพถ่ายซ้ำกัน แต่ละภาพเหมือนกันแทบทุกประการ
เพียงแค่เสื้อผ้าที่ผู้หญิงสวมและฉากหลังถูกแต่งแต้มด้วยสีที่ต่างกัน แม้จะเป็นโทนสีแดงทั้งหมด แต่ความอิ่มตัวและความสว่างของแต่ละสีไม่เหมือนกัน
ดูเหมือนว่าศิลปินต้องการแสดงให้เห็นว่าความประทับใจของภาพเปลี่ยนไปตามเฉดสี
คิมจีอูเอ่ยปากถามชายที่ยืนอยู่หน้าภาพ
“คุณเป็นศิลปินใช่ไหมคะ?”
“อ๋อ ครับ ใช่ครับ”
“รูปเหมือนกันเลย แถมยังใช้สีโทนเดียวกัน แต่ภาพแต่ละอันให้อารมณ์ต่างกันมากเลยนะคะ”
“ครับ อันนี้ดูเย็นชาใช่ไหมครับ ส่วนอันนี้ก็เหมือนจะท้าทายหน่อย ผมอยากแสดงให้เห็นว่าภายในสีแดงเองก็มีภาพลักษณ์หลากหลายที่บางทีก็ขัดแย้งกันครับ”
คิมจีอูพยักหน้า
“ทำไมล่ะคะ?”
“ครับ?”
“ทำไมคุณถึงอยากแสดงให้เห็นภาพลักษณะที่ขัดแย้งกันในสีแดงล่ะคะ?”
“คือว่า ผม… ผมอยากชี้ให้เห็นถึงอคติที่เรามีกันครับ ภาพลักษณะที่เราฉายใส่ในสีต่าง ๆ มันไม่ใช่แก่นแท้ของสีนั้นเลย แต่เป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาเอง อะไรประมาณนั้นครับ”
เมื่อถูกถามว่าทำไมถึงสร้างสรรค์ผลงานแบบนี้ ศิลปินก็เริ่มอธิบายความหมายของผลงาน
‘หมดหวังอีกคนแล้ว’
คิมจีอูส่ายหัว
แม้ผลงานจะสะดุดตาที่สุดในนิทรรศการนี้ แต่คำตอบที่ได้กลับทำให้ผิดหวัง
ในบรรดาศิลปินรุ่นใหม่ มักจะมีคนที่คิดว่าโลกไม่เข้าใจความรู้แจ้งของตนอยู่มาก
แม้จะสร้างผลงานที่ดูมีอะไร แต่ก็กลับขาดการใคร่ครวญลึกซึ้งต่อผลงานของตัวเอง
คิมจีอูแค่อยากได้คำตอบที่เรียบง่าย
เธอกำลังมองหาใครสักคนที่สามารถตอบคำถาม “ทำไมคุณถึงสร้างงานนี้ขึ้นมา?” ได้อย่างมั่นใจ ไม่ใช่คนที่ตอบอะไรฟังดูวิชาการหรือประดิษฐ์เกินไป
‘ไม่ใช่ปัญหาของเขาคนเดียวหรอก’
คิมจีอูเดินดูนิทรรศการต่ออย่างพอเป็นพิธี พลางถอนหายใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า
จนกระทั่งเมื่อเดินเลี้ยวผ่านมุมห้องไป
ลมหายใจของเธอก็สะดุด
ดอกทานตะวันเพียงดอกเดียว
ไม่มีฉากหลัง เป็นเพียงดอกทานตะวันที่ผลิบานอยู่มุมหนึ่งของผืนผ้าใบ
หรือจะเป็นแค่ภาพลวงตา
แต่สีเหลืองสดกลับดูเหมือนกำลังเรืองแสงออกมาเอง
‘นี่เราบ้าไปแล้วรึเปล่า’
ความรู้สึกสั่นไหวแล่นขึ้นมาตามแนวสันหลังและแผ่ซ่านไปทั่วร่าง
คิมจีอูขบริมฝีปากแล้วเพ่งมองภาพนั้นอย่างตั้งใจ
เป็นเทคนิค Impasto ที่ใช้การปาดสีหนา ๆ เพื่อสร้างพื้นผิว
เทคนิคคลาสสิกแบบเก่ามาก
ทุกวันนี้ไม่ว่าจะในนิทรรศการศิลปินหน้าใหม่หรืองานที่ไหน ๆ ก็แทบไม่มีใครใช้วิธีนี้แล้ว
เพราะสุดท้ายก็จะถูกมองว่าเป็นแค่ “เงาของแวนโก๊ะ” เท่านั้นเอง
แต่ภาพนี้แตกต่าง
ก้านดอกแข็งแรงเหมือนในภาพหมึกจีน
รอยพู่กันที่ลากทีเดียวจบยังคงปรากฏอยู่ และดูราวกับเป็นพื้นผิวที่เต็มไปด้วยบาดแผลของลำต้นดอกทานตะวัน
ใบไม้ก็เช่นเดียวกัน
ปาดสีเขียวแบบไม่แคร์ ราวกับขยี้พู่กันทิ้งไว้ แต่กลับดูมีชีวิตชีวาอย่างน่าประหลาด
แต่สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดคือ กลีบดอกและดอกย่อยตรงกลางของดอกทานตะวันที่บานแน่นเต็มไปหมด
มันกำลังเปล่งแสง
กลีบดอกทานตะวันที่วาดด้วยสีเหลืองสดจ้าจนแสบตาดูมีชีวิต เหมือนกำลังไหวตามสายลม
รอยพู่กันที่หยาบกระด้างกลับเข้ากันได้ดีกับพื้นผิวของกลีบดอก
‘นี่ไม่ได้ผสมสีเลยเหรอ?’
ดูเหมือนจะทาโดยไม่ผสมสี แต่กลับสามารถสร้างแสงและเงาได้อย่างเป็นธรรมชาติ
ต้องชำนาญแค่ไหนถึงจะทำได้แบบนี้
ดอกย่อยตรงกลางที่เขียนอย่างประณีตละเอียดก็ใช้เทคนิค Impasto เช่นกัน ทำให้มีมิติยื่นออกมาจากผืนผ้าใบจริง ๆ
“……”
อาจจะเป็นเพราะพื้นที่ว่างที่โอบล้อมภาพเอาไว้
ดอกทานตะวันที่เปล่งแสงอย่างเจิดจ้านั้นกลับดูโดดเดี่ยวอย่างน่าประหลาด และยังดูเหมือนมีบาดแผลอยู่ด้วย
ถึงอย่างนั้น การที่มันยังคงส่องแสงได้ด้วยตัวเองกลับดูสง่างามอย่างน่าทึ่ง
การพบกันระหว่างจิตรกรรมตะวันออกและสีน้ำมันตะวันตก
ความรู้สึกนั้นกระแทกเข้าที่อก
‘……อยากได้’
คิมจีอูรู้สึกอยากได้ภาพวาดนี้ขึ้นมา เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เธอรู้สึกเช่นนั้น
‘ใครวาดกันนะ?’
ใครกันที่สร้างงานชิ้นนี้ขึ้นมา
ชื่อศิลปินคือ “โกฮุน”
คิมจีอูเหลียวมองไปรอบ ๆ อย่างกระวนกระวายเพื่อหาตัวศิลปินผู้นี้ แต่กลับเห็นแค่เด็กชายตัวเล็กคนหนึ่งเท่านั้น
“นี่หนู”
เด็กชายที่หน้าตาฉลาดสดใสเงยหน้าขึ้นมา ไม่รู้ทำไมแต่ดูท่าทางตื่นเต้น
“เห็นคนที่อยู่ตรงนี้เมื่อกี้มั้ย?”
“ใครเหรอครับ?”
“คนที่วาดภาพนี้น่ะ”
“ผมเองครับ”
“หืม?”
คิมจีอูที่กำลังจะหยิบสมุดบันทึกออกมาหยุดชะงัก
“ว่าไงนะ?”
“ผมวาดภาพนี้เองครับ”
นี่เด็กคนนี้เข้าโรงเรียนแล้วหรือยังนะ?
คิมจีอูมองหน้าเด็กชายสลับกับชื่อ “โกฮุน” ไปมา
“หา? เดี๋ยวนะ?”
“รู้สึกยังไงบ้างครับ?”
ไม่น่าเชื่อว่าเด็กที่พูดจายังไม่ค่อยคล่องแบบนี้จะเป็นคนวาดภาพนั้นจริง ๆ
“จริงเหรอ? นี่เธอวาดจริง ๆ เหรอ?”
โกฮุนพยักหน้าแรง ๆ
เขาอยากรู้จนแทบบ้า ว่าคนแรกที่ได้เห็นผลงานของตัวเองรู้สึกอย่างไรบ้าง
“ฮุนอา พี่เอาเก้าอี้มาให้แล้วนะ”
จังหวะนั้นเอง ศาสตราจารย์จางมีแรเดินถือเก้าอี้ตัวเล็กเข้ามา
ดวงตาของคิมจีอูเบิกกว้างราวกับจะถลนออกมา
“ศาสตราจารย์จางมีแร? สวัสดีค่ะ ดิฉันคิมจีอู จากนิตยสารเยฮวาค่ะ”
แม้จะตกใจเล็กน้อยกับคำถามกะทันหัน แต่จางมีแรก็ยิ้มรับอย่างอ่อนโยน
“ค่ะ สวัสดีค่ะ ฮุนอา นั่งตรงนี้ก่อนนะ เดี๋ยวคุณปู่จะมาเล่าเรื่องให้ฟัง”
“ครับ”
โกฮุนตอบรับแต่กลับไม่ยอมนั่งลง เพราะเขาอยากได้ยินว่าคิมจีอูรู้สึกอย่างไร
“มาทำข่าวเหรอคะ?”
“ใช่ค่ะ แล้วอาจารย์ล่ะคะ? มีคนรู้จักหรือลูกศิษย์มาร่วมงานเหรอ หรือว่ามาสนับสนุนใคร?”
“ฮึ ๆ แค่มาดูเฉย ๆ ค่ะ เป็นนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของเพื่อนน่ะค่ะ”
จางมีแรยิ้มพลางมองไปทางโกฮุน
คิมจีอูหันตามสายตาไปและก็เห็นเด็กชายกำลังจ้องมองเธออยู่
“นี่… เด็กคนนี้วาดจริง ๆ เหรอคะ?”
“ใช่ค่ะ วาดได้ดีมากเลยใช่ไหมล่ะ”
คิมจีอูถึงกับอ้าปากค้างโดยไม่ทันรู้ตัว
“เธออายุเท่าไหร่ เรียนวาดรูปมาจากไหน จริงเหรอว่าเธอวาดเอง ทำได้ยังไงน่ะ?”
เธอถามว่าเขารู้สึกอย่างไรกับภาพ แต่กลับไม่ตอบ ซ้ำยังถามกลับรัว ๆ
แถมพูดเร็วขนาดนี้ ถึงแม้เขาจะไม่ถนัดเกาหลีมากนักก็ยังฟังไม่ทัน
“เริ่มวาดตั้งแต่เมื่อไหร่ ใครช่วยวาดให้หรือเปล่า เรียนอยู่โรงเรียนไหน?”
เป็นคนที่พูดรัวแบบชวนเวียนหัวจริง ๆ
โชคดีที่จางมีแรช่วยอธิบาย
“เด็กคนนี้ยังไม่ถนัดภาษาเกาหลีเท่าไหร่น่ะค่ะ”
“คะ?”
“เขาอยู่ฝรั่งเศสมานานค่ะ”
“อ้อ งั้น…”
“ถ้าพูดช้า ๆ เขาจะเข้าใจค่ะ”
นักข่าวสาวที่พูดเร็วก็ย่อตัวลง
แม้จะขอบคุณที่เธอพยายามลดระดับสายตาให้เท่ากัน แต่คราวนี้เธอกลับไม่พูดอะไร นั่งจ้องเขาเฉย ๆ
พอคิดว่าเจอคนแปลก ๆ เป็นคนแรกของงานแสดงเดี่ยวครั้งแรกของตัวเอง เธอก็เอ่ยปากในที่สุด
“ทำไมถึงวาดภาพนั้นเหรอ?”
คำถามแปลกดี
ถ้าเป็นสิ่งที่อดใจไม่ไหวจนต้องวาด มันจะต้องมีเหตุผลด้วยเหรอ?
‘ไม่สิ’
แม้จะไม่รู้เหตุผลที่แท้จริง แต่สิ่งหนึ่งที่แน่ชัดคือ
“ก็เพราะอยากขายครับ”
การที่สิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องทำมันอยู่ดี กลับมีคนเข้าใจมัน ช่างเป็นเรื่องที่วิเศษมากแค่ไหนกัน
การวาดภาพ ขายภาพ หรือการที่ใครสักคนซื้อภาพของเราไป มันมีความหมายแบบนั้น
และผมรู้ซึ้งถึงความน่าเวทนาของ “จิตรกรที่ขายภาพไม่ได้” ยิ่งกว่าคนอื่นใด
สุดท้ายแล้ว การวาดภาพและการขายภาพ ก็คือการตามหาคนที่เข้าใจผม
นั่นคือแก่นแท้ของมัน
“……”
ทั้งอาจารย์จางมีแรและผู้หญิงคนนั้นต่างก็เงียบ
แม้ผมจะไม่ได้ตอบคำถามของเธอโดยตรง แต่ก็ยังอุตส่าห์พูดให้แล้วแท้ ๆ
ช่างเป็นคนไร้มารยาทจริง ๆ
“วาดเพราะอยากขายเหรอ?”
“ครับ ผมอยากวาดให้คนรู้สึกว่า ต้องซื้อ ให้ได้เลยครับ”
อีกฝ่ายก็ยังไม่ตอบอะไร
แค่ยืนอ้าปากพะงาบ ๆ กระพริบตาปริบ ๆ เท่านั้น
ผมเริ่มรู้สึกหงุดหงิดจนคิดว่า หรือจะมีคนอื่นมาแทนที่เธอบ้างไหม ก็เลยหันไปมองทางเดิน แต่จู่ ๆ เธอก็คว้ามือผมไว้แน่น
“เดี๋ยวพี่ขายให้เอง!”
“ครับ?”
“ต้องมีคนอยากซื้อเยอะแน่ ๆ! พี่ก็อยากได้เหมือนกัน! พี่จะทำให้เธอดังให้ได้เลย!”
ผมไม่เข้าใจว่าเธอหมายความว่ายังไง เลยหันไปมองอาจารย์จางมีแรที่ยิ้มเหมือนเดิม
“ดีเลยนี่ นักข่าวเขาบอกว่าจะลงบทความให้น่ะ”
หรือหมายถึงจะช่วยประชาสัมพันธ์ให้
“ขอคุยด้วยได้มั้ย? ถ้าตอนนี้ไม่สะดวก ก็หลังจบนิทรรศการก็ได้นะ พี่รอได้”
ถึงจะดูเป็นคนแปลก ๆ หน่อย แต่ถ้าเธอจะลงภาพของผมในหนังสือพิมพ์ ก็ไม่มีเหตุผลให้ปฏิเสธ
“ต้องขออนุญาตคุณปู่ก่อนครับ”
“คุณปู่เหรอ? อยู่ไหนล่ะ?”
จังหวะนั้นพอดี คุณปู่กำลังเดินมาพอดี
“นั่นไงครับ”
หญิงสาวคนนั้นหันไปมองแล้วก็ร้องเสียงหลงอีกครั้ง
“คะ-คุณโกซูยอล!? หลานชายของจิตรกรโกซูยอลแห่งแฮซง? ลูกของโกแฮซองกับอีซูจินใช่มั้ย!?”
ช่างเป็นคนที่เสียงดังจริง ๆ
“งั้นแหละ… แบบนี้เอง! ถึงว่าสิถึงวาดภาพแบบนี้ได้ ต้องเคยเรียนกับโกซูยอล โกแฮซอง แล้วก็อีซูจินแน่ ๆ ใช่มั้ย? ใช่มั้ย? เริ่มวาดตั้งแต่อายุเท่าไหร่? วาดมากี่ปีแล้ว?”
“ประมาณสิบปีครับ”
เธอขมวดคิ้วแน่นแล้วมองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า
“…เธออายุเท่าไหร่กันแน่เนี่ย?”
...
14 พฤศจิกายน ค.ศ. 2027 เวลา 16:00 น.
คอลัมน์บทความรีวิวผลงานศิลปะของคิมจีอู นักข่าวจากนิตยสารรายเดือนเยฮวา ได้รับการเผยแพร่ลงในโซเชียลมีเดียของนิตยสาร
[ภาพเหมือนดอกทานตะวันของอัจฉริยะวัย 10 ขวบ]
วันเสาร์ที่ 13
นิทรรศการศิลปินหน้าใหม่ครั้งล่าสุด จัดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงบ ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะกรุงโซล
ทางผู้จัดของพิพิธภัณฑ์เปิดเผยว่า งานนี้คัดสรรผลงาน 21 ชิ้นเพื่อเปิดพื้นที่ให้กับศิลปินหน้าใหม่ที่ยังไม่มีโอกาสได้แสดงผลงาน และมีแผนจะขยายโอกาสลักษณะนี้ในอนาคต
ท่ามกลางผลงานคุณภาพที่สะดุดตาและน่าประทับใจ สิ่งที่สัมผัสหัวใจของผู้เขียนอย่างแท้จริง คือผลงานของ “โกฮุน”
จะอธิบายยังไงดีถึงความจริงที่ว่า "ภาพวาดสามารถเปล่งแสงได้"
โกฮุนรู้จักการใช้ “สี” อย่างแท้จริง
เส้นพู่กันที่ลากอย่างกล้าหาญตลอดลำต้น ถ่ายทอดความมุ่งมั่นของดอกทานตะวันที่จะเงยหน้าขึ้นมองดวงอาทิตย์
สีแคดเมียมเหลืองอันเจิดจ้าราวกับกลืนกินแสงอาทิตย์เข้าไปทั้งดวง
ดอกทานตะวันเพียงหนึ่งเดียว มันกำลังโหยหาอะไรอยู่?
แล้ว “ดวงอาทิตย์” ที่โกฮุนปรารถนาคืออะไร?
เพื่อตอบคำถามนั้น ข้าพเจ้าจึงขอสัมภาษณ์เขา
Q: ช่วยแนะนำตัวหน่อยค่ะ
A: ผมชื่อโกฮุนครับ อายุสิบขวบครับ
Q: เริ่มวาดรูปตั้งแต่เมื่อไหร่
A: วาดมาได้ประมาณ 10 ปีแล้วครับ (เด็กชายโกฮุนที่เคยใช้ชีวิตอยู่ที่ฝรั่งเศสนั้นยังไม่คล่องเกาหลีดีนัก จึงอาจจะเข้าใจคำถามผิด)
Q: ผลงานนี้คือภาพอะไร
A: เป็นภาพเหมือนตัวเองครับ
Q: อธิบายเพิ่มเติมหน่อยได้ไหม
A: ก็เพราะมีจิตรกรเก่ง ๆ เยอะมากครับ อย่าง ปิกัสโซ่, คันดินสกี, ชากาล, เรอเน่ ผมยังชื่นชมพวกเขาอยู่เลย… ก็เลยวาดเป็นดอกทานตะวันครับ
Q: แล้วอะไรเป็นแรงบันดาลใจให้วาดภาพนี้
A: ผมอยากขายภาพนี้ครับ ผมอยากวาดภาพที่คนเห็นแล้ว ต้องอยากซื้อ
คำพูดของเด็กชายอายุสิบขวบที่ว่า “อยากขายภาพ” นั้น สะท้อนถึงความจริงอันโหดร้ายในวงการศิลปะบริสุทธิ์ยุคปัจจุบันได้อย่างเฉียบคม
คำพูดของเขาคือเสียงแทนจิตรกรนับไม่ถ้วนที่ยังคงดิ้นรนในโลกแห่งสีสันนี้ ด้วยภาระต้นทุนวัสดุอันแสนแพงและสภาพความเป็นอยู่ที่ไม่มั่นคง
ศิลปะไม่ใช่สิ่งที่มีไว้เพื่อคนร่ำรวยเท่านั้น
ภาพที่ใครเห็นก็อดไม่ได้ที่จะอยากครอบครอง
คำนั้นคือคำตักเตือนที่ดังลั่นใส่วงการศิลปะกระแสหลัก ที่เอาแต่หมกมุ่นอยู่กับทฤษฎีและปิดกั้นการสื่อสารกับผู้ชม
ในทางกลับกัน ความไร้เดียงสาของเด็กชายวัยสิบขวบที่เอ่ยถึงจิตรกรผู้ยิ่งใหญ่ในอดีต พร้อมความฝันที่อยากเป็นเช่นพวกเขานั้น ช่างบริสุทธิ์เพียงใด
ข้าพเจ้ายืนตะลึงอยู่ตรงหน้าความเจิดจรัสอันปราศจากมลทินของผลงาน “ดอกทานตะวัน” ที่กำเนิดจากมือของอัจฉริยะวัยสิบขวบผู้นี้
คิมจีอู (นิตยสารเยฮวา)