ภายใต้คำขอร้องของหลินจิ้ง เมื่อท่านผู้เฒ่าโม่เห็นว่าพวกเขาสามารถต้านทานแรงกดดันได้อย่างง่ายดายจริงๆ จึงเกิดความคิดที่จะพาพวกเขาไปยังเจดีย์สะกดอสูร
ผู้บำเพ็ญเพียรพุทธะผู้นั้นมีอิทธิฤทธิ์กว้างขวาง แสงพุทธะที่ทิ้งไว้มักจะเป็นวาสนาสำคัญให้ศิษย์ทั้งสี่สำนักได้ใช้เสริมสร้างจิตใจให้แข็งแกร่งเสมอมา
หากพวกหลินจิ้งสามารถรับแสงพุทธะได้ตั้งแต่ขั้นเลี่ยนชี่ ย่อมเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลต่อการสร้างรากฐานในวันหน้า
"ตามข้ามา สำนักพิชิตอสูรของเรามีเคล็ดวิชาที่พิเศษ อีกทั้งท่านเจ้าสำนักรุ่นที่สองก็มีความสัมพันธ์อันดีกับผู้บำเพ็ญเพียรพุทธะผู้นั้น ในเจดีย์สะกดอสูรนี้ ผู้บำเพ็ญวิถีควบคุมอสูรจึงสามารถต้านทานแรงกดดันร่วมกับสัตว์วิญญาณในพันธสัญญา และรับการเสริมความแข็งแกร่งจากแสงพุทธะไปพร้อมกันได้"
"ถึงตอนนั้น เจ้าก็ใช้วิชาลวงตาต้านทานอำนาจของปีศาจ คอยดูแลมันสักหน่อย พวกเจ้าก็จะได้รับวาสนากันทั้งคู่!"
ท่านผู้เฒ่าโม่โบกมือใหญ่กวาดหอบพวกหลินจิ้งมุ่งหน้าไปยังยอดเขาชิงถันแห่งสำนักพิชิตอสูร ระหว่างนั้นหลินจิ้งก็บ่นพึมพำในใจว่า ที่ไหนๆ ก็ต้องดูเส้นสายจริงๆ ศิษย์สำนักอื่นล้วนต้องออกฝึกฝนตามลำพัง แต่ศิษย์สำนักพิชิตอสูรกลับพาอสูรไปได้ด้วย นี่มัน... ดีมาก!
แม้จะเรียกว่าเจดีย์สะกดอสูร แต่ทางเข้ากลับเป็นสระน้ำใสแห่งหนึ่ง ซึ่งเร้นลับเป็นอย่างมาก
ประวัติศาสตร์ช่วงนี้ไม่ถูกบันทึกไว้ อาจเป็นเพราะเกรงว่าจะมีคนคิดปลดปล่อยปีศาจออกมา
"ผู้มาเยือนคือใคร?"
ภายในสระน้ำใส ไม่ผิดจากที่หลินจิ้งคาดการณ์ไว้ ผู้เฝ้าเจดีย์ไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นราชันอสูรตนหนึ่ง
มันลอยตัวขึ้นมาจากน้ำในสระ เมื่อท่านผู้เฒ่าโม่เห็นอีกฝ่ายก็ยังต้องทำความเคารพอย่างนอบน้อม "คารวะท่านบรรพชน"
"เจ้าเองรึ"
"ท่านบรรพชน ข้าอยากส่งศิษย์คนหนึ่งเข้าไปทดสอบในเจดีย์สะกดอสูรขอรับ"
"หลินจิ้ง นี่คือหนึ่งในบรรพชนผู้พิทักษ์สำนัก ผู้อาวุโสหวังป้าเทียน" บรรพชนสำนักที่เฝ้าเจดีย์พุทธะ กลับเป็นเต่าบกขนาดมหึมาตัวหนึ่ง
หลินจิ้งรีบทำความเคารพทันที
"เด็กน้อยขั้นเลี่ยนชี่เนี่ยนะ?" บรรพชนสำนักผู้นี้ปรายตามองหลินจิ้งและกระรอกใบสน ก่อนจะส่งสายตารำคาญใจไปให้ท่านผู้เฒ่าโม่ "เจ้าอยากให้พวกมันกลายเป็นคนบ้าหรืออย่างไร?"
"ถึงตอนนั้นโดนอำนาจปีศาจข่มขู่จนสติแตก ฉี่ราด ขวัญหนีดีฝ่อ ข้าจะคอยดูว่าเจ้าจะทำยังไง!"
"ท่านบรรพชน... ท่านเฝ้าอยู่ที่นี่มาตลอดจึงไม่ทราบ หลินจิ้งคือยอดอัจฉริยะรุ่นใหม่ของสำนักพิชิตอสูรเรา ก่อนหน้านี้ยังถูกดินแดนวิเศษคัดเลือก ย่อมต้องมีความมั่นใจมากพอ ถึงได้ตั้งใจจะเข้าไปทดสอบในเจดีย์สะกดอสูรตั้งแต่ยังอยู่ขั้นเลี่ยนชี่ขอรับ" ท่านผู้เฒ่าโม่อธิบาย
"ช่างเถอะ พวกเจ้าคิดว่าไม่มีปัญหาก็ดีแล้ว" บรรพชนผู้นี้หลับตาลง ไม่อยากใส่ใจให้มากความ ในฐานะสัตว์เลี้ยงของท่านเจ้าสำนักรุ่นที่สอง มันอยู่ยงคงกระพันจนส่งเจ้าสำนักตายไปถึงสามคนแล้ว อีกทั้งยังอยู่ใกล้เจดีย์พุทธะ จึงมีนิสัยปล่อยวางปลงตกเป็นอย่างมาก
เมื่อเห็นบรรพชนสำนักเห็นชอบ ท่านผู้เฒ่าโม่ก็หันไปมองพวกหลินจิ้ง แล้วกล่าวว่า "ลืมบอกเจ้าไป การเข้าสู่เจดีย์สะกดอสูรนั้นไม่ใช่การเข้าไปด้วยกายเนื้อ และไม่สามารถนำสิ่งของที่มีอยู่จริงเข้าไปในเจดีย์ได้ ผู้บำเพ็ญเพียรที่มีตบะสูงส่งเกินไปก็ไม่สามารถเข้าไปได้เช่นกัน ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้มีมารร้ายลอบเข้าไปทำลายผนึกภายในเจดีย์"
"สิ่งที่พวกเจ้ากำลังจะเข้าไป คือร่างจำแลงที่เกิดจากพลังเวท จิตใจ ดวงวิญญาณ และเจตจำนง คล้ายกับการถอดจิต" ท่านผู้เฒ่าโม่กล่าว "ของวิเศษต่างๆ ของพวกเจ้าจะไม่สามารถใช้งานอยู่ข้างในนั้นได้ แต่คาถาอาคมที่พวกเจ้าเชี่ยวชาญยังคงใช้ได้ตามปกติ"
"ข้าคิดว่า แค่นี้ก็น่าจะพอแล้วกระมัง?"
เมื่อได้ยินว่าไม่สามารถนำใบไม้แดงและระเบิดของตัวเองเข้าไปได้ กระรอกใบสนก็สะดุ้งตกใจ แต่หลินจิ้งกลับพยักหน้าและกล่าวว่า "เพียงพอแล้วขอรับ"
ตราบใดที่ยังใช้ 'พันแปรหมื่นมายา' ได้ ก็สามารถต้านทานแรงกดดันของปีศาจได้
"เตรียมตัวพร้อมแล้ว ก็ประทับตราลงบนศิลาจารึกนี้"
บรรพชนสำนักผู้นี้ทำตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด "การทิ้งรอยประทับทางจิตวิญญาณไว้ หนึ่งคือเพื่อให้สามารถติดตามความคืบหน้าของเจ้าได้ตลอดเวลา สองคือหากรอยประทับกะพริบ ก็แสดงว่าสภาพของเจ้าไม่สู้ดี ข้าจะรีบดึงสติสัมปชัญญะของเจ้ากลับเข้าร่างทันที เพื่อไม่ให้เจ้าหลงทางหลุดลอยอยู่ภายในเจดีย์สะกดอสูร"
ด้านนอกทางเข้าเจดีย์สะกดอสูร มีศิลาจารึกโบราณแผ่นหนึ่ง แบ่งออกเป็นเก้าชั้น เมื่อหลินจิ้งได้ยินดังนั้นจึงเดินเข้าไปทาบฝ่ามือลงไป ศิลาจารึกก็ประทับภาพเลือนลางของลูกกระรอกน้อยขึ้นมาทันที
"ภายในเจดีย์สะกดอสูรเป็นจุดเชื่อมต่อของทั้งสี่สำนัก หากเจ้าบังเอิญพบเจอศิษย์จากสำนักอื่นในนั้น จงอย่าได้มีเรื่องบาดหมางกันเป็นอันขาด"
บรรพชนสำนักกำชับอีกประโยค ก่อนจะช่วยเปิดทางเข้าเจดีย์สะกดอสูร ทางเข้าอยู่ภายในสระน้ำใส ผิวน้ำกระเพื่อมเป็นระลอกคลื่นไม่ขาดสาย ดูคล้ายกับเงาสะท้อนของเจดีย์พุทธะสีดำ
"ไป! เจ้า!"
ยังไม่ทันที่พวกหลินจิ้งจะตั้งตัว สติก็พลันวูบดับไป ราวกับคนจมน้ำที่ทะลวงผ่านเส้นแบ่งความเป็นความตาย เมื่อหลินจิ้งและกระรอกใบสนลืมตาขึ้นอีกครั้ง ก็มาปรากฏตัวอยู่หน้าประตูบานใหญ่แห่งหนึ่ง รอบด้านเต็มไปด้วยน้ำในสระสีดำสนิท
บนบานประตูขนาดยักษ์สลักอักขระและลวดลายอันซับซ้อน สัญลักษณ์โบราณเหล่านี้ส่องแสงสีฟ้าเรืองรองภายใต้แสงสลัว ดูลึกลับและลึกล้ำ
"ที่นี่คือภายในเจดีย์สะกดอสูรสินะ" หลินจิ้งอยากจะหยิบหอกไผ่กลไกออกมาจากถุงเก็บของ แต่ก็พบว่าถุงเก็บของกลายเป็นเพียงถุงธรรมดาใบหนึ่งไปแล้วจริงๆ แม้แต่น้ำเต้าเหินเวหาก็ไม่สามารถสื่อสารได้เช่นกัน
เมื่อเห็นดังนั้น กระรอกใบสนก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ตอนฝึกฝนอยู่ในถ้ำวิเศษไม่ให้ใช้ก็แล้วไปเถอะ แต่พอมาถึงเจดีย์สะกดอสูรก็ยังผนึกถุงเก็บของของมันอีก ชีวิตนี้อยู่ยากเสียแล้ว
มันสะกิดหลินจิ้ง ให้หลินจิ้งแปลงร่างเป็นพระพุทธองค์องค์ใหญ่ก่อนหน้านี้แล้วค่อยเข้าไป ทำแบบนี้มันถึงจะรู้สึกปลอดภัยขึ้นมาบ้าง
"การจำแลงกายเป็นพระพุทธองค์ต้องใช้เอฟเฟกต์เยอะเกินไป สิ้นเปลืองลมปราณแท้มากไปหน่อย" หลินจิ้งกล่าว "แปลงเป็นผู้บำเพ็ญเพียรพุทธะธรรมดาๆ หน่อยก็พอแล้ว"
พูดจบ เขาก็ใช้ลมปราณแท้วิถีมายาค่อยๆ วาดภาพลักษณ์ที่คุ้นเคยในความทรงจำออกมา
ผู้บำเพ็ญเพียรพุทธะผู้นั้นห่มจีวรหรูหราสีแดงสลับเหลือง สวมหมวกพระสีเหลืองสดใส มือหนึ่งถือไม้เท้าทองคำ อีกมือหนึ่งประคองบาตรม่วงทอง มีคิ้วขาวหนวดขาว ท่าทางเคร่งขรึมไม่ยิ้มแย้ม สีหน้าหนักแน่น และมีใบหน้ามืดครึ้ม
"อมิตาภพุทธ อาตมาคือฝาไห่" หลินจิ้งกล่าวกับกระรอกใบสน ทำให้กระรอกใบสนงุนงงสับสน ไม่เข้าใจว่าในหัวของหลินจิ้งไปเอาภาพลักษณ์แปลกประหลาดพวกนี้มาจากไหน
"พวกเราไปกันเถอะ" หลินจิ้งถือไม้เท้า บาตร และลูกประคำ ก่อนจะผลักบานประตูเจดีย์ให้เปิดออก
เดิมทีเขาอยากจะแปลงร่างเป็นถังเซิง ทว่าเจ้านั่นมีชะตาต้องถูกปีศาจจับตัวไปตลอด ไม่อาจต้านทานอำนาจของปีศาจได้เลยจริงๆ แม้แต่หลินจิ้งเองก็ยังไม่มีความมั่นใจ
แก่นแท้ของวิถีมายา คือต้องทำให้ตัวเองเชื่อมั่นเสียก่อน
ตาเฒ่าฝาไห่คนนี้มีฝีมือในการปราบมารร้าย เลือกเขานี่แหละ!
ทันทีที่บานประตูเปิดออก ลมปีศาจสายหนึ่งก็พัดกระหน่ำออกมา อำนาจที่เทียบได้กับปีศาจขั้นจู้จีแทบจะก่อตัวเป็นรูปธรรม ซัดสาดเข้าใส่ร่างของหลินจิ้งและกระรอกใบสนราวกับพายุฝนฟ้าคะนอง
ทว่าการข่มขู่ระดับนี้ อย่าว่าแต่หลินจิ้งที่มีวิถีมายาคุ้มกายเลย แม้แต่กระรอกใบสนที่ผ่านการเคี่ยวกรำมาอย่างยาวนาน ก็สามารถใช้พลังใจต้านทานได้อย่างสมบูรณ์
ทั้งสองเดินฝ่าลมปีศาจเข้าไปทีละก้าว พลังปีศาจที่รั่วไหลออกมาจากกำแพงรอบด้านควบแน่นราวกับน้ำหมึก ไม่นานก็ก่อตัวเป็นหัวงูอันน่าสยดสยองกลางอากาศ เผยให้เห็นเขี้ยวแหลมคมพร้อมกับส่งเสียงขู่ฟ่อ
พร้อมกับเสียงขู่ฟ่อ กระแสน้ำใต้ดินนับไม่ถ้วนแปรเปลี่ยนเป็นงูพิษหลายสาย เลื้อยขึ้นมาบนร่างของหลินจิ้ง แม้กระรอกใบสนที่ยืนอยู่บนไหล่ของหลินจิ้งจะมีจิตใจแน่วแน่ และรู้ดีว่าภาพตรงหน้าล้วนเป็นภาพลวงตาที่เกิดจากอำนาจที่ทำให้จิตใจสั่นคลอน แต่ตอนนี้ในมือของมันไม่มีแม้แต่ใบไม้บิน หนังหัวของมันจึงเริ่มชาหนึบขึ้นมาแล้ว
จากหัวไหล่... เลื้อยขึ้นไปยังศีรษะล้านเลี่ยนที่อยู่สูงกว่า
"ลูกไม้ตื้นๆ" หลินจิ้งเมินเฉยต่องูพิษที่เลื้อยขึ้นมาบนร่าง แล้วเดินตรงเข้าไปด้านในสุด ไม่ใช่ว่าเขาไม่กลัวงูพิษเหล่านี้ แต่เขาไม่เห็นภาพลวงตาพวกนี้เลยต่างหาก ในเวลานี้ เขาคือยอดพระเถระผู้มีแนวคิดอนุรักษ์นิยมและมีอิทธิฤทธิ์ไร้ขอบเขต ในอาณาเขตมายาที่หลินจิ้งสร้างขึ้นเอง การข่มขู่จากพลังปีศาจเหล่านี้ยังไม่เพียงพอที่จะส่งผลกระทบต่อจิตใจของเขาจนทำให้เกิดภาพลวงตาได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการสร้างบาดแผลทางจิตใจเลย
เมื่อเห็นว่ากระรอกใบสนได้รับผลกระทบ หลินจิ้งก็แค่นเสียงเย็นชาด่าทอว่าปีศาจร้าย ทันใดนั้นรอบด้านก็เกิดแผ่นดินไหวภูเขาถล่ม พลังปีศาจถูกอำนาจเวทของเขาปัดเป่าจนสลายไป งูพิษตรงหน้ากระรอกใบสนถึงได้หายวับไป
ในขณะเดียวกัน ณ ส่วนลึกก้นเจดีย์ เงาปีศาจขนาดยักษ์ตนหนึ่งก็ส่งเสียงคำรามลั่น "กลิ่นอายพุทธะบัดซบ มีไอ้หัวโล้นมาเยือน! บัดซบ! บัดซบ! อยากจะกินมันชะมัด! ไม่สิ! ไม่ใช่! คนผู้นี้เป็นคนของพุทธนิกาย ทั้งยังมีพลังเวทล้ำลึกยิ่งนัก ต้องมีวิธีคลายผนึกเจดีย์พุทธะแน่ ต้องหาวิธีให้เขาช่วยข้าออกไป!" ปีศาจที่ถูกผนึกมาเนิ่นนานจนสมองเลอะเลือน ก็ถูกวิชามายาของหลินจิ้งหลอกเข้าให้แล้วเช่นกัน