"ภายใต้สภาพแวดล้อมของวิกฤตการเงิน ตลาดต่างประเทศได้รับผลกระทบอย่างหนัก"
"เราได้รับผลกระทบค่อนข้างน้อย แต่เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศก็ลดลงร้อยละยี่สิบหกจุดสาม..."
"ประเทศจีนของเราเป็นประเทศมหาอำนาจที่เปิดกว้างและพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศถึงร้อยละหกสิบ ภายใต้สถานการณ์ที่เลวร้ายเช่นนี้ อุตสาหกรรมการค้าระหว่างประเทศของเราเรียกได้ว่ากำลังเผชิญกับวิกฤตอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน!"
"วิธีรับมือของทางอเมริกาคือการอัดฉีดเงินเข้าระบบ แม้การอัดฉีดเงินจะเป็นการกอบกู้ตลาด แต่ก็เป็นการดึงให้คนทั้งโลกต้องมารับกรรมแทน ดอลลาร์สหรัฐยังคงเป็นผู้นำในยุคโลกาภิวัตน์..."
"อุตสาหกรรมการค้าระหว่างประเทศไม่เพียงแต่ปริมาณการส่งออกจะลดลงครึ่งหนึ่งเท่านั้น แต่ผลกำไรก็ยังดิ่งลงเหว การฟื้นฟูเศรษฐกิจจึงเป็นสิ่งที่ประเทศชาติต้องทำในอนาคตอย่างแน่นอน"
"เพื่อให้เศรษฐกิจจีนไม่ได้รับผลกระทบจากสภาพแวดล้อมโดยรวมจนตกอยู่ในสภาวะยากลำบาก รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเปิดเส้นทางใหม่ควบคู่ไปกับการรัดเข็มขัด และเส้นทางนั้นก็คือการกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศ..."
"..."
ภายในห้องทำงาน
จางเซิ่งนั่งอยู่ตรงข้ามเสิ่นอี้ พลางเปิดเอกสารและอธิบายความหมายของมันให้เขาฟังไปพร้อมกัน
ในตอนแรกใบหน้าของเสิ่นอี้ยังคงมีรอยยิ้มอ่อนโยน ราวกับกำลังดูเรื่องน่าสนใจอะไรบางอย่าง ทว่าในท้ายที่สุด รอยยิ้มก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความเคร่งขรึม กระทั่งตอนที่จางเซิ่งพูดคำว่า 'อุปสงค์ภายในประเทศ' ออกมา รูม่านตาของเสิ่นอี้ก็หดเกร็งวูบ
เขาจ้องมองจางเซิ่งเขม็ง น้ำเสียงแทบจะเค้นออกมาจากลำคอ "ทั้งหมดนี้ ใครเป็นคนบอกนาย!"
บรรยากาศในอากาศพลันเพิ่มความรู้สึกเย็นเยียบขึ้นมาทันที
กลิ่นอายอันน่าอึดอัดลอยวนอยู่ทั่วทั้งห้องทำงาน เสิ่นอี้รู้สึกเย็นสันหลังวาบ หนาวเหน็บไปทั้งตัว
นี่มัน...
ข้อสรุปสุดท้ายที่ได้จากการประชุมของกระทรวงพาณิชย์เมื่อวานนี้
จางเซิ่งเผชิญหน้ากับสายตาของเสิ่นอี้ด้วยรอยยิ้มเพียงเล็กน้อย โดยไม่ได้รับผลกระทบใดๆ แม้แต่น้อย "พวกนี้เป็นข้อมูลสาธารณะบนอินเทอร์เน็ตครับ ถ้าผมพิจารณาในมุมมองระดับผู้นำ หมากตาก้าวต่อไปก็ควรจะต้องทำแบบนี้..."
สีหน้าของเสิ่นอี้ผ่อนคลายลงเล็กน้อย แต่ก็ยังคงไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ เขาพลิกเอกสารดู และสุดท้ายก็หยุดอยู่ที่หน้าท้ายๆ ของแผนงาน สายตาจับจ้องไปที่คำว่า 【เครื่องใช้ไฟฟ้าลงชนบท】
เขาพลิกหน้าถัดไปอีกครั้ง...
เห็นจางเซิ่งอธิบายคำศัพท์ 【เครื่องใช้ไฟฟ้าลงชนบท】 เอาไว้ หลังจากอ่านจบ เขาก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้อย่างฉับพลัน จึงเงยหน้าขึ้นจ้องจางเซิ่ง
"ในแผนงานของอาจารย์ทัง ประโยคที่บอกว่าชนบทล้อมเมือง ก็คือความหมายนี้งั้นเหรอ?"
"ใช่ครับ ในเมือง รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าหลายแห่งถึงจุดอิ่มตัวแล้ว แต่ในชนบท โดยเฉพาะตามต่างจังหวัดที่ห่างไกล ตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ายังคงใหญ่มาก เราต้องไปบุกเบิกตลาดที่นั่น..."
"แผนงานที่นายเขียนขึ้นมา ก็เพื่อให้แบตเตอรี่สามารถ..."
"ใช่ครับ ผมหวังว่าแบตเตอรี่ของอาจารย์ทังของเรา จะได้อาศัยเกาะกระแสไปกับนโยบายของรัฐบาล!"
"แล้วนายจะแก้ปัญหารถจักรยานยนต์ไฟฟ้ายังไง? แบตเตอรี่ก็ต้องติดตั้งกับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า จางเซิ่ง ฉันลองคุยกับบางแบรนด์ดูแล้ว แต่แบรนด์พวกนั้นไม่น่าจะใช้แบตเตอรี่ของอาจารย์ทัง... อีกอย่างนะ จางเซิ่ง ฉันรู้ว่านายฉลาดมาก แต่ฉันหวังว่านายจะเข้าใจ ฉันไม่สามารถใช้อำนาจเส้นสายบางอย่างไปบังคับให้แบรนด์ทำอะไรได้ นี่คือเส้นตาย ฉันล้ำเส้นไม่ได้..." เสิ่นอี้จ้องมองจางเซิ่งด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึมยิ่งขึ้น
"อาจารย์เสิ่น ผมไม่เคยมีความคิดที่จะให้อาจารย์ล้ำเส้นเลยนะครับ..."
"แล้วนายหมายความว่ายังไง..."
"อาจารย์ทังจะไปตามหาแบรนด์รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ไปต่อไม่รอดในเมืองใหญ่ ผมจะช่วยอาจารย์ทังคัดกรองความคุ้มค่าของแบรนด์รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเหล่านี้ ถึงตอนนั้น เราจะสามารถทำการทดสอบทั้งในด้านธุรกิจและเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อให้แบรนด์รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่เรารวมเข้าด้วยกันมีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและปลอดภัยยิ่งขึ้น..." จางเซิ่งมองเสิ่นอี้
เสิ่นอี้ไม่พูดอะไร เพียงแค่พลิกดูเอกสารต่อไป
จางเซิ่งก็ไม่รีบร้อน เขารินชาให้ตัวเองหนึ่งถ้วย แล้วจิบอย่างช้าๆ
เวลาผ่านไปทีละน้อย ประมาณสิบกว่านาทีให้หลัง เสิ่นอี้ก็หลับตาลงและนวดคลึงหว่างคิ้ว
เขาถอนหายใจออกมา "แผนงานของนายนี่ เขียนให้มันละเอียดกว่านี้หน่อยได้ไหม? เขียนมาแค่ครึ่งเดียวทุกที แล้วปล่อยให้พวกฉันเดาต่อเอาเองหรือไง?"
"อาจารย์เสิ่น ผมขออนุญาตถามหน่อยครับ ทางฝั่งภรรยาอาจารย์ มีโครงการนี้อยู่ใช่ไหมครับ?"
"เรื่องพวกนี้ไม่ใช่เรื่องที่นายควรใส่ใจ จางเซิ่ง เอาแบบนี้ นายไม่ต้องปิดบังอะไรแล้ว ทำแผนงานมาให้ฉันอย่างละเอียดและรอบคอบ พรุ่งนี้เอามาให้ฉัน..."
"คืนนี้ผมก็เอาให้คุณได้เลยครับ..."
"ดี!"
จางเซิ่งดื่มชาจนหมด มุมปากปรากฏรอยยิ้ม จากนั้นก็ก้มตัวลงเก็บแผนงานและเอกสาร
ขณะที่เขากำลังจะหันหลังกลับ เขาก็เห็นเสิ่นอี้ถอนหายใจอีกครั้ง "จางเซิ่ง..."
"ครับ อาจารย์เสิ่น?"
"ฉันอยากรู้จริงๆ ว่าในหัวนายมันมีอะไรอยู่กันแน่ ฉันอยากจะงัดออกมาดูซะจริง!"
"อาจารย์เสิ่น คุณไม่ต้องงัดหรอกครับ ผมบอกคุณตอนนี้เลยก็ได้..."
"อะไร?"
"ในหัวผม มีความฝันอันเร่าร้อนราวกับกระแสน้ำเหล็กกล้าบรรจุอยู่ครับ!"
"???"
....................................
พลบค่ำ
ฝนตกอีกแล้ว
ฝนตกหนักราวกับฟ้ารั่ว
อาเคสะพายกีตาร์ กางร่ม เดินมาถึงหน้าประตูเยียนสือฮั่ว เขาอธิบายจุดประสงค์ในการมาเยือนให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยฟัง
แต่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยก็ไม่ยอมให้เขาเข้าไปอยู่ดี
เขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาโทรหาจางเซิ่ง แต่โทรอยู่นานก็ไม่มีใครรับสาย
ดังนั้น...
เขาจึงทำได้เพียงยืนรออยู่หน้าประตู
สายฝนในยามค่ำคืนไม่ได้หยุดลง ซ้ำยังตกหนักและหนาเม็ดขึ้นเรื่อยๆ
เขายืนอยู่ใต้ชายคาราวกับรูปปั้น มองออกไปยังภาพอันเลือนลางท่ามกลางสายฝน
การถูกปฏิเสธแบบนี้ เขาเจอมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว
มีทั้งจากค่ายเพลง บริษัทบันเทิง หรือแม้แต่สตูดิโอบันทึกเสียงระดับสูงหน่อย...
เขาแหงนหน้ามองเมฆดำทะมึนบนท้องฟ้า
ภายใต้ผืนฟ้า มนุษย์เราช่างดูตัวเล็กลงเรื่อยๆ เล็กจ้อยราวกับฝุ่นผง ราวกับถูกลมพัดก็ปลิวหาย ถูกฝนชะล้างก็สลายไป
เขาหัวเราะเยาะตัวเอง
คลุกคลีอยู่ในสังคมที่เต็มไปด้วยคนดีคนเลวปะปนกันมาตั้งหลายปี เขาไม่น่าเชื่อเลยว่านักศึกษาคนหนึ่ง จะยอมควักเงินสองหมื่นหยวนเพื่อซื้อเพลงของเขา
บนโลกนี้ยังมีเรื่องตลกอะไรน่าขันไปกว่านี้อีกไหม?
เสียงฝนที่ตกกระทบลงมา ทำให้จู่ๆ อารมณ์ของเขาก็ดำดิ่งสู่ความสิ้นหวังอย่างถึงที่สุด
แม้ว่าเปลวไฟแห่งความฝันจะร้อนแรงเพียงใด แต่การถูกสายฝนชะล้างซ้ำแล้วซ้ำเล่า การถูกหลอกลวงซ้ำแล้วซ้ำเล่า และศักดิ์ศรีที่ถูกเหยียบย่ำจมดิน ต่างก็คอยตอกย้ำเขาครั้งแล้วครั้งเล่า ให้เขายอมแพ้
เขาเริ่มรู้สึกท้อแท้สิ้นหวังขึ้นมา
แต่ก็ไม่ได้จากไปไหน
เวลาล่วงเลยไปทีละนิด จากห้าโมงเย็นรอจนถึงหนึ่งทุ่ม จากหนึ่งทุ่มก็รอจนถึงสามทุ่ม
เหล่านักศึกษาทยอยเดินกันมา...
มองเขาเหมือนกำลังดูลิง พร้อมกับซุบซิบนินทากับคนข้างๆ เขาจึงปลดกีตาร์ลงมา ท่ามกลางสายตาอันตกตะลึงของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เขาวิ่งออกไปตากฝน พลางดีดกีตาร์ร้องเพลงไปพร้อมกัน
นักศึกษาที่มุงดูเริ่มเยอะขึ้น ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ บางคนคิดว่าเขาบ้าไปแล้ว บางคนคิดว่าเขาอกหัก บางคนก็คิดว่าเขากำลังพิสูจน์อะไรบางอย่าง
แต่เขาไม่สน กลับยิ่งมีแรงบันดาลใจมากขึ้นเรื่อยๆ ถูกฝนสาดกระหน่ำจนเปียกปอน ทว่ายังคงบรรเลงบทเพลงที่ไม่มีใครสนใจต่อไป
สี่ทุ่มตรง
เหล่านักศึกษาก็ค่อยๆ แยกย้ายกันไป
ฝนก็หยุดตกแล้ว
ตัวเขาที่เปียกโชกไปทั้งร่างรู้สึกว่าตัวเองคงถูกหลอกอีกแล้ว
แต่เขาไม่ได้รู้สึกหงุดหงิด เพียงแต่เตือนตัวเองว่า อย่าได้ท้อแท้สิ้นหวังเพียงเพราะเรื่องในครั้งนี้เด็ดขาด
ถูกหลอกมาเป็นร้อยครั้ง มันต้องมีสักครั้งที่ไม่ถูกหลอกสิ!
ถึงจะถูกหลอกมาทั้งร้อยครั้ง ก็ยังมีครั้งที่ร้อยเอ็ด ตราบใดที่เขายังคงกินข้าวลง ยังคงดีดกีตาร์ได้
ความสำเร็จ...
มันจะไปง่ายดายขนาดนั้นได้ยังไง?
จู่ๆ เขาก็รู้สึกภูมิใจในความมุ่งมั่นของตัวเอง และก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น
มันคือความห้าวหาญที่พุ่งทะยานเสียดฟ้า
เขาสะพายกีตาร์ ลูบผมยาวของตัวเอง มองเยียนสือฮั่วแวบหนึ่ง แล้วหันหลังเดินจากไป
ในหัวเต็มไปด้วยบทเพลงที่แต่งขึ้นจากอารมณ์ความรู้สึกเมื่อครู่นี้
ไม่มีชื่อ...
แต่สำหรับเขามันกลับลึกซึ้ง และสลักลึกเข้าไปในจิตใจอย่างยิ่ง
เขาจดจำบทเพลงเหล่านี้เอาไว้...
และในตอนที่เขากำลังจะจากไปนั่นเอง ในที่สุดโทรศัพท์มือถือของเขาก็สั่นขึ้นมา
เขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา เห็นเบอร์ของนักศึกษาคนนั้น
เขารีบรับสายทันที
"มองมาที่หน้าประตูโรงเรียนสิ!"
เขาหันขวับไปมอง จากนั้นก็เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังยืนนิ่งสงบอยู่ข้างป้อมยามหน้าประตูโรงเรียน และกำลังมองมาที่เขา
เขาชะงักไป
จากนั้นก็วางโทรศัพท์ลง แล้วเดินตรงไปยังชายหนุ่มคนนั้น
ชายหนุ่มมองเขาแวบหนึ่ง ดูเหมือนจะไม่รู้สึกแปลกใจอะไร แต่กลับหยิบผ้าขนหนูออกมาให้เขาเช็ดตัว
"ความรู้สึกตอนร้องเพลงตากฝนเป็นไงบ้าง?"
"ดีมาก!"
"อ้อ ถ้างั้นก็ดีแล้ว ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าซะเถอะ"
"ไม่ต้องหรอก ผมอยากถามหน่อย เรื่องที่คุณพูดกับผมเมื่อตอนเช้ามืดวานนี้ คุณพูดจริงเหรอ?"
"ผมไม่ชอบหลอกใคร โดยเฉพาะคนบ้าศิลปะที่มีความสุดโต่งฝังรากลึกอยู่ในสายเลือดแบบคุณ..."
"งั้น..."
"เซ็นสัญญาฉบับนี้ เอาหมายเลขบัญชีธนาคารมาให้ผม ผมจะโอนเงินมัดจำส่วนหนึ่งไปให้ พรุ่งนี้เช้าเจ็ดโมง คุณมาที่นี่ให้ตรงเวลา ผมจะพาคุณไปเจอใครคนหนึ่ง..."
"..."
เขาเห็นชายหนุ่มหยิบสัญญาออกมาฉบับหนึ่ง จากนั้นก็ยังคงมองเขาด้วยความสงบ
เดิมทีเขากำลังจะรับสัญญามา แต่เพราะมือเปียกมาก จึงเช็ดมือให้แห้งลงหน่อย
เมื่อเขารับสัญญามาแล้ว เขาก็เห็นชายหนุ่มคนนี้หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรออก "ผู้กำกับเคอ ผมหาเพลงประกอบสารคดีได้แล้วครับ... คุณตัดต่อตัวอย่างสารคดีให้เสร็จ แล้วเอามาให้ผมดูหน่อย พวกคุณถึงหน้าประตูโรงเรียนแล้วเหรอ? โอเคครับ งั้นผมรอพวกคุณอยู่หน้าประตูนี่แหละ"
เขาเห็นชายหนุ่มวางสาย
ไม่นานนัก ก็มีกลุ่มนักศึกษาปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตูโรงเรียน
เขาเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งพาเด็กนักศึกษากลุ่มนี้เดินเข้ามา
เขามองชายหนุ่มคนนี้...
ก่อนหน้านี้รู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาอยู่บ้าง แต่ตอนนี้...
เขาถึงกับอึ้งไป!
จากนั้นก็เบิกตากว้าง
"คุณคือเคอจ่านชื่อ ผู้กำกับเคอเหรอ?"
....................................
ดึกสงัด
เสิ่นอี้กลับถึงบ้านด้วยความอ่อนล้าเล็กน้อย
สวี่หลินหลิน ภรรยาของเขากำลังคุยโทรศัพท์อยู่
ช่วงนี้กระทรวงพาณิชย์มีงานเยอะมาก ในฐานะที่ภรรยาเป็นหนึ่งในผู้รับผิดชอบโครงการบางอย่าง จึงไม่อาจหลีกเลี่ยงที่จะต้องยุ่งจนหัวปั่น
เขาไม่ได้นอนเหมือนอย่างเคย แต่กลับนั่งรออยู่นาน
รอจนกระทั่งภรรยาคุยโทรศัพท์เสร็จ เขาจึงมองไปที่สวี่หลินหลินผู้เป็นภรรยา
"ผมส่งต่ออีเมลฉบับหนึ่งไปให้คุณ ในอีเมลเป็นแผนงานฉบับหนึ่ง..."
"ฉันเข้าใจคุณมากนะ แต่เสิ่นอี้ ฉันขอบอกคุณอย่างจริงจังเลยว่าตอนนี้ฉันยุ่งมาก ไม่มีทางช่วยคุณดูข้อเรียกร้องของแบรนด์พวกนั้นได้จริงๆ... ฉันหวังว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามขั้นตอน โอเคไหม?"
วันนี้อารมณ์ของสวี่หลินหลินผู้เป็นภรรยาไม่ค่อยดีนัก แต่ก็ยังคงเก็บอารมณ์ไว้ขณะมองเสิ่นอี้
"ไม่ใช่ของทางแบรนด์หรอก แต่เป็นแผนงานฉบับหนึ่ง คุณลองอ่านตัวอักษรไม่กี่คำแรกดูก่อน..."
สวี่หลินหลินขมวดคิ้ว
ในใจยิ่งหงุดหงิดมากขึ้นไปอีก แต่พอเห็นสีหน้าของเสิ่นอี้ผู้เป็นสามีแล้ว เธอก็ยังคงข่มอารมณ์เอาไว้ เดินไปที่หน้าคอมพิวเตอร์และเปิดอีเมลดู
จากนั้น...
เธอก็เห็นข้อความบรรทัดหนึ่ง
สีหน้าที่เดิมทีดูไม่ใส่ใจนัก พลันแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาทันที
จากนั้นก็จ้องมองเสิ่นอี้เขม็ง แววตาแทบจะเย็นเยียบ "แผนงานฉบับนี้ คุณไปเอามาจากไหน!"
"นักศึกษาคนหนึ่งเป็นคนเขียน"
สวี่หลินหลินสูดลมหายใจเข้าลึกๆ "ฉันอยากฟังความจริง!"
"นี่แหละความจริง!"
"บอกฉันมา นักศึกษาของคุณเป็นใครมาจากไหน? แผนงานฉบับนี้ จะเป็นฝีมือของนักศึกษาได้ยังไง!"
"ถึงมันจะแปลกประหลาดจนยากจะเชื่อ แต่ความจริงก็เป็นแบบนี้..."
"โครงการนี้เพิ่งจะตัดสินใจกันได้หลังประชุมเสร็จวันนี้เองนะ พอประชุมเสร็จปุ๊บ แผนงานก็ถูกเขียนออกมาปั๊บ... ในนี้มัน... เหล่าเสิ่น คุณบอกฉันมาตามตรงนะ คุณไปล้ำเส้นอะไรมาหรือเปล่า คุณอย่ารนหาที่ตายนะ!"
"ผมเปล่า ผมขอย้ำอีกครั้งว่าผมไม่ได้พูดอะไรเลย และผมก็ไม่รู้อะไรทั้งนั้น!"
เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของเสิ่นอี้แล้ว สีหน้าของสวี่หลินหลินก็เริ่มเคร่งเครียดมากยิ่งขึ้น
เธอหันหน้ากลับไป จ้องมองแผนงานฉบับนี้ มองดูตัวอักษรทุกตัวในแผนงาน...
ความรู้สึกอกสั่นขวัญแขวนยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น!
แผนงานฉบับนี้ เดิมทีมันคือสิ่งที่เธอต้องเป็นคนเขียนต่างหาก!
เธอหลับตาลง
จากนั้นก็เริ่มสงบสติอารมณ์ลงทีละน้อย
"ฉันขอเจอหน้านักศึกษาของคุณคนนี้หน่อยได้ไหม?"
"พรุ่งนี้ผมจะลองนัดเขาดู"
"ตกลง!"







