"เครื่องเล่นแผ่นเสียงเครื่องนี้ราคาเท่าไหร่? ผมซื้อ!"
หลี่ป้านเฟิงถูกใจเครื่องเล่นแผ่นเสียงรุ่นนี้ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น แค่บอกว่าขับเคลื่อนด้วยไอน้ำ อุปกรณ์กลไกที่ประณีตขนาดนี้ ต่อให้อยู่ในเยว่โจวก็ยังหาดูไม่ได้
หากนำกลับไปเยว่โจวแล้วขายเป็นของสะสม จะต้องทำกำไรได้มหาศาลแน่ ถึงจะไม่ขายแต่เก็บไว้เอง ก็ยังเป็นของดีที่ทำให้รู้สึกชื่นใจ
เถ้าแก่เฝิงเช็ดเครื่องเล่นแผ่นเสียง สีหน้าแฝงความเสียดาย "นี่เป็นงานทำมือจากประเทศอามีข่าน ในแคว้นผู่หลัวมีแค่สองเครื่องเท่านั้น ใจจริงฉันไม่อยากขายเลย"
หลี่ป้านเฟิงฟังความหมายของคำพูดนี้ออก นี่คือต้องการโก่งราคา
"เถ้าแก่เฝิง เสนอราคามาเลย"
เถ้าแก่เฝิงนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนชูนิ้วขึ้นมาสองนิ้ว
อ้วนน้อยเบิกตาโพลง "สองหมื่นเหรอ?"
เถ้าแก่เฝิงส่ายหน้า "ธนบัตรแคว้นหวน สองแสน!"
"สองแสน!" อ้วนน้อยเผยรอยยิ้มที่ไม่เข้าใจเอาเสียเลย "เถ้าแก่ คุณเห็นพวกเราเป็นไอ้งั่งจริงๆ สินะ"
เถ้าแก่เฝิงกล่าว "ของมันคุ้มค่าสมราคา เรื่องนี้ต่อรองไม่ได้จริงๆ!"
หลี่ป้านเฟิงมองเครื่องเล่นแผ่นเสียงเครื่องนั้น
ตู้ไม้แดงทรงโบราณ ด้านบนตู้มีลำโพงทองเหลืองสามดอก ปากลำโพงด้านขวายังคงพ่นไอน้ำออกมาอย่างช้าๆ
"ดอกไม้ในป่าร่วงโรย แม้แต่หัวใจก็ถูกฝังกลบ วันหน้าเมื่อนางแอ่นวสันต์หวนคืน กายาจะอยู่ที่ใด~~"
ท่วงทำนองจับใจยังคงดังก้องอยู่ข้างหู หลี่ป้านเฟิงยิ่งอยากซื้อเครื่องเล่นแผ่นเสียงเครื่องนี้มากขึ้นไปอีก
แต่เงินสองแสน มันช่างห่างไกลจากหลี่ป้านเฟิงเหลือเกิน
ค่าเทอมและค่าครองชีพเขาเป็นคนทำงานหามาเอง ชาตินี้หลี่ป้านเฟิงยังไม่เคยมีทรัพย์สินเกินหนึ่งหมื่นเลยด้วยซ้ำ
เขาปรายตามองฉินอ้วนน้อย ฉินอ้วนน้อยเบิกตาโพลงพลางพูดว่า "มองฉันทำไม? ชาตินี้ฉันไม่เคยเห็นเงินเยอะขนาดนั้นหรอกนะ ในหมู่บ้านของฉัน เงินสองแสนนี่พอสร้างบ้านได้เลยนะ!"
เคียวเล่มละห้าร้อย สร้างบ้านสองแสน?
พูดเล่นหรือเปล่า?
แน่นอนว่าเคียวเล่มนี้ไม่ใช่ของธรรมดา และบ้านที่ฉินอ้วนน้อยพูดถึงก็ไม่รู้ว่าเป็นสถานที่แบบไหน
สายตาของหลี่ป้านเฟิงไม่เคยละไปจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงเลย ตามการประเมินของเขา หากอยู่ในเยว่โจว เครื่องเล่นแผ่นเสียงเครื่องนี้ต้องขายได้ห้าแสนแน่ๆ หลี่ป้านเฟิงมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมกับการลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต เขาจ้องมองเถ้าแก่ ยืดหยัดแผ่นหลังให้ตรงแล้วพูดว่า "เก็บเครื่องเล่นแผ่นเสียงเครื่องนี้ไว้ให้ผม ผมซื้อแน่นอน!"
เถ้าแก่เฝิงมองแววตาของหลี่ป้านเฟิง รู้สึกว่าคำพูดประโยคนี้ดูเหมือนจะมีน้ำหนักเป็นพิเศษ
เขารู้สึกว่าหลี่ป้านเฟิงจะซื้อเครื่องเล่นแผ่นเสียงเครื่องนี้ไปจริงๆ
"ตกลง ฉันจะเก็บไว้ให้คุณ" เถ้าแก่รับคำ
ผมซื้อแน่นอน!
คำพูดประโยคนี้มีน้ำหนักเป็นพิเศษสำหรับหลี่ป้านเฟิงจริงๆ
ตอนอยู่ในสถานสงเคราะห์ เวลาเห็นเด็กข้างนอกกินไอศกรีมแท่ง เขาเคยพูดว่า ผมจะซื้อให้ได้แน่นอน
ตอนเรียนมัธยมต้น เวลาเห็นรองเท้าบาสเกตบอลของเพื่อนร่วมชั้น เขาเคยพูดว่า ผมจะซื้อให้ได้แน่นอน
ตอนเรียนมหาวิทยาลัย เวลาเห็นโทรศัพท์มือถือของเพื่อนร่วมชั้นคนอื่นๆ เขาเคยพูดว่า ผมจะซื้อให้ได้แน่นอน
ไอศกรีมแท่งก็ซื้อแล้ว รองเท้าบาสเกตบอลก็ซื้อแล้ว โทรศัพท์มือถือก็ซื้อแล้ว
เครื่องเล่นแผ่นเสียงเครื่องนี้ก็ต้องซื้อมาให้ได้แน่นอน
"พี่น้อง รีบไปเถอะ! จะไม่ทันแล้ว!"
ฉินอ้วนน้อยดึงหลี่ป้านเฟิงออกจากร้านของชำเฝิงจี้ ลูกจ้างถอนหายใจพลางกล่าว "เถ้าแก่ ของชิ้นนี้จะขายออกเมื่อไหร่เนี่ย?"
เถ้าแก่ครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าว "ฉันรู้สึกว่าคนแซ่หลี่เมื่อกี้ น่าจะมีใจอยากซื้อจริงๆ"
"มีใจอย่างเดียวจะมีประโยชน์อะไร?" ลูกจ้างส่ายหน้าติดๆ กัน "อย่าว่าแต่สองแสนเลย ฉันดูแล้ว บนตัวเขาแม้แต่ยี่สิบก็ยังควักออกมาไม่ได้ด้วยซ้ำ!"
……
อ้วนน้อยไปที่บ้านช่างตีเหล็กครอบครัวหนึ่ง แล้วซื้อขวานมาหนึ่งเล่ม
ด้ามขวานรวมกับหัวขวาน มีความยาวเจ็ดสิบเซนติเมตร
หลี่ป้านเฟิงขมวดคิ้ว "นายจะเอาของสิ่งนี้ขึ้นเขาไปด้วยเหรอ?"
"ฉันได้ยินมาว่าคนที่กล้าขึ้นภูผาหมอกขม ล้วนเป็นคนเหี้ยม เอาขวานเล่มนี้ไปด้วย อย่างน้อยก็ขู่ให้ถอยไปได้ครึ่งหนึ่งแล้ว"
อ้วนน้อยถือขวาน แล้วไปซื้อเสบียงแห้งที่ตลาดอีกยี่สิบชั่ง กรอกน้ำใส่กระติกน้ำใบใหญ่สองใบ จ้างรถม้าคันหนึ่ง พาหลี่ป้านเฟิงมุ่งหน้าไปทางตะวันตกตลอดทาง เพื่อไปยังภูผาหมอกขม
เดินทางมาเต็มๆ หนึ่งวัน เสบียงแห้งยี่สิบชั่ง หลี่ป้านเฟิงกินไปไม่ถึงหนึ่งชั่ง ฉินอ้วนน้อยกินไปเกือบครึ่ง
กลางดึก ทั้งสองมาถึงบริเวณใกล้เคียงภูผาหมอกขม
หลี่ป้านเฟิงทอดสายตามองไปไกล เห็นเพียงความมืดมิดยามค่ำคืนที่เลือนราง ไม่เห็นว่าจะมีภูเขาเลย
อ้วนน้อยหาโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง และเช่าเตียงสองที่ในห้องนอนรวม
ตัวเขาเองก็รู้สึกว่าการนอนห้องรวมดูซอมซ่อไปหน่อย จึงอุตส่าห์อธิบายให้หลี่ป้านเฟิงฟังว่า
"ฉันก็อยากได้ห้องเดี่ยวเหมือนกัน แต่ร้านเฮงซวยนี่ก็ดันขึ้นราคา ห้องหนึ่งตั้งร้อยนึง เตียงในห้องรวมแค่ยี่สิบ พวกเราพี่น้องเบียดๆ กันหน่อยก็แล้วกัน"
หลี่ป้านเฟิงไม่เรื่องมาก เขาล้มตัวลงนอนบนเตียง แล้วแกล้งทำเป็นหลับ
ห้องนอนรวม เตียงไม้กระดานแผ่นใหญ่ที่ต่อกัน มีคนเบียดเสียดกันอยู่ยี่สิบกว่าคน ทั้งคนกรน คนนอนกัดฟัน คนละเมอ มีเสียงสารพัด
รอจนอ้วนน้อยหลับสนิท หลี่ป้านเฟิงก็แอบย่องออกจากโรงเตี๊ยม เอาลูกกุญแจไปซ่อนไว้ในป่าละเมาะข้างนอก แล้วเข้าไปในเรือนติดตัว
ยังไงห้องของตัวเองก็ดีกว่า
ตั้งแต่อยู่สถานสงเคราะห์จนเรียนจบมหาวิทยาลัย หลี่ป้านเฟิงไม่เคยมีห้องเป็นของตัวเองเลย มาวันนี้ต่อให้นอนบนพื้นอันเย็นเฉียบ เขาก็รู้สึกสบายใจ
ครั้งนี้ไม่ได้นอนเพลิน พอหลี่ป้านเฟิงออกมาจากเรือนติดตัว ฟ้าก็เพิ่งจะสาง
อ้วนน้อยก็ตื่นเช้า กำลังมองหาหลี่ป้านเฟิงไปทั่ว "พี่หลี่ นายไปไหนมา?"
หลี่ป้านเฟิงตอบส่งเดชไปประโยคหนึ่ง "ไปฉี่มา พี่อ้วน พวกเราจะนอนต่ออีกหน่อยไหม?"
อ้วนน้อยร้อนใจแล้ว "ยังจะนอนอะไรอีก รีบขึ้นเขาได้แล้ว"
หลี่ป้านเฟิงเดินตามอ้วนน้อยไปทางทิศตะวันตก เดินมาหนึ่งชั่วโมงแล้ว ที่ไกลออกไปมีหมอกลงจัด แต่ก็ยังมองไม่เห็นเงาของภูเขาเสียที
ระหว่างทางมีคนร่วมทางไม่น้อย อ้วนน้อยถือขวาน แบกเสบียงแห้ง กวาดตามองรอบด้านอย่างระแวดระวัง
ชายหัวโล้นคนหนึ่ง อายุสามสิบกว่าปี หางตาซ้ายมีรอยแผลเป็น กำลังรีบเร่งเดินทางไปข้างหน้า แล้วชนเข้ากับตัวของอ้วนน้อยจากด้านหลังพอดิบพอดี
อ้วนน้อยเซถลา เกือบจะล้มลง เขาเงยหน้ามองชายหัวโล้นคนนั้น
ชายหัวโล้นแววตาดุร้าย หันกลับมามองฉินอ้วนน้อย "ตาบอดหรือไง? ไม่รู้เหรอว่าตัวเองขวางทางอยู่?"
อ้วนน้อยฉุนขาดขึ้นมาทันที "มึงชนกู แล้วมึงยังกล้าด่ากูอีกเหรอ?"
ชายหัวโล้นก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว "ด่ามึงแล้วทำไม? กูยังไม่ได้กระทืบมึง มึงคันหนังนักใช่ไหม?"
อ้วนน้อยยกขวานขึ้นมา แกว่งไปมาตรงหน้าชายหัวโล้น
ชายหัวโล้นถ่มน้ำลาย ชักมีดพร้าที่ยาวกว่าหนึ่งฟุตออกมาจากเอว
หลี่ป้านเฟิงมองดูเงียบๆ อยู่ด้านข้าง มือขวากุมด้ามเคียวเล่มเล็กไว้อย่างแนบเนียน
เคียวเล่มเล็กอยู่ในกระเป๋าเสื้อ ชายหัวโล้นกับอ้วนน้อยล้วนไม่ทันสังเกต
ชายวัยสามสิบต้นๆ คนหนึ่ง หวีผมแสกกลาง สวมแว่นกรอบทอง ใส่ชุดสูทลายสก็อตสีเทา เดินเข้ามาใกล้อ้วนน้อยกับชายหัวโล้น
"ทั้งสองท่าน มีแรงก็เอาไปใช้บนเขาเถอะ จะมาอวดเก่งกันตรงนี้ทำไม?"
พูดตามตรง อ้วนน้อยไม่ได้อยากมีเรื่อง เขาก็รีบขึ้นเขาไปเก็บดอกไม้เหมือนกัน เพียงแต่เสียหน้าไม่ได้ก็เท่านั้น
ชายหัวโล้นคนนั้นมองแว่นกรอบทอง แล้วเก็บมีดลงไป ทั้งสองฝ่ายต่างหาทางลงให้ตัวเอง เรื่องนี้จึงถือว่าแล้วกันไป
ชายหัวโล้นเดินทางต่อ อ้วนน้อยก็เก็บขวานเช่นกัน
แว่นกรอบทองพูดเสียงเบากับอ้วนน้อย "พี่น้อง ขึ้นเขาครั้งแรกสินะ?"
ฉินอ้วนน้อยแค่นหัวเราะ "ภูผาหมอกขมนี่ ฉันมาเดินไม่รู้ตั้งกี่รอบแล้ว จะเป็นครั้งแรกได้ยังไง!"
เขาเพิ่งมาเป็นครั้งแรกนั่นแหละ แต่จะแสดงความขลาดเขลาต่อหน้าคนอื่นไม่ได้
แว่นกรอบทองยิ้ม "ไม่ว่าจะเป็นครั้งแรกหรือไม่ ฉันขอเตือนนายสักประโยค ไอ้หัวโล้นนั่นไม่ใช่คนดีหรอก พอถึงบนเขาต้องหาทางเล่นงานนายทีเผลอแน่"
อ้วนน้อยถ่มน้ำลาย "ฉันกลัวมันหรือไง?"
แว่นกรอบทองยักคิ้ว "หอกโจ่งแจ้งหลบง่าย ศรซุ่มยิงป้องกันยาก อย่าว่าแต่นายเลย ฉันเองเมื่อกี้เพราะปากพล่อยไปหน่อย พอถึงบนเขาเผลอๆ อาจจะต้องเสียเปรียบมันด้วยซ้ำ"
"ยังไงฉันก็ไม่กลัวหรอก" ตอนที่พูดประโยคนี้ อ้วนน้อยกำขวานไว้แน่น
แว่นกรอบทองมองหลี่ป้านเฟิงอีกครั้ง หลี่ป้านเฟิงก้มหน้าไม่พูดจา ดูแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นคนซื่อสัตย์
ทั้งสามคนเดินไปด้วยกันครู่หนึ่ง เบื้องหน้ามองเห็นธงหลายผืนอย่างเลือนราง
มีสีเหลือง สีเขียว และก็มีสีม่วง
หลี่ป้านเฟิงถามขึ้น "ธงพวกนี้เป็นของใครเหรอ?"
อ้วนน้อยถลึงตาใส่หลี่ป้านเฟิง เพื่อเตือนหลี่ป้านเฟิงว่าอย่าแสดงความขลาดเขลาออกมา
เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าธงพวกนี้มาจากไหน แต่พอหลี่ป้านเฟิงเปิดปากถามแบบนี้ ก็เท่ากับบอกให้คนอื่นรู้ว่าตัวเองเพิ่งเคยขึ้นเขาเป็นครั้งแรก
ความจริงแว่นกรอบทองมองออกตั้งนานแล้วว่าพวกเขาเพิ่งเคยขึ้นเขาเป็นครั้งแรก เขามองธงเหล่านั้นแล้วกระซิบว่า "ตระกูลไป๋ ตระกูลหวง ตระกูลหลู่ ตระกูลหลิว คนของโรงโอสถใหญ่ๆ มากันหมดเลย"
ชื่อเสียงของโรงโอสถเหล่านี้ อ้วนน้อยพอจะเคยได้ยินมาบ้าง แต่เขาไม่เข้าใจว่าคนของโรงโอสถพวกนี้จะมาที่นี่ทำไม
เก็บดอกเบญจมาศลายงูมาแล้ว ย่อมต้องเอาไปขายให้โรงโอสถ พวกเขาก็แค่รอทำธุรกิจอยู่ที่บ้านก็พอ จะวิ่งมาเฝ้าที่ตีนภูผาหมอกขมทำไม?
แว่นกรอบทองรู้ต้นสายปลายเหตุในเรื่องนี้ แต่ไม่ได้พูดออกมาตรงๆ "เพื่อนทั้งสอง พวกเราอย่าเดินไปข้างหน้าเลย รอฟังข่าวอยู่ตรงนี้แหละ"
"รอฟังข่าว?" อ้วนน้อยขมวดคิ้ว "รออะไรอยู่ตรงนี้? ดอกเบญจมาศลายงูบานแค่วันเดียว รอเพิ่มอีกนาที ก็เก็บดอกไม้ได้น้อยลงดอกนึงนะ"
แว่นกรอบทองส่ายหน้า ชักพัดจีบออกมาจากเอว "นายรู้เหรอว่าดอกเบญจมาศลายงูจะบานตอนไหน?"
อ้วนน้อยพูดเสียงดังฟังชัด "ก็บานวันนี้นี่แหละ!"
แว่นกรอบทองโบกพัดจีบ พูดอย่างเนิบนาบว่า "บานวันนี้ก็จริง แต่เวลาที่บานมันไม่แน่นอน"
"ตอนเช้าตรู่ก็คือวันนี้ ตอนเที่ยงก็คือวันนี้ พอถึงตอนพลบค่ำก็ยังเป็นวันนี้ ถ้านายขึ้นเขาไปตอนนี้ หากต้องรอจนถึงตอนพลบค่ำกว่าดอกไม้จะบาน จะไม่เท่ากับว่าต้องสูดหมอกพิษเข้าไปฟรีๆ ทั้งวันเลยเหรอ?"
อ้วนน้อยยิ้มเยาะ "ฉันมีตบะ ไม่กลัวหมอกพิษหรอก"
"รู้ว่านายมีตบะ แต่ถึงจะมีตบะ ก็จะมาสิ้นเปลืองไปเปล่าๆ ไม่ได้" แว่นกรอบทองมองไปยังหมอกหนาทึบที่อยู่ไกลออกไป
"หมอกบนภูผาหมอกขม คนธรรมดาสูดดมเข้าไปต่อเนื่องสามชั่วโมง เกรงว่าคงเอาชีวิตไม่รอด"
"ผู้บำเพ็ญที่เพิ่งเข้าสู่ประตูมรรค ยังไม่มีระดับชั้น อย่างมากก็ต้านทานได้แค่เจ็ดแปดชั่วโมง ดูจากร่างกายที่กำยำของนาย น่าจะเป็นผู้บำเพ็ญสายอาหารสินะ?"
อ้วนน้อยไม่ส่งเสียง วิถีมรรคและตบะของผู้บำเพ็ญคนหนึ่ง เดิมทีก็ไม่ควรเปิดเผยให้คนอื่นรู้อยู่แล้ว
แว่นกรอบทองยิ้มพลางกล่าว "ถ้าเป็นผู้บำเพ็ญสายอาหาร กินอิ่มดื่มพอ ก็ต้านทานได้เป็นสิบชั่วโมง"
"รอให้ดอกไม้บานแล้วค่อยขึ้นเขา ขอแค่หาที่ถูก เก็บสักเจ็ดแปดสิบดอกก็ไม่ใช่เรื่องยาก"
เจ็ดแปดสิบดอก ดอกละแปดสิบห้า คำนวณดูแล้วน่าจะหาเงินได้หกพันกว่า
อ้วนน้อยได้ยินดังนั้นก็รีบเดินไปข้างหน้า แว่นกรอบทองหุบพัดจีบ ขวางอ้วนน้อยไว้ ขมวดคิ้วกล่าวว่า "ก็บอกนายแล้วไง ว่าตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา รอให้ดอกไม้บานแล้วค่อยขึ้นเขา คนวู่วามอย่างนาย แต่ละปีตายบนเขาไปไม่รู้ตั้งเท่าไหร่"
อ้วนน้อยพูดอย่างมีน้ำโห "นายรู้เหรอว่าดอกไม้มันจะบานตอนไหน?"
แว่นกรอบทองใช้พัดชี้ไปที่ธงที่อยู่ไกลออกไป "ฉันไม่รู้ แต่พวกเขารู้ แต่ละปีโรงโอสถจะจ้างคนเบิกทางสองคนขึ้นไปบนเขา"
"พอพบว่าดอกไม้บานแล้ว ก็จะส่งสัญญาณ จากนั้นโรงโอสถก็จะส่งคนขึ้นเขา ถึงตอนนั้นพวกเราก็แค่เดินตามพวกเขาไปก็พอ"
อ้วนน้อยชะงัก "โรงโอสถก็ส่งคนขึ้นเขาด้วยเหรอ?"
แว่นกรอบทองยิ้ม "ถ้าไม่ส่งคนขึ้นเขา แล้วหาซื้อดอกเบญจมาศลายงูไม่ได้ จะเอาอะไรไปหลอมโอสถลายงูล่ะ?"
"โรงโอสถใหญ่แห่งหนึ่ง ถ้าแม้แต่โอสถลายงูก็ยังเอาออกมาไม่ได้ ชื่อเสียงไม่ป่นปี้หมดเหรอ?"
อ้วนน้อยมองไปรอบๆ "คนขึ้นเขาเยอะขนาดนี้ เก็บดอกไม้มาได้ก็ต้องขายให้โรงโอสถ พวกเขายังกลัวว่าจะซื้อไม่ได้อีกเหรอ?"
แว่นกรอบทองโบกพัดจีบพลางกล่าว "ถ้ามีโรงโอสถแห่งเดียวรับซื้อดอกไม้ ย่อมไม่ต้องกังวลว่าจะซื้อไม่ได้ ราคาถูกกำหนดโดยโรงโอสถ"
"แต่โรงโอสถใหญ่หลายแห่งในหุบเขาราชาโอสถล้วนอยากซื้อดอกไม้ หากเกิดการแย่งชิงกันขึ้นมา ราคานี้ก็ต้องแล้วแต่คนขายจะว่ายังไงแล้ว"
อ้วนน้อยก็ยังฟังไม่เข้าใจอยู่ดี "ก็ตกลงกันไว้แล้วไม่ใช่เหรอ ต้นละแปดสิบห้า"
แว่นกรอบทองส่ายหน้า "นั่นเป็นราคาที่ปล่อยออกมาก่อนขึ้นเขา แต่หลังลงเขามาแล้ว เรื่องนี้ยังพูดได้สองทาง"
"สมมติว่านายเป็นคนเปิดโรงโอสถ ในมือไม่มีดอกลายงูเลยสักต้น แล้วคนเก็บดอกไม้มาโก่งราคาสูงๆ นายจะซื้อหรือไม่ซื้อ?"
"ถ้าส่งคนขึ้นไป แล้วเก็บดอกไม้มาได้สักสามห้าร้อยต้น ในใจก็จะมีตัวเลขขั้นต่ำอยู่แล้ว ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็หลอมโอสถให้น้อยลงหน่อย ก็ไม่ถึงกับต้องถูกคนขายบีบคั้น"
แว่นกรอบทองคนนี้เป็นตัวจริงเสียงจริง จากคำพูดคำจาสามารถดูออกได้เลยว่า เขามีความเข้าใจอย่างถ่องแท้เกี่ยวกับธุรกิจบนภูผาหมอกขม
ระหว่างที่พูดคุยกัน ก็มีคนหลายคนมาล้อมวงยืนฟังอยู่เงียบๆ คนพวกนี้ล้วนไม่เคยขึ้นภูผาหมอกขมมาก่อน ต่างก็อยากมาเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากแว่นกรอบทอง
แว่นกรอบทองก็ไม่หวงวิชา พูดพร่ำบอกเล่าเกร็ดความรู้ทั่วไปไม่น้อย โดยเน้นย้ำถึงลักษณะเด่นของดอกลายงู
พูดไปพูดมา จู่ๆ เขาก็หยุดชะงัก สายตาจับจ้องไปยังธงของโรงโอสถที่อยู่ไกลออกไป
ใต้ธงของโรงโอสถ มีชายหลายคนกำลังเดินเข้าไปในส่วนลึกของหมอกหนาทึบ แว่นกรอบทองบอกกับทุกคนว่า "คนของโรงโอสถขึ้นเขาแล้ว พวกเราก็ควรจะไปได้แล้ว"
อ้วนน้อยกำลังจะก้าวไปข้างหน้าอย่างตื่นเต้น แว่นกรอบทองก็เตือนว่า "อย่าตามไปติดเกินไป ตอนอยู่ตีนเขา คนพวกนี้เพื่อรักษาชื่อเสียงของโรงโอสถ พวกเขาจะรักษากฎ"
"แต่พอถึงบนเขา พวกเขาก็ทำได้ทุกอย่างนั่นแหละ การเก็บดอกไม้เป็นงานที่เหนื่อยยาก เก็บเอง ย่อมไม่เร็วเท่าแย่งชิงมาหรอก"
อ้วนน้อยได้ยินดังนั้น ก็กำขวานแน่นขึ้นอีก คนรอบข้างหลายคนก็พลอยตึงเครียดตามไปด้วย
แว่นกรอบทองกล่าว "ถ้าพวกนายไว้ใจฉัน พวกเราก็มาตั้งกลุ่มชั่วคราวกันเถอะ จะได้คอยดูแลซึ่งกันและกัน"







