แบบนี้เรียกว่าถ้ำบำเพ็ญเพียรได้ด้วยหรือ?
หลี่ผิงอันมองดูถ้ำขนาดมหึมาตรงหน้าที่ราวกับถูกชกทะลวงด้วยหมัดเดียว จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นมองรอยร้าวที่กระจายอยู่ทั่วภูเขา
ถ้ำแห่งนี้ตั้งอยู่ทางมุมตะวันตกเฉียงเหนือของสำนัก บริเวณไหล่เขาของภูเขาลูกเล็กๆ ที่ไม่สะดุดตา บนภูเขาไม่มีที่พักของเซียนสวรรค์คนอื่นๆ เน้นคอนเซปต์เห็นอย่างไรก็ได้ตามนั้น พื้นที่สีเขียวร้อยเปอร์เซ็นต์
ภายในถ้ำ เสื่อทอหนึ่งผืน โต๊ะไม้สองตัว และเบาะรองนั่งสามใบ นั่นคือเฟอร์นิเจอร์ทั้งหมดที่มี
"ท่านอาจารย์?"
"หืม?"
"ต่อไปพวกเราจะอาศัยอยู่ที่นี่หรือขอรับ?"
ชิงซู่ก้มหน้าพึมพำเบาๆ สองสามคำ คล้ายกับกำลังครุ่นคิดถึงปัญหาที่ค่อนข้างใหญ่โต ผ่านไปครู่หนึ่งนางจึงหันไปมองหลี่ผิงอัน แล้วกล่าวอย่างจริงจังว่า "ใช่แล้ว"
"ไม่เป็นไรขอรับ" หลี่ผิงอันพูดกลั้วหัวเราะ "เดี๋ยวศิษย์จะค่อยๆ ขยายพื้นที่แห่งนี้ในภายหลัง"
ชิงซู่ชี้ไปที่ถ้ำพลางกล่าว "เดี๋ยวข้าจะใช้ม่านพลังปิดกั้นที่นี่เอาไว้... เห็นถ้ำบำเพ็ญเพียรของพวกเขามีค่ายกลกันทั้งนั้น วันหลังข้าจะเรียนรู้วิธีการจัดค่ายกลบ้าง"
หลี่ผิงอันรีบกล่าว "ท่านอาจารย์ตั้งใจรู้แจ้งมรรคเถอะขอรับ งานจิปาถะพวกนี้ศิษย์จัดการเอง ท่านอาจารย์ ท่านลองเจาะถ้ำด้านในเพิ่มอีกสักแห่งดีไหมขอรับ ท่านบำเพ็ญเพียรอยู่ด้านใน ส่วนศิษย์อยู่ด้านนอก"
"ตกลง"
ชิงซู่เอามือไพล่หลังเดินเข้าไปในถ้ำ ต่อหน้าหลี่ผิงอัน นางกำหมัดขวาแล้วดันไปข้างหน้าเล็กน้อย
ตู้ม! ภูเขาลูกเล็กสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ฝูงนกบินแตกตื่นออกจากป่าไม้ทุกหนทุกแห่ง
หลังจากการสั่นสะเทือนผ่านพ้นไป รอยร้าวทั้งในและนอกถ้ำก็ยิ่งชัดเจนขึ้น สัมผัสเซียนจำนวนไม่น้อยภายในสำนักต่างมุ่งตรงมาสำรวจที่นี่
มือขวาเรียวยาวของชิงซู่ค่อยๆ กดลง ฝุ่นควันที่ปลิวคลุ้งอยู่ภายในถ้ำก็รวมตัวกันเป็นก้อนอย่างรวดเร็ว
ถ้ำทรงกลมด้านในอันใหม่เอี่ยม ถูกเปิดออกเรียบร้อยแล้ว
หน้าผากของหลี่ผิงอันเต็มไปด้วยเส้นริ้วสีดำ
นี่เป็นถ้ำบำเพ็ญเพียรที่ใช้หมัดทุบออกมาจริงๆ สินะ...
"ศิษย์เอ๋ย ข้าจะเก็บตัวบำเพ็ญเพียรต่อแล้ว เจ้าปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่นี่ไปก่อนนะ"
ชิงซู่คว้าเบาะรองนั่งใบหนึ่งเดินเข้าไปในถ้ำด้านในที่เพิ่งเปิดใหม่ นางนั่งสมาธิบำเพ็ญเพียรอยู่ตรงกลางถ้ำด้านใน และใช้พลังเซียนปิดกั้นถ้ำด้านในทั้งหมดเอาไว้
หลี่ผิงอันเดินเข้าไปในบ้านใหม่แห่งนี้ด้วยรอยยิ้ม หน้าประตูถ้ำมีแสงเซียนโปร่งใสปรากฏขึ้น
นี่คือม่านพลังเซียน ต้องใช้พลังเซียนในการรักษาสภาพ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับค่ายกลที่ทำงานได้เองโดยอาศัยรากฐานค่ายกล โดยทั่วไปมักใช้แค่ชั่วคราวเท่านั้น
'การเริ่มต้นใหม่นี่นะ ลำบากหน่อยก็เป็นเรื่องปกติ'
หลี่ผิงอันนำเฟอร์นิเจอร์บางส่วนที่นำมาจากเรือนไม้มาตกแต่งถ้ำด้านนอกอย่างเรียบง่าย
ถ้ำบำเพ็ญเพียรแห่งนี้ซอมซ่อเกินไปจริงๆ พื้นดินก็เป็นแนวโค้ง ไม่มีที่วางชั้นหนังสือ เฟอร์นิเจอร์ก็จัดวางยาก
หลี่ผิงอันจัดการอยู่พักใหญ่ ปรับพื้นดินให้ราบเรียบและแข็งแรง และปรับแต่งผนังแต่ละด้านให้เป็นพื้นผิวโค้งมน เมื่อทุกจุดดูสะอาดตาแล้ว เขาจึงเริ่มนั่งสมาธิ
นิสัยของท่านอาจารย์ หากเทียบกับทั่วทั้งสำนักหมื่นเมฆา ก็นับว่ามีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น
ตอนที่หลบหนีเป็นหมื่นลี้อยู่นอกสำนัก ความจริงหลี่ผิงอันก็ค้นพบแล้วว่า นอกจากบำเพ็ญเพียร รู้แจ้งมรรค และต่อสู้แล้ว เซียนชิงซู่ก็ไม่ใส่ใจเรื่องอื่นใดอีกเลย
ตอนที่นางอยู่ยอดเขาเมฆาสายรุ้งก่อนหน้านี้ คงได้รับการดูแลจากบรรดาศิษย์พี่หญิงและศิษย์น้องหญิงของนางมาโดยตลอด
ในใจของหลี่ผิงอันอดไม่ได้ที่จะพึมพำ...
'อย่าบอกนะว่า ข้าต้องรับผิดชอบดูแลเรื่องอาหารการกินและชีวิตประจำวันของท่านอาจารย์ด้วย?'
'ปกติเซียนเก็บตัวบำเพ็ญเพียรกันนานมากเลยใช่ไหม?'
'ท่านอาจารย์จะชี้แนะการบำเพ็ญเพียรให้ข้าไหม? แล้วนางจะชี้แนะอย่างไร?'
จู่ๆ หลี่ผิงอันก็ตระหนักว่า จิตวิถีมรรคที่สงบนิ่งมาตลอดสามปีของเขา ในยามนี้กลับว้าวุ่นขึ้นมาเสียแล้ว
บำเพ็ญเพียรเถอะ
เขาเตรียมบำเพ็ญเพียรเพื่อปรับสภาพจิตใจให้สงบลงสักพัก แล้วค่อยสร้างลานบ้านขึ้นมาใกล้ๆ ถ้ำบำเพ็ญเพียร เพื่อขีดเส้นแบ่งอาณาเขตของถ้ำให้ชัดเจน
ไม่รู้เหมือนกันว่าถ้ำบำเพ็ญเพียรที่ทางสำนักอนุมัติให้ท่านอาจารย์จะมีขนาดพื้นที่เท่าใด สำนักเพิ่งตบรางวัลเป็นจวนให้เขาหนึ่งหลัง เขายังไม่ได้ไปรับที่ตำหนักธุรการ หากพื้นที่ถ้ำของท่านอาจารย์ไม่พอ ก็สามารถนำโควตาจวนของเขามาใช้ได้
ภายในม่านพลัง หลี่ผิงอันใช้ศิลาวิญญาณจัดค่ายกลรวมปราณขนาดเล็ก ทำจิตใจให้สงบนิ่ง และหลับตาบำเพ็ญเพียร
ภายนอกม่านพลัง ร่างสองร่างกำลังหลบซ่อนตัวอยู่ในเมฆขาวนอกยอดเขา
หลี่ต้าจื้อขมวดคิ้วจับจ้องสถานการณ์เบื้องล่าง ก่อนจะหันไปมองเวยเหยียนจื่อที่กำลังหาวหวอดๆ
"ท่านปรมาจารย์มีอะไรหรือขอรับ?"
เวยเหยียนจื่อกล่าวปนหัวเราะ "อีกเดี๋ยวข้าก็ต้องออกเดินทางไปชายฝั่งทะเลตะวันออกแล้ว ท่านยังมีเรื่องอะไรจะสั่งการอีกหรือเปล่า? ถือโอกาสช่วงที่ข้ายังอยู่ในสำนัก ข้าจะเป็นธุระจัดการรวบยอดให้ท่านเอง"
"เรื่องอื่นก็ไม่มีอะไรหรอก"
หลี่ต้าจื้อเอามือไพล่หลัง ขมวดคิ้วพลางกล่าว "เซียนชิงซู่สร้างถ้ำบำเพ็ญเพียรไม่เป็น ค่ายกลก็ไม่จัดเตรียม หากมีผู้ไม่ประสงค์ดีลอบโจมตี จะไม่ทำให้ผิงอันที่ยังไม่บรรลุขั้นสร้างรากฐานบาดเจ็บเอาได้ง่ายๆ หรือ?"
"เรื่องนี้..."
เวยเหยียนจื่อรู้สึกลำบากใจ
"ท่านปรมาจารย์ นี่เป็นเรื่องส่วนตัวของศิษย์อาจารย์คู่นั้น อีกอย่างชิงซู่ก็เป็นถึงเซียนสวรรค์ ได้ยินมาว่ารับมือค่อนข้างยากเสียด้วย
"หากพวกเราบุ่มบ่ามยื่นมือเข้าไปช่วย กลับจะทำให้เซียนชิงซู่รู้สึกไม่พอใจได้ง่ายๆ นะขอรับ"
"ที่เจ้าพูดก็มีเหตุผล"
หลี่ต้าจื้อพึมพำในลำคอ ลูกตาของเขากลอกไปมาเล็กน้อย ในใจก็มีแผนการขึ้นมาแล้ว
"ท่านผู้คุมขยับหูเข้ามาสิ"
"อ้อ ได้ขอรับ... ท่านปรมาจารย์ อันที่จริงท่านส่งเสียงผ่านจิตมาโดยตรงก็สิ้นเรื่องแล้ว ผู้ชายสองคนมาดึงๆ ทึ้งๆ กันมัน... ท่านว่ามาเถอะ ข้าฟังอยู่"
อย่างนี้ๆ อย่างนั้นๆ
ไม่นานเวยเหยียนจื่อก็กลายร่างเป็นแสงรุ้งบินจากไป
หลี่ต้าจื้อหยิบแผ่นหยกที่บันทึกรายชื่อ 'สหายร่ำสุรา' ภายในสำนักออกมา ค้นหาอย่างละเอียดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะขี่เมฆมุ่งหน้าไปยังยอดเขาที่พักของผู้อาวุโสระดับเซียนสวรรค์ท่านหนึ่ง
ผู้อาวุโสท่านนั้นเชี่ยวชาญการจัดค่ายกลคุ้มครองเขา
ผ่านไปสองสามชั่วยาม
หลี่ผิงอันพบว่าจิตวิถีมรรคสงบลงแล้ว จึงยุติการนั่งสมาธิ
เขาถอดเสื้อคลุมยาวออก สวมเสื้อแขนสั้นและกางเกงขายาวที่ทำจากผ้าป่านเนื้อละเอียด ก้าวเท้าออกจากม่านพลังที่ท่านอาจารย์กางเอาไว้
หลี่ผิงอันเดินเตร็ดเตร่อยู่บริเวณถ้ำบำเพ็ญเพียรรอบหนึ่ง เพราะกลัวว่าจะทำให้เกิดเสียงดังรบกวนการบำเพ็ญเพียรของท่านอาจารย์ เขาจึงไม่ได้ใช้วิชาอาคม แต่หยิบดาบยาวซึ่งเป็นของวิเศษอันแหลมคมออกมา ถางพุ่มไม้และวัชพืชรอบๆ ถ้ำด้วยตัวเอง
บนเมฆขาวนอกภูเขา หลี่ต้าจื้อและเวยเหยียนจื่อแอบโผล่หัวออกมา
"ท่านผู้คุม ลุยเลย"
"ท่านปรมาจารย์วางใจได้" เวยเหยียนจื่อประสานมือ "นักพรตเช่นข้าจะไม่ทำให้ผิดหวังอย่างแน่นอน!"
เวยเหยียนจื่อใช้วิชาหลบหนีและจากไปอย่างเงียบเชียบ
เขาไปที่หุบเขาแม่น้ำแห่งหนึ่งภายในสำนักก่อน สะบัดแขนเสื้อกว้างสูบน้ำในแม่น้ำขึ้นมาเป็นจำนวนมาก จากนั้นใช้พลังเซียนร่ายวิชาควบคุมเมฆากลายเป็นเมฆดำทะมึนก้อนหนึ่ง ลอยไปใกล้กับถ้ำบำเพ็ญเพียรของหลี่ผิงอัน
ครืนๆ...
หลังจากเสียงฟ้าร้องที่ฟังดูอ่อนแรงผ่านพ้นไป ฝนก็ตกลงมาอย่างหนักในบางพื้นที่ของภูเขาลูกเล็ก
หลี่ผิงอันขมวดคิ้วหลบกลับเข้าไปในถ้ำ จมูกสูดดมฟุดฟิด
ฝนตกคราวนี้ ทำไมถึงมีกลิ่นอายของวิชาเซียนเจือปนอยู่
จู่ๆ ก็มีแสงสว่างวาบขึ้นท่ามกลางสายฝน เตียงขนาดใหญ่ที่ประดับด้วยทองและหยก พร้อมม่านและที่นอนเสร็จสรรพจำนวนสองหลัง ถูกห่อหุ้มด้วยแสงเซียน ร่วงลงมาตกลงที่หน้าประตูถ้ำอย่างนุ่มนวล
ใบหน้าของหลี่ผิงอันเต็มไปด้วยความงุนงง
ตามมาติดๆ ด้วยโต๊ะเครื่องแป้งที่ทำจากรากวิญญาณธรรมดาอายุพันปี เก้าอี้ไม้เป็นคู่ที่มาพร้อมกับอาคมรวมปราณและระบายอากาศ ตู้เซียนวิญญาณแกะสลักฉลุลายหลายใบ บอนไซที่ทำจากต้นชาหยั่งรู้มรรคอายุสามร้อยปี...
เฟอร์นิเจอร์ราคาแพงลิ่วกว่าสิบชิ้น ถูกห่อหุ้มด้วยแสงเซียนค่อยๆ ร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้า เรียงตัวกันเป็นสองแถวอยู่ที่หน้าถ้ำ
ฝนหยุดตกในทันที
หลี่ผิงอันอดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นกุมขมับ ไม่เข้าใจเลยว่าท่านพ่อกำลังทำอะไรอยู่
จะส่งเฟอร์นิเจอร์มาก็ส่งมาตรงๆ สิ แล้วนี่ทำไมถึงยังไม่ยอมโผล่หน้ามาอีก?
ในขณะนั้นเอง แสงเซียนก็สว่างวาบขึ้นข้างกายหลี่ผิงอัน ชิงซู่เอามือไพล่หลังยืนอยู่ปากถ้ำแล้ว นางพิจารณาเฟอร์นิเจอร์ด้านนอก แววตาแฝงความชื่นชมอยู่หลายส่วน
หลี่ผิงอันเพิ่งจะอธิบาย "ท่านอาจารย์ นี่น่าจะเป็น..."
ก็ได้ยินชิงซู่พึมพำว่า "ที่แท้สิ่งที่พวกศิษย์น้องหญิงพูดมาก็เป็นความจริง ของกินของใช้ล้วนตกลงมาจากฟ้าจริงๆ ด้วย"
ท่านอาจารย์ ท่านลองใช้สัมผัสเซียนตรวจสอบเมฆดำที่ยังลอยไปไม่ไกลนั่นดูสิขอรับ!
นั่นถ้าไม่ใช่ท่านผู้คุมเวยเหยียนจื่อก็ต้องเป็นท่านผู้คุมหวังซินฮุยแน่นอน!
"ศิษย์เอ๋ย ขนเข้ามาเถอะ"
ชิงซู่หันไปมองถ้ำบำเพ็ญเพียร นางพบว่าถ้ำที่ตัวเองใช้หมัดทุบออกมาสองหมัดนั้นยังเล็กเกินไป นิ้วมือเรียวงามดุจหยกจึงกำหมัดขึ้นอีกครั้ง
"ท่านอาจารย์! ไม่ต้องขอรับ!"
หลี่ผิงอันรีบก้าวออกมา "ท่านอาจารย์ให้เวลาศิษย์สักครึ่งวัน ศิษย์จะสร้างถ้ำเองขอรับ! หากท่านลงมือต่อยอีก ภูเขาลูกนี้คงแหลกเป็นผุยผงแน่!"
ชิงซู่ขมวดคิ้วพลางกล่าว "แต่เจ้าอ่อนแอเกินไป"
หลี่ผิงอัน: ...นางเองก็ตระหนักได้ว่าคำพูดของตนไม่ถูกต้อง จึงอธิบายว่า "ข้าหมายความว่า พลังเวทของเจ้าต่ำต้อยเกินไป ทำเรื่องพวกนี้คงจะยุ่งยากมาก"
"ไม่เป็นไรขอรับ!"
หลี่ผิงอันล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อ ดึงหอกยาวและกระบี่ยาวออกมาอย่างละเล่ม
หอกเล่มนี้มีสีเงินยวงทั้งเล่ม ตัวหอกมีมังกรเขียวที่ดูราวกับมีชีวิตสลักติดอยู่ บนนั้นแผ่กลิ่นอายพลังเซียนอันแข็งแกร่งออกมา ส่วนกระบี่ยาวเล่มนั้นก็สว่างไสวไปทั้งเล่ม เป็นของวิเศษของเซียนที่ตัดเหล็กได้ดุจตัดโคลนเช่นกัน
"ศิษย์จะใช้ของวิเศษหั่นขอรับ!"
ชิงซู่เอียงคอมองเล็กน้อย ก่อนจะหันหลังเดินไปนั่งบนเก้าอี้ที่แกะสลักอย่างประณีตตัวนั้น นางนั่งไขว่ห้าง มือข้างหนึ่งเท้าคาง รอคอยให้หลี่ผิงอันโชว์ฝีมืออย่างเงียบๆ
หลี่ผิงอันค้นหาในบรรดาของวิเศษเก็บของอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะหยิบแบบแปลนสีเหลืองซีดแผ่นหนึ่งออกมา
เวลาว่างเขาเคยออกแบบถ้ำบำเพ็ญเพียรเอาไว้สองสามแบบ ตอนนี้ก็พอดีนำมาใช้ได้เลย
พูดจบก็ลงมือทำ เริ่มงานทันที
หลี่ผิงอันกินโอยะฟื้นฟูพลังเวทล่วงหน้าไปหนึ่งเม็ด สัมผัสวิญญาณแทรกซึมเข้าไปตามรอยแยกของภูเขา รับรู้ถึงโครงสร้างการรับน้ำหนักของภูเขา ทำเครื่องหมายไว้ตามจุดต่างๆ เตรียมขยายพื้นที่ออกไปโดยอาศัยโครงสร้างถ้ำเดิมที่มีอยู่
จากนั้นมือซ้ายถือกระบี่ มือขวาจับหอก เริ่มก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างหนัก
ของวิเศษระดับเซียนทั้งสองชิ้นนี้ หลี่ต้าจื้อล้วนเป็นคนหามาให้ลูกชายไว้ป้องกันตัว ติดตามหลี่ผิงอันออกไปข้างนอกหนึ่งรอบ กลับไม่มีโอกาสได้แสดงอิทธิฤทธิ์ในการต่อสู้เลยแม้แต่น้อย พอกลับมาที่ภูเขาก็ดันกลายเป็นอุปกรณ์ก่อสร้างไปเสียแล้ว...
โชคดีที่ของวิเศษระดับเซียนทั้งสองชิ้นนี้ยังไม่มีจิตวิญญาณ
ชิงซู่มองดูเงาร่างอันยุ่งเหยิงของศิษย์ตนเอง ดวงตาก็ค่อยๆ ปิดลง
ก่อนหน้านี้นางเข้าร่วมการแย่งชิงสมบัติที่โบราณสถานทะเลตะวันออก ต่อสู้กับผู้คนติดต่อกันหลายวัน จากนั้นก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส หลบหนี เก็บตัวบำเพ็ญเพียร ทะลวงระดับความก้าวหน้า ไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่มาโดยตลอด จิตวิญญาณดั้งเดิมจึงเหนื่อยล้ามาตั้งนานแล้ว
หลี่ผิงอันเคลื่อนไหวคล่องแคล่วขึ้นเรื่อยๆ เขาขนหินก้อนใหญ่ๆ ออกมาจากภูเขาอย่างต่อเนื่อง เสาหินค้ำยันหลายต้นก็ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
เมื่อราตรีกาลมาเยือน ถ้ำบำเพ็ญเพียรตามที่หลี่ผิงอันวาดฝันไว้ก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว
ชิงซู่งอขาทั้งสองข้าง ร่างกายสูงโปร่งหดตัวอยู่ในเก้าอี้ ก่อนจะค่อยๆ หลับสนิทไป
——ก่อนถึงขั้นเซียนทองคำ วิธีฟื้นฟูพลังจิตที่ดีที่สุดของผู้บำเพ็ญเพียรก็คือการนอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่ รองลงมาคือการทำสมาธิที่ไม่ใช่เพื่อการรู้แจ้ง
หลี่ผิงอันยกฉากกั้นมาบังไว้ตรงหน้าท่านอาจารย์ เพื่อลดเสียงรบกวนจากเขตก่อสร้างลงสักเล็กน้อย
จากนั้นเขาก็ทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับงานก่อสร้างถ้ำ ทำซ้ำขั้นตอนเดิมๆ อย่างการฟันหิน ตัดหิน ขนหิน และขัดหิน
ค่ำคืนหนึ่งผ่านพ้นไปอย่างเงียบเชียบเช่นนี้
เมื่อแสงอรุณแรกสาดส่องลงบนเปลือกตาอันบางเฉียบของเซียนชิงซู่ ขนตาของนางก็สั่นระริกเบาๆ ก่อนจะลืมตาขึ้นมองไปข้างหน้า
หลี่ผิงอันกำลังเหยียบฝักกระบี่ของเขา ลอยอยู่เหนือพื้นครึ่งจั้ง นั่งยองๆ อยู่หน้าประตูใหญ่สีแดงชาดสองบาน วาดลวดลายหมุดบนนั้นอย่างตั้งใจ
"หืม?"
ชิงซู่ชะงักไปเล็กน้อย
สัมผัสเซียนของนางแข็งแกร่งมาก เพียงแค่มองแวบเดียว ก็เห็นโครงสร้างโดยรวมของถ้ำทั้งหมดแล้ว
ประตูใหญ่ทั้งสองบานและผนังหินที่ฝังประตูบานใหญ่นี้ ล้วนเป็นส่วนที่ยื่นออกมาด้านนอกของถ้ำ ผสมผสานเข้ากับตัวภูเขาทั้งลูกได้อย่างสมบูรณ์แบบ
วัสดุหินที่ประกอบกันเป็นโครงสร้างส่วนนี้ ก็คือก้อนหินทรงสี่เหลี่ยมที่หลี่ผิงอันขนออกมานั่นเอง หินเหล่านี้ถูกหลอมรวมเข้าด้วยกัน จนเกิดผลลัพธ์ที่กลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันอย่างไร้ที่ติ
"ท่านอาจารย์ตื่นแล้วหรือขอรับ?"
หลี่ผิงอันกระโดดลงมาจากฝักกระบี่ พลางพูดกลั้วหัวเราะ "โครงสร้างหลักของถ้ำเสร็จเรียบร้อยแล้วขอรับ รายละเอียดบางอย่างค่อยๆ เติมแต่งทีหลัง ท่านจะเข้าไปดูไหมขอรับ?"
ชิงซู่ขมวดคิ้วพลางกล่าว "นี่เจ้าทำเองหรือ?"
"แม้ศิษย์จะอยู่เพียงขั้นควบแน่นแสง แต่เรื่องขุดภูเขาระเบิดหินก็ยังพอทำได้ ท่านลองดูสิขอรับว่ามีตรงไหนต้องแก้ไขบ้าง ศิษย์จะรีบแก้ให้ทันที"
ชิงซู่เม้มปากขมวดคิ้ว ร่างของนางพริบตาเดียวก็มาปรากฏอยู่ด้านหลังหลี่ผิงอัน นางผลักประตูใหญ่ให้เปิดออกเบาๆ
หลังประตูมีลานกว้างยาวหนึ่งจั้ง ปูด้วยหินสีเขียวอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ตรงกลางมีทางเดินสายเล็กๆ ที่ปูด้วยหินหยกขาวอ่อน
เดินไปตามทางเดินหินหยก ถัดไปก็คือสระบัวแคบยาว สะพานไม้สองสายทอดยาวไปทางซ้ายและขวา มุ่งสู่ห้องโถงใหญ่ของถ้ำบำเพ็ญเพียร
ห้องโถงใหญ่กว้างหกจั้ง มีผนังไม้จำลองคอยบดบังอยู่ทางฝั่งซ้ายและขวา
บนเพดานที่สูงจากพื้นสามจั้งประดับด้วยไข่มุกวิเศษนับสิบเม็ด แสงสว่างจางๆ ที่เปล่งประกายออกมาจากไข่มุก เติมเต็มพื้นที่ครึ่งแรกของถ้ำจนสว่างไสว
เมื่อสำรวจลึกเข้าไปทางด้านหลังห้องโถงใหญ่ ตรงกลางเป็นสระน้ำใสที่ยังไม่ได้ผันน้ำเข้ามา ก้นสระปูด้วยเศษหินวิญญาณที่ใช้การไม่ได้ไว้ชั้นหนึ่งแล้ว
ด้านซ้ายของสระน้ำเป็นห้องเรียน ด้านขวาเป็นห้องฝึกวิชา ลึกเข้าไปอีกถึงจะเป็นไฮไลต์สำคัญ
——หลี่ผิงอันแทบจะขุดเจาะภายในภูเขาลูกเล็กจนกลวงโบ๋ เพื่อสร้างห้องนอนขนาดใหญ่ให้กับท่านอาจารย์ของตน
ตรงกลางห้องนอนมีตาน้ำพุวิญญาณที่อบอวลไปด้วยหมอกเซียน การตกแต่งทุกอย่างล้วนจัดวางหมุนเวียนรอบตาน้ำพุวิญญาณแห่งนี้ เฟอร์นิเจอร์ที่หลี่ต้าจื้อส่งมาให้เมื่อวาน ส่วนใหญ่ก็ถูกเขานำมาจัดวางไว้ที่นี่
ด้านบนสุดของห้องนอนเว้นช่องรับแสงเอาไว้เจ็ดแปดช่อง กลางวันสว่างไสว กลางคืนดูดาว หลี่ผิงอันเตรียมจะย้ายต้นไม้วิญญาณไล่แมลงมาไว้ที่นี่อีกสักสองสามต้น แล้วค่อยทำเปลญวนริมน้ำพุให้ท่านอาจารย์ ตลอดจนทำตู้เสื้อผ้าและชั้นหนังสือเพิ่มอีกสักหน่อย...
สำหรับท่านอาจารย์ของตน ต่อให้ทุ่มเทแรงกายแรงใจมากแค่ไหนก็ถือว่าสมควรแล้ว
"นี่เจ้าทำเองทั้งหมดเลยหรือ?"
ชิงซู่ถามซ้ำอีกครั้ง ดูเหมือนจะไม่ค่อยพอใจนัก
"เอ่อ" หลี่ผิงอันเริ่มรู้สึกกระวนกระวายใจ "นี่แน่นอนว่าเป็นผลงานเล็กๆ น้อยๆ อันต่ำต้อยที่ได้มาจากคำชี้แนะของท่านอาจารย์ขอรับ"
"เก่งจังเลย"
ชิงซู่กล่าวชมเชยเสียงเบา จากนั้นก็ขมวดคิ้วเม้มปาก แล้วลดเสียงต่ำลง
"ข้า... ทำเรื่องพวกนี้ไม่ค่อยเป็นน่ะ"
"ท่านอาจารย์สอนข้าบำเพ็ญมรรคก็พอแล้วขอรับ!"
หลี่ผิงอันถอนหายใจด้วยความโล่งอก หัวเราะพลางกล่าว "ข้าชอบทำงานจิปาถะพวกนี้อยู่แล้วขอรับ"
"อืม" ชิงซู่พยักหน้าเบาๆ ชี้ไปที่ตาน้ำพุพลางกล่าว "ข้าจะไปแช่น้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เจ้าไปรอข้าที่ห้องรู้แจ้งบำเพ็ญเพียรเถอะ เดี๋ยวข้าจะตามไปบรรยายมรรคให้เจ้าฟัง"
หลี่ผิงอันดีใจเป็นล้นพ้นในทันที "ศิษย์น้อมรับคำสั่ง!"
ครึ่งชั่วยามต่อมา
ชิงซู่ปล่อยผมยาวสยายเปียกชุ่ม สวมชุดกระโปรงยาวหลวมสบาย เดินเท้าเปล่าเข้ามาอย่างแช่มช้อย แล้วนั่งลงเบื้องหน้าตัวอักษร 'มรรค'
หลี่ผิงอันปรับสภาพของตนเองจนถึงขีดสุดแล้ว ยามนี้ดวงตาทั้งสองข้างของเขากระจ่างใส จิตวิญญาณปลอดโปร่ง รอคอยให้ท่านอาจารย์ถ่ายทอดวิชามรรคอย่างเงียบๆ
ชิงซู่บีบปลายคางตัวเอง พยายามนึกย้อนว่าท่านอาจารย์ของนางชี้แนะการบำเพ็ญเพียรให้นางอย่างไร ไม่นานนางก็มีความมั่นใจเต็มเปี่ยม
นางกล่าวด้วยความมั่นใจเต็มที่ว่า
"การบรรยายมรรคครั้งแรก ข้าจะอธิบายความรู้แจ้งทั้งหมดตั้งแต่เริ่มบำเพ็ญเพียรจนถึงปัจจุบันให้เจ้าฟัง จากตื้นไปลึก เจ้าเข้าใจได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้น จำไว้ให้ดี ห้ามฝืนตัวเองเด็ดขาด
"จดจำส่วนที่เจ้าไม่เข้าใจเอาไว้ แล้วพวกเราจะเริ่มอธิบายอย่างละเอียดจากตรงจุดที่เจ้าไม่เข้าใจนั่นแหละ"
ไม่พูดถึงเคล็ดวิชาของสำนักหรือ? หลี่ผิงอันชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นก็ทอดถอนใจอย่างสุดซึ้ง
นี่คงเป็นข้อดีของการกราบอาจารย์สินะ
ริมฝีปากบางของชิงซู่เผยอขึ้นเล็กน้อย "เมฆามาจากหนใด? ฟ้าดินเบิกเนตร ความใสขุ่นเริ่มแบ่งแยก..."
...
หกชั่วยามต่อมา
ชิงซู่เดินเท้าเปล่าสำรวจไปทั่วทุกมุมของถ้ำบำเพ็ญเพียร พลางฮัมเพลงท่วงทำนองแผ่วเบา
หลี่ผิงอันนั่งเข้าฌานสมาธิอยู่เบื้องหน้าตัวอักษร 'มรรค' รอบกายห่อหุ้มด้วยพลังเซียนสวรรค์ที่ชิงซู่โปรยปรายออกมา
การถ่ายทอดวิชาอย่างหมดเปลือกและการอธิบายอย่างละเอียดของชิงซู่ ทำให้หลี่ผิงอันได้รับประโยชน์มากมายมหาศาล ความเข้าใจใน "เคล็ดวิชาหมื่นเมฆา" ของเขายกระดับขึ้นถึงสองขั้นโดยตรง
เขาเกิดความรู้แจ้งขึ้นมามากมาย และกำลังทะลวงผ่านระดับขั้นย่อยอย่างต่อเนื่อง
นอกปากถ้ำมีเสียงระเบิดดังขึ้นเบาๆ
แสงเซียนรอบกายชิงซู่สว่างวาบ นางมาปรากฏตัวที่หน้าประตูถ้ำ เอียงคอมองนักพรตวัยกลางคนที่ล้มหน้าคะมำอยู่ตรงปากถ้ำ
นั่นก็คือท่านผู้คุมสายนอก เวยเหยียนจื่อนั่นเอง
"โอ๊ย!"
เวยเหยียนจื่อกุมหน้าผากตะเกียกตะกายลุกขึ้น ขมวดคิ้วโวยวาย
"ทำไมถึงชนเมฆได้ล่ะเนี่ย! เฮ้ย! ขี่เมฆก็หัดดูทางบ้างสิ! บินในสำนักจะรีบไปไหนนักหนา! เซียนชิงซู่ นักพรตเช่นข้าทำเสียงดังรบกวนท่านหรือเปล่า?"
ชิงซู่ส่ายหน้า "ไม่..."
"อ๊า นักพรตเช่นข้าสมควรตายจริงๆ!"
เวยเหยียนจื่อตบหน้าผากตัวเองด้วยความหงุดหงิด
"รบกวนการบำเพ็ญเพียรของเซียนสวรรค์ ดีไม่ดีอาจทำให้พลาดโอกาสรู้แจ้งวิถีอายุวัฒนะ! นักพรตเช่นข้าไม่รู้จริงๆ ว่าควรจะชดเชยให้สหายเต๋าอย่างไรดี! อ้อ ใช่แล้ว นักพรตเช่นข้ามีแบบแปลนค่ายกลคุ้มครองเขาอยู่ที่นี่ ถือซะว่าชดใช้ให้สหายเต๋าก็แล้วกัน! ตรงนี้ยังมีสมบัติสำหรับจัดค่ายกลอีกสองหีบ ถือซะว่าเป็นของกำนัลไถ่โทษให้สหายเต๋าก็แล้วกัน! สหายเต๋าอย่าได้ถือสา! ขอลาตรงนี้ ลาก่อนนะ!"
เวยเหยียนจื่อหันหลังวิ่งหนี ขี่เมฆพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
ชิงซู่มองดูหีบและแบบแปลนค่ายกลที่วางอยู่ตรงหน้า อดไม่ได้ที่จะตกอยู่ในภวังค์ความคิด
ข้างหูของนางแว่วเสียงกำชับของศิษย์น้องหญิงชิงซวี่ขึ้นมาอีกครั้ง 'ศิษย์พี่หญิงชิงซู่ ในสายตาของท่านมีเพียงเรื่องการบำเพ็ญเพียร อยู่ที่ยอดเขาเมฆาสายรุ้งของเราย่อมทำได้ แต่เมื่อออกไปข้างนอกแล้ว ต้องรู้จักผูกมิตรกับผู้คนให้เป็น จิตใจที่คิดระแวงป้องกันผู้อื่นนั้นขาดไม่ได้ ใครๆ ก็ชอบเอาเปรียบคนอื่นทั้งนั้น มีไม่กี่คนหรอกที่จะยอมเสียสละเพื่อผู้อื่นจริงๆ'
ยามนี้ เซียนชิงซู่มีความคิดเห็นขัดแย้งกับคำกำชับของศิษย์น้องหญิงเล็กน้อย
ภายในถ้ำบำเพ็ญเพียรเกิดความผันผวนของพลังวิญญาณขึ้นอีกครั้ง หลี่ผิงอันทะลวงผ่านระดับขั้นย่อยได้อีกหนึ่งขั้นแล้ว